๑๑

ในขณะนั้น พอชาจินตื่นเดินมาได้ยินเสียงอื้ออึง จึงถามว่าทุบตีอะไรอื้ออึงนัก ผู้เฒ่านั้นเข้าไปแจ้งว่า เวลาคืนนี้มีผู้ร้ายมาลักข้าว พวกข้าพเจ้าจับได้เอาตัวมัดไว้แล้วก็เฆี่ยนตี ชาตัวกัวหนังเดินมาดูเห็นลิมชองก็จำได้ ร้องห้ามพวกเหล่านั้นว่าอย่าทำเลย ชาตัวกัวหนังก็ตรงเข้าไปแก้มัดแล้วถามลิมชองว่า เหตุไฉนท่านจึงมาให้เขาจับไว้ดังนี้เล่า ลิมของก็เล่าความตั้งแต่ต้นจนปลายให้ฟังทุกประการ ชาตัวกัวหนังจึงพูดว่า วาสนาของท่านตบแต่งให้จะทำอย่างไรได้ ซึ่งบ้านของข้าพเจ้านี้ไม่มีผู้ใดไปมาดอก ท่านจงพักอยู่ที่นี่ด้วยกันก่อนเถิด ภายหลังจึงคิดอ่านต่อไป ชาตัวกัวหนังก็พาลิมของเข้าไปข้างใน จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงแล้ว ลิมชองก็อยู่กับชาตัวกัวหนังที่ตำบลบ้านตังเคยซึง

ฝ่ายผู้กำกับคุกครั้นแจ้งว่า ลิมชองฆ่าผู้คุมกับเล็กเคียม ฮูอันตายก็โกรธยิ่งนัก จึงทำเรื่องราวไปฟ้องต่อผู้รักษาเมืองชองจิวว่าลิมของฆ่าผู้คุมกับเล็กเคียมและฮูอัน แล้วเอาไฟเผาโรงฟางฉางถั่วต่างๆ ของหลวงเสียด้วย ผู้รักษาเมืองชองจิวรับเรื่องราวแจ้งความแล้วก็ตกใจ หาช่างมาวาดรูปลิมชองกับเขียนหนังสือไปถึงหัวเมืองและด่านทางทุกๆ ตำบล ให้จับตัวลิมชองส่งมาให้ได้ โทษของลิมชองประการใดก็มีแจ้งในหนังสือทั้งสิ้น ถ้ามีผู้ใดมารับสินบนจับตัวได้จะให้เงินสามพันตำลึงเป็นค่าสินบน เขียนหนังสือวาดรูปลิมชองเสร็จแล้วก็มอบให้ม้าใช้ถือแยกกันไปทุกๆ เมือง

ฝ่ายผู้รักษาเมืองและด่านทางทั้งปวง รับหนังสือแจ้งความแล้วจึงจัดหาผู้คนให้เอาฉากเขียนรูปลิมชองไปเที่ยวบนบานสืบเสาะค้นหาจับตัวลิมชองอยู่ทุกเมืองมิได้ขาด

ฝ่ายลิมชองอยู่ในบ้านชาตัวกัวหนังได้ประมาณสิบวัน เวลาวันนั้นชาตัวกัวหนังไปเที่ยวเล่นไม่อยู่ ลิมชองรู้ความว่า เขาวาดรูปของตัวมาเที่ยวค้นหาจะจับตัวอยู่ทุกบ้านทุกตำบลก็มีความวิตกเป็นอันมาก ครั้นชาตัวกัวหนังกลับมา ลิมชองจึงพูดกับชาตัวกัวหนังว่า ข้าพเจ้ามาอยู่กับท่านหลายวันแล้ว ท่านรักใคร่เลี้ยงข้าพเจ้าไว้พระคุณเป็นอย่างยิ่ง บัดนี้ข้าพเจ้าแจ้งว่าเขาเที่ยวค้นหาทุกบ้านทุกตำบลจะจับตัวข้าพเจ้า ถ้าเขามาพบปะข้าพเจ้าที่บ้านท่านก็จะพาให้ท่านได้ความลำบากต่อไป ข้าพเจ้าจะลาท่านไปเที่ยวหาที่สำนักอาศัยใหม่ ซึ่งพระคุณของท่านที่ได้อุปถัมภ์และชุบเลี้ยงมานั้นข้าพเจ้าหาลืมไม่ ถ้าตายไปเป็นโคและกระบือก็คงจะมาตอบแทนพระคุณท่าน ซึ่งการครั้งนี้มิใช่ท่านไม่ให้ข้าพเจ้าอยู่เมื่อไร ข้าพเจ้าเห็นว่าอยู่ไม่ได้กลัวจะมีภัยถึงท่าน ข้าพเจ้าจะขอแต่เงินไปซื้อกินตามทางบ้างเล็กน้อยก็จะลาไป ท่านจงอยู่ให้มีความสุขเถิด ชาตัวกัวหนังว่าซึ่งท่านจะไปก็ตามใจเถิด เรามีที่สำนักอยู่แห่งหนึ่งพออาศัยได้ เราจะมีหนังสือให้ถือไปเป็นสำคัญท่านอย่าวิตกเลย ลิมชองจึงถามว่า ท่านจะให้ข้าพเจ้าไปสำนักที่ไหนจงแจ้งให้ทราบด้วย ชาตัวกัวหนังจึงบอกว่า จะให้ท่านไปอาศัยอยู่ตำบลเนียซัวเปาะ อยู่ในแขวงเมืองเจ๋จิวฮู้ซึ่งขึ้นกับเมืองซัวตังแซ ตำบลเนียซัวเปาะนั้นเป็นเกาะอยู่ในแม่น้ำ เกาะนั้นกว้างใหญ่โดยรอบถึงแปดร้อยลี้เศษ กลางเกาะมีกำแพงเมืองรอบเรียกว่า อวนจือเสีย มีแม่น้ำอยู่ในกำแพงแห่งหนึ่งเรียกว่า เลียวยิกัง ซึ่งเกาะตำบลเนียซัวเปาะนั้นทางบกไปไม่ได้ จะไปจะมาก็ต้องเอาเรือไป มีนายอยู่สามคนฝีมือเข้มแข็ง คนหนึ่งชื่อเฮงหลุนยี่ห้อ เรียกว่า แปะซาซิ้วสือ เดิมเป็นคนเรียนหนังสือแล้วมาเป็นนายโจร ที่สองชื่อโต๊วเชียนยี่ห้อเรียกว่า มงเตี้ย คนที่สามชื่อซองบานยี่ห้อเรียกว่า อิมลี้กิมกง สามนายนี้ไปตั้งซ่องสุมเกลี้ยกล่อมได้ไพร่พลประมาณเจ็ดแปดร้อยคน เที่ยวตีปล้นเลี้ยงชีวิตอยู่มิได้ขาด ซึ่งผู้ต้องโทษหลวงถึงตายนั้น หนีไปอยู่กับนายโจรทั้งสามที่ตำบลเกาะเนียซัวเปาะเป็นอันมาก ไม่มีผู้ใดไปจับได้ ซึ่งนายโจรทั้งสามก็อยากจะใคร่ได้คนที่ต้องโทษและฝีมือเข้มแข็งไปอยู่ด้วย ข้าพเจ้ากับนายโจรทั้งสามก็ชอบพอรักใคร่กัน ถ้าท่านเอาหนังสือของข้าพเจ้าไปให้นายโจรแจ้งความแล้วท่านก็คงอยู่เป็นสุขสืบไป ลิมชองได้ฟังก็ยินดี จึงพูดว่าท่านสงเคราะห์กับข้าพเจ้าทั้งนี้พระคุณหาที่สุดมิได้ แต่ทางซึ่งจะเดินก็ต้องไปทางด่านมีผู้มาตรวจตราคอยจับตาอยู่ที่ด่านเข้มแข็งนักจะคิดประการใดจึงจะหนีด่านออกไปได้

ชาตัวกัวหนังได้ฟังก็นั่งตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง จึงพูดว่าไม่เป็นไรข้าพเจ้าจะคิดหาอุบายให้ไปจงได้ แล้วเขียนหนังสือไปถึงนายโจรทั้งสามขอฝากฝังลิมชองด้วย ครั้นเขียนหนังสือเสร็จจึงเอาเงินกับหนังสือใส่ในห่อผ้าของลิมชองให้คนใช้ถือไปคอยอยู่นอกด่าน คนใช้รับห่อผ้าคำนับลาไปคอยอยู่ตามสั่ง รุ่งขึ้นเช้าชาตัวกัวหนังจึงให้จัดม้ายี่สิบม้ากับเครื่องศัสตราวุธและเกาทัณฑ์จะเที่ยวยิงเนื้อ จัดแจงพร้อมแล้วชาตากัวหนังก็ให้ลิมชองขึ้นม้าไปหมู่ด้วยกัน ขับม้าไปถึงด่านเห็นขุนนางนายด่านคอยตรวจตราอยู่ ชาตัวกัวหนังก็ทำเป็นไม่รู้ถามว่า ท่านทั้งนี้มาอยู่ที่ด่านด้วยเหตุผลอันใด ขุนนางนายทหารบอกว่า ผู้รักษาเมืองชองจิวให้ข้าพเจ้ามาคอยตรวจตราจับลิมชองคนโทษถึงตายหนีมา ชาตัวกัวหนังว่าเราจะไปเที่ยวยิงเนื้อในป่า ท่านจงมาตรวจตราดูเสียว่าจะมีลิมชองหรือไม่เราจะได้ไป ขุนนางนายทหารจึงตอบว่า ท่านเทือกเถาเหล่าสกุลที่ไหนจะคบกับคนโทษ ข้าพเจ้าไม่ต้องตรวจก็เชิญท่านไปเถิด ชาตัวกัวหนังก็ขับม้านำหน้าพาลิมชองกับพวกของตัวที่ขี่ม้าออกจากด่านไปไกลแล้ว เห็นคนใช้ถือห่อผ้ามาคอยท่าอยู่ ลิมชองลงมารับห่อผ้าลาชาตัวกัวหนังแยกทางไป ชาตัวกัวหนังกับพวกพ้องบ่าวไพร่เที่ยวไล่ยิงเนื้อในป่าจนเย็นค่ำก็กลับมาถึงด่าน เอาเนื้อที่ยิงมาได้นั้นให้ผู้ตรวจบางเล็กน้อยแล้วก็กลับมาบ้าน

ฝ่ายลิมชอง ครั้นเดินทางไปได้สิบเจ็ดวัน ในขณะนั้นยังเป็นฤดูหนาวหมอกลงเปียกทั้งตัว ก็อุตส่าห์ทนหนาวเดินไปใกล้จะถึงแม่น้ำใหญ่ เห็นมีโรงขายสุราอยู่ริมแม่น้ำโรงหนึ่ง ลิมชองตรงเข้าไปในโรงเอาห่อผ้ากับสิ่งของวางไว้บนโต๊ะแล้ว เจ้าของขายสุราจึงถามลิมชองว่า ท่านจะซื้อสุราสักเท่าไร ลิมชองบอกว่า จะซื้อสักสี่ห้าทะนาน ของที่กินกับสุรานั้นมีบ้างหรือไม่ เจ้าของขายสุราบอกว่า กับแกล้มมีอยู่หลายสิ่งท่านจะกินสิ่งใด ลิมชองว่าตามแต่ท่านจะจัดหามาเถิดข้าพเจ้ากินได้ทุกสิ่ง เจ้าของขายสุราก็จัดหาสิ่งของกับสุรายกมาให้ ลิมชองก็นั่งกินโต๊ะเสพสุราอยู่ในโรง เห็นชายผู้หนึ่งเดินออกมาจากในโรง รูปร่างสูงใหญ่หนวดเหลืองมีลักษณะดีไปยืนอยู่ที่หน้าโรง แล้วถามเจ้าของขายสุราว่า ผู้ใดมาซื้อสุรากิน เจ้าของขายสุราบอกว่าไม่รู้จัก ชายผู้นั้นก็ยืนดูอยู่ ลิมชองเห็นดังนั้นก็มิได้ไต่ถามประการได ร้องเรียกเจ้าของขายสุรามาเสพสุราด้วยกัน แล้วลิมชองถามเจ้าของชายสุราว่า ตั้งแต่นี้ไปเนียซัวเปาะใกล้หรือไกล เจ้าของขายสุราว่า แต่นี้ไปเนียซัวเปาะไม่สู้ไกล ประมาณทางได้สามสี่ลี้ต้องมีเรือจึงจะไปได้ ลิมชองว่าท่านจงเช่าเรือให้ลำหนึ่งเถิด เงินมากน้อยเท่าไรข้าพเจ้าจะให้ เจ้าของขายสุราว่า กำลังหมอกลงมากหนาวนักไม่เห็นมีผู้ใดเอาเรือมาจะไปเช่าหาที่ไหน ลิมชองได้ฟังก็มีความวิตก จึงคิดว่าเดิมเราเป็นครูทหารอยู่ ณ ตังเกียเมืองหลวง มีความสุขเที่ยวเสพสุราตามสบาย ไม่แจ้งว่ากอไทอวยจะคิดร้ายทำให้เราได้ความลำบากทนทุกข์เวทนาหลบหลีกมาจนถึงตำบลนี้ ถึงมีบ้านเรือนก็กลับไปไม่ได้ จะเที่ยวไปเมืองใดก็กลัวเขาจะจับตัว ครั้นจะไปเนียซัวเปาะก็ไม่มีเรือจะทำประการใดดี คิดแล้วก็ไม่มีความสบายใจ จึงพูดกับเจ้าของขายสุราว่า ขอยืมพู่กันกับที่ฝนหมึกเขียนหนังสือมาให้ข้าพเจ้าสักครู่หนึ่งเถิด เจ้าของขายสุราก็เอาพู่กันที่ฝนหมึกมาให้ ลิมชองก็เอาพู่กันเขียนคำโคลงไว้ที่ฝาแปดคำใจความว่า ตัวข้าพเจ้าชื่อลิมชอง เป็นคนดีใจสัตย์ซื่อมั่นคงนัก ตั้งใจทำราชการเป็นครูทหารอยู่ ณ เมืองหลวง ปรารถนาจะให้ชื่อเสียงปรากฏก็ไม่สมความคิด ถ้าสืบไปภายหน้ามีวาสนาแล้วก็จะกลับไปอยู่เมืองหลวง เขียนคำโคลงแล้วก็เอาพู่กันส่งให้เจ้าของ ลิมชองก็นั่งเสพสุราอยู่ที่นั่น

ฝ่ายชายรูปร่างสูงใหญ่ไปยืนดูหมอกนั้น ครั้นเห็นลิมชองเขียนคำโคลงไว้ที่ฝาก็ตรงเข้ามาตบหลังลิมชอง แล้วพูดว่าท่านนี้ช่างกล้าหาญนักมาจนถึงที่นี่ ท่านฆ่าคนตายกับเอาไฟเผาของหลวงที่เมืองชองจิวเสีย บัดนี้เขาบนจับตัวท่านถึงสามพันตำลึงยังไม่รู้หรือ ลิมชองตกใจบอกว่าไม่ใช่ลิมชองดอก ข้าพเจ้าแซ่เตี้ยต่างหาก ชายผู้นั้นก็หัวเราะแล้วถามว่า ท่านชื่อลิมชองเป็นครูทหารอยู่ที่ตังเกียเมืองหลวงนั้นไม่ใช่หรือ ท่านหาบอกตามจริงไม่ คำโคลงที่ฝานั้นท่านเขียนไว้ชื่อของผู้ใดเล่า ลิมชองก็จนใจจึงถามว่าจะมาจับข้าพเจ้าหรือ ชายผู้นั้นตอบว่า เราจะจับท่านไปทำไม พูดแล้วก็จูงมือลิมชองเข้าไปข้างใน สั่งให้จัดโต๊ะและสุรามาแล้ว ชายผู้นั้นกับลิมชองก็พากันไปนั่งดื่มสุราอยู่ด้วยกัน ชายผู้นั้นถามลิมชองว่าท่านจะไปเที่ยวเนียซัวเปาะ ที่เนียซัวเปาะนั้นมีแต่คนฝีมือเข้มแข็งทั้งนั้น ท่านจะไปทำไม ลิมชองว่าข้าพเจ้าก็ไม่ปิดบังท่าน บัดนี้ด่านทางและหัวเมืองทั้งปวงเขาคอยจับตัวข้าพเจ้าๆ ไม่มีที่สำนักอาศัย จึงได้หนีมาหมายว่าจะไปอยู่ที่เนียซัวเปาะ ชายผู้นั้นว่าถ้าท่านจะไปอยู่เนียซัวเปาะนั้น ก็ต้องมีผู้ฝากฝังจึงจะอยู่ได้ ลิมชองว่าข้าพเจ้ามีเพื่อนรักอยู่คนหนึ่งอยู่ที่เมืองชองจิวตำบลบ้านเฮงไฮฮู้มีหนังสือฝากฝังข้าพเจ้ามาแล้ว

ชายผู้นั้นได้ฟังก็ถามว่า ที่ตำบลบ้านเฮงไฮฮู้นั้นเห็นจะเป็นชาจินที่เรียกว่าเซียวซวนฮอง บางคนก็เรียกว่าชาตัวกัวหนังกระนั้นหรือ ลิมชองว่านั่นแหละ เหตุไฉนท่านจึงรู้จักชาตัวกัวหนังเล่า ชายผู้นั้นจึงตอบว่า ชาตัวกัวหนังกับนายโจรทั้งสามที่เนียซัวเปาะนั้นชอบพอรักใคร่กันเป็นอันมาก มีหนังสือไปมาถึงกันมิได้ขาด แต่เดิมเฮงหลุนนายโจรที่หนึ่งกับโต๊วเซียนนายโจรที่สองเป็นคนเล่าเรียนหนังสือ ได้เป็นขุนนางที่ซิวจ๋ายฝ่ายบุ๋น ครั้นถึงปีแปลหนังสือแย่งชิงที่จอหงวนกัน เฮงหลุนกับโต๊วเซียนไปแปลหนังสือแย่งชิงจอหงวนที่เมืองหลวงก็ไม่ได้ จึงชวนกันกลับมาเมืองชองจิว เฮงหลุนกับโต๊วเซียนไม่มีเงินทองจะซื้ออาหารกิน เดินทางกลับไม่ได้ ชาตัวกัวหนังแจ้งความแล้วจึงได้ชวนเฮงหลุนกับโต๊วเซียนไปอยู่ที่บ้านช้านาน แล้วให้เงินทองไปซื้อกินตามทาง เดิมชาตัวกัวหนังได้มีคุณนับเฮงหลุนพวกพ้องของเราจึงได้รักใคร่กันยืดยาวมา ลิมชองได้ฟังก็ลุกขึ้นคำนับแล้วถามว่า ท่านแซ่ใดชื่อไรจงบอกให้ข้าพเจ้าทราบ ชายผู้นั้นก็บอกว่า ข้าพเจ้าชื่อแซ่จูชื่อกุย คนทั้งหลายเรียกว่าฮันติฮุดลุด ข้าพเจ้าเป็นคนชาวเมืองกิจิว ตำบลบ้านกิจิวกุ้ย เป็นลูกมือของเฮงหลุนนายใหญ่ เฮงหลุนให้ข้าพเจ้าตั้งโรงขายสุรา เมื่อมีพ่อค้าใหญ่มาทางนี้ ถึงจะมั่งมีเงินทองผู้คนมาก นายโจรก็หาเกรงไม่จะคุมพรรคพวกมาฆ่าพ่อค้าเสีย แล้วแย่งชิงเอาทรัพย์สิ่งของไป ถ้ามาแต่ผู้เดียวเข้าอาศัยซื้อสุรากิน ก็จะเอายาพิษใส่ในสุราให้กินตายจะได้เอาทรัพย์สิ่งของ คนที่ไม่มีเงินทองปล่อยไปบ้าง ฆ่าเสียก็มี เอาเนื้อมาทำขนมต่างๆ ขาย นี่หากว่าท่านมาถึงก็พูดว่าจะไปเนียซัวเปาะ พวกข้าพเจ้าจึงไม่ได้ใส่ยาพิษในสุรา ถ้าไม่ถามถึงเนียซัวเปาะชีวิตท่านก็คงตาย นี่เป็นบุญหนักหนาเผอิญให้พูดขึ้นจึงได้รู้จักกัน เมื่อวันก่อนมีคนชาวเมืองตังเกียมาพูดจาเลื่องลือถึงชื่อท่านว่ามีฝีมือเข้มแข็ง ซึ่งจะไปเนียซัวเปาะนั้น เรือของเรามี เวลาพรุ่งนี้จึงค่อยไป ค่ำวันนี้ค้างอยู่ที่นี่ก่อนพูดจากันให้สบาย

ลิมชองได้ฟังก็ยินดีค้างอยู่ที่โรงขายสุราคืนหนึ่ง ครั้นรุ่งขึ้นเช้าจูกุ้ยเปิดหน้าต่างโรงข้างแม่น้ำออกแล้วหยิบเอาลูกเกาทัณฑ์นั้นยิงตรงไปที่เกาะ ลิมชองเห็นจึงถามว่าท่านทำอะไร จูกุ้ยบอกว่าพวกข้าพเจ้าที่เนียซัวเปาะสัญญากันไว้ ถ้ายิงเกาทัณฑ์ไปบัดเดี๋ยวใจ ที่เกาะเนียซัวเปาะก็แจวเรือมารับ ลิมชองได้ฟังก็ยินดียืนอยู่ที่หน้าต่างโรง

ฝ่ายพวกโจรที่สำหรับเฝ้าอยู่นั้น ครั้นเห็นลูกเกาทัณฑ์สัญญามาตกลงตรงหน้าก็ชวนกันลงเรือแจวไป ลิมชองเห็นเรือแจวมามีความยินดีนัก ครั้นเรือมาถึงฝั่งจูกุ้ยจึงชวนลิมชองลงเรือ ฝั่งพวกโจรก็แจวเรือกลับไปถึงเกาะเนียซัวเปาะ ครั้นถึงฝั่งจูกุ้ยกับลิมชองพากันขึ้นไป พวกโจรเหล่านั้นก็สะพายห่อผ้าของลิมชองเดินตามไป ลิมชองเห็นสองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่เรียงรายเป็นแถวไปจนถึงด่าน ที่ด่านนั้นมีเครื่องศัสตราวุธต่างๆ วางไว้เป็นอันมาก ลิมชองเดินตามจูกุ้ยพ้นสามด่านแล้วก็ขึ้นไปบนเนิน เห็นมีภูเขาสูงใหญ่ล้อมรอบเกาะ ที่กลางเกาะนั้นแผ่นดินราบเสมอกว้างใหญ่มีบ้านเรือนเรียงรายติดๆ กันเป็นนักหนา ลิมชองจึงคิดว่า ที่เนียซัวเปาะนี้ที่ทางแน่นหนาแข็งแรงนัก ถ้าหากว่ากองทัพจะยกมาสักเท่าไรๆ ก็ตีหักเข้ามาไม่ได้ เดินไปจนถึงสำนักนายโจรทั้งสามแล้ว จูกุ้ยพาลิมชองเข้าไปข้างในบอกว่า นายโจรทั้งสามนั่งอยู่ที่โต๊ะนั้นท่านไปคำนับเสีย ลิมชองจึงเข้าไปคำนับนายโจรทั้งสามแล้วถอยออกมายืนอยู่ จูกุ้ยก็แจ้งกับนายโจรทั้งสามว่า ซึ่งท่านผู้นี้เดิมเป็นครูทหารอยู่ตังเกียเมืองหลวง แซ่ลิมชื่อชอง กอไทอวยแกล้งข่มเหงกดขี่จับตัวไปทำโทษแล้วเนรเทศมาเมืองชองจิว เกิดไฟไหม้โรงฟางฉางถั่วของหลวง ลิมชองฆ่าคนตายสามคนแล้วหนีไปอยู่กับชาตัวกัวหนัง ลิมชองกลัวว่าเขาจะมาจับตัวไป ชาตัวกัวหนังจึงเขียนหนังสือให้ลิมชองถือมาให้อยู่กับท่าน พอจูกุ้ยแจ้งดังนั้นลิมชองก็เอาหนังสือส่งให้ เฮงหลุนนายโจรใหญ่ได้ฟังแล้วรับเอาหนังสือฉีกออกอ่านแจ้งความทุกประการ ก็ให้ยกเก้าอี้มาให้ลิมชองนั่งเป็นลำดับลงมาทั้งห้านาย สั่งให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกันสำเร็จแล้ว เฮงหลุนก็ถามลิมชองว่า เมื่อท่านจะมานั้นชาตัวกัวหนังมีธุระสิ่งใดบ้างหรือประการใด ลิมชองแจ้งว่า เมื่อข้าพเจ้ามานั้นชาตัวกัวหนังมาเที่ยวยิงเนื้อเล่นในป่า ธุระการงานสิ่งใดก็ไม่มี เฮงหลุนได้ฟังดังนั้นมีใจอิจฉาลิมชอง จึงคิดว่าตัวเราเดิมเป็นคนเล่าเรียนหนังสือแล้วจึงได้มาเป็นโจรอยู่ตำบลเนียซัวเปาะ ฝึมีอเราก็ไม่สู้เข้มแข็ง โต๊วเซียนกับซองบานและไพร่พลเหล่านี้ก็ไม่มีใครฝีมือดี ซึ่งลิมชองเป็นครูทหารอยู่ ณ เมืองหลวง ฝีมือคงเข้มแข็งกว่าพวกเราทั้งสิ้น ถ้านานไปข้างหน้าลิมชองรู้ว่าพวกเรานี้ฝีมือสู้ไม่ได้ คงจะดูถูกเราตั้งตัวเป็นใหญ่ พวกเราก็จะสู้ฝีมือลิมชองไม่ได้ ครั้นจะให้อยู่ไปจะพาพวกเราได้ความลำบาก ถ้าจะเสือกไสให้ลิมชองไปเสียไม่รับไว้ ก็คิดถึงซาตัวกัวหนังซึ่งมีคุณกับเราได้มีหนังสือมาว่ากล่าวฝากฝังเป็นหนักหนา จะทำประการใดดี ถ้าให้ลิมชองอยู่ที่นี้เห็นจะไม่ได้ จะต้องให้ไปเสีย ถ้าแม้ว่าชาตัวกัวหนังจะโกรธประการใด จึงค่อยคิดอ่านแก้ตัวต่อภายหลัง คิดดังนั้นแล้วเฮงหลุนนายโจรจึงเอาเงินห้าสิบตำลึงกับแพรสีสองไม้วางไว้บนโต๊ะ แล้วพูดกับลิมชองว่า ชาตัวกัวหนังให้ท่านมาอยู่กับข้าพเจ้าซึ่งตำบลเนียซัวเปาะนี้ทรัพย์สินเงินทองก็ไม่มี เสบียงอาหารเบาบางที่ทางไม่มั่นคง ไพร่พลน้อยฝีมือไม่เข้มแข็ง นานไปข้างหน้าจะพาท่านได้ความลำบาก ท่านจงไปหาที่ที่มีไพร่พลมากทรัพย์สิ่งของเสบียงอาหารบริบูรณ์ ที่ทางมั่นคงจึงจะสำนักอาศัยได้นานไปก็จะมีความสุข ท่านจะอยู่กับพวกข้าพเจ้านี้เห็นจะไม่ได้ เงินกับแพรสองไม้จงเอาไปใช้ตามทางเถิด

ลิมชองได้ฟังจึงพูดว่า ข้าพเจ้าอุตส่าห์เดินทางมาสามิภักดิ์อยู่กับท่านก็เพราะชาตัวกัวหนังรู้จักกับท่านจึงได้มีหนังสือมา ซึ่งตัวข้าพเจ้าเป็นคนสัตย์ซื่อดอก ตั้งใจมาอยู่แล้วตามแต่ท่านจะใช้ เป็นตายประการใดก็ไม่คิดชีวิต ซึ่งข้าพเจ้ามาครั้งนี้มิใช่จะเห็นแก่เงินทองสิ่งของเมื่อไร จะมาอยู่กับท่านโดยสุจริตใจ เฮงหลุนนายโจรตอบว่า ตำบลนี้เล็กน้อยอยู่ที่ไหนก็ได้ จูกุ้ยจึงพูดกับเฮงหลุนว่า พี่ทำดังนั้นไม่ถูก ถึงเสบียงอาหารของเราเบาบางลงน้อยก็จริง แต่ตำบลบ้านใกล้ๆ แถวนี้จะไปขอยืมเอาที่ไหนก็ได้ ซึ่งว่าที่ทางคับแคบไม่พออยู่นั้น ไม้ที่จะปลูกเรือนก็มีถมไป พี่อย่าวิตกเลยซึ่งชาตัวกัวหนังให้ลิมชองมาอยู่ด้วยพี่จะไล่เสียนั้น ถ้ารู้ไปถึงชาตัวกัวหนังแล้วก็ไม่สู้ดี ด้วยเขามีคุณกับพี่เป็นอันมาก ลิมชองนี้สติปัญญาดีฝีมือเข้มแข็ง ได้ความโกรธแค้นกลับไปก็คงจะคิดมาทดแทน โต๊วเซียนนายโจรที่สองจึงพูดว่า ซึ่งตำบลเนียซัวเปาะนี้มิใช่เข้ามาอยู่แต่ลิมชองคนเดียวเมื่อไร ก็คนทั้งหลายเขามาอยู่ด้วยถมไปก็ยังให้เขาอยู่ได้ ถ้าพี่ไม่รับลิมชองไว้ชาตัวกัวหนังรู้คงแค้นเคืองว่าพวกเราไม่มีกตัญญู เดิมเขาก็ได้มีคุณกับพวกเรามาก เขาให้คนมาอยู่ด้วยคนหนึ่งก็ขับไล่เสียดังนี้ เห็นจะไม่ดีดอกกระมัง ซองบานจึงพูดว่า พี่เห็นแก่หน้าชาตัวกัวหนังเถิด ให้ลิมชองได้เป็นนายว่ากล่าวสิ่งใดบ้างเล็กน้อย อย่าให้คนทั้งหลายนินทาว่าเราไม่มีกตัญญูต่อผู้มีคุณเลย คนที่มีฝีมือเข้มแข็งในแผ่นดินจะไม่ดูหมิ่นหัวเราะได้ เฮงหลุนจึงแกล้งพูดว่า พี่น้องทั้งหลายไม่รู้ ซึ่งลิมชองนั้นอยู่ที่เมืองชองจิวฆ่าคนตาย เอาไฟเผาของหลวงเสีย โทษทัณฑ์มากนัก บัดนี้ลิมชองหนีมาอยู่กับเรา ไม่แจ้งว่าใจของลิมชองจะคิดประการใด หรือลิมชองแต่งกลอุบายดูท่าทางพวกเรา แล้วก็จะหนีกลับไปคิดเป็นไส้ศึกขึ้นดอกกระมัง ลิมชองจึงตอบว่า ตัวข้าพเจ้านี้เกิดมาเป็นชายชาติทหาร ถึงกระทำการอื่นๆ ไม่ดีประการใด แต่นํ้าใจของข้าพเจ้าสัตย์ซื่อกตัญญูต่อผู้มีคุณยิ่งนัก ถึงจะเอาไปสับแผ่แล่เนื้อประการใดก็ดี ที่จะคิดร้ายต่อผู้มีคุณนั้นอย่าหมายเลย ข้าพเจ้านี้ก็มีความผิดติดตัวจึงได้หนีมาสามิภักดิ์อยู่กับท่าน ๆ จะมาคิดระแวงสงสัยข้าพเจ้าดังนี้หาควรไม่ เฮงหลุนจึงพูดว่า ถ้าท่านมีใจจะมาอยู่ด้วยกันจริงแล้ว ก็ต้องเอาชื่อเสียงมาคำนับตามธรรมเนียมจึงจะอยู่ด้วยกันได้ ลิมชองสำคัญว่าต้องเขียนชื่อเสียงให้ ก็พูดว่าข้าพเจ้าได้เรียนหนังสือรู้จักอยู่บ้าง ท่านจงเอากระดาษกับพู่กันมาจะเขียนแซ่และชื่อให้

จูกุ้ยได้ฟังลิมชองว่าดังนั้นก็หัวเราะ แล้วพูดกับลิมชองว่า ไม่ใช่ให้เขียนแซ่และชื่อดอก ซึ่งธรรมเนียมที่เนียซัวเปาะนี้ ถ้ามีผู้ใดเข้ามาเป็นพี่น้องพวกพ้อง ก็ต้องไปตัดเอาศีรษะคนมาคำนับในสามวันศีรษะหนึ่งจึงจะเข้าเป็นพี่น้องพวกพ้องด้วยกันได้ ลิมชองว่าข้าพเจ้าไม่รู้จักธรรมเนียมสำคัญว่าเขียนแซ่และชื่อมาให้ท่าน ถ้ากระนั้นเวลาพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะลาไปเที่ยวหาตัดเอาศีรษะคนมาให้ท่าน เฮงหลุนว่าถ้าในสามเวลานี้ไปเที่ยวตัดศีรษะมาคำนับได้จะให้เข้าเป็นพวกพ้อง ถ้าพ้นสามวันไปถึงตัดศีรษะมาได้ก็ไม่ให้เข้าด้วย พูดกันตกลงแล้วจูกุ้ยก็ลากลับไปยังโรงขายสุราตามเดิม

เฮงหลุนสั่งพวกโจรจัดห้องให้ลิมชองอาศัย พวกโจรก็พาลิมชองไปที่สำนักแล้ว ครั้นรุ่งเช้าลิมชองแต่งตัวเหน็บกระบี่ พวกโจรนำทางมาลงเรือแจวข้ามไปถึงฝั่ง ลิมชองขึ้นไปซุ่มอยู่ริมทางคอยผู้คนเดินไปมาก็จะฆ่าเสียให้ตาย แต่ลิมชองคอยอยู่ที่นั้นจนเวลาค่ำก็ไม่เห็นมีคน ลิมชองกับพวกโจรคนหนึ่งจึงลงเรือกลับมาที่อยู่ เฮงหลุนถามลิมชองว่าได้ชื่อมาคำนับแล้วหรือ ลิมชองว่าเวลาวันนี้คอยอยู่จนค่ำก็ไม่เห็นมีผู้คนเดินมา เฮงหลุนว่าเวลาพรุ่งนี้ไม่ได้ชื่อมาคำนับเห็นจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ ลิมชองได้ฟังมิได้โต้ตอบประการใด รุ่งขึ้นเช้าก็ลงเรือแจวไปกับพวกโจรคนหนึ่ง โจรคนนั้นจึงพูดว่า เวลาวันนี้เราไปซุ่มอยู่ข้างทิศใต้คงจะมีคนไปมา ลิมชองว่าเจ้าพาเราไปเถิด โจรนั้นก็รีบแจวเรือไปถึงริมฝั่ง ลิมชองขึ้นไปซุ่มอยู่ริมทางได้ครึ่งวัน เห็นชายพวกหนึ่งประมาณสามร้อยคนชวนกันเดินมา ลิมชองจะเข้าไปฆ่าตัดเอาศีรษะสักคน เห็นผู้คนมามากไม่อาจทำ เวลาค่ำชวนกันจะลงเรือแจวกลับมา ลิมชองจึงพูดกับโจรพวกนั้นว่า วาสนาของเราเองจะทำอย่างไรได้ มาคอยอยู่ถึงสองวันก็ไม่เห็นมีผู้ใด ถ้ามีมาก็ตั้งร้อยตั้งพันคนเราคนเดียวจะทำประการใด เห็นจะไม่ได้อยู่ด้วยกันดอกกระมัง โจรผู้นั้นว่าท่านอย่าวิตกยังอีกวันหนึ่งจึงจะครบกำหนดสามวัน เวลาพรุ่งนี้จะพาท่านไปคอยข้างเขาทิศตะวันออก คงมีคนเดินไปมา พูดแล้วก็แจวเรือกลับไปที่อยู่ เฮงหลุนเห็นลิมชองมาจึงถามว่า ได้มาหรือเปล่า ลิมชองไม่รู้ที่จะโต้ตอบประการใด ถอนใจใหญ่แล้วก้มหน้ายืนนิ่งอยู่ เฮงหลุนว่าเราได้กำหนดไว้สามวัน ถ้าวันพรุ่งนี้ไม่ได้ท่านอย่ามาให้เห็นหน้าเลย จงไปให้พ้นเถิด ลิมชองได้ฟังก็ไปยังที่สำนักมีความวิตกเป็นอันมาก แหงนหน้าขึ้นดูฟ้าแล้วคิดว่า เกิดมาชาตินี้ช่างกระไรนัก กอไทอวยทำจนยับเยินมาตกทุกข์ได้ยาก เทพารักษ์ทั้งหลายช่างไม่ช่วยข้าพเจ้าบ้างเลย จะไม่ให้อยู่ที่เนียซัวเปาะนี้แล้วหรือ ยังพรุ่งนี้อีกเวลาเดียวที่ไหนจะได้ คิดแล้วก็จัดห่อผ้าและเสื้อกางเกงของตัววางไว้ ครั้นรุ่งเช้าก็ลงเรือมากับโจรผู้นั้นถึงฝั่งทิศตะวันออก ลิมชองขึ้นไปซุ่มอยู่ริมฝั่งอีกครึ่งวันก็ไม่เห็นคนเดินไปมา ลิมชองจึงบอกกับโจรผู้นั้นว่า เรามาคอยอยู่ครึ่งวันแล้วก็ไม่มีคนเดิน เราจะกลับไปเอาห่อผ้ามาเสียจะได้เที่ยวหาที่อาศัยต่อไป พอโจรผู้นั้นเหลียวหลังไปดูเห็นคนหาบสิ่งของมาก็บอกลิมชองว่า ท่านอย่าเพิ่งกลับไปเลยมีคนหาบของเดินมาโน่นแล้ว ลิมชองเหลียวไปดูเห็นคนหาบ ๆ ของเดินมามีความยินดีจึงพูดว่า เทพดาดลใจให้คนเดินมาเห็นจะไม่ต้องไปเอาห่อผ้าแล้ว เมื่อพูดแล้วก็ชักกระบี่ที่เหน็บออกจากฝักตรงไปจะฆ่า ชายที่หาบของเดินมาเห็นลิมชองถือกระบี่ตรงเข้ามาก็ตกใจ วางหาบวิ่งหนี ลิมชองจะไล่ตามก็ไม่ทัน ลิมชองจึงบอกกับโจรผู้นั้นว่า ดูเอาเถิดวาสนาชองเราเผอิญเป็นไปทุกอย่าง โจรผู้นั้นจึงบอกว่าไม่เป็นไร ได้ทรัพย์สิ่งของก็เหมือนกับได้ศีรษะคน ลิมชองจึงว่า ถ้ากระนั้นเจ้าหาบเอาสิ่งของนี้กลับไปก่อน เราจะคอยดูอยู่ที่นี่ มีผู้ใดมาจะได้ตัดเอาศีรษะไป โจรผู้นั้นหาบทรัพย์สิ่งของนั้นลงเรือแจวกลับมา ลิมชองก็คอยอยู่ที่นั้น ชายเจ้าของหาบอีกคนหนึ่งถือกระบี่เดินตามมาข้างหลัง ลิมชองเห็นก็ตรงเข้าไปจะฆ่าฟัน ชายผู้นั้นร้องตวาดว่าพวกโจรเหล่านี้ฆ่าไม่หมดเลย ยังบังอาจมาแย่งชิงเอาหาบของเราไป ว่าแล้วก็เข้าสู้รบลิมชองเป็นสามารถ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ