๑๖

เตียวไก่เห็นดังนั้นจึงพูดว่าอย่าหยอกเล่นเป็นพวกเดียวกันดอกจงรู้จักไว้เถิด กงซุนสินได้ฟังก็คลายใจ เตียวไก่จึงเรียกเล่าตงกับพี่น้องสามคนให้มาคำนับกันตามธรรมเนียมแล้วพูดว่า เทพยดาดลใจให้พวกเราพบกันเป็นบุญนักหนา คนทั้งหกจึงยกเตียวไก่ขึ้นเป็นใหญ่ จัดโต๊ะมาตั้งให้เตียวไก่นั่งที่หนึ่งโงวหยงเป็นที่สอง กงซุนสินที่สาม เล่าตงที่สี่ อวนเซียวยีที่ห้า อวนเซียวเหงาที่หก อวนเซียวชิดที่เจ็ด นั่งเป็นลำดับกินโต๊ะเสพสุราอยู่ด้วยกัน โงวหยงจึงพูดกับเตียวไก่ว่า ซึ่งท่านฝันเห็นดาวจระเข้หันศีรษะลงมาตรงหลังคาเรือน การอันนี้ก็เทพยดาดลใจชักนำพี่น้องทั้งหลายได้มาพบพร้อมกันสมกับความฝัน การที่เราคิดไว้คงจะสมปรารถนา

เตียวไก่กับพี่น้องเหล่านั้นมีความยินดียิ่งนัก โงวหยงจึงถามเตียวไก่ว่า เดิมได้พูดกันไว้จะให้เล่าตงเข้าไปสืบข่าวดูให้รู้ว่าวันใดจะเข้าไปเมืองหลวงทางไหนเราจะได้คิดอ่านกัน กงซุนสินหลวงจีนจึงบอกว่าอย่าต้องไปสืบเลย ข้าพเจ้ามาแต่เมืองปักเกียสืบข่าวคราวได้แน่แล้ว ผู้ซึ่งคุมของนั้นวันเดือนห้าขึ้นสิบห้าค่ำจะเดินทางมาทางอึงนีกัง เตียวไก่ว่าไม่ต้องไปสืบข่าวก็ดีแล้ว แต่ที่ทางอึงนีกังนั้นเดินไปทางทิศตะวันออกทางประมาณสิบลี้ถึงตำบลอันลกชวน มีชายผู้หนึ่งแซ่แป๊ะชื่อสิน ชาวบ้านนั้นเรียกว่าแป๊ะยิดซื้อ เป็นพวกพ้องของข้าพเจ้า ขัดสนเงินทองข้าวของสิ่งใดก็ได้อุปถัมภ์กันเนืองๆ โงวหยงว่า ซึ่งท่านฝันเห็นดาวจระเข้หล่นลงมานั้นเป็นดาวเจ็ดดวง ได้กับพวกเราเจ็ดคน แต่ที่หางดาวจระเข้นั้นมีดาวเล็กอีกดวงหนึ่งมีแสงสว่างขึ้นไปบนอากาศ เห็นจะเป็นแป๊ะสินแน่แล้ว จำจะต้องให้แป๊ะสินมาช่วยจึงสมความปรารถนา เล่าตงว่าทางที่จะไปอังนีกังนั้นยังไกลนัก ถ้าเราพากันไปก่อนจะสำนักอาศัยที่ไหนดี โงวหยงว่าสำนักที่บ้านแป๊ะสินก็ได้ เตียวไก่จึงถามโงวหยงซินแสว่า เราครั้งนี้ชวนกันไปจะคิดแย่งชิงเอาด้วยกำลังฝีมือหรือจะเกลี้ยกล่อมเอาแต่โดยดี โงวหยงว่าอุบายที่จะเอาทรัพย์สินนั้นต้องคอยดูท่าทางผู้ที่คุมสิ่งของมาก่อนว่าควรประการใดก็จะทำตามท่วงที

เตียวไก่ได้ฟังก็ยินดี พูดว่าอุบายของท่านดีนัก ไม่เสียทีที่เขาเรียกซินแส ติโตแช แปลว่า ดาวดวงนี้สติปัญญามาก โงวหยงห้ามว่า อย่าพูดกันอื้ออึงไป ถ้ามีผู้ใดมาแอบฟังก็จะเสียการ พูดดังนั้นก็ชวนกันกินโต๊ะเสพสุราแล้วเตียวไก่จึงพูดว่า บัดนี้การที่คิดไว้ก็ยังไม่ครบกำหนดท่านจงกลับไปก่อนเถิด ถ้าจวนจะถึงกำหนดแล้วเชิญท่านมาที่บ้านข้าพเจ้าให้พร้อมกัน การที่พูดไว้นั้นอย่าได้ลืมเสีย แล้วหยิบเงินสามสิบตำลึงมาให้อวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิดทั้งสามก็มีความยินดีรับเงินคำนับลากลับมาบ้าน โงวหยงซินแสก็ไปสอนศิษย์อยู่ตามเดิม เล่าตงกับกงซุนสินหลวงจีนนั้นบ้านและสำนักอยู่ไกลไม่กลับไป พักอยู่ที่บ้านเตียวไก่กว่าจะถึงกำหนด

ฝ่ายเนียสิเกียดจึงคิดตรึกตรองหาคนที่มีฝีมือและสติปัญญาใจสัตย์ซื่อมั่นคงจะให้คุมของเข้าไปยังไม่ได้ เวลาวันหนึ่งเนียสิเกียดนั่งกินโต๊ะเสพสุราอยู่ข้างใน นางชัวฮูหยินถามว่า ท่านจัดหาของได้พร้อมแล้วเมื่อไรจะให้คุมเข้าไป เนียสิเกียดบอกว่าจะหาคนคุมไปในสองสามวันนี้แต่ก็ยังไม่มีผู้ใด จึงได้มีความวิตกอยู่ นางชัวฮูหยินว่าเอียจี้ท่านสรรเสริญว่าสติปัญญาฝีมือเข้มแข็งใจซื่อตรง ให้เอียจี้คุมเข้าไปไม่ได้หรือ เนียสิเกียดก็รำลึกขึ้นได้ให้หาเอียจี้เข้าไปแล้วพูดว่า เราลืมไปไม่ทันคิด ภรรยาเราพูดขึ้นจึงรำลึกได้ บัดนี้เรามีการจะใช้เข้าไป ถ้ากลับมาแล้วจะชุบเลี้ยงให้มียศศักดิ์ขึ้นกว่าเก่า เอียจี้ว่าจะใช้ไปข้างไหนข้าพเจ้าก็ไม่ขัดขืนจะทำตามท่าน แต่การที่จะไปนั้นท่านจัดแจงอย่างไร เนียสิเกียดว่าเราจะให้ไปเบิกเกวียนที่ไตเมงฮู้สิบเล่ม กับทหารจะได้กำกับเกวียนไปด้วย ของนั้นบรรทุกเกวียนละหีบ เอาธงเหลืองเขียนหนังสือยี่ห้อปักหีบว่า ของอันนี้จะเอาไปช่วยชัวเกียไทซือทำการแซยิด ณ เมืองหลวง จะให้เจ้าคุมไปในสองสามวันนี้ เอียจี้ว่าถ้ากระนั้นข้าพเจ้าคุมไปไม่ได้ ท่านจงจัดหาผู้อื่นไปเถิด เนียสิเกียดว่าข้าวของจัดหาไว้พร้อมแล้ว เหตุไฉนเจ้าจึงไม่ไป เอียจี้ว่ามิใช่ข้าพเจ้าจะบิดเบือนนั้นหามิได้ ด้วยได้ข่าวว่าครั้งก่อนท่านจัดทรัพย์สิ่งของไปคราวหนึ่ง โจรแย่งชิงเอาไปพวกโจรนั้นสืบจับตัวก็ยังไม่ได้ บัดนี้ผู้ร้ายก็ชุกชุมมากขึ้น ซึ่งจะไปตังเกียเมืองหลวงนั้นทางน้ำก็ไปไม่ได้ต้องเดินบกไปทางจิกิมซัวหนึ่ง ยี่เล่งซัวหนึ่ง ทอฮวยซัวหนึ่ง ซั่วไกซัวหนึ่ง อึงนีกังหนึ่ง แป๊ะซัวฮู้หนึ่ง เอียอินโตวหนึ่ง เซียะเซ็งหนึ่ง ตำบลทางเหล่านี้มีพวกโจรผู้ร้ายตั้งซ่องสุมอยู่ แต่ไปตัวเปล่าก็ยังไม่อาจเดินทางไปได้นี่เงินทองสิ่งของ ๆ ท่านก็มาก ถ้าไปถึงกลางทางมีโจรผู้ร้ายแย่งชิงเอาไปได้ ชีวิตข้าพเจ้าและคนทั้งหลายซึ่งไปด้วยนั้นก็คงจะเป็นอันตรายตายสิ้น ข้าพเจ้าเห็นการดังนี้จึงไม่อาจรับอาสาท่านไป เนียสิเกียดว่าถ้ากระนั้นเราจัดเอาคนมีฝีมือไปให้มากเห็นจะได้ดอกกระมัง เอียจี้ว่าคนเหล่านี้ไปสักหมื่นหนึ่งก็ใช้ไม่ได้ พอเห็นพวกโจรมาก็จะพากันวิ่งหนีไปสิ้น พวกโจรจะได้ขนของเล่นตามสบาย เนียสิเกียดว่าถ้าดังนั้นจะทำประการใดดี เอียจี้ว่าขอให้ข้าพเจ้าจัดการเองจึงจะไปได้ เนียสิเกียดว่าเจ้าจะทำอย่างไรก็ตามแต่ใจเถิด เอียจี้ว่าต้องหาเข่งมาสิบหาบเอาของใส่ปลอมเหมือนกับพ่อค้าไปซื้อขาย จัดทหารที่มีกำลังสิบคนให้หาบเดินไป ท่านให้ผู้ใดไปกำกับข้าพเจ้าสักคนหนึ่งก็เห็นจะได้

เนียสิเกียดได้ฟังก็เห็นชอบด้วยจึงพูดว่า เราจะมีหนังสือไปถึงชัวเกีย ให้กราบทูลขอตั้งเจ้าเป็นขุนนางมียศใหญ่ขึ้น จงไปจัดการตามความคิดเถิด เอียจี้ก็จัดทหารที่มีกำลังสิบนายแต่งตัวเป็นพ่อค้าคอยท่าอยู่ เนียสิเกียดเขียนหนังสือไปถึงบิดาภรรยาฉบับหนึ่งแล้วออกมาถามเอียจี้ว่าเจ้าจะไปเมื่อไร เอียจี้ว่าจะไปให้ทันฤกษ์เวลาเช้าวันนี้ เนียสิเกียดว่าของภรรยาเราหาบหนึ่ง จะเอาไปให้มารดากับคนใช้ของภรรยาสามคนฝากไปด้วย เอียจี้ว่าท่านจะให้คนใช้ของภรรยาท่านไปอีกสามคนนั้นเห็นไม่ได้ ด้วยคนทั้งสามถือว่าเป็นคนใช้ของภรรยาท่านจะไม่อยู่ในบังคับข้าพเจ้า การอันนี้สำคัญนัก เนียสิเกียดจึงเรียกคนใช้ทั้งสามมากำชับสั่งว่าให้อยู่ในบังคับบัญชาเอียจี้ทั้งสิ้น แล้วมอบหนังสือกับหาบของให้ เอียจี้รับหนังสือคำนับลามาแต่งตัวจัดหาเครื่องมือเสร็จแล้ว ก็คุมของสิบเอ็ดหาบรวมเป็นสิบห้าคนด้วยกันออกจากเมืองปักเกียเดินทางไป

ขณะนั้นเป็น ณ วันเดือนห้าขึ้นสิบห้าคํ่า ครั้นเดินไปได้ระยะทางเวลากลางวันก็หยุดพัก เช้ามืดจึงเดินไปพ้นเมืองปักเกียมาได้เจ็ดแปดวันหนทางเปลี่ยวกันดารนัก เอียจี้มีความวิตกเร่งให้พวกหาบของเดินทางไปโดยเร็ว ขณะนั้นเป็นฤดูร้อน คนที่หาบของอ่อนล้าเดินไม่ใคร่จะได้ก็เข้าพักอาศัยใต้ร่มไม้ เอียจี้เร่งให้เดินไปด้วยกลัวพวกโจรจะทำร้าย คนเหล่านั้นโกรธเอียจี้ชวนกันนินทาว่า เมื่อก่อนหน้าสองสามวันนั้นออกเดินแต่เช้า เวลากลางวันก็หยุดได้บ้าง มิใช่เดินตัวเปล่าเมื่อไรจะได้ไปตามใจ คนใช้ของนางชัวฮู้หยินจึงพูดกับเอียจี้ว่าหน้านี้ร้อนนัก พวกที่หาบของนั้นก็อ่อนล้า ท่านอย่าเร่งรัดนักเลย จงหยุดพักเสียบ้างเล็กน้อยก็ไม่เป็นไรดอก เอียจี้ว่าท่านไม่รู้เหตุ ทางนี้กันดารโจรผู้ร้ายชุกชุมนักเรารีบเดินไปเสียให้พ้นที่นี่แล้วจึงจะหยุดพักอยู่สักเท่าไรก็ได้ บัดนี้มาถึงที่ทางเปลี่ยวทำเลของโจรผู้ร้าย จงอุตส่าห์รีบเดินไปเสียเถิด พูดแล้วก็เร่งเดินไปและคนใช้ของนางชัวฮู้หยินทั้งสามนี้ คนหนึ่งเป็นขุนนางที่เล่าโตวก๊วน อีกสองคนนั้นเป็นขุนนางที่งิโหว จึงพูดกับเล่าโตวก๊วนว่า เอียจี้เป็นแต่ขุนนางเล็กน้อยหาควรจะมาด่าว่าเร่งรัดพวกเหล่านี้ไม่ เราได้ฟังก็มีจิตคิดแค้นเคืองอยู่แต่ไม่รู้ที่จะทำอย่างไร เล่าโตวก๊วนว่าเนียสิเกียดมอบหมายกำชับมาให้อยู่ในบังคับเขาจะขัดขืนก็ไม่ได้ ต้องนิ่งอยู่ตามแต่เขาจะทำเถิด ประการหนึ่งพวกเราทั้งสามคนนี้ก็ไม่แจ้งว่าหนทางจะดีร้ายประการใด เอียจี้เขาเคยเที่ยวชำนาญรู้ว่าตำบลแถวนี้มีโจรผู้ร้ายมากจึงเร่งรีบให้ไป อุตส่าห์มานะแข็งใจเดินไปกว่าจะสิ้นกำลังอย่าขัดขืนเขาเลยมิเป็นการ คนทั้งสามก็รีบเดินไปไม่อาจจะหยุด พวกที่หาบของ ๆ เนียสิเกียดสิบเอ็ดคนนั้นร้อนนักไม่ค่อยจะเดิน เอียจี้เฆี่ยนตีเร่งให้ไปได้อีกสิบห้าวันถึงตำบลอึงนีกังพ้นหนทางเปลี่ยว ก็พักอาศัยมาตามระยะทาง

ฝ่ายโงวหยงกับอวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิดถึงวันสิ้นเดือนห้าก็ไปบ้านเตียวไก่พร้อมทั้งเจ็ดนาย ชวนกันเดินไปหาแป๊ะสินที่ตำบลอันลกชวน ครั้นถึงบ้านแป๊ะสินเตียวไก่จึงเล่าความที่คิดไว้ให้ฟังทุกประการ แป๊ะสินเห็นชอบด้วยแล้วพูดจาปราศรัยกันเป็นที่สบาย เจ็ดนายก็สำนักที่บ้านแป๊ะสินคอยฟังข่าวคราวอยู่ ครั้นแจ้งว่าพวกที่คุมของมาถึงตำบลอึงนีกัง โงวหยงจึงสั่งแป๊ะสินเป็นความลับแล้วเจ็ดนายแต่งตัวเป็นพ่อค้าคุมเกวียนสิบเล่มไปซุ่มอยู่ในป่าชายเนินริมทางตำบลอึงนีกัง

ฝ่ายเอียจี้คุมหาบสิ่งของไปถึงชายเนินอึงนีกัง วันเดือนหก ขึ้นสี่ค่ำ เวลาเที่ยง พวกหาบของจะเดินต่อไปนั้นก็เหลือกำลัง จึงชวนกันเข้าหยุดพักใต้ร่มไม้วางหาบลงแล้วก็จะนอน เอียจี้เห็นเป็นทางเปลี่ยวไม่ชอบกลก็ด่าว่าเฆี่ยนตีปรารถนาจะได้เดินไปให้พ้น พวกที่หาบของนั้นว่าเหลือทนเดินไม่ได้จะฆ่าก็ฆ่าเสียเถิด เล่าโตวก๊วนจึงพูดกับเอียจี้ว่า พวกเหล่านี้หาบของเดินมาหลายสิบวัน อิดโรยเหน็ดเหนื่อยมากนัก ขณะนี้กำลังเที่ยงร้อนนักพักหยุดร่มพอแดดอ่อนจึงค่อยไปเถิด เอียจี้ได้ฟังไม่รู้ที่จะทำอย่างไรก็เข้านั่งอยู่ประมาณครู่หนึ่งเห็นคนแอบต้นไม้อยู่ในป่า เอียจี้จับกระบี่เดินไปดูเห็นมีเกวียนกับคนนอนอยู่ใต้ต้นไม้เจ็ดคน จึงร้องตวาดว่า คนดีหรือคนร้ายแอบมองดูหาบเราทำไม เจ็ดนายเห็นเอียจี้ถือกระบี่ตรงเข้าไปร้องถามก็ทำตกใจลุกขึ้นโดยด่วน จับอาวุธแล้วร้องว่าท่านคนดีหรือร้ายพวกเราไม่มีเงินจะให้ดอก เอียจี้ว่าพวกท่านเป็นคนร้ายจึงได้แอบมองดูสิ่งของเรา เจ็ดนายพูดว่า ท่านเองนั่นแหละเป็นผู้ร้ายเราเจ็ดคนพี่น้องเป็นชาวเมืองฮ่อจิวบรรทุกของจะไปขายเมืองหลวง ครั้นเดินทางมาถึงนี่แดดร้อนจึงพากันเข้าอาศัยร่มไม้ เราได้ยินข่าวว่าโจรผู้ร้ายที่ตำบลนี้ชุกชุมจึงไม่วางใจ เห็นพวกท่านมาไม่รู้ว่าจะเป็นคนดีร้ายจึงได้มาดู เจ็ดนายพูดว่าเราไม่ใช่พวกโจรดอก เชิญท่านมากินพุทราแก้คอแห้งด้วยกันเถิด ของเรามีถมไป เอียจี้ว่าเราไม่กินแล้วก็เดินกลับมายังที่พัก เล่าโตวก๊วนกับขุนนางที่งิโหวจึงพูดกับเอียจี้ว่าถ้ามีโจรผู้ร้ายก็อย่าเพิ่งไป เอียจี้ว่าเราสำคัญว่าพวกโจรจึงเดินไปดูก็ไม่ใช่ เป็นพวกค้าขาย เล่าโตวก๊วนจึงพูดว่าไปถึงตำบลไหนท่านก็ว่ามีแต่ผู้ร้ายนี่ทำไมไม่ใช่ผู้ร้ายเล่า เอียจี้ว่าถ้าพบแล้วจะมีความลำบาก พูดดังนั้นก็เอากระบี่ปักไว้ที่ดิน นั่งอยู่ประมาณครู่หนึ่ง เห็นมีคนหาบถังสุราเดินร้องเพลงมาใจความว่า แดดร้อนเหมือนไฟเผาข้าวในนาตายสิ้น คนที่ทำก็ร้อน บุตรเจ้าและบุตรขุนนางทั้งหลายนั่งอยู่ในบ้านลมพัดเย็นสบายใจ ครั้นเดินมาใกล้ก็วางถังสุราลงใต้ต้นไม้ พวกทหารเอียจี้สิบเอ็ดคนจึงถามว่า ท่านหาบสิ่งใดจะไปข้างไหน เจ้าของบอกว่าสุราจะเอาไปขาย พวกนั้นว่าสุราขายถังละเท่าไร เจ้าของบอกว่า ถังละห้าพันเบี้ยอีแปะ พวกเหล่านั้นได้ฟังก็ยินดีเรี่ยไรเบี้ยอีแปะจะซื้อสุรากิน เอียจี้เห็นก็ร้องตวาดว่า เจ้าพวกนี้กล้าหาญนักหนาจะทำสิ่งใดไม่บอกกล่าวเราเลย ก็เดินตรงไปเอาไม้ตี พวกเหล่านั้นจึงพูดว่า ไม่ใช่การของท่าน พวกข้าพเจ้ามีเงินซื้อกินก็ต้องเฆี่ยนตีด้วยหรือ เอียจี้ว่าพวกเจ้าไม่รู้จักธรรมเนียมเดินทาง ถึงคนที่มีฝีมือเข้มแข็งยังถูกยาพิษกินเข้าไปตายเสียนักหนา เจ้านี่ถือดีอย่างไร พวกเหล่านั้นได้ฟังก็โกรธ แต่ไม่รู้จะทำประการใดต้องนิ่งอยู่ไม่อาจจะซื้อกิน ชายเจ้าของสุราจึงพูดว่า มิใช่จะเอาสุรามาซื้อขายเมื่อไร แต่พวกท่านอ้อนวอนข้าพเจ้าเสียไม่ได้ก็จะขายให้พอควร อย่าวิวาททุ่มเถียงกันเลย ข้าพเจ้าไม่งอนง้อขายให้ท่านดอก พวกเจ็ดนายอยู่ในป่าได้ยินแกล้งเดินออกมาถามว่าทุ่มเถียงอะไรกันอื้ออึงนักหนา เจ้าของสุราก็เล่าให้ฟังทุกประการ เจ็ดนายจึงว่าเราสำคัญว่ามีโจรผู้ร้ายมาชกตีเอานี่อื้ออึงก็เพราะขายสุราดอกหรือ คนหนึ่งทำเป็นพูดว่า เราซื้อสุรากินแก้คอแห้งก่อนเถิดจึงค่อยไป แล้วก็ถามว่าสุรานี้ขายอย่างไร เจ้าของสุราแกล้งบอกว่าไม่ขาย เจ็ดนายทำอ้อนวอนว่าท่านขายให้สักหน่อยเถิด มิใช่พวกเราว่าสุราท่านใส่ยาพิษ พวกนั้นเขาว่าต่างหาก ซึ่งท่านหาบไปก็จะขายเหมือนกัน ใช่ว่าเรากินของท่านจะไม่ให้เงินเมื่อไร เจ้าของสุราแกล้งทำเป็นพูดว่าขัดไม่ได้จะขายให้ถังหนึ่ง เปิดถังออกไม่มีสิ่งใดตักสุรา พวกเจ็ดนายนั้นก็วิ่งไปที่เกวียน สองคนเอาทะนานมาสองทะนานตักสุรากินอยู่ กินสุราสิ้นถังหนึ่งแล้วก็คิดเงินให้ตามราคา คนหนึ่งพูดว่าแถมสุราให้อีกทะนานเถิดก็เปิดถังขึ้นเอาทะนานตักสุราเดินไป เจ้าของสุราว่าไม่ให้ ยื้อแย่งกันไปมาสุราหกลงดินสิ้น อีกคนหนึ่งนั้นตรงมาเอาทะนานลงคนในถังสุราแล้วตักเอาเจ้าของเห็นก็วิ่งมาเทสุราลงปิดถังเอาทะนานทิ้งเสียพูดว่าถ้ารู้ดังนี้เราไม่ขายเลย

ฝ่ายพวกทหารที่หาบของสิบเอ็ดคน ครั้นเห็นเขาชวนกันเสพสุราไม่เป็นอันตรายก็อยากจะใคร่กินด้วยคอแห้งหิวนัก แต่ยังกลัวเอียจี้ไม่อาจจะซื้อ จึงอ้อนวอนกับเล่าโตวก๊วนว่า ท่านจงสงเคราะห์ช่วยว่ากล่าวกับเอียจี้ให้พวกข้าพเจ้าซื้อสุรากินสักถังหนึ่งเถิด เล่าโตวก๊วนบอกกับเอียจี้ว่าพวกเรานี้คอแห้งเหนื่อยมาอยากจะซื้อสุรากิน ด้วยเห็นพวกโน้นเขากินสิ้นถังหนึ่งแล้วไม่เห็นเป็นอันตรายสิ่งใดเลย ท่านจงเมตตาให้เขาไปซื้อกินเถิด เอียจี้ไม่รู้ที่จะทำอย่างไรก็ต้องตามใจ พวกทหารก็เอาเงินมาว่าซื้อสุรา เจ้าของสุราพูดว่า สุรานี้ใส่ยาพิษท่านอย่าซื้อเลยพวกเหล่านั้นช่วยกันพูดอ้อนวอนเจ้าของก็ขายให้ แต่ไม่มีสิ่งใดตักสุรากินก็ไปยืมทะนานพวกโน้นมา เจ็ดนายก็ให้พุทรามาแกล้มด้วย พวกสิบเอ็ดคนก็ชวนกันกินแล้วตักสุรามาให้เล่าโตวก๊วนกับงิโหวสองนายกินด้วย สามนายเสพสุราคนละทะนานแล้วเอามาให้เอียจี้กินเอียจี้ไม่ใคร่จะกิน เห็นสามนายนั้นกินคนละทะนาน เอียจี้ก็กินครึ่งทะนาน พวกทหารสิบเอ็ดคนกับเล่าโตวก๊วนและงิโหวชวนกันเสพสุราจนหมดถังแล้วคิดเงินให้ จึงพูดว่าพวกโน้นแย่งตักเอาสุราไปครึ่งทะนาน ข้าพเจ้าขอลดราคาลงเสียบ้างเอาแต่สี่พ้นห้าร้อยอีแปะเถิด เจ้าของสุราก็ยอมแล้วหาบถังสุราเดินไป

ฝ่ายเอียจี้กับพวกทหารเหล่านั้นกินสุรายาพิษเข้าไปครู่หนึ่งฤทธิ์ยากำเริบขึ้นก็พากันมึนเมานอนกลิ้งอยู่กลางดินทั้งสิ้น เจ็ดนายเห็นก็ยินดีลากเอาเกวียนในป่าออกมา แล้วขนเครื่องเพชรพลอยในนั้นขึ้นบรรทุกเกวียนร้องบอกว่า ขอบใจท่านเหล่านี้นักหนาเอาของมาให้เราเป็นอันมากจะลาไปก่อน แล้วเจ็ดนายก็ลากเกวียนเดินทางลงเนินไป ซึ่งอุบายนี้คือโงวหยงคิด เจ็ดนายนั้นคือเตียวไก่ โงวหยง กงซุนสิน เล่าตง อวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิด เจ็ดคนมาด้วยกัน คนที่หาบสุรามาขายนั้นคือแป๊ะสิน สุราที่ถังหนึ่งนั้นดี เจ็ดนายกินเสียก่อนแล้วคนที่วิ่งไปตักเอามาอีกครึ่งทะนานจะกินนั้นก็เป็นสุราดียังไม่ได้ใส่ยา ปรารถนาจะให้พวกเอียจี้เห็นจะได้วางใจไม่มีสงสัย คนทีหลังที่ถือทะนานไปคนในถังสุรานั้นคือโงวหยงเอายาพิษใส่ในทะนานแล้วไปคนในถังจะตักเอาสุรามา เจ้าของนั้นแกล้งทำเป็นร้องว่าแล้ววิ่งมาปิดถังเสียพวกเหล่านั้นไม่รู้เท่าทันจึงถูกยาพิษ ซึ่งอุบายของโงวหยงซินแสนี้ เรียกว่าตีซูแซซินกึง แปลว่าสติปัญญาลึกซึ้งไม่ต้องสู้รบฆ่าฟันเอาของที่จะไปช่วยแซยิดนั้นมาได้โดยสบาย

ฝ่ายเอียจี้กับพวกเหล่านั้นถูกยาเบื่อพูดไม่ออก มือเท้าอ่อนเปลี้ยลุกไม่ได้ก็ลืมตาดูพวกโจรขนของใส่เกวียนลากไป แต่เอียจี้กินสุราน้อยหายเมาง่าย ครั้นลุกขึ้นได้ไม่แจ้งว่าพวกโจรไปทางไหน จึงคิดว่าเงินทองของเขาเป็นนักหนาจะเอาหน้าไปแจ้งกับเนียสิเกียดอย่างไรได้ ครั้นจะไล่ตามไปตัวคนเดียวตายเสียดีกว่า ก็ขึ้นไปบนเนินเที่ยวหาที่สูงชันจะโดดลงมาให้ตาย

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ