๒๓

ฝ่ายบู๊สงเป็นคนชาวเมืองเซงหัวกุ้ยมีฝีมือเพลงอาวุธเข้มแข็งนัก เดิมเสพสุราเมาตีชายผู้หนึ่งสลบไป บู๊สงสำคัญว่าตายจึงได้หนีจากเมืองเซงหัวกุ้ยมาอยู่กับชาจินที่บ้าน เมื่อขณะบู๊สงมาถึงนั้นชาจินต้อนรับเป็นอันดี ครั้นอยู่นานมาบู๊สงเมาสุราเที่ยวตีผู้คนอยู่เนืองๆ พวกเหล่านั้นพากันมาฟ้องกับชาจิน ตั้งแต่นั้นชาจินก็ไม่ใคร่จะเอาใจใส่ บู๊สงป่วยเป็นไข้จึงเอาถ่านมาติดไฟนั่งอยู่บนร้าน ซ้องกั๋งเดินมาโดนร้านถ่านไฟกระเด็นถูกบู๊สงพองทั้งตัว บู๊สงตกใจจนเหงื่อไหล เหลียวไปเห็นซ้องกั๋งไม่รู้จักว่าผู้ใดก็โกรธลุกขึ้นจะตีซ้องกั๋ง พวกที่ถือโคมตามมาเห็นก็ร้องห้ามว่าอย่าทำท่านผู้นี้ ท่านเป็นผู้รักใคร่กับชาจินนายเรา บู๊สงไม่ฟังจะตีให้ได้ พอชาจินออกมาเห็นก็ร้องห้ามบู๊สงไว้แล้วว่า เจ้าไม่รู้จักหรือท่านคนนี้ที่เขาเรียกว่าซองอะซี บู๊สงได้ฟังก็คุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่าข้าพเจ้ามีตาก็จริงแต่ไม่รู้จัก จะเข้าไปตีเอา โทษผิดนักหนาท่านจงเมตตาอย่าถือโกรธเลย ซ้องกั๋งฉุดมือให้ยืนขึ้นแล้วว่า อย่าต้องคุกเข่าเลยเจ้าแซ่ใดชื่อไร ชาจินบอกว่าชายผู้นี้เป็นคนชาวเมืองเซงหัวกุ้ยแซ่บู๊ชื่อสงพี่น้องสองคน แต่บู๊สงมาอยู่กับข้าพเจ้าปีหนึ่งแล้ว ซ้องกั๋งว่าข้าพเจ้าได้ยินข่าวเล่าลือว่าบู๊ยีหนึงคือบู๊สงคนนี้ฝีมือเข้มแข็งนัก เพื่อนชักนำให้มาพบกันที่บ้านท่านก็เป็นบุญนักหนา ชาจินว่าเทวดาดลใจให้ท่านทั้งหลายมาพบกัน ซ้องกั๋งจูงมือบู๊สงเข้าไปข้างใน เรียกซ้องเซ้งให้มารู้จักบู๊สงไว้แล้วชาจินให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกัน ตั้งแต่ซ้องกั๋งมาอยู่ ชาจินก็ต้อนรับบู๊สงเหมือนเมื่อตัวมาอยู่แต่เดิมก็ดีใจ ซ้องกั๋งเห็นลักษณะรูปร่างบู๊สงสมกับที่เล่าลือว่ามีผีมือเข้มแข็ง จึงถามบู๊สงว่าเหตุใดน้องจึงมาอยู่ที่นี่ บู๊สงว่าข้าพเจ้าอยู่ ณ เมืองเซงหัวกุ้ยเสพสุราเมาตีชายผู้หนึ่งสลบไปสำคัญว่าตาย จึงได้หนีอาอาศัยอยู่ที่นี่ปีเศษ ได้ยินข่าวว่าชายที่ข้าพเจ้าตีนั้นไม่ตาย คิดจะกลับไปบ้านแล้วจะไปคำนับท่าน ก็เผอิญป่วยเป็นไข้ผิงไฟอยู่ พอท่านเมาสุราเดินไปโดนร้านถ่านไฟกระเด็นถูกข้าพเจ้าก็ตกใจจนเหงื่อไหล ไข้นั้นก็พลอยหายแล้วได้พบท่านเป็นบุญของข้าพเจ้านักหนา ซ้องกั๋งก็ยินดีชวนกันกินโต๊ะเสพสุราพูดจาอยู่จนดึกแล้วก็ไปนอน ครั้นอยู่มาอีกสองสามวันซ้องกั๋งเห็นบู๊สงใส่เสื้อกางเกงเก่าจึงเอาเงินสิบตำลึงให้บู๊สงไปซื้อใหม่ ชาจินแจ้งว่าซ้องกั๋งเอาเงินให้บู๊สงไปซื้อเสื้อกางเกงก็ห้ามไม่ให้ไปซื้อเอาเงินคืนให้ซ้องกั๋งเสีย ชาจินเอาแพรที่ดีมาจ้างช่างตัดเสื้อกางเกงให้ซ้องกั๋งกับซ้องเซ็งและบู๊สงใส่เป็นหลายสำรับ สามนายอยู่ที่บ้านชาจินมีความสุขสบาย ครั้นอยู่มาประมาณสิบวันบู๊สงคิดถึงบ้านจึงบอกกับชาจินและซ้องกั๋งว่าข้าพเจ้ามาอยู่นานแล้ว ไม่เห็นพี่ชายฝากหนังสือมาให้รู้เหตุร้ายและดีบ้างเลย จะลาท่านไปเยี่ยมเยือนพี่สักครั้งหนึ่งแล้วจะกลับมา ชาจินกับซ้องกั๋งและซ้องเซ็งครั้นจะห้ามปรามไว้ไม่ได้ ชาจินจึงจัดเงินทองให้ซื้ออาหารตามทางบู๊สงก็ลามา ซ้องกั๋ง ซ้องเซ็งจัดหาเงินทองตามไปส่งบู๊สงประมาณทางได้เจ็ดแปดลี้ มีโรงขายสุราอยู่แห่งหนึ่ง ซ้องกั๋งกับซ้องเซ็งก็ชวนบู๊สงไปดื่มเหล้า บู๊สงจึงพูดว่าพี่ทั้งสองอุตส่าห์ตามมาส่งน้องบุญคุณนักหนา เชิญกลับไปเสียเถิด ซ้องกั๋งว่าไม่เป็นไร แล้วเอาเงินสิบตำลึงให้ บู๊สงว่าพี่มาแต่ไกลจะได้เอาไว้ใช้สอย ซ้องกั๋งว่าเงินทองที่จะใช้สอยก็ยังมีอยู่ ถ้าไม่รับเอาเงินนี้ไปก็เหมือนไม่ใช่พี่น้องกัน บู๊สงขัดไม่ได้ก็รับเงินไว้ คุกเข่าลงคำนับลาซ้องกั๋งออกจากโรงขายสุราเดินทางไป ซ้องกั๋งกับซ้องเซ็งคิดเงินให้ค่าสุราเสร็จแล้ว กลับมาถึงกลางทางเห็นชาจินเอาม้าตามมาให้ขี่ก็ยินดีนัก ซ้องกั๋งกับซ้องเซ็งขึ้นม้าชวนกันกลับไปบ้านทั้งสามนาย ไม่มีธุระสิ่งใดพากันไปเที่ยวเล่นทุกวัน

ฝ่ายบู๊สงครั้นเดินพ้นโรงเตี๊ยมไปแล้วจึงคิดว่ามิเสียแรงเขาเล่าลือว่าซ้องกั๋งทีว่ากิบสิโหวซ้องเกงเหม็งคนนี้ช่างดีจริง ๆ ไม่มีผู้ใดเสมอ ได้มาพบคบหารักใคร่สนิทเหมือนญาติพี่น้องเป็นบุญของเรานักหนา แล้วก็เดินต่อไปอีก มีโรงขายสุราอยู่แห่งหนึ่ง บู๊สงตรงเข้าไปเห็นหนังสือปิดไว้ที่ประตูโรงว่า สุราโรงนี้ผู้ใดกินถึงสามชามก็เดินทางไปไม่ได้ บู๊สงอ่านหนังสือแล้วก็เข้าไปเรียกเจ้าของโรงให้เอาสุรามาขาย เจ้าของโรงตักสุรากับสิ่งของเล็กน้อยมาให้ บู๊สงเสพสุราสิ้นสามชามแล้ว เจ้าของโรงกลัวจะเมาไม่ตักสุรามาให้อีก บู๊สงจึงตบโต๊ะร้องเรียกจะเอาสุรา เจ้าของโรงว่าหนังสือปิดไว้ที่ประตูว่า ถ้าผู้ใดกินสุราถึงสามชามก็เมาหนักไปไม่ได้ ข้าพเจ้าเห็นท่านจะเมาจึงไม่ตักขายให้ ท่านจะรับประทานของอื่นก็มีถมไป บู๊สงว่าเราไม่เมาดอกจงเอาสุรากับของอื่นมาอีกเถิด เจ้าของโรงตักสุรามาขายอีกหลายชาม บู๊สงเสพสุราไม่เมาจะเอาสุราอีกเจ้าของโรงก็ไม่ใคร่จะขาย บู๊สงว่าเราไม่มีเงินให้หรือ เจ้าของโรงเสียไม่ได้ก็ตักสุรามาให้บู๊สงเสพสิ้นสิบแปดชามจึงพูดว่าสุราของท่านดีจริงแต่เราดื่มก็ไม่เห็นเมา คิดเงินให้เจ้าของสุราแล้วออกจากโรงไป เจ้าของสุราตามมาร้องเรียก บู๊สงได้ยินก็หยุดยืนอยู่ ถามว่าร้องเรียกทำไมเงินทองก็คิดให้เสร็จแล้ว เจ้าของสุราว่ามิใช่จะตามทวงเงินกับท่านเมื่อไร ซึ่งป่านี้ทางที่จะไปนั้นมีเสือใหญ่อยู่ตัวหนึ่งดุร้ายนัก คนเดินทางไปมาทางนี้ถูกเสือใหญ่กัดตายกินเสียหลายสิบคนแล้ว ผู้รักษาเมืองเอียงก๊กกุ้ยมีหมายประกาศว่าถ้าผู้ใดจะเดินทางในป่านี้ให้เดินแต่เวลาเที่ยง นอกจากเวลาเที่ยงไปไม่ได้เสือร้ายคอยกัดกินคนอยู่ เวลานี้ก็จวนจะเย็นแล้ว เชิญท่านพักอยู่ที่โรงข้าพเจ้าสักคืนหนึ่งก่อน คอยเวลาเที่ยงพรุ่งนี้จึงค่อยไป เมือท่านไม่เชื่อก็มาดูหมายประกาศก่อนเถิด บู๊สงได้ฟังก็หัวเราะพูดว่าท่านหลอกจะฆ่าเราเสียดอกกระมัง เจ้าของสุราว่าข้าพเจ้ารักท่านจึงได้บอกให้รู้ ใช่จะล่อลวงพูดเล่นเมื่อไร บู๊สงไม่เชื่อสำคัญว่าหลอกลวงจึงว่าเราเดินไปมาทางนี้หลายหนไม่เห็นมีเสือที่ไหน ถ้าแม้นมีจริงก็ไม่กลัว พูดแล้วเดินไปประมาณครู่หนึ่ง ถึงศาลเจ้าหักพังอยู่ริมทางก็แวะเข้าไปดูหนังสือปิดอยู่ใจความว่า ผู้รักษาเมืองเอียงก๊กกุ้ยเขียนจดหมายประกาศมาปิดไว้ให้คนที่เดินทางไปมาทั้งหลายรู้ทั่วกันว่า ที่ตำบลป่านี้มีเสือใหญ่อยู่ตัวหนึ่งดุร้ายกัดคนตายเสียนักหนา จัดให้ขุนนางนายทหารออกเที่ยวยิงก็ยังไม่ได้ ผู้ใดที่จะเดินข้ามป่านี้คอยให้พร้อมกันหลายสิบคน พอถึงเวลาเที่ยงถ้าคนน้อยอย่าได้เดินไปมาเลยเป็นอันขาด บู๊สงอ่านหมายประกาศแจ้งความแล้วก็รู้ว่ามีเสือร้ายดั่งเจ้าของสุราบอกจริง ครั้นจะกลับก็อายเจ้าของสุราจะหัวเราะว่าไม่ใช่ชายชาติทหาร จึงแข็งใจเดินออกจากศาลเจ้า พิษสุรากำเริบเมามากขึ้น เดินบ่นว่าเสือที่ไหนมาทำร้ายคนเสียหลายสิบเราหากลัวเกรงไม่ บ่นพลางก็เดินเข้าป่าขึ้นเนินไป ในขณะนั้นเดือนสิบข้างขึ้น กลางวันน้อยกว่ากลางคืนตะวันก็จวนเย็น บู๊สงเห็นศิลาก้อนหนึ่งใหญ่สีเขียวใหญ่อยู่บนเนิน คิดว่าจำจะหยุดอาศัยนอนสักคืนหนึ่งเถิด ก็ตรงเข้าไปนั่งอยู่บนก้อนศิลาประมาณครู่หนึ่ง ลมพัดมาได้ยินเสียงในป่าเนินดังลั่นแผ่นดินไหว เสือใหญ่เดินออกมา บู๊สงเห็นเสือหน้าขาวคิ้วขาวตาแดงเหมือนแสงไฟรูปร่างใหญ่น่ากลัวก็ตกใจ เสือใหญ่เห็นบู๊สงก็ตรงเข้ามาด้วยกำลังไม่ได้กินมาหลายวัน บู๊สงเข้าแอบก้อนศิลาเขม้นดู เสือนั้นเห็นคนแอบอยู่ก็โดดโถมด้วยกำลังแรง ต้นไม้และแผ่นดินหวั่นไหว บู๊สงตกใจจนหายเมาก็หลบไปข้างหลังเสือ เสือโถมเข้าไปสองเท้าหน้าคว้าคนไม่ได้ก็โกรธเสียงคำรามออกกระหึ่มไปทั้งป่า ธรรมดาเสือจะเหลียวหลังมาดูคนไม่สู้ว่องไว ถ้าคนหลบไปอยู่ข้างหลังก็ต้องหันหน้ากลับจึงจะโดดเข้าทำร้ายได้ ครั้นบู๊สงไปอยู่ข้างหลังเสือหันหน้ากลับมาเห็นก็โถมเข้าไปสองเท้าหน้าคว้าบู๊สงหลบไปเสียข้างหลังอีกครั้งหนึ่ง แต่เสือนั้นโถมเข้าถึงสามครั้งก็ไม่ได้ เอาเท้าตะกายดินคำรามอยู่ บู๊สงเห็นเสืออ่อนกำลังมือขวาถือกระบองสั้นไว้คอยรับ เสือขยับจะโถม บู๊สงเอากระบองขว้างด้วยกำลังแรงแต่หาถูกเสือไม่ ถูกต้นไม้ขาดล้มลงกระบองหักเป็นสองท่อน เสือก็ตรงเข้ามาเอาเท้าหน้าทั้งสองคว้าตัวบู๊สงจับไว้ได้ทั้งสองข้างแน่นหนา เอาเท้าถีบหน้าเสือด้วยกำลังแรงประมาณสามสิบที เสือนั้นอ่อนสิ้นกำลัง บู๊สงก็ไม่วางถีบซํ้าถูกแสกหน้าล้มลง บู๊สงฉวยเอากระบองที่หักสองท่อนมาทุบเสือจนขาดใจตายโลหิตไหลทางปาก ครั้นจะลากลงเนินก็ไปไม่ไหวเห็นมีบ่อน้ำอยู่ริมนั้นแห่งหนึ่ง จึงลากไปเอาปากเสือแช่ไว้ที่ปากบ่อ บู๊สงจึงคิดว่าจะนอนอยู่ที่นี่ ถ้ามีเสือใหญ่ออกมาอีกก็จะสู้ไม่ได้ จำจะลงไปอยู่ข้างล่าง เวลาพรุ่งนี้จึงค่อยคิดอ่านเอาเสือไป ก็เดินลงเนินมาแลดูข้างหน้าเหมือนกับเสือสองตัวก็ตกใจ ครั้นเข้าไปใกล้เห็นเป็นคน แต่ชายทั้งสองนั้นเอาหนังเสือทำเสื้อกางเกงนุ่งห่ม เห็นบู๊สงลงเนินมาแต่ผู้เดียว จึงร้องถามว่าไม่กลัวอะไรหรือ ช่างกล้านักหนาเดินมาแต่ผู้เดียวได้ จะไม่ใช่คนดอกกระมัง บู๊สงได้ฟังจึงถามว่า เจ้าทั้งสองเหตุใดจึงได้แต่งตัวดังนี้จะไปข้างไหน ชายทั้งสองตอบว่า เราจะไปในป่า บัดนี้เกิดเสือใหญ่ดุร้ายนักกัดพวกเราตายเสียหลายคน จัดเครื่องศัสตราวุธให้พวกพ้องเอามาต่อภายหลังจะยิงเสือ เราสองคนจึงได้พากันมาก่อน ก็ท่านนี้มาคนเดียวไม่กลัวเกรงเสือร้ายบ้างเลยหรือ บู๊สงว่ากลัวทำไมเราตีเสือตัวใหญ่ตายเสียแล้ว พอพวกที่จะมายิงเสืออีกสิบเอ็ดคนถือเครื่องศัสตราวุธเดินตามมาทันได้ฟังบู๊สงบอกว่าตีเสือตายก็ไม่มีผู้ใดเชื่อ บู๊สงพาพวกเหล่านั้นไปดูเห็นเสือร้ายตายปากแช่นํ้าอยู่ก็ดีใจ ถามว่าท่านทำอย่างไรเสือจึงตาย บู๊สงก็เล่าความซึ่งได้ต่อสู้กับเสือให้ฟังทุกประการ พวกเหล่านั้นยินดียิ่งนักจัดเกี้ยวมาหามบู๊สงและช่วยกันหามเสือลงจากเนินมาที่บ้านนายอำเภอ คนทั้งปวงแตกตื่นมาดูเสือแล้วสรรเสริญว่าบู๊สงมีฝีมือเข้มแข็งนัก นายอำเภอจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงบู๊สงแล้ว จึงจัดคนหามเสือไปให้ผู้รักษาเมืองเอียงก๊กกุ้ย ๆ เห็นเสือตาย แจ้งว่าบู๊สงเป็นผู้ฆ่าก็ยินดี จึงสั่งให้ทหารเอาเกี้ยวไปรับบู๊สงมา ตามธรรมดาชาวเมืองก็เลื่องลือว่าคนตีเสือตายชวนกันมาดู บู๊สงไปถึงบ้านผู้รักษาเมือง ๆ ก็ต้อนรับเป็นอันดีแล้วถามว่าท่านนี้อยู่เมืองไหน บู๊สงว่าข้าพเจ้าเป็นชาวเมืองเซงหัวกุ้ยแซ่บู๊ชื่อสง ผู้รักษาเมืองสรรเสริญว่าฝีมือเข้มแข็งนัก แล้วจัดแพรสีแดงกับเงินพันตำลึงให้เป็นรางวัลแก่บู๊สง ๆ รับเงินมาแจกให้พวกที่ไปยิงเสือนั้นได้เท่ากันทุกคน ผู้รักษาเมืองจึงคิดว่าบู๊สงคนนี้สัตย์ซื่อนัก ฝีมือเข้มแข็งไม่เห็นแก่เงินทอง ควรจะชุบเลี้ยงให้ทำราชการได้ ผู้รักษาเมืองก็ตั้งให้บู๊สงเป็นขุนนางตำแหน่งที่โตวเถาคือครูทหาร ตั้งแต่นั้นชื่อเสียงบู๊สงก็ปรากฏไปทุกแห่งทุกตำบล บรรดาขุนนางนายอำเภอที่ว่ากล่าวตำแหน่งทหารก็พากันมาเยี่ยมเยือน บู๊สงได้เป็นครูทหารก็ยินดี จัดโต๊ะและสุราเลี้ยงพวกพ้องสำเร็จแล้วก็พากันกลับไปบ้าน บู๊สงจึงคิดว่าเราจะไปเยี่ยมพี่ชาย บัดนี้มาเป็นขุนนางตำแหน่งครูทหารเมืองเอียงก๊กกุ้ยที่ไหนจะได้ไป แล้วก็เดินออกมาเที่ยวเล่นตามถนนแถวตลาด

ฝ่ายบู๊ตัวหนึงพี่ชายบู๊สงเดิมอยู่เมืองเซงหัวกุ้ย บู๊สงเสพสุราเมาตีคนสลบไปแล้วบู๊สงก็หนี ผู้รักษาเมืองเอาตัวบู๊ตัวหนึงมาทำโทษ ครั้นชายผู้นั้นไม่ตายฟื้นขึ้นได้ ผู้รักษาเมืองเห็นว่าโทษเบาบางก็ปล่อยบู๊ตัวหนึงออกมาทำมาหากิน ยังมีเศรษฐีผู้หนึ่งอยู่ ณ เมืองเซงหัวกุ้ย มีบ่าวหญิงชื่อนางพัวกิมเหลียนรูปร่างงดงามดี อายุยี่สิบสองปียังไม่มีสามี เศรษฐีจะเลี้ยงเป็นภรรยาน้อยนางพัวกิมเหลียนไม่ยอม เศรษฐีโกรธจึงเอานางพัวกิมเหลียนยกให้เป็นภรรยาบู๊ตัวหนึง และบู๊ตัวหนึงนั้นเป็นคนต่ำเตี้ยรูปร่างไม่ดี นางพัวกิมเหลียนไม่รักใคร่เที่ยวลักลอบกับชายอื่น ๆ เสมอ บู๊ตัวหนึงพบเข้าจะทุบตีว่ากล่าวก็สู้ฝีมือไม่ได้ จึงพาภรรยาหนีคนเหล่านั้นมาเช่าโรงค้าขายอยู่ ณ เมืองเอียงก๊กกุ้ย ได้ยินข่าวเล่าลือว่าบู๊สงน้องชายมาเป็นครูทหารอยู่ ณ เมืองเอียงก๊กกุ้ยก็มีความยินดีแต่ยังไม่ได้พบกัน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ