๓๙

พอลีขุยทำร้ายหญิงนั้นล้มลง ไตจงมีความโกรธยิ่งนัก พวกเจ้าของขายสุราเห็นก็ตกใจกลัวภัยจะมาถึง จึงปรึกษากันว่าเราไปฟ้องลีขุยเสียก่อนจะได้พ้นตัว ครั้นบิดามารดาหญิงนั้นมาถึงก็ช่วยกันแก้ไขฟื้นขึ้น พวกเจ้าของสุราก็ค่อยคลายวิตก จึงบอกแก่บิดามารดาของหญิงนั้นว่าลีขุยตีเอาบุตรท่านจนสลบไป บิดามารดาของหญิงได้ฟังก็ไม่อาจว่ากล่าวด้วยมีความเกรงกลัวลีขุยทุกตัวคน ก็จัดแจงจะพาบุตรสาวกลับไป ซ้องกั๋งจึงถามบิดามารดาหญิงนั้นว่า แซ่ไร ชื่อใด มาแต่ไหน บิดามารดาของหญิงแจ้งว่า ข้าพเจ้าสองคนสามีภรรยาเดิมเป็นชาวตังเกียเมืองหลวง แซ่ซอง มีบุตรหญิงชื่อนางเง็กเหลียน สอนให้ร้องเพลงต่างๆ ได้ชำนิชำนาญ จึงพากันมาร้องเพลงหากินเลี้ยงชีวิตอยู่ที่เก๋งปีแป๋เต็งนี้ บุตรข้าพเจ้าไม่มีอัชฌาสัยมาร้องเพลงกลบเกลื่อนเสีย พวกท่านจึงโกรธทุบตีจนสลบไป บัดนี้ก็ฟื้นขึ้นได้เป็นบุญนักหนา ข้าพเจ้าไม่ฟ้องร้องว่ากล่าวแก่ผู้ใดดอก

ซ้องกั๋งได้ฟังก็ยินดีจึงตอบว่า ท่านพูดจาถูกต้องแล้ว เราจะให้เงินยี่สิบตำลึง จงตามไปเอาที่บ้านเราเถิด บิดามารดาหญิงนั้นได้ฟังก็คุกเข่าลงคำนับซ้องกั๋งแล้วนั่งคอยอยู่ ไตจงได้ฟังซ้องกั๋งว่าจะให้เงินกับบิดามารดาของหญิงก็โกรธลีขุยยิ่งนัก จึงพูดว่า เจ้านี่ไปทางไหนก็มีแต่ทำให้เกิดความให้พี่ซ้องกั๋งต้องเสียเงินด้วย ลีขุยตอบว่า ข้าพเจ้าตีเบาๆ ก็สลบไป ท่านจงตีตัวข้าพเจ้าให้เต็มแรงสักร้อยทีก็หาเจ็บไม่ ซ้องกั๋ง เตียสุน ไตจงได้ฟังก็หัวเราะแล้วชวนกันกินโต๊ะเสพสุรา ซ้องกั๋งเอาเงินคิดให้เจ้าของสุราแล้วบอกว่า ข้าพเจ้าจะลาไปก่อน ก็ชวนบิดามารดาของหญิงนั้นไปด้วย เตียสุนก็ชวนไตจง ลีขุยเอาปลาสดตามไปให้ซ้องกั๋ง ครั้นซ้องกั๋งมาถึงที่อยู่ สามนายก็ถึงพร้อมกัน ซ้องกั๋งเข้าไปเอาเงินออกมาให้บิดามารดาของหญิงที่ร้องเพลงนั้นยี่สิบตำลึงและสั่งว่า ถ้าบุตรสาวมีสามีเมื่อไรก็อย่าให้มาร้องเพลงอีกเลย บิดามารดาของหญิงมีความยินดี คุกเข่าคำนับซ้องกั๋งแล้วก็ลากลับไป ซ้องกั๋งเข้าไปเอาหนังสือที่เตียหวยฝากมานั้นส่งให้เตียสุนรับหนังสือแล้วก็ลากลับไปที่อยู่ ซ้องกั๋งเอาเงินให้ลีขุยห้าสิบตำลึงแล้วว่าน้องเอาไปใช้สอยเถิด อย่าเที่ยววิวาทแก่คนทั้งปวงต่อไป ลีขุยรับเงินมาเก็บไว้ก็มีความยินดี ไตจงกับลีขุยก็พากันกลับไป ซ้องกั๋งเอาปลาสดนั้นไปให้กวนเอียขุนนางฝ่ายคุก ครั้นเวลาเย็นทหารที่อยู่รักษาซ้องกั๋งจัดอาหารมาให้ซ้องกั๋ง แต่พอค่ำซ้องกั๋งก็ไม่สบาย กวนเอียและผู้คุมรู้ว่าซ้องกั๋งป่วยก็มาปฏิบัติรักษา

ฝ่ายเตียสุนกลับไปถึงบ้านก็ฉีกหนังสือออกอ่านดู แจ้งความว่าเตียหวยผู้พี่อยู่ดี สั่งว่าให้อุปถัมภ์ซ้องกั๋งด้วย ครั้นเวลารุ่งเช้าเตียสุนจัดได้ปลาอย่างดีสองปลาเอาไปให้ซ้องกั๋งเห็นป่วยอยู่จึงถามว่า พี่เจ็บป่วยอย่างไรน้องจะไปหาหมอมารักษา ซ้องกั๋งว่าไปเจียดยามาสักห่อหนึ่งก็คงหาย แต่ปลานั้นข้าพเจ้ารับประทานไม่ได้ จงเอาไปให้กวนเอียกับผู้คุมคนละตัวเถิด เตียสุนก็เอาปลาไปให้กวนเอียกับผู้คุม แล้วไปเจียดยามาให้ซ้องกั๋งตามคำสั่ง ซ้องกั๋งให้พวกที่อยู่ปฏิบัติต้ม พวกเหล่านั้นก็เอาใจใส่คอยระวังรักษาอยู่ ครั้นรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งไตจงกับลีขุยก็จัดสิ่งของกับสุรามาถึงเห็นซ้องกั๋งป่วย ไตจงว่า น้องจัดสิ่งของจะเอามาเลี้ยง พี่ก็ป่วยอยู่จะทำประการใด ซ้องกั๋งว่า เชิญน้องเสพสุราให้สบายเถิด พี่หายแล้วจึงค่อยมารับประทานด้วยกัน ไตจงกับลีขุยก็กินโต๊ะเสพสุราที่นั่นแล้วลากลับไป ซ้องกั๋งป่วยอยู่หกเจ็ดวันก็หายจึงคิดจะเข้าไปในเมืองกังจิว เที่ยวหาไตจงพูดจาสนทนากันเล่น จึงแต่งตัวเอาเงินติดไปบ้าง เดินตรงเข้าไปในเมืองเที่ยวถามว่า ไตจงอยู่ที่ไหน มีผู้บอกว่า ไตจงไม่มีบุตรภรรยาญาติพี่น้องตัวผู้เดียว อาศัยอยู่ที่ศาลากวนอิมอำใกล้ศาลเจ้าเสียอ๋องเปีย ซ้องกั๋งเดินไปถึงศาลเจ้ากวนอิมอำ เห็นประตูใส่กุญแจไม่มีผู้ใดก็เดินเที่ยวถามไปว่า เตียสุนเจ้าของขายปลาบ้านอยู่ที่ไหน คนเหล่านั้นบอกว่าอยู่นอกกำแพงแถวหมู่บ้านอยู่ใกล้แม่น้ำ เตียสุนเข้ามาทวงเงินในเมืองอยู่บ่อยๆ ซ้องกั๋งก็ออกจากเมืองกังจิวไป เห็นที่แถวริมแม่น้ำมีโรงเตี๊ยมขายสุรามากสนุกนักหนา มีเหลาสูงปักธงเขียว เขียนหนังสือไว้ว่า ชิมเอียงกังเจียวโคว แปลว่า ที่แม่น้ำชิมเอียงกังนี้ สุราดีนักมิได้แปลกปลอม หนังสือที่บนเหลาสูงอีกสามตัวเรียกว่า ชิมเอียงเหลาโซวตังโพ ผู้มีสติปัญญาแต่แผ่นดินก่อนเขียนไว้ ซ้องกั๋งเห็นดังนั้นก็คิดขึ้นได้ว่า เดิมเราอยู่ที่บ้านซัวตังก็ได้ยินข่าวเล่าลือว่า ที่เมืองกังจิวมีเหลาสูงอยู่แห่งหนึ่ง งดงามนักเรียกว่าชิมเอียงเหลา บัดนี้ตัวเรามาถึงแล้วจำจะเที่ยวชมเล่นให้สบาย ซ้องกั๋งก็ขึ้นไปบนเหลาสูง เห็นรูปสัตว์และดอกไม้ คนแต่ก่อนสร้างไว้เป็นช่องงดงาม ซ้องกั๋งก็เดินไปเที่ยวดูอีกเห็นหนังสือที่ฝาผนังข้างละห้าตัว ว่าชิมเอียงเหลานี้ ในแผ่นดินไม่มีเหลาไหนงามเหมือน สุราที่เหลานั้นเป็นอย่างดีที่บ้านเมืองใดก็สู้ไม่ได้ ครั้นเที่ยวชมแล้วก็นั่งอยู่ที่โต๊ะ เจ้าของสุราถามซ้องกั๋งว่า ท่านมากี่คนจะซื้อสุรากับสิ่งใดก็บอกให้ทราบ ซ้องกั๋งบอกว่า เรามาคนเดียวจะซื้อสุรากับสิ่งของต่างๆ เจ้าของสุราก็ลงไปหาสิ่งของกับสุราอย่างดีเอาขึ้นมาให้ซ้องกั๋ง ๆ กินโต๊ะเสพสุราชมเหลาเล่นตามสบาย สุรานั้นฉุนเฉียวก็มึนตึงขึ้น ซ้องกั๋งจึงคิดรำพึงว่าตัวเรานี้เกิดมาก็ได้ร่ำเรียนหนังสือคบพวกพ้องที่มีฝีมือเข้มแข็งไว้เป็นอันมาก ชื่อเสียงปรากฏทั้งแผ่นดิน ปรารถนาจะให้ได้ดีก็ไม่เหมือนคิด ตัวซํ้าต้องโทษเนรเทศมาอยู่ที่เมืองนี้ บิดากับพี่น้องอยู่ที่บ้านเมื่อครั้งไรจะได้เห็นหน้ากัน ยิ่งเมาสุรามากขึ้นเหลียวไปดูที่ฝาผนัง เห็นเขียนคำโคลงต่างๆ ไว้ ซ้องกั๋งจึงยืมพู่กันกับหมึกเจ้าของสุรามาเขียนคำโคลงไว้ที่ฝาผนังว่า “ตัวเราเขียนหนังสือลึกซึ้งอาจจะล่วงรู้การทั้งสิ้น เปรียบเหมือนเสือร้ายอดใจไว้ เดี๋ยวนี้ต้องโทษมาอยู่เมืองกังจิว ถ้าสืบไปภายหน้าแก้แค้นได้ จะฆ่าฟันให้โลหิตไหลนองทั้งแม่น้ำชิมเอียงกัง” แล้วจึงไปเขียนไว้ที่ฝาผนังข้างทิศตะวันตกอีกแห่งหนึ่งว่า “จิตใจอยู่ที่บ้านซัวตัง ตัวมาอยู่ที่เมืองกังจิว เที่ยวซัดเซไปได้ความลำบาก ถ้าแม้นพบยามมีวาสนาก็จะทำให้ยิ่งกว่าฮวงเฉา เมื่อครั้งแผ่นดินเหงาโต้วมิให้คนทั้งปวงหัวเราะได้ จะให้สรรเสริญว่าชาติชายทหารแท้ คำโคลงซึ่งเขียนนี้ คือซ้องกั๋งอยู่เมืองหุนเสียกุ้ยเป็นผู้แต่ง” เสร็จแล้วอ่านตรวจดู เห็นถูกต้องก็ยินดี วางพู่กันลงไว้บนโต๊ะ นั่งเสพสุราอีกเล็กน้อย แล้วคิดเงินให้เจ้าของสุราลงจากเหลากลับมาที่อยู่ เมาสุรามากก็นอนหลับไป ครั้นรุ่งเช้าหายมึนเมาแล้วลืมการซึ่งตัวไปเขียนคำโคลงไว้ที่ฝาผนังชิมเอียงเหลาเสียจำไม่ได้ ซ้องกั๋งก็อยู่กับกวนเอียนายคุกสืบมา

ฝ่ายอึงบุนเปงเป็นขุนนางเล็กน้อยอยู่ที่เมืองบออุยกุน ตรงหน้าเมืองกังจิวข้ามซึ่งขึ้นกับเมืองกังจิว อึงบุนเปงเป็นคนโกงคิดข่มเหงราษฎรชาวบ้านอยู่มิได้ขาด ครั้นแจ้งความว่าชัวเกาตีฮูบุตรชัวไทซือขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองหลวงออกมารักษาเมืองกังจิว อึงบุนเปงก็จัดหาสิ่งของต่างๆ มาให้ชัวเกาตีฮู พูดจาสอพลอประจบประแจงยุยงอยากจะใคร่เป็นขุนนางผู้ใหญ่ขึ้นไป อยู่มาวันหนึ่งอึงบุนเปงสั่งให้บ่าวไพร่จัดสิ่งของพร้อมขนลงเรือข้ามฟากมาจะเอาไปให้ชัวเกาตีฮู ครั้นถึงบ้านผู้รักษาเมืองเห็นมีผู้คนอยู่มากอึงบุนเปงก็กลับมา

ขณะนั้นเป็นฤดูร้อน พวกบ่าวเอาเรือไปจอดอยู่ใกล้ชิมเอียงเหลา ครั้นอึงบุนเปงไปถึงจึงหยุดอาศัยอยู่ที่โรงขายสุรา หายเหนื่อยแล้วขึ้นไปบนเหลา เที่ยวชมสารพัดรูปสัตว์และดอกไม้ต่างๆ เห็นคำโคลงแต่ครั้งก่อนเขียนไว้มีเป็นอันมาก เที่ยวดูไปจนข้างหลังเห็นคำโคลงใหม่ว่าเปรียบเหมือนเสือร้ายซ่อนเล็บ อ่านต่อลงไปเขียนไว้ว่า ซึ่งคำโคลงนี้ คือซ้องกั๋งอยู่บ้านซัวตังแขวงเมืองหุนเสียกุ้ย ที่ต้องโทษเนรเทศมาอยู่เมืองกังจิวเป็นผู้เขียน อึงบุนเปงแจ้งดังนั้นก็แค้นเคืองยิ่งนัก จึงคิดว่าคนโทษนี้บังอาจนักหนา จะคิดกบฏให้ยิ่งกว่าเมื่อครั้งฮวงเฉาแล้วยังซ้ำบอกแซ่และชื่อตำบลบ้านไว้ ซ้องกั๋งคนนี้เราก็ได้ยินข่าวเล่าลือชื่อเสียงอยู่บ่อยๆ ตัวเป็นแต่ขุนนางเล็กน้อยหาควรจะมาคิดการใหญ่ถึงเพียงนี้ไม่ จึงเรียกเจ้าของขายสุรามาถามว่า คำโคลงที่ฝาผนังผู้ใดเขียน เจ้าของสุราบอกว่า เวลาวานนี้มีชายผู้หนึ่งมาเสพสุราเที่ยวเล่นแต่ผู้เดียวเขียนคำโคลงไว้ อึงบุนเปงถามว่าชายผู้นั้นรูปร่างอย่างไร เจ้าของสุราว่าชายผู้นั้นเป็นโทษต้องสักหน้าอยู่ที่คุกหลอเสียรูปร่างดำต่ำ

อึงบุนเปงได้ฟังก็ยืมหมืกและพู่กันเจ้าของขายสุราลอกเอาคำโคลงนั้นเก็บไว้แล้วบอกว่าเราจะลาเจ้าไป อึงบุนเปงก็ลงจากเหลามาที่เรือค้างอยู่คืนหนึ่ง รุ่งเช้าอึงบุนเปงจัดสิ่งของพร้อมไปยังบ้านผู้รักษาเมือง คนเฝ้าประตูก็เข้าไปแจ้งแก่ชัวเกาตีฮูว่าอึงบุนเปงมาหา ผู้รักษาเมืองสั่งให้พาเข้าไปข้างใน อึงบุนเปงคำนับแล้วก็เอาสิ่งของเข้าไปให้พูดว่า เวลาวันนี้ข้าพเจ้ามาหาท่านเห็นผู้คนอยู่มากก็กลับไปเสีย ชัวเกาตีฮูว่าท่านกับเราชอบอัชฌาสัยกันหาเป็นไรไม่ จะเล่าให้ท่านฟังเมื่อวันก่อนนี้มีท้องตราบอกกำชับมาว่า ไทซือเทียนกำขุนนางฝ่ายโหรได้ตรวจดูว่าดาวร้ายส่องสว่างอยู่ข้างเมืองหงอเมืองฌ้อ จะเกิดโจรผู้ร้ายมาย่ำยีให้ระวังรักษาเมือง ถ้าเกิดโจรผู้ร้ายขึ้นให้ปราบปรามเสียแต่ที่ในเมืองมีเด็กร้องเพลงว่า “สืบไปภายหน้าบ้านเมืองจะเกิดจลาจลเสียทรัพย์สินเงินทองมาก ผู้ที่จะเป็นต้นเหตุนั้น คือคนที่แซ่ซ้องชื่อกั๋ง มีพวกพ้องสามสิบหกคนจะเกิดขึ้นที่บ้านซัวตังก่อน เหตุฉะนี้จะต้องรักษาบ้านเมืองให้กวดขัน คอยจับคนผู้นั้นเสียให้ได้”

อึงบุนเปงได้ฟังจึงพูดว่า ความเรื่องนี้สำคัญนักหนาแล้วหยิบเอาคำโคลงที่ลอกมาจากเหลานั้นส่งให้ผู้รักษาเมือง ๆ รับไปอ่านแจ้งแล้วจึงพูดว่า ผู้ที่เขียนคำโคลงซึ่งจะคิดกบฏนั้นรูปร่างประการใด บัดนี้อยู่ที่ไหน อึงบุนเปงว่าได้บอกไว้จะแจ้ง ว่าอยู่บ้านซัวตังชื่อซ้องกั๋งเนรเทศมาเมืองกังจิว ชัวเกาตีฮูว่าผู้นั้นก็เป็นคนโทษจะคิดกบฏอย่างไรได้ อึงบุนเปงว่าท่านอย่าประมาท ซึ่งมีท้องตรามาแต่เมืองหลวง ว่าเด็กร้องเพลงเป็นคำปริศนาตัวหนังสือจีนอธิบายว่า ผู้ที่จะเป็นต้นเหตุนั้นแซ่ซ้อง ชื่อกั๋ง มีพวกพ้องสามสิบหกคนจะคิดกบฏที่ซัวตังก่อน ขอท่านให้เอาบัญชีคุกมาตรวจ เห็นมีอยู่รายหนึ่งชื่อซ้องกั๋งต้องโทษเนรเทศมาเมื่อเดือนห้าข้างขึ้น อึงบุนเปงพูดว่า คือซ้องกั๋งคนผู้นี้สำคัญนักท่านอย่าวางใจคิดอ่านไปจับขังไว้เสียโดยเร็ว ถ้าแม้นรู้ตัวไปเสียก็จะเกิดเหตุใหญ่ ชัวเกาตีฮูจึงออกมายังที่ว่าราชการ ให้หาไตจงขุนนางที่เจียดคิบมาสั่งว่า เจ้าจงไปเอาตัวคนโทษที่คุกหลอเสีย ชื่อซ้องกั๋งมาให้จงได้ แล้วสั่งให้เอาพวกทหารไปด้วยสามสิบคน

ไตจงได้ฟังก็ตกใจคำนับลาพาทหารออกจากเมืองกังจิวตรงไปที่อยู่ คิดว่าจำเราจะไปให้ถึงซ้องกั๋งก่อนจะได้คิดอ่านกันแก้ไข จึงบอกแก่ทหารว่า พวกท่านจงจัดเครื่องศัสตราวุธไว้ให้พร้อมคอยเราอยู่ที่นี่ก่อนแล้วออกทางประตูหลังบ้านไป ด้วยไตจงมีของวิเศษ วันหนึ่งเดินถึงแปดร้อยลี้ ครั้นถึงคุกหลอเสียก็ตรงไปที่ห้องซ้องกั๋ง ซ้องกั๋งเห็นไตจงมาก็ยินดี พูดว่าเมื่อวันก่อนพี่ไปหาน้องในเมืองกังจิวก็ไม่พบ จึงไปเที่ยวเล่นที่ชิมเอียงเหลาเสพสุราจนมึนเมาแล้วก็กลับมา ไตจงถามว่าพี่เขียนสิ่งใดไว้ที่ชิมเอียงเหลาบ้าง ซ้องกั๋งว่ากำลังเมาสุราจำไม่ได้ ไตจงว่าพี่เขียนคำโคลงไว้ที่ผนังชิมเอียงเหลาว่าจะคิดกบฏ ชัวเกาตีฮูแจ้งความสั่งให้ข้าพเจ้ากับพวกทหารมาจับท่านไป ข้าพเจ้าพูดล่อลวงพวกทหารคอยอยู่ที่ศาลเจ้า จึงได้หลีกเลี่ยงรีบมาบอกให้ท่านทราบ

ซ้องกั๋งได้ฟังก็ตกใจไม่รู้ที่จะคิดอย่างไรจึงพูดว่า ครั้งนี้เห็นจะตายเสียแน่แล้ว ไตจงว่าข้าพเจ้ามีอุบายอยู่อย่างหนึ่ง พี่จงแกล้งทำเป็นเสียจริตนอนกลิ้งอยู่ กลางดิน น้องจะไปพาพวกทหารมาให้เห็นประจักษ์ตาจะได้ช่วยแก้ไขกับชัวเกาตีฮู อยู่ช้านักก็ไม่ได้คนทั้งปวงจะสงสัย ซึ่งอุบายนี้พี่จะเป็นประการใด ซ้องกั๋งได้ฟังก็เห็นชอบด้วยตอบว่าขอบใจนักหนา แล้วไตจงก็คำนับลาซ้องกั๋งรีบกลับมาศาลเจ้าเสียอองเบีย พวกทหารเห็นไตจงไปบัดเดี๋ยวใจก็กลับมามิได้สงสัย ไตจงนำพวกทหารออกจากศาลเจ้าตรงไปถึงคุกหลอเสีย ไตจงแกล้งร้องถามว่า คนโทษที่มาใหม่ชื่อซ้องกั๋งอยู่บ้านซัวตังคือคนไหน ผู้คุมได้ฟังก็นำไตจงกับทหารไปที่ห้องซ้องกั๋งอยู่

ฝ่ายซ้องกั๋งครั้นไตจงกลับไปแล้ว ก็แก้ผมกระจายลงนอนกลิ้งทับอุจจาระอยู่กลางดิน พอเห็นไตจงกับพวกทหารมาจึงถามว่า พวกนี้เป็นสัตว์สิ่งใด ไตจงแกล้งตวาดด้วยเสียงอันดังว่า พวกทหารช่วยกันจับคนโทษผู้นี้ไปให้ได้ ซ้องกั๋งก็ทำทีจะเข้าตีไตจงแล้วพูดพรํ่าไปว่าตัวเรานี้หรือคือบุตรเขยเง็กเซียนฮ่องเต้เจ้าเมืองสวรรค์ มีรับสั่งตั้งให้เราเป็นแม่ทัพคุมทหารเทพยดาสิบหมื่นมากำจัดพวกเมืองกังจิว แล้วตั้งให้พระยายมเป็นนายทหารใหญ่ยกเป็นทัพหลังตามมา ตัวเราครั้งนี้มีท้องตราเป็นอาวุธสำหรับถือหนักแปดร้อยชั่งจะฆ่าสัตว์เหล่านี้ บรรดาพวกนายทหารที่มาจับครั้นได้ฟังดังนั้นจึงชวนกันพูดว่า คนเป็นบ้าเสียจริตดังนี้จะจับตัวไปทำไม ไตจงว่าท่านทั้งหลายพูดถูก เราชวนกันกลับไปแจ้งแก่ผู้รักษาเมืองให้ทราบก่อน ถ้าจะเอาตัวให้ได้จึงมาจับไปต่อภายหลัง ทหารเหล่านั้นก็เห็นชอบ ไตจงชวนพวกทหารกลับไปถึงบ้านผู้รักษาเมือง ก็เข้าไปแจ้งว่าซ้องกั๋งนั้นเป็นคนเสียจริตนอนกลิ้งอยู่กลางดินทับอุจจาระแล้วหยิบขึ้นรับประทานพูดพร่ำไป พวกข้าพเจ้าเห็นไม่ได้การจึงไม่จับเอาตัวมาให้ท่าน ชัวเกาตีฮูถามว่าเหตุอย่างไรถึงได้เป็นบ้า อึงบุนเปงอยู่ข้างหลังออกมาบอกว่าข้าพเจ้าไม่เชื่อ ถ้าเป็นบ้าแล้วที่ไหนจะเขียนคำโคลงได้ ซ้องกั๋งคงจะแกล้งทำจงไปเอามาเถิด แม้นเดินไม่ได้ก็ให้ผู้คุมหามมา

ชัวเกาตีฮูได้ฟังก็เห็นชอบ จึงสั่งไตจงกับพวกทหารให้ไปเอาตัวซ้องกั๋งมาให้ได้ ไตจงไม่รู้ที่จะแก้ไขอย่างไรก็คำนับลาคุมทหารไปถึงคุกหลอเสีย กระซิบบอกซ้องกั๋งว่า น้องช่วยแก้ไขก็มิได้เชื่อให้มาเอาตัวพี่ไป แล้วก็ให้ทหารช่วยกันหามซ้องกั๋งมาถึงบ้านชัวเกาตีฮู ไตจงก็พาเข้าไป ซ้องกั๋งเห็นชัวเกาตีฮูผู้รักษาเมืองก็ไม่คำนับ เหลียวไปดูเห็นอึงบุนเปงยืนอยู่ที่นั้นก็แกล้งถามว่า เจ้านี่เป็นคนอะไรไม่รู้จักเราหรือ เราคือบุตรเขยเง็กเซียนฮ่องเต้ มีรับสั่งให้คุมทหารสิบหมื่นยกมาฆ่าขุนนางสุนัขที่เมืองกังจิว ถ้าไม่หลบหลีกหนีไปก็จะพากันตายหมดสิ้น ชัวเกาตีฮูได้ฟังก็นิ่งอยู่เป็นครู่ ไม่รู้ที่จะไต่ถามประการใด อึงบุนเปงจึงพูดว่าข้าพเจ้ายังสงสัยอยู่ ขอท่านจงหาตัวผู้คุมมาถามว่า ซ้องกั๋งเป็นบ้ามาแต่เดิมหรือเพิ่งเป็น ชัวเกาตีฮูก็ให้หาผู้คุมที่คุกหลอเสียมาถามว่า ซ้องกั๋งนี้เมื่อเดิมส่งมาเป็นบ้าเสียจริตหรือเปล่า ผู้คุมเหล่านั้นไม่อาจจะปิดบัง จึงบอกว่าเมื่อแรกมาก็เห็นดีอยู่เพิ่งจะบ้าได้สามสี่วัน ชัวเกาตีฮูได้ฟังก็โกรธยิ่งนัก สั่งให้ทหารยึดซ้องกั๋งเฆี่ยนเสียห้าสิบทีโลหิตไหล ไตจงเห็นดังนั้นก็ไม่รู้ที่จะคิดประการใดจนใจนัก ชัวเกาตีฮูให้เอาตัวซ้องกั๋งมาไต่ถามก็ไม่รับจึงสั่งให้ตบ ซ้องกั๋งเหลือทนก็รับว่าข้าพเจ้าไปเสพสุราที่ชิมเอียงเหลาครั้นมึนเมาก็เขียนคำโคลงไว้จริง ชัวเกาตีฮูเห็นซ้องกั๋งรับเป็นสัตย์ก็จดเอาถ้อยคำไว้ สั่งให้ผู้คุมเอาคาสำหรับคนโทษถึงตายหนักร้อยชั่งมาใส่ซ้องกั๋ง แล้วให้ไปจำขังคุกไว้ ซ้องกั๋งถูกเฆี่ยนแตกยับเยินเดินไปไม่ได้ผู้คุมเข้าช่วยพยุงซ้องกั๋ง ไตจงก็ตามไปสั่งผู้คุมว่าอย่าให้เป็นอันตรายแล้วจัดข้าวปลามาส่งซ้องกั๋งอยู่ทุกวัน

ฝ่ายชัวเกาตีฮูครั้นเลิกชำระก็เชิญอึงบุนเปงเข้าไปข้างในพูดว่าท่านมีสติปัญญาเห็นการตลอดไปได้ ถ้าไม่ชี้แจงแนะนำให้ที่ไหนจะรู้กลอุบายของซ้องกั๋ง อึงบุนเปงว่าท่านอย่านอนใจ จงรีบมีหนังสือบอกเข้าไปถึงบิดาท่าน นำข้อความขึ้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้วแต่จะโปรด ชัวเกาตีฮูได้ฟังก็เห็นชอบ จึงพูดว่าจะมีหนังสือบอกแจ้งว่าผู้ที่คิดเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดิน บัดนี้จับตัวได้ก็เพราะสติปัญญาของท่าน แล้วให้บิดาข้าพเจ้ากราบทูลขอให้ตั้งเป็นขุนนางตำแหน่งใหญ่ จะได้ช่วยกันทำราชการสนองพระเดชพระคุณสืบไป อึงบุนเปงได้ฟังก็ดีใจจึงพูดว่า ตัวข้าพเจ้านี้จะขอทำราชการอยู่ในท่านกว่าจะหาชีวิตไม่ ชัวเกาตีฮูก็จัดแจงเขียนหนังสือ อึงบุนเปงช่วยแต่งถ้อยคำเสร็จแล้ว จึงว่าหนังสือบอกนี้สำคัญมากท่านจะให้ผู้ใดถือไป ชัวเกาตีฮูว่าไตจงเป็นที่เจียดคิบมีของวิเศษวันหนึ่งเดินทางได้แปดร้อยลี้ จะต้องให้ไตจงไปสักเก้าวันสิบวันก็คงถึงเมืองหลวง อึงบุนเปงว่าถ้ากระนั้นก็ดีแล้ว ท่านช่างหาคนที่มีความรู้มาชุบเลี้ยงไว้ไม่เสียทีเลย แล้วอึงบุนเปงก็ลากลับไป ครั้นรุ่งเช้าชัวเกาตีฮูจัดเพชรพลอยที่อย่างดีกับหนังสือบอกและหนังสือรายสิ่งของสองฉบับไว้พร้อมให้หาไตจงมาบอกว่า บัดนี้ใกล้จะถึงวันแซยิดของบิดาเราเจ้าจงเอาเพชรพลอยกับหนังสือไปให้บิดาที่เมืองหลวง ถ้ากลับมาแล้วเราจะตอบแทนให้ตามสมควร ไตจงได้ฟังก็จนใจครั้นจะไม่ไปก็ไม่ได้ ด้วยตัวเป็นขุนนางอยู่ใต้บังคับ จึงตอบว่า ซึ่งท่านมีธุระข้าพเจ้าจะขออาสาไป ชัวเกาตีฮูก็ดีใจมอบหนังสือกับสิ่งของให้ไตจง ๆ ก็คำนับลาไปหาซ้องกั๋งที่คุกบอกว่า บัดนี้ผู้รักษาเมืองใช้ข้าพเจ้าถือหนังสือกับสิ่งของเข้าไปให้ชัวไทซือ ณ เมืองหลวง ถ้าพบคนที่ชอบพอกันก็คงจะคิดแก้ไขให้ท่านพ้นจากโทษจงได้ ซึ่งอาหารที่จะเอามาส่งเช้าเย็นนั้น ข้าพเจ้าจะสั่งลีขุยไว้พี่อย่าวิตกเลย สักสิบวันคงจะรีบกลับมาให้ถึง ซ้องกั๋งจึงพูดว่า ครั้งนี้ไม่เห็นผู้ใดแล้ว เห็นอยู่แต่น้องผู้เดียวจงช่วยชีวิตพี่ไว้ด้วยเถิด ไตจงว่า ไม่เป็นไรดอกแล้วก็ลาซ้องกั๋งกลับมาบอกลีขุยว่า พี่ซ้องกั๋งไปเขียนคำโคลงไว้ที่ เก๋งชิมเอียงเหลาว่าจะคิดกบฏ ผู้รักษาเมืองจับตัวมาจำคุกขังไว้ บัดนี้เรามีธุระจะไปเมืองหลวงเจ้าจงช่วยระวังรักษา ถ้าถึงเวลาเช้าเย็นจงเอาอาหารไปส่งซ้องกั๋งอย่าขาดได้ แล้วเจ้าอย่าเที่ยวเสพสุราให้มึนเมาเหมือนแต่ก่อน ลีขุยว่าพี่อย่าวิตก เป็นธุระน้องเอง จะคอยปฏิบัติรักษาพี่ซ้องกั๋งไม่ให้ผู้ใดข่มเหงได้ ถ้าพี่กลับมาแล้วน้องจึงจะเสพสุรา ไตจงได้ฟังก็ยินดีรีบไปที่อยู่เอาหนังสือกับสิ่งของห่อผ้าผูกติดตัวไว้ แล้วหยิบของวิเศษเรียกว่ากะเบ๊มาสวมใส่เท้าอ่านมนต์คาถา ตัวไตจงนั้นเหมือนลมพายุพัดพาเท้าไม่ถูกดินออกจากเมืองกังจิวไป ลีขุยนั้นครั้นไตจงไปแล้วก็ไม่อาจจะเสพสุราเฝ้าแต่ปฏิบัติรักษาซ้องกั๋งอยู่ทุกเวลามิได้ขาด

ฝ่ายไตจงไปรวดเร็วเวลาจวนเย็นก็เข้าสำนักโรงเตี๊ยม ครั้นรุ่งเช้าเอากะเบ๊ของวิเศษสวมใส่เท้ารีบเร่งไปได้สองวัน เห็นมีโรงขายสุราอยู่ริมน้ำ ไตจงแวะเข้าไปในโรงเห็นโต๊ะเก้าอี้ตั้งอยู่เป็นอันมาก พวกลูกจ้างขายสุราเห็นจึงถามว่า ท่านจะซื้อสุราสักเท่าไร ไตจงว่าเราไม่เสพสุราดอกจะซื้อแต่อาหารสิ่งของต่างๆ ลูกจ้างก็จัดอาหารกับสิ่งของพร้อมแล้วเอายาเบื่อใส่ยกมาให้ ไตจงหิวมากก็กินอาหารพอตกไปถึงท้อง พิษยาเบื่อกำเริบขึ้น ไตจงเมาไม่รู้สึกตัวล้มลงทันที จูกุ้ยเจ้าของโรงก็ออกมาจากห้องให้ลูกจ้างแก้ห่อออกดูว่า จะมีสิ่งใดบ้างพวกลูกจ้างตรงเข้าแก้ห่อผ้าเห็นหนังสือก็ส่งให้ จูกุ้ยรับมาฉีกผนึกออกอ่านมีความว่า “ชัวเกาตีฮูบอกมาถึงชัวไทซือผู้บิดา ด้วยบัดนี้มีชายผู้หนึ่งแซ่ซ้อง ชื่อกั๋ง อยู่บ้านซัวตังแขวงเมืองเจ๋จิวฮู้ เขียนคำโคลงไว้ที่เก๋งชิมเอียงเหลาว่าจะคิดกบฏ ข้าพเจ้าจับตัวได้เอามาไต่ถามรับเป็นสัตย์ บิดาจะคิดอ่านทำโทษประการใดจงบอกมาให้ทราบ” จูกุ้ยแจ้งความก็ตกใจยืนตะลึงอยู่เป็นครู่ พอพวกลูกจ้างเข้ามาหามไตจงจะเอาไปที่ห้องสำหรับฆ่าคน จูกุ้ยเห็นที่ตัวไตจงมีหนังสือยี่ห้อปิดอยู่ ก็เดินเข้าไปใกล้อ่านดูว่าชื่อไตจงเป็นขุนนางที่เจียดคิบอยู่ ณ เมืองกังจิวที่เรียกว่า ซินเอียไทเปา จูกุ้ยรำลึกขึ้นได้ว่าโงวหยงซินแสพูดถึงไตจงอยู่บ่อย ๆ เห็นจะเป็นคนนี้ดอกกระมัง จำจะแก้ไขให้ฟื้นขึ้นไต่ถามดูก็คงจะรู้ความ จึงห้ามพวกลูกจ้างไว้ เอายามาแก้ประมาณครู่หนึ่งไตจงก็ฟื้นขึ้น เห็นจูกุ้ยถือหนังสืออยู่ก็โกรธ จึงร้องตวาดว่าท่านนี้คือผู้ใดหนอ ช่างบังอาจเอายาเบื่อมาวางเราจนมึนเมาแล้วซ้ำเอาหนังสือของไทซือขุนนางผู้ใหญ่ไปฉีกออกอ่านจนยับเยิน ทำเหลือเกินนัก จูกุ้ยจึงตอบว่า ท่านอย่าว่าแต่หนังสือของไทซือเลย ถึงหนังสือเจ้าแผ่นดินซ้อง ถ้ามาถึงนี่ก็ต้องให้เราฉีกผนึกออกอ่านก่อน

ไตจงได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงถามว่า ท่านนี้คือผู้ใด จูกุ้ยบอกว่าเราเป็นพวกเขาเนียซัวเปาะ เรียกว่าฮันติอุดลุดชื่อจูกุ้ย ไตจงจึงถามว่าท่านรู้จักโงวหยงหรือไม่ จูกุ้ยบอกว่าโงวหยงเป็นกุนซืออยู่ที่เขาเนียซัวเปาะพวกของเราทำไมจะไม่รู้จัก ไตจงว่าถ้ากระนั้นข้าพเจ้าอยากจะใคร่พบโงวหยงพูดจาสนทนากันสักหน่อย จูกุ้ยว่าท่านนี้รู้จักกับโงวหยงซินแส ตัวท่านอยู่เมืองกังจิวชื่อไตจงที่เรียกว่า ซินเอียไทเปาใช่หรือไม่ ไตจงบอกว่าคือข้าพเจ้าเอง

จูกุ้ยได้ฟังก็ยินดี จึงพูดว่า เดิมซ้องกั๋งต้องโทษเนรเทศไปเมืองกังจิวเดินมาทางนี้ โงวหยงมีหนังสือฝากไปถึงท่าน เหตุใดจึงคิดจะฆ่าพี่ซ้องกั๋งเสีย ไตจงว่าซ้องกั๋งกับข้าพเจ้ารักใคร่เหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน ซ้องกั๋งไปเที่ยวเล่นที่เก๋งชิมเอียงเหลา เขียนคำโคลงไว้ว่าจะคิดกบฏ ผู้รักษาเมืองสืบจับตัวซ้องกั๋งได้ไปจำขังคุกไว้ ข้าพเจ้าคิดอ่านช่วยแก้ไขก็ไม่ได้ บัดนี้ข้าพเจ้าจะเข้าไปเมืองหลวง คิดแก้ไขช่วยชีวิตพี่ซ้องกั๋งไว้ ข้อที่จะคิดร้ายกับพี่ซ้องกั๋งนั้นไม่มีเลย จูกุ้ยว่าท่านพูดจาเช่นนั้นเรายังไม่เชื่อ หนังสือของชัวเกาตีฮู ผู้รักษาเมืองให้ท่านถือมาก็ยังอยู่จงดูเอาเถิด ไตจงรับมาอ่านแจ้งแล้วก็ตกใจ จึงหยิบหนังสือที่โงวหยงฝากซ้องกั๋งไปออกมาให้จูกุ้ยดู แล้วเล่าความให้ฟังทุกประการ จูกุ้ยได้ฟังก็แจ้งว่า ไตจงกับซ้องกั๋งรักใคร่กันจริง แต่เรื่องความในหนังสือนั้นไตจงไม่รู้ จึงพูดว่าเราจะพาท่านไปให้พบโงวหยงซินแสและพี่น้องทั้งปวงจะได้ช่วยกันคิดอ่านแก้ไขซ้องกั๋งออก ไตจงได้ฟังก็ดีใจว่าท่านคิดนี้ชอบแล้ว จูกุ้ยก็ชวนไตจงลงเรือข้ามฟากไปที่เขาเนียซัวเปาะ โงวหยงแจ้งความก็มารับไตจงไปคำนับเตียวไก่แล้วแจ้งความซึ่งซ้องกั๋งเขียนคำโคลงว่าจะคิดกบฏให้ฟัง เตียวไก่ โงวหยงและพวกเหล่านั้นก็ตกใจ เตียวไก่จึงให้หาพี่น้องมาพร้อมกันปรึกษา ว่าจะยกไพร่พลไปตีเมืองกังจิวแย่งชิงเอาซ้องกั๋งมา โงวหยงว่าถ้าท่านคิดเช่นนั้นเห็นจะไม่ได้ ซึ่งเมืองกังจิวกับเขาเนียซัวเปาะนี้ทางไกลนักกลัวผู้รักษาเมืองรู้จะคิดฆ่าซ้องกั๋งเสียก่อนก็จะเสียทีที่ยกไป จำจะต้องคิดหาอุบายอย่างอื่น ครั้งนี้เห็นอยู่แต่ไตจงคนเดียวที่จะช่วยให้ซ้องกั๋งพ้นภัย เตียวไก่ถามว่าอุบายของท่านประการใด ซ้องกั๋งจึงจะไม่เป็นอันตรายได้ โงวหยงว่าเราปลอมหนังสือของชัวไทซือ ให้ไตจงถือกลับไปให้ชัวเกาตีฮูว่า ซ้องกั๋งคนนี้สำคัญนักให้ส่งเข้ามาเมืองหลวงไต่ถามไล่เลียงได้ความแล้วจึงจะฆ่าเสีย ชัวเกาตีฮูคงให้คนคุมซ้องกั๋งมาทางนี้ พวกเราไปคอยแย่งชิงเอามาก็คงจะได้ เตียวไก่ว่าอุบายของท่านก็ดีอยู่ ถ้าหากไม่คุมซ้องกั๋งมาทางนี้ท่านจะคิดประการใด กงซุนสินจึงพูดว่าข้อนั้นไม่เป็นไร พวกเราแยกย้ายกันไปคอยอยู่ทุกทางก็คงพบ เตียวไก่ว่าถ้ากระนั้นจะได้ผู้ใดแกะตราและเขียนหนังสือให้เหมือนชัวไทซือได้ โงวหยงว่าผู้ซึ่งจะเขียนหนังสือและแกะตราปลอมให้เหมือนนั้นอยู่ในเมืองเจ๋จิวฮู้แซ่เซียวชื่อเหยียง ผู้ที่แกะตราได้นั้นแซ่กิมชื่อไตเกียน คนทั้งสองนี้มีสติปัญญา ถ้าได้เห็นหนังสือและตราของผู้ใดก็เขียนและแกะให้เหมือนได้ การทั้งนี้ก็ต้องให้ไตจงไปล่อลวงคนทั้งสองว่า ที่ศาลเจ้าเมืองไทอันจิวจะจ้างเขียนหนังสือยี่ห้อ แกะใส่กระดานแขวนไว้หน้าศาล ถ้ามาแล้วเราแต่งให้คนไปจับเอาบุตร ภรรยา ญาติพี่น้องมาให้สิ้น คนทั้งสองก็คงยอมสามิภักดิ์อยู่กับเรา เตียวไก่กับพี่น้องทั้งปวงก็เห็นชอบจึงพูดว่า อุบายของซินแสนี้ดีนัก ท่านจงจัดการเสียโดยเร็วเถิด โงวหยงสั่งแก่ไตจงตามอุบายที่คิดไว้ แล้วเอาเงินทองให้ติดไปใช้สอย ไตจงคำนับลาลงเรือข้ามฟากมาถึงฝั่งเอากะเบ๊ของวิเศษสวมใส่ อ่านมนต์คาถาตรงไปยังเมืองเจ๋จิวฮู้ โงวหยงสั่งโตวเซียน ซองบาน แต้เทียนซิว ให้คุมไพร่พลแยกกันไป คอยรับเซียวเหยียงกับกิมไตเกียนอยู่ตามทางเอาตัวมาให้จงได้ สั่งเฮงลีโฮ้วให้เล็ดลอดเข้าไปในเมืองเจ๋จิวฮู้ ถ้าเห็นช่างสองคนไม่อยู่ให้ล่อลวงเอาบุตร ภรรยา ญาติพี่น้องของช่างทั้งสองมาอย่าให้เป็นอันตรายได้ พวกพี่น้องทั้งหลายรับคำสั่งลามาจัดไพร่พลแยกกันไป

ฝ่ายไตจงรีบรัดไปถึงเมืองเจ๋จิวฮู้ ก็ถามชาวเมืองว่า บ้านเซียวเหยียงอยู่ไหน คนเหล่านั้นก็บอกให้ ไตจงถึงจึงร้องถามว่า ท่านช่างเขียนอยู่หรือเปล่า เซียวเหยียงได้ฟังก็เปิดประตูออกมาถามว่า ท่านมาแต่ข้างไหนเชิญเข้ามาข้างในเถิด ไตจงไม่รู้จักเซียวเหยียงเห็นนุ่งห่มเหมือนกับซินแส ก็คาดคะเนว่าคนผู้นี้ชื่อเซียวเหยียง จึงคำนับตามธรรมเนียม เซียวเหยียงถามว่า ท่านมาด้วยธุระสิ่งใด ไตจงบอกว่าข้าพเจ้าอยู่เมืองไทอันจิวเป็นผู้รักษาศาลเจ้าตังงักเปียว ผู้ที่มีเงินทองให้มาจ้างท่านไปเขียนหนังสือยี่ห้อศาลเจ้า แล้วจะแกะใส่กระดานแขวนไว้ เชิญท่านไปเถิดด้วยเป็นการสำคัญ พูดแล้วก็หยิบเงินห้าสิบตำลึงส่งให้ เซียวเหยียงเห็นเงินมากก็ดีใจ จึงตอบว่า ข้าพเจ้าเขียนได้ดอก แต่จะแกะและสลักไม่ได้ ท่านจงไปหากิมไตเกียนผู้เป็นช่างแกะ ไตจงได้ฟังก็ยินดีจึงถามว่า กิมไตเกียนช่างแกะอยู่ที่ไหน ท่านจงพาข้าพเจ้าไปหาด้วย เซียวเหยียงเก็บเงินไว้แล้วพาไตจงไปถึงบ้านกิมไตเกียน ไตจงแจ้งความซึ่งจะจ้างไปแกะหนังสือยี่ห้อให้ฟัง แล้วส่งเงินห้าสิบตำลึงให้กิมไตเกียนแล้วพูดว่า เชิญท่านทั้งสองไปด้วยกันวันนี้เถิด เซียวเหยียงกับกิมไตเกียนว่า เวลาวันนี้ก็เย็นแล้ว ค้างอยู่บ้านข้าพเจ้าสักคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นเช้าจึงค่อยไป จึงจัดอาหารมาเลี้ยงไตจงรับประทานแล้วก็ค้างอยู่ที่บ้านกิมไตเกียนคืนหนึ่ง ครั้นรุ่งเช้าเซียวเหยียง กิมไตเกียนชวนกันออกเดินพ้นเมืองเจ๋จิวฮู้มาประมาณครึ่งวัน ไตจงว่าข้าพเจ้าจะต้องรีบไปก่อน บอกให้พวกเหล่านั้นรู้จะได้หาสิ่งของไว้คอยรับท่าน ไตจงก็รีบตรงไปยังเขาเนียซัวเปาะ

ฝ่ายเฮงลีโฮ้วคุมไพล่พลสามสิบมาคอยอยู่ตามทาง พอเย็นนายช่างทั้งสองเดินมาก็ออกสะกัดหน้าร้องตวาดว่า เราจะจับเอาตัวท่านทั้งสองไปฆ่าเสียเอาหัวใจแกล้มสุรากิน เซียวเหยียง กิมไตเกียนเห็นพวกโจรก็ตกใจร้องบอกว่า ข้าพเจ้าทั้งสองเป็นช่างแกะและช่างเขียนไม่มีเงินทองสิ่งใด เฮงลีโฮ้วก็ตรงเข้าจะจับเอาตัว นายช่างทั้งสองมีฝีมือเข้มแข็งเข้าต่อสู้รับรองไว้ เฮงลีโฮ้วทำเป็นล่าถอยไป พอซองบาน โตวเซียน แต้เทียนซิวมาถึงก็ขับทหารเข้าล้อมไว้แล้วบอกว่า ท่านทั้งสองอย่าตกใจพวกข้าพเจ้าไม่ทำไมดอก อยากจะได้ท่านไปเป็นพวกพ้องด้วย โงวหยงซินแสรู้ว่าท่านมีสติปัญญาจึงให้ไตจงมาเชิญไป เซียวเหยียงกับกิมไตเกียนจึงตอบว่าข้าพเจ้าสองคนมีฝีมือไม่เข้มแข็งจะเอาไปเป็นพวกพ้องอย่างไรได้ สามนายก็ไม่ฟังคุมไพร่พลห้อมล้อมจับเอาตัวไปจนถึงเขาเนียซัวเปาะ เตียวไก่ โงวหยง และพวกพี่น้องก็มารับเซียวเหยียง กิมไตเกียน เชิญให้นั่งที่สมควรแล้วจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกันเป็นอันดี เตียวไก่ โงวหยงจึงพูดว่า ข้าพเจ้าให้ไปรับท่านทั้งสองมาครั้งนี้ เพราะจะให้เขียนหนังสือปลอมลายมือตราของชัวไทซือปรารถนาจะช่วยชีวิตซ้องกั๋งไว้ จึงได้ไปล่อลวงท่านทั้งสองมาเข้าเป็นพวกพ้อง เซียวเหยียงกับกิมไตเกียนได้ฟังก็ตอบว่า ซึ่งจะให้เขียนหนังสือและแกะตราปลอมข้าพเจ้าก็จะทำตามท่านได้ ถ้าการอันนี้เกิดขึ้นบุตรภรรยาญาติพี่น้องมิพากันตายเสียสิ้นหรือ

โงวหยงได้ฟังก็หัวเราะว่าข้อนั้นไม่เป็นไร เวลาพรุ่งนี้คงรู้ความดอกเชิญท่านกินโต๊ะเสพสุราให้สบายเถิดก็ชวนกันเสพสุราจนเวลาเย็น

ฝ่ายเฮงลีโฮ้ว ครั้นซองบาน โตวเซียน แต้เทียนซิวพานายช่างทั้งสองไปแล้ว ก็คุมไพร่พลล่าถอยมาเมืองเจ๋จิวฮู้ ให้บ่าวไพร่แยกกันไปบอกบุตรภรรยาญาติพี่น้องของเซียวเหยียงและกิมไตเกียนว่า สามีของท่านไปถึงนอกเมืองก็เป็นลมล้มอยู่กับที่ บัดนี้ให้ข้าพเจ้ามารับพวกท่านไป บุตรภรรยาญาติพี่น้องของเซียวเหยียง และกิมไตเกียนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจชวนกันมากับผู้ที่ไปบอก ครั้นออกมาถึงนอกเมือง เฮงลีโฮ้วก็คุมไพล่พลเข้าจับบุตรภรรยาญาติของเซียวเหยียงกิมไตเกียนได้ เอาตัวใส่เกี้ยวหามตรงมาลงเรือข้ามไปถึงเขาเนียซัวเปาะ ครั้นรุ่งขึ้นเช้าเตียวไก่ โงวหยง ให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงเซียวเหยียง กิมไตเกียนตามบรรดาตัวนายก็นั่งกินโต๊ะเสพสุราอยู่พร้อมกัน คนใช้เข้ามาแจ้งแก่โงวหยงว่าไปรับภรรยาญาติของนายช่างทั้งสองมาถึงแล้ว โงวหยงบอกกับเซียวเหยียงและกิมไตเกียนว่าบุตรภรรยาญาติของท่านมา เชิญออกไปรับเถิด เซียวเหยียง กิมไตเกียนได้ฟังก็ตกตะลึงเป็นครู่ แลดูหน้าโงวหยงสำคัญว่าไม่จริง พอบุตรภรรยาญาติของตัวมาถึงเห็นหน้ากันก็เสียใจลุกออกมาถามว่าเหตุใดจึงมาที่นี้ได้ บุตรภรรยาญาติทั้งสองฝ่ายก็แจ้งความซึ่งไพร่พลไปล่อลวงมาให้ฟังทุกประการ เซียวเหยียงกับกิมไตเกียนได้ฟังไม่รู้ที่จะคิดประการใด ก็ต้องยอมเข้าเป็นพวกพ้องอยู่ที่นั้น โงวหยงจึงปรึกษาการที่จะปลอมเป็นหนังสือชัวไทซือจะได้ช่วยชีวิตซ้องกั๋งไว้ เซียวเหยียง กิมไตเกียนว่าซึ่งลายมือและตราของชัวไทซือที่เคยใช้ข้าพเจ้าเขียนและแกะได้ทุกอย่างท่านจงร่างมาเถิด โงวหยงก็เขียนร่างหนังสือให้ เซียวเหยียงกับกิมไตเกียนแกะตราและเขียนหนังสือแล้วผนึกประทับตรา โงวหยงบอกกับไตจงว่า ในหนังสือมีเหมือนอุบายที่คิดไว้ ท่านจงถือกลับไปเถิด ไตจงคำนับลาเตียวไก่กับพวกพ้องมาลงเรือข้ามฟากไปถึงฝั่ง เอากะเบ๊ของวิเศษสวมใส่ตรงไปเมืองกังจิว

ฝ่ายเตียวไก่นายใหญ่กับพวกเหล่านั้น นั่งเสพสุราพูดจาอยู่พร้อมกัน โงวหยงตรึกตรองถึงหนังสือที่ให้ไตจงถือไป ครั้นรำลึกขึ้นได้ว่าเขียนไม่ถูกก็ตกใจ หน้าผิดปกติพูดว่ายับเยินแล้วไม่ทันคิดให้ตลอดจะพาซ้องกั๋งตายเสียด้วยดอกกระมัง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ