๓๘

ฝ่ายเจียดคิบแจ้งว่าคนต้องโทษเนรเทศมาถึงใหม่อีกคนหนึ่งคอยอยู่หลายวันก็ไม่เห็นเอาเงินค่าธรรมเนียมมาให้ เจียดคิบนึกขัดใจรีบออกจากบ้านตรงไปยังโรงชำระ คนเหล่านั้นก็วิ่งมาบอกกวนเอียว่าเจียดคิบมาแล้ว กวนเอียกับซ้องกั๋งและผู้คุมก็ชวนกันออกไปรับ พอเห็นเจียดคิบเดินมาก็หยุดยืนอยู่ เจียดคิบนั่งลงร้องตวาดว่า คนเนรเทศมานั้นอยู่ที่ไหนหาเอาเงินค่าธรรมเนียมไปให้เราไม่ ผู้คุมว่าข้าพเจ้าได้บอกกับคนโทษให้แล้วให้จัดสิ่งของไปคำนับท่านเสียก่อน คนโทษกล่าวว่าจะจัดเงินทองไปให้แก่ท่านเอง เจียดคิบถามว่าผู้ที่ต้องโทษมานั้นคนไหน ซ้องกั๋งเห็นเจียดคิบนั่งอยู่บนเก้าอี้ จึงตรงเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าบอกว่าคือข้าพเจ้าเอง เจียดคิบก็ด่าซ้องกั๋งเป็นอันมาก แล้วพูดว่าเจ้านี้จองหองนัก ถือวาสนาของผู้ใดจึงไม่เอาเงินค่าธรรมเนียมไปให้เรา ซ้องกั๋งว่าจะมาข่มขืนเร่งรัดด่วนเอาเงินทองไปทำไม บรรดาพวกพ้องที่อยู่นั้นได้ฟังซ้องกั๋งโต้ตอบดังนั้นก็ตกใจกลัวจนเหงื่อไหล เจียดคิบยิ่งมีความโกรธมากขึ้น ร้องตวาดว่าคนโทษนี้บังอาจนักหนา ผู้คุมจงช่วยกันจับเฆี่ยนเสียร้อยหนึ่ง พวกเหล่านั้นที่ยืนอยู่ชอบพอกับซ้องกั๋ง ครั้นได้ฟังก็วิ่งหนีไปเสียสิ้น เจียดคิบเห็นผู้คุมไปหมดก็โกรธยิ่งนัก ตรงเข้าฉวยไม้กระบองจะมาตีซ้องกั๋งเอง ซ้องกั๋งถามว่าท่านจะตีข้าพเจ้าด้วยเหตุสิ่งใด ถึงมีโทษก็จริงแต่ยังไม่สมควรที่จะตาย เจียดคิบตวาดว่าเจ้าต้องโทษตกอยู่ในเงื้อมมือเราแม้โทษไม่ถึงตายก็ช่างเจ้าเป็นไร เราจะทำให้เหมือนกับฆ่าสัตว์ ซ้องกั๋งจึงแกล้งถามว่าโทษที่รู้จักกับโงวหยงซินแสอยู่ที่เขาเนียซัวเปาะนั้นจะเป็นประการใด เจียดคิบได้ฟังก็สะดุ้งใจวางกระบองเสียพูดว่าเหตุใดท่านจึงรู้จักพวกเขาเนียซัวเปาะ ซ้องกั๋งว่าข้าพเจ้ารู้จักกับโงวหยงที่เรียกว่า โงวหักกิวท่านจะทำไมหรือ เจียดคิบตรงเข้าไปจับมือซ้องกั๋งถามว่าท่านแซ่ใดชื่อไร ซ้องกั๋งแจ้งว่าข้าพเจ้าชาวบ้านซัวตัง

เจียดคิบได้ฟังก็ตกใจพูดว่าข้าพเจ้านี้ไม่รู้จัก เชิญพี่ไปที่อื่นเถิดจะได้คุกเข่าคำนับขออภัย ซ้องกั๋งว่าขอบใจท่านนักหนา จึงเดินมาหยิบหนังสือที่โงวหยงให้กับเงินบ้างเล็กน้อย เจียดคิบพาซ้องกั๋งเดินเข้าไปในเมืองกังจิว ถึงโรงเตี๊ยมขายสุราก็ชวนกันเข้าไปในโรง เจียดคิบเชิญซ้องกั๋งนั่งที่โต๊ะแล้วถามว่า เหตุไฉนพี่จึงได้พบปะกับโงวหยง ซ้องกั๋งก็หยิบหนังสือส่งให้เจียดคิบรับมาฉีกออกอ่านแจ้งแล้วคุกเข่าคำนับพูดว่าครั้งนี้พี่ต้องโทษมาน้องไม่รู้สำคัญว่าผู้อื่นจึงได้ไปทวงเงินค่าธรรมเนียม ซึ่งว่ากล่าวเกินควรกับพี่นั้นอย่าถือโทษข้าพเจ้าเลย ซ้องกั๋งบอกว่ากวนเอียนกับผู้คุมก็ได้บอกว่า ให้เอาเงินค่าธรรมเนียมไปให้ท่าน แต่ข้าพเจ้าปรารถนาจะให้ท่านมาเองจะได้สนทนากันจึงไม่เอาค่าธรรมเนียมไปให้ วันนี้ได้พบท่านข้าพเจ้ามีความยินดีนัก พูดแล้วก็ให้เจ้าของโรงเตี๊ยมจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกัน เจียดคิบคนนี้คือไตจงที่โงวหยงบอกซ้องกั๋งว่า มีพวกพ้องเป็นขุนนางทำราชการอยู่เมืองกังจิว มีรองเท้าวิเศษวันหนึ่งสามารถเดินทางได้ห้าร้อยลี้ ยังรองเท้าวิเศษอีกชนิดหนึ่งดีกว่านั้นขึ้นไป วันหนึ่งเดินทางได้ถึงแปดร้อยลี้ คนทั้งปวงจึงเรียกว่าไตจงซิ่นเกียไทเปา ไตจงกับซ้องกั๋งนั่งเสพสุราสนทนากันต่างๆ ซ้องกั๋งเล่าว่าเมื่อเดินทางมาพบกับพี่น้องเหล่านั้นก็ได้เอ่ยชื่อของท่านให้ฟังเสมอ ไตจงก็เล่าความซึ่งได้คบโงวหยงให้ซ้องกั๋งฟัง ขณะนั้นที่โต๊ะบนเหลาสูงได้ยินเสียงอื้ออึงอยู่ข้างล่าง เจ้าของโรงขึ้นไปบอกไตจงว่าพวกพ้องของท่านกำลังวิวาทกับชาวตลาดผู้ใดห้ามก็ไม่ฟัง เชิญท่านไปโดยเร็วเถิด ไตจงพูดแก่ซ้องกั๋งว่าเชิญท่านเสพสุราอยู่ที่นี่พลาง ข้าพเจ้าจะไปห้ามปรามชายผู้นั้น ไตจงจึงลงมาจากเหลาเห็นลีขุยวิวาทอยู่กับชาวตลาดก็เรียกตัวพาขึ้นไปบนเหลาสูง ซ้องกั๋งเห็นลีขุยรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาดุร้ายจึงถามไตจงว่าชายที่มานี้ผู้ใด ไตจงแจ้งว่าแซ่ลีซื่อขุย เป็นชาวเมืองกิจิวตำบลบ้านคิจูกุ้ยเรียกว่า เฮกซวนฮอง ชาวเมืองนั้นเรียกลีขุยว่าลีจิหงู เดิมลีขุยตีคนตาย หนีมาอาศัยอยู่กับข้าพเจ้า ครั้นสิ้นโทษแล้วยังไม่ได้กลับไปบ้าน ลีขุยมีฝีมือเข้มแข็งถือขวานสองมือเป็นอาวุธ ถ้าเสพสุราเมาดุร้ายนัก บัดนี้ลีขุยเป็นทหารผู้น้อย ลีขุยแลดูซ้องกั๋งแล้วถามไตจงว่าชายคนนี้ผู้ใด ไตจงว่าที่เจ้าพูดถึงอยู่บ่อยๆ ว่าเป็นคนสัตย์ซื่อใจโอบอ้อมอารีคือพี่ผู้นี้ ลีขุยถามว่าพี่สำนักอยู่ตำบลซัวตังเรียกว่ากิบสิโหวโอวซ้องกั๋งใช่หรือไม่ (โอวนั้นแปลว่าดำ)

ไตจงได้ฟังก็โกรธ จึงพูดว่าคนอะไรเช่นนี้สั่งสอนเท่าไรก็ไม่จำ ยังไม่คุกเข่าคำนับเสียโดยเร็ว ลีขุยว่าถ้าใช่พี่ซ้องกั๋งแน่แล้วจึงจะคำนับ ถ้าไม่ใช่พี่ซ้องกั๋งแล้ว พอข้าพเจ้าคุกเข่าลงคำนับ พี่ก็จะหัวเราะเยาะดอกกระมัง ซ้องกั๋งได้ฟังจึงบอกว่า ตัวเรานี้คือซ้องกั๋งใช่แล้ว ลีขุยก็คุกเข่าลงคำนับพูดว่าท่านนิ่งเสียหาบอกให้รู้ไม่ จฺะบอกแต่แรกให้ข้าพเจ้าดีใจจะดีทีเดียว ซ้องกั๋งได้ฟังก็หัวเราะถามว่า เมื่อสักครู่นั้นน้องวิวาทกับผู้ใด ลีขุยบอกว่าข้าพเจ้ามีเงินเหรียญใหญ่หนักสิบตำลึงเอาไปจำนำไว้ที่โรงเตี๊ยมเป็นเงินเล็กน้อย แล้วข้าพเจ้าไปขอขึ้นเงินอีก เจ้าของโรงเตี๊ยมไม่ไห้จึงได้เกิดวิวาทกัน พอดีพี่ผู้นี้ไปเรียกมา ซ้องกั๋งว่ากระนั้นคงจะคิดเอาดอกเบี้ย ลีขุยว่าสัญญากันว่าดอกเบี้ยนั้นอยู่ในเงินที่เอามาแต่แรกแล้ว ซ้องกั๋งหยิบเงินสิบตำลึงส่งให้ว่าจงเอาไปถ่ายเหรียญมาจะได้แตกออกใช้สอย ลีขุยรับเงินแล้วก็ลงจากเหลาไป ไตจงจึงพูดกับซ้องกั๋งว่าน้องคิดจะห้ามไว้ก็ไม่ทันพี่ส่งเงินให้เสียก่อน ซึ่งลีขุยว่าจะเอาไปถ่ายเงินมานั้นไม่จริง คงเอาเงินไปซื้อสุราแล้วก็จะไปเล่นเบี้ย ข้าพเจ้าก็จะพลอยเสียไปด้วย ซ้องกั๋งหัวเราะแล้วพูดว่าเงินเล็กน้อยเท่านั้นไม่เป็นไร ถ้าเล่นเสียก็แล้วไปท่านอย่าวิตกเลย ลีขุยนี้เห็นเป็นคนซื่อตรงพอจะคบกันได้ ไตจงว่าลีขุยฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญไม่เกรงผู้ใด ถ้าเสพสุราเมาก็เที่ยวทุบตีคนทั้งปวง ผู้ใดวิวาทข่มเหงกัน ลีขุยไปพบปะก็เข้าช่วยตีผู้ที่ทำผิด บรรดาคนในเมืองกังจิวก็เกรงกลัวลีขุยทุกคน สืบไปภายหน้าภัยอันตรายก็จะมาถึงตัวข้าพเจ้าเป็นแน่ ไม่รู้ที่จะคิดประการใดเลย ซ้องกั๋งว่าช่างเถิดเอาไว้ใช้เมื่อเวลาอับจนก็ได้ เชิญท่านเสพสุราอีกสองถ้วยแล้วจะได้ไปเที่ยวเล่น ไตจงว่าข้าพเจ้าคิดไว้แต่แรกว่าจะพาพี่เที่ยวชมสิ่งของต่างๆ ก็ลืมเลย พี่เสพสุราให้สบายก่อนแล้วจึงค่อยไปเถิด สองนายนั่งเสพสุราอยู่

ฝ่ายลีขุยเดินมาคิดรำพึงว่าซ้องกั๋งนี้ใจดีจริง เพิ่งจะพบปะรู้จักกับเราให้ยืมเงินถึงสิบตำลึง ในสองสามวันนี้เราเล่นเสียนัก หามีเงินทองจะซื้อสิ่งของเลี้ยงซ้องกั๋งไม่ เราจะแวะเข้าเล่นเบี้ยถ้าได้แล้วก็จะเอาไปซื้อสุราและสิ่งของเลี้ยงซ้องกั๋งให้มีหน้าสักครั้งหนึ่ง

ลีขุยรีบเดินไปถึงโรงบ่อนเซียวเตียอิด ลีขุยเอาเงินวางลงที่กลางกั๊ก ชวนให้เซียวเตียอิดมาเล่นเบี้ยกัน เซียวเตียอิดนั้นเคยเล่นเบี้ยกับลีขุยเห็นว่าซื่อตรงดีได้เสียโดยสุจริต จึงพูดว่าหยุดเสียให้สบายก่อนแล้วจึงเล่น ลีขุยไม่ฟังจะเล่นในขณะนั้นให้จงได้ เซียวเตียอิดก็เอาลูกบาศก์มาวางไว้กลางกั๊ก ลีขุยจับลูกบาศก์ขึ้นทอดเป็นเอี่ยวทั้งสองครั้ง เงินสิบตำลึงเสียแก่เซียวเตียอิดทั้งสิ้น ลีขุยมีความเสียใจ จึงอ้อนวอนว่าเวลานั้นร้อนนักขอยืมให้กับเราก่อน พรุ่งนี้จึงจะเอามาใช้ให้ท่าน เซียวเตียอิดตอบว่าไม่มีธรรมเนียม เล่นเสียแล้วยังจะกลับมาขอยืมเอาเงินไป อย่าว่าแต่ท่านเลยถึงพ่อลูกกันก็ยืมกลับไปไม่ได้ ทุกทีมาเล่นก็เห็นว่าซื่อตรงทำไมจึงมาโหยกเหยกเช่นนี้ ลีขุยว่าครั้งนี้เป็นการร้อนยืมให้ก่อนเถิดแล้วจะเอามาใช้ให้ เซียวเตียอิดว่าไม่ได้ ลีขุยก็เข้าแย่งชิงเอาเงินสิบตำลึงที่เล่นเสียและเงินของนักเลงทั้งปวงด้วยทั้งสิ้น เซียวเตียอิดโกรธเข้าแย่งชิงก็สู้ฝีมือไม่ได้ ลีขุยผลักเซียวเตียอิดล้มลง พวกลูกโรงช่วยกันปิดประตูกันไว้ ลีขุยเข้าตีพวกลูกโรงแตกกระจายไปแล้วเปิดประตูเดินออกมา

ฝ่ายซ้องกั๋งกับไตจงครั้นเสพสุราแล้วคิดเงินให้เจ้าของโรงเตี๊ยมเสร็จก็ลงมาจากเหลาเดินไปเที่ยวเล่น ไตจงเห็นผู้คนไล่ตามลีขุยมา ก็ร้องว่าเหตุใดจึงแย่งชิงเงินทองของผู้อื่นเช่นนี้ ลีขุยได้ฟังไม่ทันเหลียวดู ก็ร้องตอบว่าไม่ใช่การของคนทั้งปวง แล้วเหลียวไปดูเห็นไตจงเดินหน้า ซ้องกั๋งเดินตามมาข้างหลัง ลีขุยตกใจหน้าสลดลง พูดว่าพี่ทั้งสองอย่าโกรธเลย น้องคิดจะไปหาเงินซื้อของมาตอบแทนพี่บ้าง ครั้นเอาเงินไปเล่นเสียจนสิ้นจึงได้แย่งชิงเอาเงินที่เล่นเสียกับเงินของนักเลงมา ปรารถนาจะซื้อเลี้ยงพี่จึงเกิดความทั้งนี้ขึ้น ซ้องกั๋งได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า เงินนั้นเล่นเสียก็แล้วกันไป จะชิงเอามาทำไม เมื่อไม่มีให้ก็บอกกับพี่ จงเอากลับคืนไปให้เจ้าของเงินเขาเสียเถิด ลีขุยก็หยิบเงินในเสื้อนั้นส่งให้ซ้องกั๋ง พอเซียวเตียอิดกับพวกพ้องตามมาทัน ซ้องกั๋งเรียกเซียวเตียอิดมาส่งเงินนั้นให้ เซียวเตียอิดรับเงินไว้พูดว่าท่านทั้งสองไม่ทราบ ถ้าลีขุยแย่งเอาเงินสิบตำลึงที่เล่นเสียข้าพเจ้ามาก็จะหาเอาไม่ นี่แย่งเอาเงินที่กินคนอื่นมาด้วย เงินสิบตำลึงที่เล่นเสียนั้นจะขอคืนให้ขอแต่เงินที่กินผู้อื่นไว้เถิด อย่าให้ลีขุยผูกพยาบาทข้าพเจ้าเลย แล้วก็ส่งเงินสิบตำลึงนั้นคืนให้ ซ้องกั๋งว่าจะผูกพยาบาทกันทำไม แต่พวกของท่านนั้นผู้ใดเจ็บป่วยบ้าง เซียวเตียอิดว่าลีขุยตีพวกข้าพเจ้าเจ็บหลายคน ซ้องกั๋งว่าถ้ากระนั้นก็เอาเงินสิบตำลึงนี้ไปรักษาพวกของท่านเถิด อย่าเอากลับคืนเลย ข้อที่ลีขุยจะผูกพยาบาทนั้นท่านอย่าวิตก เราจะห้ามปรามไม่ให้ลีขุยทำอันตรายท่านจงพากันกลับไปเถิด เซียวเตียอิดกลัวลีขุยไม่อาจรับเงิน ซ้องกั๋งก็ขืนส่งให้เซียวเตียอิดรับเงินคำนับลาพาพวกพ้องกลับไป ซ้องกั๋งจึงพูดกับไตจงว่าเราพาลีขุยไปเสพสุราแล้วเที่ยวชมสิ่งของทั้งปวงเล่นกันเถิด ไตจงว่าข้างหน้ามีเก๋งหลังหนึ่งอยู่ริมแม่น้ำ สร้างไว้แต่ครั้งโบราณสนุกสนานงดงามนักไปชมเล่นให้สบาย ซ้องกั๋งว่าซื้อสุรากับสิ่งของไปรับประทานบนเก๋งนั้นด้วย ไตจงว่าไม่ต้องซื้อไป ที่เก๋งนั้นสุราและสิ่งของต่างๆ มีขายอยู่ ซ้องกั๋งว่าถ้ากระนั้นก็ยิ่งดี ไม่ต้องซื้อไปให้ลำบาก สามนายก็เดินไปยังเก๋งปีแป๋เต็ง ขึ้นไปบนเก๋งแลเห็นแม่น้ำชิมเอียงกัง ริมฝั่งมีโรงเตี๊ยมบนเก๋งนั้นมีที่อยู่สิบแห่ง ไตจงเที่ยวเลือกดูสถานที่สะอาดดีก็เชิญให้ซ้องกั๋งนั่งที่ใหญ่ เรียกเจ้าของสุราให้จัดโต๊ะมาเลี้ยงกัน เจ้าของสุราก็จัดสิ่งของและสุราที่อย่างดีเรียกว่าเง็กหูชุนพร้อมแล้วยกมาให้ สามนายก็ชวนกันเสพสุรา ซ้องกั๋งสรรเสริญว่าสุรานี้ดีจริง ลีขุยว่าสุราถ้วยเล็กนัก ข้าพเจ้าดื่มไม่สบาย ไตจงตวาดว่า จะดื่มให้เมาสักเพียงไร ซ้องกั๋งว่าช่างเถิด สั่งให้เจ้าของสุราเอาชามใหญ่ใส่มา เจ้าของสุราก็จัดมาให้ สามนายเสพสุราสนทนากัน ซ้องกั๋งจึงพูดว่า ถ้าได้ปลาสดมาแกล้มกับสุราเห็นจะดี ไตจงว่าที่ตำบลนี้ปลาสดมีถมไป แล้วส่งเงินให้เจ้าของสุรา ๆ รับไปซื้อปลามาต้มแกงให้เสร็จ ซ้องกั๋งกับไตจงรับประทานคนละเล็กน้อย ไตจงถามว่าปลาไม่ดีหรือข้าพเจ้าจะได้ไปหาปลาอย่างอื่นมา ซ้องกั๋งว่า ปลานี้ดีนักแต่อิ่มอยู่แล้วเชิญท่านให้สบายเถิด ไตจงว่าข้าพเจ้าก็อิ่ม ลีขุยรับประทานปลานั้นสิ้นทั้งสามชาม ซ้องกั๋งเห็นก็หัวเราะพูดว่า น้องนี้แสบท้องมาดอกกระมัง ให้เจ้าของสุราเอาเนื้อสุกมาสามชาม เจ้าของสุราจัดมาให้ บอกว่าเนื้อแพะดีนัก ลีขุยว่า อยากกินแต่เนื้อกระบือจงไปเอามาขายให้เถิด เจ้าของสุราว่า เนื้อกระบือไม่มี ซ้องกั๋งให้เงินไปซื้อเนื้อกระบือมา ลีขุยรับประทานจนสิ้น แล้วพูดจากันต่างๆ ไตจงถามว่า มีปลาสดที่ดีบ้างหรือไม่ เจ้าของสุราว่ามี แต่เจ้าของยังไม่อยู่ ไม่มีผู้ใดอาจขาย แต่มีปลาขังไว้ในเรือมาก ลีขุยได้ฟังก็ลุกขึ้นพูดว่าข้าพเจ้าจะไปขอปลาสดที่ขังไว้มาต้มแกงให้พี่ทั้งสองรับประทาน ไตจงห้ามว่า น้องอย่าไปเลยให้เจ้าของสุราไปซื้อมาก็ได้ ลีขุยว่า พวกที่หาปลาเห็นข้าพเจ้าไปก็ขัดไม่ได้ ต้องเอาปลาสดที่อย่างดีให้ พูดดังนั้นแล้วก็ลงจากเก๋งไป ไตจงจึงพูดกับซ้องกั๋งว่า ลีขุยนี้ว่ากล่าวห้ามปรามสิ่งใดก็ไม่เชื่อฟัง ทำให้พี่อับอายแก่ผู้คนเป็นนักหนา พี่อย่าถือโทษข้าพเจ้าเลย ซ้องกั๋งตอบว่าด้วยสันดานเกิดมาเช่นนั้น แล้วจะทำอย่างไรได้ สองนายพูดจากันอยู่บนเก๋งปีแป๋เต็งตามสบาย

ฝ่ายลีขุยไปถึงริมฝั่งแม่น้ำ เห็นเรือปลาจอดอยู่ใต้ต้นไม้ริมฝั่งประมาณแปดสิบลำ คนในเรือนั้นเอาแหอวนขึ้นตากเกลื่อนกลาด ลีขุยเดินตรงไปที่เรือร้องบอกว่า จงจับปลามาให้เราสองตัว พวกในเรือตอบว่าเจ้าของยังไม่มา คนที่จะซื้อนั่งคอยอยู่เป็นอันมาก ท่านจะต้องการปลาสดก็คอยให้เจ้าของมาจึงจะได้ ลีขุยว่าผู้ขายยังไม่มาก็ช่างเป็นไร พวกเจ้าจับมาให้เราก่อนเถิด พวกที่เรือว่าปลายังไม่ทันซื้อขายจะเปิดท้องเรือตักเอาไม่ได้ ลีขุยเห็นพวกในเรือไม่จับปลาให้ก็กระโดดลงไปในเรือเข้าจับปลา ชายเจ้าของเรือห้ามปราม ลีขุยก็ไม่ฟัง เจ้าของเรือสู้ลีขุยไม่ได้ก็กระโดดขึ้นไปบนฝั่ง ซึ่งเรือปลานั้นเจาะให้น้ำเข้าออกได้ ที่ปากท่อเฝือกปักกั้นไว้ ลีขุยไล่จับปลาไม่ได้ก็เปิดเฝือกนั้นออก ปลาลอดช่องหนีไปในแม่น้ำทั้งสิ้น ลีขุยก็โกรธกระโดดข้ามไปเรือลำโน้นเที่ยวค้นจับปลาในท้องเรือ พวกเรือปลาก็ช่วยกันเอาถ่อมาต่อสู้ป้องกัน ลีขุยฉวยถ่อของพวกเหล่านั้นหักเสียสิ้น ไล่ตีพวกเรือปลาขึ้นมาบนตลิ่ง พวกเรือปลาสู้กำลังลีขุยไม่ได้ก็วิ่งหนีกระจัดกระจายไป พอเห็นเจ้าของเดินมา พวกเรือปลาร้องบอกว่าท่านผู้เป็นเจ้าของบัดนี้มีชายผู้หนึ่งหน้าดำรูปร่างสูงใหญ่ มาแย่งจับปลาแล้วทุบตีพวกข้าพเจ้าแตกหนีไปสิ้น ชายนั้นยังอยู่ที่ริมฝั่ง เจ้าของปลาได้ฟังก็โกรธรีบเดินมาถึงที่เรือจอดก็ร้องตวาดว่า ชายผู้นี้บังอาจนักหนาบริโภคเสือหรือจระเข้เข้าไป ใจคอจึงดุร้ายมาเที่ยวไล่ตีพวกเราวุ่นวายอยู่เช่นนี้ ลีขุยได้ฟังเหลียวมาดูเห็นเจ้าของขายปลาหน้าตาดุร้ายรูปร่างสูงใหญ่ อายุประมาณสามสิบปีเศษ มีหนวดบ้างเล็กน้อย ถือคันชั่งจะมาชั่งปลา บรรดาพวกที่จะซื้อปลาก็ตามมาด้วย ลีขุยโกรธนักถือถ่อตรงเข้าทำร้ายเจ้าของปลา ชายนั้นจับถ่อไว้ได้ ลีขุยโดดเข้าไปต่อสู้ต้านทานเป็นสามารถ

ฝ่ายซ้องกั๋งกับไตจงนั่งพูดจาสนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่เห็นลีขุยกลับมาก็ลงจากเก๋งตามไป ลีขุยกับชายเจ้าของปลากำลังต่อสู้กันอยู่ ชายที่ขายปลาสู้กำลังลีขุยไม่ได้ พอซ้องกั๋งกับไตจงมาถึงเห็นก็ร้องตวาดลีขุยว่าทำเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ลีขุยกำลังยึดมือชายที่ขายปลา ได้ยินก็เหลียวไปดู เห็นซ้องกั๋งกับไตจงเดินใกล้เข้ามาก็ปล่อยมือ เจ้าของขายปลาวิ่งหนีไป ไตจงว่า เราได้ห้ามแล้วไม่ให้มาจับปลาก็ไม่ฟัง ยังจะมาทำร้ายอีก ถ้าชายผู้นั้นตายมิต้องไปติดโทษหรือ ลีขุยว่าข้าพเจ้ากลัวโทษจะถึงพี่ ถ้าไม่กระนั้นก็ตีตายเสียแล้ว ซ้องกั๋งว่าอย่าวุ่นวายเลย เราชวนกันไปเสพสุราดีกว่า ซ้องกั๋งกับไตจงก็เดินหน้าลีขุยไปเอาเสื้อที่แขวนไว้ใต้ต้นไม้ เดินตามซ้องกั๋งกับไตจงมา

ฝ่ายเจ้าของขายปลา ครั้นลีขุยปล่อยหนีไปได้ก็โกรธยิ่งนัก คิดจะแก้แค้นลีขุยให้ได้ ก็ลงเรือถอดเสื้อหมวกเสียสิ้น ใส่แต่กางเกงสั้น เอาเชือกรัดเอวไว้ รีบแจวตามลีขุยมาแต่ผู้เดียว ด้วยชำนิชำนาญในทางนํ้าและเรือ ครั้นตามมาทันก็ร้องท้าทายว่า เวลาวันนี้เราจะต่อสู้ให้เห็นฝีมือกัน ลีขุยเดินตามหลังไตจงมาได้ยินก็เหลียวไปดู เห็นชายที่วิวาทแจวเรือไล่ตามมาจึงหยุดยืนอยู่ริมฝั่ง พอเรือชายที่ขายปลาแจวมาถึง ลีขุยร้องว่า ให้ขึ้นมาสู้กันบนบก ชายนั้นก็ไม่ขึ้น ร้องว่ากล้าดีก็ลงมาในเรือ ลีขุยเป็นคนโทโสมากได้ฟังท้าทายดังนั้นก็โกรธโดดลงไปในเรือ ชายผู้นั้นก็คํ้าเรือออกไปกลางน้ำ พูดว่าเวลาวันนี้คงจะเห็นดี แต่เราจะให้เจ้ากินน้ำเสียก่อนจึงค่อยต่อสู้กัน แล้วก็ทำเรือให้ล่มลงลีขุยไม่ชำนาญในทางนํ้า ครั้นเรือล่มก็เสียที เตียสุนตรงเข้ากดคอลีขุยจมน้ำไว้

ฝ่ายซ้องกั๋งกับไตจงเดินไปหน้า เหลียวมาไม่เห็นลีขุยก็ตกใจรีบกลับตามลงไป เห็นลีขุยกัยชายนั้นต่อสู้กันอยู่ในนํ้า จึงรีบมาที่ริมฝั่ง เห็นชาวบ้านยืนดูอยู่บนตลิ่งประมาณสี่ห้าร้อยคน คนเหล่านั้นพูดกันว่า ชายที่มาแย่งปลาคงตายเป็นแน่ บางคนพูดว่าถ้าไม่ตายก็คงกินน้ำอิ่ม ซ้องกั๋งกับไตจงเห็นลีขุยจะว่ายน้ำเข้ามา ชายผู้นั้นกดไว้ถ้าเกือบจะสิ้นใจก็ปล่อยผุดขึ้นมา แล้วกดจมน้ำลงไปอีก ซ้องกั๋งกับไตจงมีความวิตกกลัวลีขุยจะตาย ไตจงจึงถามพวกเหล่านั้นว่าชายรูปร่างขาวที่เป็นเจ้าของเรือชื่อไร พวกเหล่านั้นบอกว่า เจ้าของขายปลาชื่อเตียสุน อยู่ตำบลนี้ ซ้องกั๋งรำลึกขึ้นได้ว่า เห็นจะเป็นน้องเตียหวย จึงถามพวกเหล่านั้นว่า เตียสุนที่เรียกว่าลังลีแป๊ะเตียวหรือ พวกเหล่านั้นบอกว่าคนผู้นี้ชำนาญทางน้ำ ซ้องกั๋งบอกกับไตจงว่า พี่ชายของเตียสุนชื่อเตียหวยฝากหนังสือมาท่านจงคิดแก้ไขช่วยลีขุยโดยเร็วเถิด ไตจงได้ฟังก็ยินดีร้องห้ามเตียสุนว่า พี่แซ่เตียจงรั้งรอก่อน บัดนี้เตียหวยพี่ชายท่านฝากหนังสือมา เชิญพูดจากันก่อน เตียสุนได้ฟังเหลียวไปดู เห็นไตจงก็จำได้ วางลีขุยเสียว่ายน้ำเข้ามาขึ้นฝั่ง คำนับแล้วพูดว่า อย่าถือโทษเลย ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านมา ไตจงว่าชายที่วิวาทกับท่านเป็นพี่น้องของข้าพเจ้าเอง จงไปช่วยพยุงเอาตัวขึ้นจากน้ำเถิด เตียสุนก็โดดลงน้ำว่ายตรงไป ลีขุยสำลักน้ำเกือบจะขาดใจ พอเตียสุนไปถึงก็จับมือลีขุยฉุดเข้ามาริมฝั่ง บรรดาคนที่ดูอยู่บนตลิ่งเห็นเตียสุนฉุดมือลีขุยว่ายน้ำเข้ามาเหมือนเดินในน้ำได้ ตัวเตียสุนจมน้ำลงไปเพียงเอว คนเหล่านั้นเห็นก็สรรเสริญเตียสุนทุกคน ซ้องกั๋งยืนดูตะลึงอยู่เป็นครู่ แล้วคิดว่า เตียสุนนี้ชำนาญทางน้ำไม่มีผู้ใดเสมอ พอเตียสุนมาถึงริมฝั่งส่งลีขุยขึ้นตลิ่งแล้วก็ขึ้นไปด้วยกัน ไตจงจึงพูดกับเตียสุนว่า เชิญท่านไปเสพสุราที่เก๋งปีแป๋เต็งเถิด เตียสุนสั่งให้คนใช้ไปเก็บเรือเข้าที่แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ไตจง ซ้องกั๋ง ลีขุย เตียสุน ก็ชวนกันไปยังเก๋งปีแป๋เต็ง สั่งให้เจ้าของโรงเตี๊ยมจัดโต๊ะและสุรามาสู่กันแล้วพูดจาเป็นที่สบาย ไตจงถามเตียสุนว่า ท่านจำข้าพเจ้าได้หรือเปล่า เตียสุนว่าข้าพเจ้าจำได้ คิดจะไปคำนับท่านสักครั้งก็ติดธุระซื้อขายอยู่ ไตจงชี้มือไปที่ลีขุยว่า คนนี้ท่านจำได้หรือประการใด เตียสุนว่าข้าพเจ้าจำได้ว่าที่แซ่ลี แต่ยังไม่ได้ทดลองฝีมือ ลีขุยว่าดีแล้วมากดกันจมนํ้าเกือบจะขาดใจตาย เตียสุนว่า ท่านตีเอาเราเจียนตายไม่ใช่หรือ ไตจงว่าถ้าไม่เกิดวิวาทก็ไม่รู้จักกัน ลีขุยว่าถ้าไม่พบบนบกบ้างก็แล้วไป เตียสุนว่า เราจะไปคอยอยู่ทางน้ำ แม้นได้พบก็คงเห็นกันอีก พูดแล้วก็หัวเราะขึ้นทั้งสี่นาย ไตจงชี้มือไปที่ซ้องกั๋งถามเตียสุนว่ารู้จักท่านผู้นี้หรือไม่ เตียสุนพิเคราะห์ดูแล้วตอบว่า ข้าพเจ้าไม่รู้จัก ลีขุยลุกขึ้นบอกเตียสุนว่า พี่ผู้นี้คือซ้องกั๋ง เตียสุนได้ฟังก็ถามว่า ที่สำนักอยู่บ้านซัวตัง แขวงเมืองหุนเสียกุ้ย เรียกว่ากิบสิโหวซ้องกงเหม็งเป็นขุนนางตำแหน่งอะซีหรือ ไตจงบอกว่าคนนี้ใช่แล้ว เตียสุนก็คุกเข่าคำนับพูดว่า ข้าพเจ้าได้ยินข่าวเล่าลือถึงชื่อเสียงท่านมาช้านาน บัดนี้ได้มาพบก็เป็นบุญนักหนา ซ้องกั๋งรับคำนับตอบแล้วว่า เดิมข้าพเจ้าเดินทางมาถึงเนินเขากิดเอียงเนีย พบลี้จุนที่เรียกว่าฮุนกังเหล็ง พักอยู่ที่บ้านลี้จุนหลายวัน แล้วมาถึงแม่นํ้าชิมเอียงกังพบมกชุน มกหอง ภายหลังจึงพบเตียหวย ๆ ฝากหนังสือมาให้ท่าน วันนี้ข้าพเจ้าชวนพี่น้องมาเที่ยวที่เก๋งปีแป๋เสพสุราพูดถึงปลา ลีขุยว่าจะไปหาปลามาให้ ห้ามก็ไม่ฟัง จึงวิวาทกันขึ้น เตียสุนว่าที่อยากจะรับประทานปลาที่ดี ๆ ข้าพเจ้าจะหามาให้ ลีขุยว่าข้าพเจ้าจะไปด้วย ไตจงได้ฟังก็โกรธร้องตวาดว่า เมื่อสักครู่นี้กินน้ำยังไม่อิ่มหรือ เตียสุนก็หัวเราะแล้วก็ลุกขึ้นจับมือลีขุยพูดว่า เราไปจับปลาด้วยกันดูทีหรือว่าผู้ใดจะมาขัดขวางบ้าง เตียสุนกับลีขุยก็ลงจากเก๋งเดินไปถึงริมฝั่งแม่นํ้าเห็นเรือปลาแจวเข้ามาริมตลิ่ง เตียสุนร้องถามว่า เรือลำนี้มีปลาดีๆ บ้างหรือไม่ เจ้าของปลาบอกว่า ได้ปลาที่อย่างดี ๆ สิบปลา เตียสุนก็ลงไปในเรือเลือกจับปลาที่ดีๆ สี่ปลา ลีขุยเอามาก่อน แล้วเตียสุนสั่งให้คนใช้ชั่งปลาขาย แล้วก็กลับมาเก๋งปีแป๋เต็ง ให้ต้มแกงปลานั้นมาเลี้ยงกัน ซ้องกั๋ง เตียสุน ไตจงกำลังพูดอวดอ้างถึงเรื่องที่ได้ฝึกหัดฝีมืออยู่ ครั้นจบลงลีขุยจะพูดอวดขึ้นบ้าง พอดีมีหญิงสาวผู้หนึ่งรูปร่างงามตรงเข้าไปที่ซ้องกั๋ง ร้องเพลงให้ฟังปรารถนาจะได้รับเงินไปเลี้ยงชีวิต ลีขุยโกรธว่ามาร้องเพลงกลบเกลื่อนเสีย ก็ตรงเข้าทำร้ายหญิงที่ร้องเพลง ซ้องกั๋ง ไตจงจะห้ามก็ไม่ทัน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ