๓๖

ฝ่ายซ้องไทก๋งกับซ้องกั๋งนอนหลับอยู่ได้ยินเสียงอื้ออึงก็ตกใจ ซ้องไทก๋งขึ้นดูบนเหลาสูง เห็นเตียวเหล็ง เตียวเต๊กคุมทหารมาล้อมบ้านก็เสียใจ จึงถามว่าท่านทั้งสองคุมไพร่พลมาล้อมบ้านข้าพเจ้าด้วยเหตุผลประการใด นายทหารร้องบอกว่า ไทก๋งเป็นผู้ใหญ่เข้าใจการ จงเอาตัวซ้องกั๋งผู้บุตรมาส่งเสียโดยดี ซ้องไทก๋งแข็งใจพูดว่า ซ้องกั๋งกลับมาเมื่อไร นายทหารตอบว่าท่านอย่าอำพราง เมื่อเวลากลางวันยังหยุดที่โรงเตี๊ยมเตียเสียเจียงคนเห็นเป็นอันมาก ถ้าซ้องกั๋งหนีไปได้ก็จะจับตัวท่าน จงส่งตัวมาเสียโดยดีเถิด ซ้องไทก๋งมีความคิดวิตกยิ่งนัก ลงมาจากเหลาบอกซ้องกั๋งว่า ครั้งนี้เจ้าจะได้ความลำบากก็เพราะบิดามีหนังสือไป คิดว่าโทษเบาบางไม่แจ้งว่าจะเกิดความขึ้นอีกเลย ซ้องกั๋งว่าบิดาอย่าวิตกหาเป็นไรไม่ เวลาพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะไปว่ากล่าวต่อหน้าผู้รักษาตำบลเอง ครั้นจะหลบหนีไปที่ไหนจะได้มาเห็นหน้าบิดา ข้าพเจ้าเห็นว่าการครั้งนี้ไม่เป็นไร เข้ารับเอาโทษก็ไม่ต้องตายคงได้กลับมาปฏิบัติบิดาอีก ซ้องไทก๋งจึงพูดว่าถ้าเจ้าคิดเห็นดังนั้นบิดาจะหาเงินทองไปเดินเหินให้เบาบาง ซ้องกั๋งก็ขึ้นบนเหลาสูงร้องบอกนายทหารว่า ข้าพเจ้าซ้องกั๋งกลับมาบ้านแล้วไม่หลบหลีกหนีหายไปไหน เวลาพรุ่งนี้จึงค่อยไปว่ากล่าวด้วยกัน เชิญท่านทั้งสองเข้ามากินโต๊ะเสพสุราให้สบายก่อน นายทหารทั้งสองตอบว่า ท่านจะล่อลวงเราดอกกระมัง ซ้องกั๋งว่าข้าพเจ้าจะทิ้งบิดาและญาติได้หรือ พูดดังนั้นแล้วก็ลงมาจากเหลาสูงเปิดประตูรับเตียวเหล็ง เตียวเต๊กเข้าไปข้างในจัดที่ให้นั่งสมควร จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงนายทหารทั้งสองกับไพร่พลเหล่านั้นเสร็จแล้ว ซ้องกั๋งก็เอาเงินยี่สิบตำลึงให้เตียวเหล็ง เตียวเต๊กนายทหาร ไพร่พลเหล่านั้นก็แจกจ่ายให้ทุกคน นายทหารทั้งสองกับพวกไพร่พลมีความยินดีค้างอยู่ที่บ้านซ้องกั๋งคืนหนึ่ง ครั้นรุ่งขึ้นเช้าซ้องกั๋งก็มากับเตียวเหล็ง เตียวเต๊ก ขณะนั้นซิบุนปินออกว่าราชการ นายทหารทั้งสองเอาตัวซ้องกั๋งมาถึงก็เอาเข้าไปส่ง ซิบุนปินจึงถามว่า เจ้าต้องโทษแล้วหนีไป บัดนี้จับได้ก็รับเป็นสัตย์เสียเถิด ก็ส่งกระดาษและพู่กันมาให้ ซ้องกั๋งรับกระดาษและพู่กันมาเขียนใจความว่า “เดิมข้าพเจ้าซ้องกั๋งได้สู่ขอนางเงียมผอเสียะมาเป็นภรรยา ครั้นอยู่มาไม่มีความสุข ข้าพเจ้าเมาสุราเกิดโทโสขึ้นฆ่านางเงียมผอเสียะตายจึงได้คิดหนี บัดนี้ข้าพเจ้าก็รับเป็นสัตย์ขอท่านได้โปรดเถิด” เขียนแล้วก็ส่งให้ซิบุนปินดู ซิบุนปินก็สั่งผู้คุมให้เอาตัวซ้องกั๋งจำคุกไว้ บรรดาคนที่อยู่ในตำบลนั้นแจ้งว่าซ้องกั๋งติดโทษก็มีความวิตกชวนกันมากล่าวกับผู้รักษาตำบลขอให้ซ้องกั๋งเบาบาง ซิบุนปินเห็นคนทั้งปวงมากล่าวขอโทษ ก็มีใจช่วยซ้องกั๋งสั่งผู้คุมมิให้จองจำ ซ้องไทก๋งก็เอาเงินทองเดินเหินมาให้เสมอ

ในขณะนั้นยายเงียมผอมารดานางเงียมผอเสียะตายได้ครึ่งปีแล้วไม่มีผู้ใดเป็นโจทก์ว่ากล่าว เตียบุนอ๊วนที่เป็นชู้กับนางเงียมผอเสียะก็ละเลยเสียไม่ได้ว่ากล่าวขึ้น ซิบุนปินเห็นไม่มีผู้ใดมาว่ากล่าว ครั้นครบหกสิบวันก็เอาถ้อยคำกับตัวซ้องกั๋งส่งไปให้ผู้รักษาเมืองเจ๋จิวฮู้ รับตัวซ้องกั๋งกับถ้อยคำที่รับเป็นสัตย์มาดูแล้วก็ปรึกษาโทษให้เบาบางลง ด้วยซ้องไทก๋งบิดาซ้องกั๋งเอาเงินทองมาเดินเหิน คนทั้งปวงก็มาว่ากล่าวขอโทษ จำจะต้องเอาซ้องกั๋งเนรเทศไปเมืองกังจิว ที่เมืองกังจิวนั้นเสบียงอาหารบริบูรณ์ ผู้รักษาก็รู้จักกับซ้องกั๋ง จึงเขียนหนังสือปรึกษาโทษซ้องกั๋งมีความว่า “ซ้องกั๋งรับเป็นสัตย์ โจทก์ก็ล้มตายไม่มีผู้ใดมาว่ากล่าว จึงเอาตัวซ้องกั๋งเฆี่ยนยี่สิบทีแล้วสักหน้าเนรเทศมาเมืองกังจิว” มอบหนังสือกับตัวซ้องกั๋งให้ เตียเชย ลี้บานผู้คุมทั้งสองรับตัวซ้องกั๋งกับหนังสือคำนับลาผู้รักษาเมืองเจ๋จิวฮู้มาจัดหาสิ่งของที่บ้าน

ฝ่ายซ้องไทก๋งแจ้งว่าซิบุนปินจะส่งซ้องกั๋งไปเมืองเจ๋จิวฮู้ปรึกษาโทษ ก็จัดหาเงินทองให้ซ้องเซ็งผู้บุตรมาด้วยกันคอยท่าซ้องกั๋งอยู่ที่หน้าเมือง พอผู้คุมทั้งสองคุมตัวซ้องกั๋งมา ซ้องไทก๋งก็เชิญให้ผู้คุมทั้งสองหยุดพัก จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงผู้คุม แล้วเอาเงินทองให้ไปใช้สอย ผู้คุมทั้งสองก็มีความยินดี ซ้องไทก๋งเอาห่อเสื้อกางเกงส่งให้ซ้องกั๋ง แล้วเรียกมาที่ลับบอกว่าบิดาเอาเงินทองมาเดินเหินที่ผู้รักษาเมืองให้เนรเทศเจ้าไปเมืองกังจิว ด้วยเมืองกังจิวข้าวปลาอาหารบริบูรณ์พอจะซื้อหารับประทานได้ ถ้าเจ้าไปถึงแล้วบิดาก็จะจัดหาเงินทองให้ซ้องเซ็งไปส่ง จงอุตส่าห์ทนไปก่อนเถิด แม้นมีผู้อื่นไปมาบิดาก็จะฝากไปอีกเจ้าอย่าวิตก ครั้งนี้เจ้าจะไปต้องเดินทางเขาเนียซัวเปาะ บิดากลัวพวกเหล่านั้นจะมาชิงเอาเจ้าไปเป็นพวกพ้องอย่าได้เกี่ยวข้องด้วยเลย คนทั้งหลายจะนินทาว่าไม่กตัญญูต่อบิดามารดา การอันนี้สำคัญนักเจ้าจงจำไว้ ถ้าสืบไปภายหน้าฟ้าและดินอุปถัมภ์ก็คงจะได้กลับมาเห็นหน้ากันต่อไป

ซ้องกั๋งได้ฟังบิดาว่าก็ร้องไห้แล้วคำนับลาบิดามา ผู้คุมทั้งสองก็พาตัวซ้องกั๋งเดินทางไป ซ้องเซ็งตามมาส่งประมาณทางครู่หนึ่ง ซ้องกั๋งจึงสั่งว่าบิดาแก่แล้ว ตัวพี่ก็ต้องโทษไม่ได้อยู่ปฏิบัติเจ้าจงอุตส่าห์ดูแลระวังรักษาบิดา อย่าไปเมืองกังจิวเลย ตัวพี่นี้ไม่เป็นไรมีผู้รู้จักทั้งสิ้น ถ้าไม่ตายก็คงได้กลับมาเห็นหน้ากัน ซ้องเซ็งได้ฟังก็ร้องไห้คำนับลาพาบิดากลับไปบ้าน อุตส่าห์ปฏิบัติรักษาอยู่ทุกวัน

ฝ่ายซ้องกั๋งกับผู้คุมทั้งสองพากันเดินไป ด้วยเตียเชย ลี้บาน ผู้คุมนั้นได้เงินทองของซ้องกั๋งไว้ก็ปฏิบัติไม่ให้อนาทรร้อนใจ วันหนึ่งเวลาจวนเย็นก็ชวนกันเข้าพักโรงเตี๊ยม ซื้อสุราอาหารเลี้ยงกันเสร็จแล้วซ้องกั๋งจึงพูดว่า เราจะบอกท่านแต่ตามจริง เวลาพรุ่งนี้ต้องไปทางเขาเนียซัวเปาะ พวกเขาเนียซัวเปาะรู้ว่าท่านทั้งสองคุมเรามาก็จะเข้าแย่งชิงเอา ท่านทั้งสองจะตกใจจึงบอกเสียให้ทราบ เราเที่ยวหาทางลัดเดินไปถึงจะไกลลักหน่อยก็ไม่เป็นไร ผู้คุมว่าถ้าท่านไม่บอกข้าพเจ้าก็ไม่รู้ พูดดังนั้นแล้วก็หลับนอนพอสว่างขึ้นจัดหาอาหารรับประทานสำเร็จแล้วชวนกันออกจากโรงเตี๊ยมเที่ยวหาทางเล็กเดินลัดไป

ฝ่ายเตียวไก่เป็นใหญ่อยู่ ณ เขาเนียซัวเปาะมีความวิตกถึงซ้องกั๋งจึงจัดคนใช้ที่ไว้วางใจให้ไปสืบที่ตำบลหุนเสียกุ้ย แขวงเมืองเจ๋จิวฮู้ว่าจะมีเหตุการณ์สิ่งใดบ้าง คนใช้สืบรู้ความแล้วก็รีบกลับมาแจ้งกับเตียวไก่ว่า ซิบุนปินจับตัวซ้องกั๋งไปให้ผู้รักษาเมืองเจ๋จิวฮู้ บัดนี้ซ้องกั๋งต้องเนรเทศไปเมืองกังจิว ผู้คุมสองคนคุมซ้องกั๋งเดินทางมาแล้ว เตียวไก่ได้ฟังก็สั่งพวกพ้องเหล่านั้นว่า ให้คุมไพร่แยกกันไปสะกัดอยู่ตามทางทุกๆ แห่งคอยแย่งชิงซ้องกั๋งมาเสียให้ได้ พี่น้องเหล่านั้นก็คุมไพร่พลแยกย้ายกันไปคอยท่าอยู่ ฝ่ายซ้องกั๋งกับเตียเชย ลี้บานเดินลัดทางไปประมาณได้สามสิบลี้เห็นมีคนยืนอยู่ในป่าก็ตกใจ

ฝ่ายเล่าตงมาคอยอยู่ทางนั้น ครั้นเห็นซ้องกั๋งกับผู้คุมทั้งสองเดินมาที่คุมไพร่พลออกสะกัดไว้ ผู้คุมเห็นดังนั้นก็ตกใจกลัวคุกเข่าลงคำนับ ซ้องกั๋งเห็นเล่าตงถือกระบี่ตรงเข้ามาก็ร้องถามว่า น้องจะฆ่าผู้ใด เล่าตงตอบว่า ข้าพเจ้าจะฆ่าผู้คุมทั้งสองเสียให้ตาย ซ้องกั๋งว่าส่งกระบี่มานี้เถิดพี่จะฆ่าเอง เล่าตงก็ส่งกระบี่ให้ ซ้องกั๋งรับมาถือไว้ผู้คุมทั้งสองก็ร้องว่าตายแล้ว ซ้องกั๋งจึงถามเล่าตงว่าน้องจะฆ่าผู้คุมทั้งสองนี้ด้วยเหตุอันใด เล่าตงว่าเตียวไก่ให้คนไปสืบข่าวที่ตำบลหุนเสียกุ้ย แจ้งว่าพี่ต้องโทษจะเนรเทศไปเมืองกังจิว เตียวไก่จึงให้พวกพี่น้องคุมไพร่พลแยกกันไปคอยรับ ซึ่งผู้คุมทั้งสองนี้ไม่ฆ่าเสียจะเอาไว้ทำไม ซ้องกั๋งว่าขอบใจพี่น้องทั้งปวงนัก ถ้าขืนมาคอยรับให้เราไปเข้าด้วยนี้เหมือนแกล้งให้เราตายจะอยู่เป็นคนไปทำไม ก็เอากระบี่ที่ถือจะเชือดคอตาย เล่าตงเห็นดังนั้นก็เข้าไปยึดมือซ้องกั๋งไว้ ห้ามว่าพี่อย่าเพิ่งวุ่นวายไปปรึกษากันก่อนแล้วก็แย่งเอากระบี่มาเสีย ซ้องกั๋งว่าถ้าพวกพี่น้องทั้งปวงเมตตาเราก็ปล่อยให้ไปเมืองกังจิวจนสิ้นโทษแล้วจึงค่อยมาพบกัน เล่าตงจึงตอบว่าพี่พูดเช่นนี้ข้าพเจ้าจัดแจงไม่ได้ แต่ข้างหน้าที่หนทางใหญ่โงวหยงกับฮวยหยงมาคอยรับท่าน ข้าพเจ้าจะให้คนไปเชิญมาปรึกษากัน จึงให้คนไปเรียกโงวหยงกับฮวยหยงมา ครั้นโงวหยงกับฮวยหยงมาถึงเห็นซ้องกั๋งก็ลงจากม้ามาคำนับแล้วพูดว่า ทำไมจึงไม่ถอดคาเสียเล่า ซ้องกั๋งว่าพี่เป็นโทษหลวงผู้ใดจะถอดได้ โงวหยงได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า มิใช่จะให้พี่อยู่ด้วยเมื่อไร เตียวไก่ผู้เป็นใหญ่ไม่ได้พบกับพี่นานแล้วจึงใช้พวกข้าพเจ้ามาคอยเชิญไปจะพูดความในใจสักสิ่งหนึ่ง จึงจะส่งพี่ไปเมืองกังจิว ซ้องกั๋งได้ฟังก็มีความยินดีจึงพูดว่า ท่านซินแซนี้รู้จักใจข้าพเจ้า ก็ฉุดมือผู้คุมทั้งสองลุกขึ้นพากันเดินมา ซ้องกั๋งว่าเมื่อจะเป็นตายประการใดอยู่กับตัวเราเอง ท่านทั้งสองอย่าวิตกเลย ผู้คุมจึงตอบว่าชีวิตข้าพเจ้านี้อยู่ในเงื้อมมือท่าน ขอจงได้โปรดด้วยเถิด พูดแล้วก็เดินตามซ้องกั๋งมาถึงทางใหญ่ มีป่าแขมอยู่ริมแม่นํ้าเห็นเรือมาคอยรับก็ชวนกันลงเรือข้ามไปถึงเกาะต้นทางจะเดินไปนั้นเรียกว่าตวนกิมเต๋ง บรรดาตัวนายก็เชิญซ้องกั๋งขึ้นจากเรือ จัดเกี้ยวมาหามไปถึงที่ชุมนุมแล้ว เตียวไก่กับพวกเหล่านั้นก็มาคำนับรับซ้องกั๋งเข้าไปข้างในจัดที่ให้นั่งแล้ว เตียวไก่จึงพูดว่าเมื่อครั้งอยู่ที่ตำบลหุนเสียกุ้ย ท่านได้ช่วยชีวิตไว้พระคุณนักหนา พี่น้องทั้งปวงคิดถึงท่านอยู่ทุกวัน ครั้งนี้ท่านก็ชักนำพวกที่มีฝีมือเข้มแข็งเข้ามาอยู่ด้วยอีก ที่เขาเนียซัวเปาะนี้กลับสนุกขึ้นกว่าแต่ก่อน ซ้องกั๋งว่าขอบใจท่านอุตส่าหํให้พี่น้องไปคอยรับได้มาพบกัน และตัวข้าพเจ้าเป็นโทษเพราะฆ่าภรรยาตาย หนีไปเที่ยวเร่ร่อนอยู่ประมาณปีเศษ ชวนพวกเหล่านั้นจะมาเยี่ยมเยือนท่าน ครั้นมาถึงโรงเตี๊ยมพบเจียะย้งบอกว่าซ้องเซ็งฝากหนังสือมา ในหนังสือนั้นบอกว่าบิดาตายจึงได้รีบกลับไป ครั้นถึงบ้านบิดายังอยู่ ความอันนี้เพราะบิดามีความวิตกกลัวข้าพเจ้าจะมาเข้าเป็นพวกพ้องกับท่านเสีย จึงได้ฝากหนังสือเป็นอุบายมา และตัวข้าพเจ้านี้มีโทษต้องเนรเทศมาเมืองกังจิว พอเดินมาตามทางพบพี่น้องเหล่านั้นบอกว่าท่านให้เชิญมาก่อน ข้าพเจ้าก็ไม่ขัดขืน บัดนี้ได้พบท่านและพี่น้องทั้งปวงแล้วจะลาไป ด้วยกำหนดวันไว้จะอยู่ช้าก็ไม่ได้ เตียวไก่ว่าท่านจะร้อนรนไปทำไม เสพสุราพูดจากันก่อนแล้วจึงค่อยไป เชิญท่านนั่งให้สบายเถิด ผู้คุมทั้งสองได้ฟังซ้องกั๋งพูดกับคนเหล่านั้นในที่ชุมนุมก็มีความกลัวเข้าแอบอยู่ใกล้ซ้องกั๋ง เตียวไก่สั่งให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงซ้องกั๋ง เตียวไก่กับพี่น้องเหล่านั้นก็ชวนกันคำนับนั่งเป็นลำดับกันลงมาเตียวไก่เอาป้านสุรามารินใส่ถ้วยซ้องกั๋งก่อน พี่น้องเหล่านั้นก็รินใส่จนถ้วนตัว เชิญซ้องกั๋งเสพสุราสนทนากันต่างๆ ซ้องกั๋งเสพสุราแล้วก็ลุกขึ้นพูดว่า ขอบใจพี่น้องทั้งปวงนักหนา ด้วยข้าพเจ้าเป็นคนโทษครั้นจะอยู่ก็ไม่ได้ จวนจะถึงกำหนดแล้วจะขอลาไป เตียวไก่ว่าพวกข้าพเจ้าทำให้พี่ขัดเคืองประการใดหรือจึงด่วนรีบร้อนไป ครั้นจะฆ่าผู้คุมทั้งสองเสียก็หาให้ฆ่าไม่ ถ้ากระนั้นเอาเงินให้ผู้คุมกลับไปบอกผู้รักษาเมืองว่า ซึ่งตัวพี่นั้นพวกเขาเนียซัวเปาะแย่งชิงเอาได้เสียแล้ว โทษทัณฑ์สิ่งใดก็ไม่มีกับผู้คุม ซ้องกั๋งว่าความนี้ขออย่าได้พูด ถ้าทำเช่นนั้นเหมือนแกล้งข้าพเจ้า บิดาก็แก่ชราจะให้ขัดขืนคำบิดานั้นไม่ได้ แต่เดิมเคลิบเคลิ้มเห็นดีไป จึงชักชวนพี่น้องทั้งปวงมาเข้าเป็นพวกพ้อง เทพยดาดลใจให้พบเจียะย้งถือหนังสือมาให้ข้าพเจ้า กับบิดาได้กำชับสั่งให้ไปตามโทษของตัว ครั้นจะขัดขืนแบบแผนแผ่นดินไปก็เป็นคนไม่ซื่อตรง ต้องเอาชื่อเสียงไว้ให้ปรากฏบ้าง ถ้าพี่น้องทั้งปวงไม่ปล่อยให้ไปก็จะขอตายอยู่ที่นี่ พูดแล้วก็ร้องไห้คุกเข่าลงคำนับเตียวไก่ โงวหยง กงซุนสินกับพี่น้องเหล่านั้นก็ชวนกันเข้าพยุงซ้องกั๋งขึ้น แล้วพูดว่าถ้าใจของพี่อยากจะไปเมืองกังจิวก็ไม่ขัด แต่เวลาวันนี้ค้างอยู่ที่นี่ก่อนเถิด รุ่งขึ้นเช้าจึงค่อยไป พวกเหล่านั้นพากันอ้อนวอนซ้องกั๋ง แล้วจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกัน และอันหนึ่งนั้นคาที่ใส่คอซ้องกั๋งนั้น พี่น้องจะถอดให้ซ้องกั๋งไม่ยอม ซ้องกั๋งนั่งนอนอยู่กับผู้คุม กลัวพี่น้องทั้งหลายจะฆ่าผู้คุมเสีย

ครั้นรุ่งขึ้นเช้าซ้องกั๋งก็จะลามา โงวหยงจึงเขียนหนังสือมาให้ซ้องกั๋งแล้วพูดว่า ที่เมืองกังจิวมีขุนนางผู้หนึ่งชื่อไตจง เป็นคนสัตย์ซื่อเดินทางวันหนึ่งได้แปดร้อยลี้ คนทั้งปวงเรียกว่า ซินเกี๋ยไท้เปา ไตจงกับข้าพเจ้าเป็นคนชอบพอรักใคร่กัน ถ้าพี่ไปถึงเมืองกังจิว จงเอาหนังสือฉบับนี้ไปให้ไตจงรู้จักกันไว้ เตียวไก่กับพวกเหล่านั้นจัดเงินทองมาให้ซ้องกั๋งไปใช้สอยตามทางและผู้คุมทั้งสองคนละสิบตำลึง ต่างชวนกันมาส่งซ้องกั๋งจนถึงทางใหญ่แล้วก็คำนับลากลับมา ซ้องกั๋งกับผู้คุมก็เดินทางไป ครั้นเวลาเย็นเข้าก็หยุดสำนักโรงเตี๊ยม ผู้คุมทั้งสองก็ปฏิบัติรักษาซ้องกั๋งมิให้ขัดเคือง พอรุ่งขึ้นเช้าก็ชวนกันเดินทางต่อไปประมาณได้ครึ่งเดือน ถึงเนินเกียดเอียงเนีย ผู้คุมทั้งสองพูดว่าถ้าข้ามเนินนี้ไปถึงชิมเอียงกัง แขวงเมืองกังจิวจะต้องไปเรือไม่สู้ไกล เราเร่งรีบข้ามเนินไปเสียโดยเร็วเถิด ครั้นเดินทางไปได้ครึ่งวันเห็นมีโรงขายสุราอยู่โรงหนึ่ง ซ้องกั๋งก็ยินดีบอกแก่ผู้คุมว่า ที่ริมเนินมีโรงขายสุรา เราไปซื้อกินพอหายเหนื่อยก่อนเถิด ก็ชวนกันเดินเข้าไปในโรงสุรา ไม่เห็นผู้คนจึงร้องถามว่า เจ้าของไปข้างไหน ชายเจ้าของโรงออกมาถามว่า ท่านจะซื้อสุราสักเท่าไร ซ้องกั๋งเห็นชายผู้นั้นรูปร่างสูงใหญ่ จึงถามว่ามีสิ่งใดขายบ้าง ชายผู้นั้นบอกว่ามีเนื้อกระบือกับสุรา ซ้องกั๋งว่า จัดหามาบ้างเล็กน้อย ชายเจ้าของบอกว่าธรรมเนียมของข้าพเจ้านี้ ถ้าผู้ใดซื้อก็ต้องให้เงินก่อน ซ้องกั๋งแก้ห่อผ้าออกจะให้เงิน เจ้าของสุรายืนดูอยู่เห็นห่อผ้าโตใหญ่ก็มีความยินดี ซ้องกั๋งหยิบเงินส่งให้ เจ้าของสุรารับเอาเงิน ก็จัดหาสิ่งของกับสุรายาเมาสามชามมาให้แล้ว ผู้คุมคนหนึ่งพูดว่า ทุกวันนี้เดินทางยากนัก บรรดาคนมีฝีมือนับหมื่นตั้งโรงขายสุราเอายาเบื่อใส่ในสุรา กินแล้วมึนเมาก็เอาเงินทองเสีย มีแต่เช่นนี้มากชุกชุม ชายเจ้าของโรงได้ฟังก็หัวเราะแกล้งพูดว่า ท่านอย่าเสพสุราสิ่งของ ๆ เราเลย มีแต่ยาเบื่อทั้งนั้น ซ้องกั๋งก็หัวเราะพูดกับผู้คุมว่า ท่านเสพสุราแต่ชามเดียวเถิดแล้วก็ชวนกันเสพสุราทั้งสามคนสิ้นชามหนึ่ง ผู้คุมทั้งสองพอเสพสุราเข้าไปตาก็แข็งน้ำลายไหลมือเที่ยวตะกายด้วยพิษยาเบื่อกำเริบก็ล้มลง ซ้องกั๋งจึงพูดว่าเสพสุรานิดเดียวก็มึนเมา ชวนกันลงนอนก็ขยับตัวจะลุกขึ้นมาพยุงผู้คุม พอพิษยากำเริบซ้องกั๋งก็ล้มนอนกลิ้งอยู่ทั้งสามคน ชายเจ้าของสุราเห็นก็มีความยินดีจึงพูดว่า สองสามเวลานี้ค้าขายไม่ได้เลย วันนี้เทพยดาชักนำให้สามคนนี้มาก็ตรงเข้าจับซ้องกั๋งเอาตัวไปที่ห้องสำหรับฆ่าคนแล้ว เอาตัวผู้คุมทั้งสองไปไว้ด้วยกันกลับมาเอาห่อสิ่งของเข้าไปข้างในแก้ออกดู เห็นมีแต่เงินทองอยู่ในนั้นก็ยินดีพูดว่า ตั้งแต่เรามาตั้งโรงขายสุราก็ช้านาน ไม่เคยพบคนต้องโทษเนรเทศมามั่งมีเงินทองเป็นอันมาก แล้วเก็บห่อเงินทองเหล่านั้นไว้ เดินออกไปดูลูกมือที่สำหรับฆ่าคนจะกลับมาหรือยังก็ยืนคอยอยู่ที่ประตู

ฝ่ายลี้จุน เป็นชาวเมืองโลวจิว ชำนิชำนาญในการเรือฝีมือเข้มแข็ง ถ่อเรือรับจ้างอยู่ที่แม่น้ำเอียงจื้อกัง ผู้ใดมีเงินทองมาจ้างข้ามส่งก็แย่งชิงเอาเสีย ลี้จุนได้ยินคนเล่าลือว่า ซ้องกั๋งใจโอบอ้อมอารีก็อยากจะใคร่ไปสามิภักดิ์เป็นพวกพ้อง ครั้นอยู่มารู้ว่าซ้องกั๋งต้องโทษจะเนรเทศมาเมืองกังจิว ลี้จุนจึงชวนทองอุย ทองเม้ง เพื่อนทั้งสองมาคอยซ้องกั๋งอยู่ที่ทางจะไปเมืองกังจิวสี่ห้าวันไม่เห็นซ้องกั๋งเดินทางมา ลี้จุนกับทองอุย ทองเม้ง ก็พากันข้ามเนินไป เจ้าของที่ขายสุรายาเบื่อนั้นยืนอยู่ที่ประตูโรงเห็นสามคนข้ามเนินมาก็เดินเข้าไปใกล้ เห็นลี้จุนก็จำได้จึงถามว่า พี่จะไปข้างไหน ลี้จุนบอกว่า เรามาคอยท่าพวกพ้องกำหนดไว้จะมาทางนี้ก็ไม่เห็น เจ้าของร้านสุราจึงถามว่าพี่มาคอยผู้ใด ลี้จุนว่า เรามาคอยซ้องกั๋งเป็นขุนนางตำแหน่งอะซี ใจคอกว้างขวางชาติทหารแท้ ถ้าผู้ใดมีทุกข์ก็อุปถัมภ์ทั้งสิ้น เจ้าไม่ได้ยินบ้างหรือ เจ้าของสุราว่า ได้ข่าวเล่าลือมาช้านานว่าชายผู้หนึ่งอยู่บ้านซัวตังแขวงเมืองเจ๋จิวฮู้ ที่เรียกว่ากิบสิโหวซ้องกงเหม็งคนนั้นดอกกระมัง ชื่อเสียงปรากฏทั้งแผ่นดิน ลี้จุนว่าคนผู้นั้นได้มาทางนี้บ้างหรือเปล่า เจ้าของสุราว่า ไม่รู้เลย หลายเดือนแล้วค้าขายไม่ค่อยจะได้ เวลาวันนี้เทพยดาชักนำให้มาทางนี้สามคน เห็นจะมีผลประโยชน์อยู่บ้าง ลี้จุนจึงถามว่าสามคนนั้นเป็นคนชนิดไร เจ้าของสุราว่า ผู้คุมสองคนกับคนโทษหนึ่ง ลี้จุนได้ฟังก็ตกใจถามว่า ได้ลงมือฆ่าเสียแล้วหรือ เจ้าของสุราว่าเอาตัวไปไว้ในที่สำหรับฆ่าคน คอยท่าลูกมือยังไม่กลับมา ลี้จุนก็ให้เจ้าของสุรารีบพาไปที่โรง เข้าไปดูในห้องเห็นคนทั้งสามเมายาเมื่อนอนกลิ้งอยู่ก็ไม่รู้ว่าผู้ใด ด้วยลี้จุนกับซ้องกั๋งยังไม่เคยพบกัน ลี้จุนคิดขึ้นได้จึงให้เจ้าของสุราเอาห่อผ้ามาแก้ดู เห็นมีเงินทองและหนังสือฉบับหนึ่งก็เอามาอ่านเห็นมีชื่อซ้องกั๋งอยู่ในนั้นก็ตกใจ จึงคิดว่าเทพยดาดลใจให้รีบมาโดยเร็ว ถ้าช้าอีกสักหน่อยพี่เราก็คงตาย แล้วให้เจ้าของสุราแก้ยาเบื่อเสียโดยเร็ว เจ้าของสุราก็เอายามาแก้ซ้องกั๋งแล้วพยุงออกไปข้างนอก ซ้องกั๋งฟื้นขึ้นเห็นสี่คนยืนอยู่ก็ไม่รู้จัก ลี้จุนกับเพื่อนสองคนก็คุกเข่าลงคำนับซ้องกั๋ง ๆ ถามว่า ท่านมาคำนับข้าพเจ้าด้วยเหตุอันใด พอพูดดังนั้นเจ้าของสุราก็คุกเข่าลงคำนับอีก ลี้จุนบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นชาวเมืองโลวจิว แซ่ลี้ ชื่อจุน จ้างเรือหากินอยู่ที่แม่น้ำเอียงจื๊อกังชำนิชำนาญในการเรือ คนทั้งปวงจึงเรียกข้าพเจ้าว่าหุนกังเหล็ง ผู้ที่ขายสุรานั้น แซ่ลี้ ชื่อลิบ ลักลอบขายเกลือหลวงแล้วหนีมาอยู่กับข้าพเจ้าเที่ยวหากินด้วยกัน ตั้งโรงขายสุรายาเบื่ออยู่ที่นี่ คนทั้งปวงเรียกลี้ลิบว่า ชุยเมียพวนกัว ซึ่งสองคนนั้นเป็นพี่น้องกับข้าพเจ้า ชื่อทองอุยคนหนึ่งเรียกว่าชุดตังเกา อีกคนหนึ่งนั้นชื่อทองเม้งเรียกว่าพวกกังจิน ซ้องกั๋งว่า ท่านเอายาเบื่อมาให้กิน คิดจะทำร้ายแล้วแก้เสียทำไม เหตุไฉนจึงได้รู้จักเรา ลี้จุนแจ้งว่า เดิมข้าพเจ้าได้ยินชื่อเสียงท่านปรากฏอยู่เนืองๆ คิดจะไปคำนับท่านก็เพราะยากจน คราวนี้ข้าพเจ้าได้ยินข่าวว่าจะเนรเทศท่านมาเมืองกังจิว ต้องเดินทางนี้ ข้าพเจ้าจึงชวนทองอุย ทองเม้งมาคอยท่านอยู่ที่ชายเนินสี่ห้าวันก็ไม่เห็นท่านมา เทพยดาดลใจให้ชวนกันข้ามเนินมาหมายจะซื้อสุราดื่มพบลี้ลิบแจ้งความรีบมาก็ไม่รู้จัก จึงเอาหนังสือออกดูรู้ว่าท่านต้องเนรเทศไปเมืองกังจิว จึงให้ลี้ลิบเจ้าของสุราแก้ท่านฟื้นขึ้น

ซ้องกั๋งได้ฟังก็ยินดี เล่าความเดิมให้สี่คนฟังทุกประการ ลี้ลิบว่าเชิญท่านอยู่ที่นี่เถิด จะต้องไปเมืองกังจิวทนลำบากลำบนทำไม ซ้องกั๋งว่าพี่น้องที่เขาเนียซัวเปาะชวนกันอ้อนวอนก็ยังอยู่ไม่ได้ กลัวภัยอันตรายจะถึงบิดาและน้อง ที่ไหนจะอยู่กับพี่น้องทั้งปวงได้ ลี้จุนจึงพูดแก่ลี้ลิบว่า พี่เรานี้เป็นคนสัตย์ซื่อจริงๆ ถ้าไม่ยอมอยู่แล้วเจ้าจงไปแก้ให้ผู้คุมทั้งสองฟื้นขึ้นโดยเร็ว ลี้ลิบก็เรียกลูกจ้างช่วยกันพยุงผู้คุมออกมาเอายาแก้ไขผู้คุมทั้งสองฟื้นขึ้นพูดกันว่า เราเดินเหน็ดเหนื่อยดอกกระมัง เสพสุรานิดเดียวจึงได้เมาดังนี้ ซ้องกั๋งกับพวกเหล่านั้นได้ฟังก็หัวเราะ ลี้ลิบจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกัน ชวนซ้องกั๋งค้างอยู่ที่โรงลี้ลิบคืนหนึ่ง

ครั้งรุ่งเช้า ลี้ลิบก็เอาห่อเงินทองสิ่งของมาคืนให้ ซ้องกั๋งก็ลาลี้ลิบออกจากโรงมากับลี้จุน ทองอุย ทองเม้ง ครั้นถึงบ้านลี้จุนก็เชิญซ้องกั๋งเข้าไปข้างใน จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยง แล้วซ้องกั๋งกับลี้จุนก็สาบานเป็นพี่น้องกัน ซ้องกั๋งค้างอยู่ที่บ้านลี้จุนหลายวันจึงบอกว่าจะลาไปก่อน ลี้จุนก็จัดหาเงินมาให้ใช้สอยตามทาง ซ้องกั๋งรับเงินแล้วลาลี้จุน ทองอุย ทองเม้งออกจากบ้านกิดเอียงเนียเดินไปได้ครึ่งวัน ถึงบ้านแห่งหนึ่งมีตลาดสนุกสนาน ผู้คนยืนอยู่เป็นหมู่กัน ซ้องกั๋งชวนผู้คุมเดินไปดู เห็นชายผู้หนึ่งขายยากอเอี๊ยะรำเพลงอาวุธต่างๆ ให้คนเหล่านั้นดูจนจบแล้วก็วางกระบองลงไว้ ร้องบอกว่า ข้าพเจ้ามาแต่เมืองไกล ฝีมือก็ไม่เข้มแข็งขออภัยเสียเถิด ท่านไม่ซื้อยากอเอี๊ยะก็แล้วไป แต่ข้าพเจ้ารำเพลงอาวุธให้ดู จงเมตตาตามแต่จะให้เบี้ยอีแปะเถิด จะได้เลี้ยงชีวิต คนทั้งปวงได้ฟังก็นิ่งเสีย ซ้องกั๋งเห็นชายผู้นั้นขอเบี้ยอีแปะเป็นหลายหนก็ไม่มีผู้ใดให้ ซ้องกั๋งมีความเวทนาหยิบเงินห้าตำลึงให้แล้วพูดว่า ท่านครูเราเป็นคนโทษเดินทางมาไม่มีสิ่งใดจงเอาเงินนี้ไปใช้สอยก่อนเถิด ชายผู้นั้นก็ดีใจพูดว่า บรรดาคนที่ในตำบลกิดเอียงเนียไม่มีผู้ใดรู้เพลงอาวุธ ซึ่งท่านนี้เป็นคนโทษยังกล้าเอาเงินให้ข้าพเจ้าถึงห้าตำลึง เปรียบเหมือนแต้ง้วนหัว เมื่อครั้งแผ่นดินก่อน ใช้เงินทองเท่าไรก็ไม่เสียดาย ปรารถนาจะให้ชื่อเสียงปรากฏในแผ่นดิน เงินของท่านห้าตำลึงครั้งนี้ เปรียบเหมือนห้าสิบตำลึง บุญคุณเป็นที่ยิ่ง ท่านแซ่ใด ชื่อไรจงบอกให้ข้าพเจ้าทราบด้วย ซ้องกั๋งว่าท่านจะถามแซ่ชื่อทำไม เงินทองเล็กน้อยไม่ต้องตอบแทนหรอก พูดยังไม่ทันขาดคำเห็น ชายผู้หนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ตรงเข้ามาร้องตวาดว่า เจ้านี้มาแต่ข้างไหน อวดอ้างฝีมือเข้มแข็ง คนโทษนั้นก็อวดมั่งมีจะทำให้พวกตำบลบ้านนี้อับอายหรือ เราได้ห้ามคนทั้งปวงว่าดูแล้วอย่าให้เงินทอง คนโทษนี้จองหองนักหนา ก็ด่าซ้องกั๋งเป็นข้อหยาบต่างๆ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ