๑๗

ครั้นคิดได้ว่าซึ่งตัวเราแต่เล็กจนใหญ่ก็ได้ฝึกหัดเพลงอาวุธต่างๆ ฝีมือเข้มแข็งถึงเพียงนี้แล้วจะมาตายเสียก็ไม่ควร จำจะเที่ยวไปแสวงหาผู้อุปถัมภ์ชื่อเสียงจะได้ปรากฏต่อไป แล้วแลไปดูเห็นพวกสิบสี่คนยังนอนเมาอยู่ เอียจี้ก็เดินลงมาด่าพวกเหล่านั้นว่าเพราะเจ้าเหล่านี้เราห้ามไม่ฟังจึงได้เกิดเหตุขึ้นมาตกหนักอยู่กับเรา พูดแล้วก็ถอนใจใหญ่ ฉวยได้กระบี่ที่ปักดินบนเนินได้ก็เดินไป

ฝ่ายเล่าโตวก๊วนกับงิโหว และทหารหาบของสิบเอ็ดคนที่ถูกยาเบื่อนั้น ครั้นดึกประมาณสองยามเศษน้ำค้างลงเย็นใจ ค่อยคลายหายเมาลุกขึ้นพูดได้ไม่เห็นเอียจี้ เล่าโตวก๊วนจึงพูดว่าเจ้าเหล่านี้ไม่เชื่อเอียจี้ห้ามจึงได้เกิดความขึ้นจะพาเรามาตายเสียด้วยดอก พวกทหารจึงพูดว่าการเกิดขึ้นดังนี้แล้วจะทำอย่างไรได้ ต้องคิดหาอุบายบำบัดโทษให้พ้นตัว เล่าโตวก๊วนจึงถามว่าพวกเจ้าจะคิดประการใด ทหารเหล่านั้นว่าบัดนี้เอียจี้ก็ไปเสียแล้ว ท่านกับข้าพเจ้าพากันกลับไปฟ้องกับเนียสิเกียดว่าเอียจี้ตีเร่งพวกข้าพเจ้าให้เดินทาง ครั้นไปถึงกลางทางเอียจี้ก็ไปบอกพวกโจรเอายาเบื่อมาวางพวกข้าพเจ้าเมาแล้วเก็บเอาของใส่เกวียนหนีไป โทษอันนี้ก็จะพ้นตัวท่านและพวกข้าพเจ้า เล่าโตวก๊วนว่าพวกเจ้าคิดดังนี้ก็ดีอยู่ แต่พรุ่งนี้เช้าพวกเราไปกฎหมายตราสินไว้กับขุนนางนายอำเภอตำบลบ้านนี้ แล้วเราจะให้งิโหวสองนายอยู่กับขุนนางนายอำเภอคอยสืบจับตัวพวกโจร ตัวเรากับพวกเจ้าจะได้รีบกลับไปเมืองปักเกียแจ้งความกับเนียสิเกียดให้ทราบ ครั้นรุ่งขึ้นเช้าเล่าโตวก๊วนกับงิโหวและทหารเหล่านั้นก็ชวนกันไป

ฝ่ายเอียจี้ครั้นลงจากเนินเดินไปทางทิศใต้แต่ในเวลากลางคืนวันนั้นก็มีความวิตกเป็นอันมาก จึงคิดว่าตัวเราครั้งนี้จะไปข้างไหนดีเงินก็ไม่มีจะซื้อกินเห็นจะตายเสียดอกกระมัง ครั้นเดินทางไปประมาณได้ยี่สิบลี้เศษก็พอรุ่งสว่าง เห็นมีโรงเตี๊ยมขายสิ่งของกับสุราก็แวะเข้าไป หญิงเจ้าของโรงถามว่าจะกินสิ่งใด เอียจี้ว่าจงจัดสุรากับอาหารบ้างเล็กน้อยเถิด หญิงเจ้าของก็จัดสุราและสิ่งของมาให้ เอียจี้เสพสุรากินอาหารแล้วเดินออกมาบอกหญิงเจ้าของโรงว่า คราวนี้ลืมเอาเงินมาคราวหลังจึงค่อยเอาเถิดแล้วก็เดินออกจากโรงไป หญิงเจ้าของโรงโกรธนักเรียกให้ลูกจ้างตามไปจับ เอียจี้ผลักลูกจ้างนั้นล้มลง หญิงเจ้าของโรงเห็นก็ร้องให้สามีช่วย เชาเจ็งฉวยได้กระบองวิ่งไปตีเอียจี้ ๆ ก็สู้รบต้านทานไว้ได้ยี่สิบเพลง ชายเจ้าของโรงนั้นเห็นเอียจี้ฝีมือเข้มแข็งก็ร้องว่าหยุดก่อนอย่าเพิ่งต่อสู้กัน ท่านนี้แซ่ใดชื่อไร เอียจี้บอกว่าข้าพเจ้าแซ่เอียชื่อจี้ แต่ชาวบ้านเรียกว่าแชมินสือ ชายเจ้าของโรงถามอีกว่าท่านเป็นขุนนางจีไซอยู่ในเมืองหลวงชื่อเอียจี้หรือมิใช่ เอียจี้ว่าเหตุไฉนท่านจึงรู้จักเราเล่า ชายเจ้าของโรงได้ฟังก็วางกระบองเข้าไปคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้านี้มีตาก็จริงเหมือนกับไม่มีหารู้จักท่านไม่ ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินนั้นขออภัยเสียเถิด เอียจี้ถามว่าท่านนี้แซ่ใดชื่อไรเล่าเราลืมไปเสียแล้ว ชายเจ้าของโรงจึงบอกว่า ข้าพเจ้าชื่อเชาเจ็งเป็นศิษย์ของลิมชองครูทหาร เดิมปู่และบิดากับตัวข้าพเจ้าอยู่เมืองหลวงฆ่าหมูขายอยู่เป็นนิจ คนที่ตังเกียเมืองหลวงเรียกว่าชอตอกุ้ยแปลว่าฝีมือมีดหมูคล่องดี ข้าพเจ้ากู้เงินของเศรษฐีที่เมืองหลวงมาค้าขาย ณ แขวงเมืองซัวตังครั้นขาดทุนไม่อาจกลับไป จึงได้ตั้งโรงค้าขายอยู่ในเมืองนี้ ข้าพเจ้าเห็นฝีมือท่านเข้มแข็งคล้ายคลึงกับลิมชองครูข้าพเจ้า เอียจี้จึงพูดว่าลิมชองครูทหารอาจารย์ของท่านนั้น กอไทอวยข่มเหงเฆี่ยนตีจนยับเยิน ลิมชองไปอยู่ที่เขาเนียซัวเปาะเสียแล้ว เชาเจ็งว่าข้าพเจ้าได้ข่าวเล่าลือมาว่า ลิมชองไปเข้าเป็นพวกเขาเนียซัวเปาะจะจริงเท็จประการใดก็ไม่ทราบ เชิญท่านไปพักที่โรงให้สบายก่อนจึงค่อยไป แล้วพาเอียจี้มาที่โรงเข้าไปข้างในจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงแล้วถามว่าเหตุไฉนท่านจึงมาถึงเมืองนี้ เอียจี้ก็เล่าความตั้งแต่เดิมเป็นขุนนางแล้วไปบรรทุกศิลาลายมาจนกระทั่งถูกผู้ร้ายแย่งชิงเอาของเนียสิเกียดไปให้ฟังทุกประการ เชาเจ็งจึงว่าถ้ากระนั้นก็อยู่กับข้าพเจ้าก่อนเถิด เอียจี้ว่าซึ่งจะให้อยู่ด้วยเห็นจะไม่ได้ ถ้ามีขุนนางและนายอำเภอผู้ใดเขามาจับตัวก็จะพาท่านได้ความลำบาก เชาเจ็งจึงถามว่าใจของท่านนั้นจะไปสำนักอาศัยที่ไหนเล่า เอียจี้ว่าเราคิดจะไปหาลิมชองที่เขาเนียซัวเปาะ เดิมเราเดินไปทางนั้นได้ต่อสู้กับลิมชองครูท่านเป็นหนักหนา เฮงหลุนมาห้ามไว้จึงได้รู้จักกัน เฮงหลุนก็ชักชวนให้เราอยู่ด้วย เราคิดว่าจะทำราชการให้ชื่อเสียงปรากฏ จึงไม่อยู่เป็นพวกพ้องของเฮงหลุน ก็บัดนี้เกิดความขึ้นแล้วจะไปอยู่ที่ไหนก็ไม่ได้ จำจะต้องไปอยู่กับเฮงหลุนที่เขาเนียซัวเปาะ เชาเจ็งตอบว่าซึ่งท่านคิดนั้นก็ดีดอก แต่ข้าพเจ้าได้ยินข่าวเล่าลือว่า เฮงหลุนนายใหญ่เป็นคนใจริษยาเมื่อลิมชองครูข้าพเจ้าจะเข้าไปอยู่ด้วยเฮงหลุนไม่ยอม มีใจอิจฉา พวกพ้องพี่น้องว่ากล่าวอยู่เป็นหลายวันจึงได้ยอม เฮงหลุนนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้ ที่เมืองเช็งจิวนั้นทางก็ไม่ไกลนัก มีภูเขาอยู่แห่งหนึ่งชื่อเขายีเล่งซัว บนเขานั้นมีวัดหนึ่งเรียกว่าโปจู หนทางที่จะขึ้นไปมีอยู่แห่งเดียวทางอื่นก็ไปไม่ได้ มีหลวงจีนอยู่ที่วัดประมาณสี่ห้าร้อย แต่หลวงจีนเหล่านั้นไว้ผมยาวเหมือนกับพวกที่เที่ยวตีปล้นอยู่เนืองๆ หลวงจีนรูปที่เป็นนายใหญ่นั้นชื่อเต็งเหล็ง ชาวบ้านเรียกว่ากิมมักโฮ้วแปลว่าเสือตาทอง ถ้าแม้นว่าท่านยอมจะเป็นคนอย่างพวกนั้นแล้วก็ไปเข้าอยู่ที่วัดนี้ดีกว่า ไม่มีผู้ใดมาข่มเหงจับกุมได้ เอียจี้ได้ฟังก็คิดว่าถ้าทำเลที่ทางดีเราจะไปแย่งเอาเสียจะได้สำนักอาศัย จำจะไปดูท่วงทีก่อน คิดแล้วก็นั่งสนทนากันอยู่จนเวลาพลบจวนค่ำ เอียจี้นอนอยู่ที่โรงเชาเจ็งคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นเวลาเช้าเอียจี้ยืมเงินเชาเจ็งได้บ้างเล็กน้อยก็ลาออกจากโรงเดินไปได้วันหนึ่ง พอเวลาจวนเย็นเห็นเขายีเล่งซัวสูงใหญ่ ไม่เห็นมีบ้านเรือน เอียจี้ก็เดินเที่ยวไปหาที่พัก พอเห็นหลวงจีนรูปหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ก็เดินตรงเข้าไป หลวงจีนเห็นคนหน้าลายสีเขียวแปลกประหลาดมาก็ลุกขึ้นจับง้าวถือไว้ เอียจี้ร้องถามว่าหลวงจีนนี้มาแต่ข้างไหน หลวงจีนไม่ได้พูดประการใด เดินตรงเข้าไปเอาง้าวฟันเอียจี้ ๆ เอากระบี่รับไว้ ต่อสู้ได้ห้าสิบเพลงไม่แพ้ชนะกัน หลวงจีนจึงถอยห่างออกไป ร้องห้ามว่าอย่าเพิ่งต่อสู้กันก่อนตัวท่านแซ่ใดชื่อไรมาแต่ไหน เอียจี้ว่าเราแซ่เอียชื่อจี้ เดิมเราเป็นขุนนางที่จีไซอยู่เมืองหลวง หลวงจีนจึงถามอีกว่าท่านชื่อเอียจี้ที่เอากระบี่ไปขายฆ่าจูยี่ตายนั้นหรือ เอียจี้ว่าเพราะฆ่าจูยี่ตายเขาจึงได้สักหน้า ก็ท่านแซ่ใดชื่อไรเล่าจึงรู้จักข้าพเจ้า หลวงจีนบอกว่าเดิมเราเป็นขุนนางตำแหน่งทีหัดอยู่ในเก็งเลียดเซียงก๋ง ณ เมืองเอียนอันฮู้ชื่อลูตีซิม ฆ่าแต้โต๋วตายหนีมาบวชเป็นหลวงจีน คนสั่งหลายจึงตั้งชื่อเรียกว่าฮวยฮ่อเสียง เอียจี้ว่าท่านกับข้าพเจ้าเป็นชาวเมืองเดียวกัน เดิมได้ข่าวว่าท่านอยู่ที่วัดใต้เซียวก๊กยี่ เหตุไฉนจึงได้มาถึงตำบลนี้ หลวงจีนลูตีซิมบอกว่าเดิมมาอยู่ที่วัดใต้เซียวก๊กยี่ ตีเช็งเซียนซือเจ้าวัดให้เราไปเฝ้าสวนผักจึงได้รู้จักกับลิมชองครูทหาร ภายหลังกอไทอวยคิดร้ายลิมชอง ให้ผู้คุมสองคนเอาตัวไปฆ่าเสียที่กลางป่า เราแจ้งความจึงไปเมืองชองจิวคอยช่วยลิมชองไว้ได้แล้วกลับมา ผู้คุมทั้งสองบอกกอไทอวยว่าเราตามไปช่วยแก้ลิมชองไว้ กอไทอวยโกรธจะจับตัวเราไปทำโทษจึงได้หนีมาไม่มีที่สำนักอาศัย เที่ยวไปจนถึงเมืองเชงจิวเข้าไปขอสุรากิน หญิงเจ้าของสุราเอายาเบื่อใส่ เรากินสุราเข้าไปก็เมาไม่รู้สึกตัว หญิงเจ้าของสุราจับมัดไว้ค้นเอาเงินทองแล้วจะฆ่าเสีย พอสามีของหญิงนั้นมาทันห้ามไว้ เอายามาแก้เราฟื้นขึ้นแล้วก็พูดจาสาบานเป็นพี่น้องกัน ซึ่งชายผู้ผัวนั้นชื่อเตียเช็ง ชาวบ้านเรียกว่าไซหึงจู๊แปลว่าคนสวนผัก หญิงภรรยานั้นชื่อซึงยีเหนีย คนทั้งหลายเรียกว่าโปเอียแชแปลว่าปิศาจหญิง สองคนผัวเมียฝีมือเข้มแข็งนัก เราพักอยู่ด้วยสี่ห้าวันก็ลามา บัดนี้ได้ยินข่าวว่าที่เขายีเล่งซัวมีหลวงจีนอยู่หลายสิบรูป ควรจะเข้าสำนักอาศัยได้จึงตั้งใจมาหา หลวงจีนที่เป็นใหญ่ไม่ให้เราเข้าเป็นพวกพ้องจึงได้ดูรบกัน หลวงจีนตัวนายนั้นสู้ไม่ได้เราเอาเท้าเหยียบไว้จะฆ่าเสีย หลวงจีนเหล่านั้นเข้าแก้เอานายไปได้แล้วปิดประตูไว้แน่นหนา จะด่าว่าสักเท่าไรก็นิ่งเสียไม่ออกสู้รบ เป็นการจนใจไม่รู้ที่จะทำประการใด เวลาค่ำจึงมานั่งอยู่ที่นี่ เอียจี้ได้ฟังก็มีความยินดี ชวนกันนอนค้างคืนอยู่ที่ใต้ต้นไม้ในป่า เอียจี้จึงเล่าความซึ่งขายกระบี่ฆ่าจูยี่ตายให้ฟังทุกประการ แล้วบอกว่าเชาเจ็งให้ข้าพเจ้ามาสำนักอาศัยอยู่ที่เขายีเล่งซัว บัดนี้หลวงจีนปิดประตูเสียไม่ให้เข้าไป เวลาพรุ่งนี้ท่านกับข้าพเจ้ากลับไปหาเชาเจ็งด้วยกันจะได้คิดอ่านต่อไป หลวงจีนลูตีซิมกับเอียจี้นอนพูดกันอยู่ที่ใต้ต้นไม้จนสว่าง เอียจี้ก็พาหลวงจีนมาที่โรงเชาเจ็งให้รู้จักกัน เชาเจ็งมีความยินดีจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงหลวงจีนลูตีซิมกับเอียจี้อีก เอียจี้จึงบอกกับเชาเจ็งว่าหลวงจีนที่เขายีเล่งซัวปิดประตูเสียแน่นหนาจะคิดประการใดดี เชาเจ็งว่าท่านทั้งสองถึงฝีมือเข้มแข็ง หากว่าจะมาสักหมื่นหนึ่งก็ทำไมหลวงจีนไม่ได้จะคิดสู้รบเอาชัยชนะโดยฝีมือเห็นจะเหลือกำลัง ด้วยหลวงจีนเหล่านั้นรักษาอยู่แต่เขตแดนเท่านั้นจะทำไมเขาได้ ต้องคิดหาอุบายอย่างอื่นเถิด หลวงจีนลูตีซิมพูดว่าเมื่อแรกเราไปหา หลวงจีนออกมาพูดข้างนอกไม่ให้เราขึ้นไปบนเขาที่สำนัก เราจึงบอกว่าจะมาเข้าเป็นพวกพ้องอยู่ด้วย หลวงจีนไม่ยอมจึงเกิดวิวาทสู้รบกัน หลวงจีนนั้นเสียทีเราจะตีให้ตาย พวกหลวงจีนมากมาแก้กันไปได้ แล้วก็ปิดประตูไว้ไม่ให้เข้าไปจะด่าว่าเท่าไรก็นิ่งเสียจะทำอย่างไรดี เอียจี้จึงพูดว่าทางเขายีเล่งซัวดีนักหนา ควรจะสำนักอาศัยช่วยกันคิดอ่านแย่งชิงเอาให้จงได้ เชาเจ็งว่าข้าพเจ้ามีอุบายอยู่อย่างหนึ่งไม่แจ้งว่าท่านทั้งสองจะเห็นดีหรือไม่ เอียจี้ว่าข้าพเจ้าก็หมายจะพึ่งสติปัญญาท่าน เมื่อเห็นอุบายอย่างไรจงชี้แจงให้ข้าพเจ้าจะได้ทำตาม เชาเจ็งว่าให้เอียจี้นุ่งห่มเสียใหม่ แต่งตัวให้เหมือนกับชาวบ้านเหล่านี้ ข้าพเจ้าจะเรียกพี่น้องกับลูกจ้างมาให้หลายคน เอาตัวหลวงจีนลูตีซิมมัดเข้าแล้วช่วยกันคุมตัวกับเครื่องมือไปเขายีเล่งซัว ข้าพเจ้าจะร้องบอกว่ามีหลวงจีนรูปหนึ่งมาซื้อสุรากินที่โรงเงินทองก็ไม่ให้ แล้วพูดว่าจะไปบอกขุนนางให้ยกกองทัพมาจับหลวงจีนในวัดนี้ไปให้สิ้น ข้าพเจ้าจึงได้ช่วยกันจับตัวมาส่ง พวกหลวงจีนเหล่านั้นเห็นก็คงเปิดประตูให้เอาตัวเข้าไป ถ้าหลวงจีนเต็งเหล็งนายใหญ่ออกมา ท่านทั้งสองจงจับฆ่าเสียก่อน ถ้าหลวงจีนเหล่านั้นสู้ฝีมือท่านไม่ได้ก็คงยอมสามิภักดิ์ ข้าพเจ้าคิดดังนี้ท่านจะเห็นประการใด หลวงจีนลูตีซิมกับเอียจี้ได้ฟังก็ยินดี จึงว่าอุบายของท่านดีนักคงสมความปรารถนา แล้วชวนกันกินโต๊ะเสพสุราอยู่ที่โรงเชาเจ็งจนเวลาค่ำ ครั้นรุ่งเช้าก็จัดหาเครื่องมือเตรียมไว้ ร้องเรียกพี่น้องกับลูกจ้างมามัดหลวงจีนลูตีซิมไว้ แล้วพากันตรงไปที่วัดโปจูบนเขายีเล่งซัว เชาเจ็งจึงร้องบอกตามอุบายซึ่งคิดไว้ทุกประการ หลวงจีนเหล่านั้นได้ฟังและเห็นเชาเจ็งมัดหลวงจีนคุมตัวมาก็ไปแจ้งความกับหลวงจีนเต็งเหล็งไต้อ๋องผู้นายใหญ่ตามคำเชาเจ็งมาร้องบอก หลวงจีนเต็งเหล็งก็ดีใจจึงพูดว่าไปเปิดประตูรับคุมเอาตัวหลวงจีนนั้นเข้ามาฆ่าเอาหัวใจกินแกล้มสุราเสีย พวกหลวงจีนทั้งหลายก็มาเปิดประตูสามชั้นให้เชาเจ็งกับพวกนั้นคุมตัวไป และบนเขานี้มีทางเดียวหลวงจีนรักษาประตูเป็นชั้นๆ เหมือนกับด่าน เครื่องศัสตราวุธพร้อมทุกสิ่งเขาก็สูงชันต้นไม้เรียงรายแน่นหนา มีไม้ใหญ่และก้อนศิลากองไว้ทั้งสี่ทิศ ถ้าผู้ใดยกกองทัพจะปีนขึ้นไปบนเขา ก็เอาไม้และก้อนศิลากลิ้งลงมาทับไพร่พลก็ตายสิ้น ทางอื่นก็ขึ้นไม่ได้ หลวงจีนเต็งเหล็งไต้อ๋องตัวนายกับพวกหลวงจีนและศิษย์เหล่านั้นไม่เกรงกลัวผู้ใดกล้าหาญนัก เอียจี้กับหลวงจีนลูตีซิมเห็นก็ยินดี เชาเจ็งก็คุมตัวหลวงจีนเดินขึ้นไปบนเขาเข้าไปในประตูสามชั้นถึงวัดก็คุมเข้าไปตรงหน้าหลวงจีนเต็งเหล็ง เอียจี้กับเชาเจ็งก็เข้าไปยืนอยู่ข้างหลังหลวงจีนลูตีซิม หลวงจีนเต็งเหล็งไต้อ๋องนั้นนั่งอยู่บนโต๊ะ มีหลวงจีนทหารยืนอยู่สองข้างซ้ายขวาหลายสิบคน ครั้นเห็นเชาเจ็งกับพวกนั้นคุมตัวหลวงจีนลูตีซิมมายืนอยู่ หลวงจีนเต็งเหล็งไต้อ๋องจึงด่าว่าเมื่อวันก่อนเจ้าถีบเรายังเจ็บป่วยอยู่ วันนี้ได้ตัวมาจะทำให้หนำใจจึงสั่งให้เอาตัวไปฆ่าเสีย เชาเจ็งกับเอียจี้ก็แก้มัดหลวงจีนลูตีซิมออก ส่งง้าวสำหรับมือให้หลวงจีนลูตีซิม เอียจี้ก็เข้ารุกไล่ฆ่าฟันหลวงจีนเหล่านั้น หลวงจีนเต็งเหล็งเห็นก็ตกใจจะวิ่งหนี หลวงจีนลูตีซิมทะลึ่งเข้าไปเอาง้าวฟันถูกศีรษะหลวงจีนเต็งเหล็ง ผ่าอกเป็นสองซีกตายในทันทีนั้น เอียจี้ฆ่าฟันหลวงจีนที่เป็นทหารตายประมาณสิบคน พวกหลวงจีนเหล่านั้นตกใจตื่นวุ่นวาย เอียจี้จึงร้องว่า ถ้าผู้ใดกลัวตายก็มายอมสามิภักดิ์เสียโดยดี ถ้ามิยอมก็จะฆ่าเสียให้สิ้น หลวงจีนห้าหกร้อยนั้นได้ฟังก็ชวนกันเข้าสามิภักดิ์กับเอียจี้ และหลวงจีนลูตีซิมทั้งสิ้น เอียจี้กับหลวงจีนลูตีซิมก็ให้หลวงจีนเหล่านั้นจัดการว่ากล่าวอยู่ตามเดิม แล้วตรวจเงินทองทรัพย์สิ่งของและเสบียงอาหารมอบให้คนเก่าดูแลจับจ่ายตามเคย ให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกันเป็นที่สบาย เอียจี้กับหลวงจีนลูตีซิมและเชาเจ็งกินโต๊ะเสพสุราพูดจากันแล้ว เชาเจ็งก็ลากลับไป เอียจี้กับหลวงจีนลูตีซิมได้เป็นนายอยู่ ณ วัดโปจู๊บนเขายีเล่งซัวแล้วค่อยมีความสุขสบายชวนกันไปตีปล้นหาเลี้ยงชีวิตอยู่เนืองๆ มิได้ขาด

ฝ่ายเล่าโตวก๊วนกับงิโหวและทหารสิบเอ็ดคนนั้น รีบเดินทางไปถึงเมืองเจ๋จิวฮู้ฟ้องตราสินไว้กับผู้รักษาเมืองแล้วก็ให้งิโหวสองนายคอยสืบข่าวพวกโจรอยู่ที่บ้านผู้รักษาเมืองเจ๋จิวฮู้ เล่าโตวก๊วนกับทหารสิบเอ็ดคนนั้นรีบเดินไปปักเกีย ครั้นถึงก็พากันเข้าไปคำนับเนียสิเกียดเห็นพวกทหารนายกลับมาก็ยินดี สำคัญว่าเอาของไปถึงเมืองหลวงแล้ว ครั้นไม่เห็นเอียจี้จึงถามว่า เอียจี้ไปข้างไหนไม่เห็นมา พวกทหารบอกว่า เอียจี้คนนี้ใจคอกล้าหาญแต่หาซื่อตรงต่อท่านไม่ เมื่อแรกออกเดินทางไปได้เจ็ดแปดวัน เอียจี้ก็เร่งรัดเฆี่ยนตีพวกข้าพเจ้าให้ไปถึงตำบลอึงนีกังแขวงเมืองเจ๋จิวฮู้ แดดร้อนนัก ข้าพเจ้าชวนกันเข้าอาศัยใต้ต้นไม้ เอียจี้ไปบอกโจรให้ปลอมเป็นพ่อค้าเอาเกวียนมาคอยอยู่ในป่า แล้วพวกโจรอีกพวกหนึ่งแต่งตัวเป็นชาวบ้านหาบถังสุรามาขาย พวกข้าพเจ้าหลงซื้อสุรากิน โจรที่หาบถังสุรามาขายเอายาพิษใส่ในสุรา พวกข้าพเจ้าไม่รู้กินสุราเข้าไปเมาไม่รู้สึกตัว โจรจับพวกข้าพเจ้ามัดไว้เก็บเอาเพชรพลอยใส่เกวียน แล้วเอียจี้กับพวกโจรพากันลากเกวียนหนีไป พวกข้าพเจ้าหายเมาฟื้นขึ้นได้จึงไปฟ้องตราสินไว้ที่ผู้รักษาเมืองเจ๋จิวฮู้แล้วเล่าโตวก๊วนให้งิโหวสองนายคอยสืบข่าวพวกโจรอยู่ที่บ้านผู้รักษาเมืองนั้น พวกข้าพเจ้าสิบเอ็ดคนกับเล่าโตวก๊วนก็รีบเดินทางมาทั้งกลางคืนกลางวัน

เนียสิเกียดได้ฟังก็ตกใจคิดโกรธยิ่งนัก จึงพูดว่าเอียจี้ต้องโทษเนรเทศมาเราชุบเลี้ยงแต่งตั้งให้เป็นขุนนางมียศศักดิ์ หามีความกตัญญูต่อเราไม่ ถ้าแม้นจับตัวมาได้จะเชือดเนื้อให้สุนัขกินเสียให้หนำใจ แล้วจึงเขียนหนังสือไปถึงผู้รักษาเมืองเจ๋จิวฮู้ฉบับหนึ่ง มีความว่าให้สืบจับตัวโจรผู้ร้ายกับสิ่งของนั้นส่งคืนมาให้ได้ กับอีกฉบับไปถึงชัวเกียบิดาภรรยาฉบับหนึ่งมีความว่าผู้ร้ายมาแย่งชิงเพชรพลอยสิ่งของต่างๆ ที่จะเอามาช่วยในการแซยิดนั้นไปเสียสิ้น ครั้นเขียนหนังสือแล้วเขียนผนึกมอบให้ขุนนางถือแยกกันไป ขุนนางถือหนังสือคำนับลาไปถึงเมืองหลวงก็เอาหนังสือส่งให้ชัวเกียรับมาฉีกออกอ่านแจ้งความทุกประการแล้วก็ตกใจ จึงพูดว่าเมื่อครั้งก่อนบุตรเขยเราจัดหาทรัพย์สิ่งของเงินทองมาช่วยการแซยิด โจรผู้ร้ายแย่งชิงเอาไปสืบจับตัวก็ยังไม่ได้ ครั้งนี้จัดหาเพชรพลอยราคาถึงสิบหมื่นเหรียญ พวกโจรบังอาจมาแย่งชิงเอาไปเสียอีก ครั้นจะนิ่งช้าอยู่ก็ไม่ได้ จึงสั่งให้พนักงานมีตราให้ขุนนางคนสนิทเป็นข้าหลวงถือออกไปจับโจรผู้ร้าย ณ แขวงเมืองเจ๋จิวฮู้โดยเร็ว

ฝ่ายผู้รักษาเมืองเจ๋จิวฮู้ได้รับหนังสือของเนียสิเกียดแจ้งแล้ว ก็คิดตรึกตรองหาช่องทางจะจับโจรผู้ร้ายเหล่านั้นให้ได้ พอคนใช้เข้าไปบอกว่ามีข้าหลวงถือหนังสือของชัวเกียไทซือมาแต่เมืองหลวงจะเข้ามาหาท่านผู้รักษาเมืองได้ฟังจึงนึกว่า เห็นจะเป็นท้องตรามาจับโจรผู้ร้ายดอกกระมัง ก็สั่งให้เปิดประตูใหญ่ออกรับข้าหลวง ผู้รักษาเมืองออกมาคำนับเชิญตรากับข้าหลวงเข้าไปข้างในจัดที่ให้นั่งตามสมควรแล้ว จึงพูดว่าข้าพเจ้ารับหนังสือของเนียสิเกียดทราบแล้ว ได้จัดให้ทหารไปเที่ยวสืบจับยังไม่แจ้งว่าพวกโจรสำนักอยู่ที่ไหน ถ้าแม้นสืบจับตัวโจรผู้ร้ายได้แล้ว ข้าพเจ้าจะบอกเข้าไปให้ทราบ ข้าหลวงจึงพูดว่า ชัวเกียไทซือกำชับว่าให้ท่านสืบจับพวกโจรเจ็ดคนที่ปลอมเป็นพ่อค้าเอาเกวียนบรรทุกพุทรากับโจรอีกคนหนึ่งหาบถังสุราไปขาย กับตัวเอียจี้ผู้คุมสิ่งของเนียสิเกียดเป็นไส้ศึกของพวกโจรหนีไปด้วยกัน ให้ท่านจับตัวโจรเหล่านั้นเข้าไปส่งในสิบวัน ถ้าพ้นไปก็จะมีความผิด ชีวิตข้าพเจ้าผู้ถือท้องตรามาก็จะเป็นอันตราย ตัวท่านจะได้ความลำบากต้องโทษเนรเทศไปอยู่เมืองไกล ถ้าไม่เชื่อข้าพเจ้าจงฉีกท้องตราออกอ่านดูเถิด ผู้รักษาเมืองเจ๋จิวฮู้ได้ฟังก็ตกใจกลัวยิ่งนัก จึงให้หาขุนนางนายทหารกับนายอำเภอบ้านทุกแขวงทุกตำบลมาพร้อมแล้ว ฮอต๋อขุนนางผู้กำกับสำหรับจับพวกโจรให้ตรวจตราดูแลอยู่ตามตำบลเข้าไปคำนับผู้รักษาเมืองจึงถามว่า คราวนี้เกิดโจรผู้ร้ายขึ้นตำบลอึงนีกังนั้นเจ้ารู้หรือไม่ ฮอต๋อว่าข้าพเจ้าทราบแล้ว ให้ทหารไปเที่ยวคอยจับก็ยังไม่แจ้งว่าอยู่ตำบลใด ผู้รักษาเมืองโกรธนักร้องตวาดว่า บัดนี้เกิดเหตุขึ้นก็ไม่สืบให้ได้ ชัวเกียไทซือมีท้องตรามาว่าถ้าไม่ได้พวกโจรจะเอาตัวเราทำโทษเนรเทศไปเมืองไกล เจ้าเป็นผู้ได้ตรวจตราว่ากล่าวอยู่จะพลอยให้เราผิดด้วย จึงสั่งให้ทหารเอาตัวฮอต๋อไปสักหน้าไว้ก่อน ถ้าไปจับพวกโจรเหล่านี้ไม่ได้ก็จะทำโทษต่อไป ทหารก็เอาฮอต๋อผู้ตรวจไปสักหน้า แล้วให้ไปสืบจับพวกโจรให้ได้โดยเร็ว ฮอต๋อคำนับลาไปที่สำนักปรึกษากับพวกทหารว่าเกิดโจรผู้ร้ายขึ้นดังนี้เราจะคิดประการใดดีจึงจะจับตัวได้ ทหารเหล่านั้นก็นิ่งอยู่ไม่พูดประการใด ฮอต๋อว่าเมื่อเรามีความสุขท่านทั้งหลายมีทุกข์เราช่วย ครั้งนี้เรามีทุกข์ข้อใหญ่จะปรึกษากับผู้ใดก็นิ่งเสียสิ้น ไม่เวทนาบ้างว่าเขาสักหน้าเราไว้คอยจะทำโทษแทนอยู่แล้ว ถ้าแม้นไม่ได้พวกโจรมาก็จะต้องเนรเทศไป ทหารเหล่านั้นว่าพวกข้าพเจ้าก็รำลึกถึงพระคุณของท่านอยู่ แต่ไม่รู้ที่จะทำอย่างไรจึงจะสืบจับพวกโจรเหล่านี้มาให้ท่านได้ก็ต้องนิ่งอยู่ ฮอต๋อยิ่งมีความวิตกมากขึ้นกลับไปถึงบ้านก็ถอนใจใหญ่ ภรรยาเห็นสามีหน้าตาไม่สบายจึงถามว่า วันนี้มีเหตุสิ่งใดดูสีหน้าท่านผิดไปกว่าทุกวัน ฮอต๋อบอกว่าเมื่อวันก่อนนั้นเกิดโจรผู้ร้ายขึ้นที่ตำบลอึงนีกังให้ทหารไปเที่ยวสืบจับก็ยังไม่ได้ตัว บัดนี้ข้าหลวงเชิญท้องตรามาวางให้จับพวกโจรเข้าไปส่งโดยเร็ว ถ้าพ้นกำหนดจะทำโทษผู้รักษาเมือง ๆ โกรธเรานักเอาไปสักหน้าไว้ก่อน ถ้าจับพวกโจรไม่ได้จะทำโทษเนรเทศไปเมืองไกล ภรรยาได้ฟังก็มีความวิตกจึงพูดว่า ไม่รู้ที่จะทำประการใดตามแต่บุญวาสนาจะเป็นไปเถิด พูดยังไม่ทันจะขาดคำ พอฮอเช็งผู้น้องมาถึงและฮอเช็งนั้นเป็นนักเลงเที่ยวเล่นเบี้ย ฮอต๋อพี่ชายเกลียดชังนัก ครั้นเห็นฮอเช็งมาก็โกรธร้องตวาดว่า ไปเที่ยวเล่นเบี้ยให้สบายเถิดจะกลับมาทำไมเล่า

ฮอเช็งได้ฟังก็โกรธจะลงเรือนไป ภรรยาฮอต๋อกวักมือไว้เรียกฮอเช็งไปหลังบ้าน จัดหาสุรามาให้กิน ฮอเช็งพูดว่า คนอื่นเขามาหาก็จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยง เงินทองก็ให้เขาไป นี่เป็นน้องรวมบิดามารดาเดียวกันยังจะไล่เสียได้เห็นคนอื่นดีก็แล้วไปเถิด ภรรยาฮอต๋อว่าน้องไม่รู้เหตุ พี่ชายของเจ้านั้นมีความทุกข์อยู่ ด้วยครั้งนี้เกิดโจรผู้ร้ายขึ้นที่ตำบลอึงนีกังแย่งชิงเอาเพชรพลอยของเนียสิเกียดไป บัดนี้มีท้องตรามาให้สืบจับโจรเหล่านั้นก็ยังไม่ได้ตัว ผู้รักษาเมืองโกรธพี่ชายเจ้าจึงเอาตัวไปสักหน้าไว้ก่อน ถ้าจับพวกโจรรายนี้ไม่ได้จะเอาตัวทำโทษแทน พี่ชายของเจ้ามีความทุกข์หนัก ครั้นเห็นเจ้ามาจึงได้ว่ากล่าวขึ้น เจ้าอย่าถือโกรธเลย ฮอเช็งได้ฟังก็หัวเราะแล้วว่า พี่ชายของข้าพเจ้าเห็นคนอื่นดีอุปถัมภ์เขาทุกคน เดี๋ยวนี้ทุกข์มาตัว เพื่อนฝูงทั้งหลายที่ได้ทำคุณไว้ไม่เห็นหน้าผู้ใดมาช่วยกันจับพวกโจรให้ได้ ถ้าแม้นว่าอุปถัมภ์ข้าพเจ้าผู้น้องเหมือนกับเพื่อนฝูงเหล่านั้นแล้ว เรื่องความรายนี้หาต้องนั่งเป็นทุกข์ไม่ ถึงไม่ได้ตัวก็คงได้ข่าวคราว ภรรยาฮอต๋อเห็นฮอเช็งพูดชอบกลจึงถามว่า ความรายนี้เจ้ารู้อยู่บ้างหรือ ฮอเช็งว่าให้พี่ข้าพเจ้าทุกข์เหลือทนแล้วจึงช่วยแก้ไข พูดดั่งนั้นก็ลุกขึ้นจะไป พี่สะใภ้ก็หน่วงไว้ จัดสิ่งของกับสุรามาให้ฮอเช็งกินอีก แล้วไปเล่าความซึ่งฮอเช็งพูดให้ฮอต๋อฟังทุกประการ ฮอต๋อก็เรียกฮอเช็งผู้น้องมาพูดว่า พี่นี้มีทุกข์ไม่สบายไรอย่าได้ถือโกรธเลย เจ้ารู้ความพวกโจรตำบลอึงนีกังหลบหลีกไปอยู่ที่ไหน จงบอกพี่เถิดเหมือนกับช่วยชีวิตพี่ไว้ ฮอเช็งแกล้งว่า น้องไม่รู้เหตุผลอย่างไร พูดเล่นกับพี่สะใภ้ดอก ฮอต๋อว่าเจ้าอย่าปิดบังเลยจงบอกเถิด จะตอบแทนคุณเจ้าให้หนักหนา แล้วหยิบเอาเงินมาสิบตำลึงส่งให้ ฮอเช็งก็ไม่รับและว่ามิใช่จะเอาเงินทองเมื่อไร ถ้าถึงตัวพี่แล้วจึงจะช่วยให้พ้นภัย การเล็กน้อยเท่านี้ไม่เป็นไรนักพอจะคิดแก้ไขได้อย่าวิตกเลย ภรรยาฮอต๋อว่าการอันนี้สำคัญนักถ้าไม่ได้ตัวผู้ร้ายในสิบวัน เขาจะเอาพี่เจ้าไปทำโทษ เจ้าจงบอกตามจริงเถิดจะได้คิดอ่านกัน ฮอต๋อซ้ำถามอีกเป็นหลายครั้ง ฮอเช็งเสียอ้อนวอนไม่ได้จึงบอกว่า

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ