๑๐

ลิมชองได้ฟังเหลียวไปเห็นหน้าก็จำได้ จึงคิดว่าเซียวยี่คนนี้เดิมอยู่ตังเกียเมืองหลวงเป็นลูกจ้างโรงขายสุรา ครั้นอยู่มาเซียวยี่ลักเงินเจ้าของขายสุราเขาจับตัวได้จะส่งไปทำโทษ เราช่วยออกเงินใช้ให้จึงไม่ต้องโทษ เซียวยี่อยู่ที่ตังเกียบอกเราว่าจะไปหาพี่น้องแต่ไม่มีเงินทองซื้อกินตามทาง เราได้ให้เงินมาซื้อกิน เหตุไฉนเซียวยี่จึงได้มาจนถึงเมืองชองจิว คิดแล้วก็ถามเซียวยี่ว่า เจ้าบอกเราว่าจะไปเที่ยวหาพวกพ้อง เหตุไฉนจึงมาเมืองชองจิวเล่า เซียวยี่เข้ามาคุกเข่าคำนับแล้วบอกว่า ตั้งแต่ท่านช่วยข้าพเจ้าให้เงินเมื่อคราวหลัง ก็ออกจากตังเกียมาเที่ยวหาญาติพี่น้องไม่พบปะ ข้าพเจ้าก็เที่ยวเลยมาจนถึงเมืองชองจิว แล้วไปเป็นลูกจ้างโรงเตี๊ยมขายสุรา ตั้งแต่ข้าพเจ้าเข้าไปเป็นลูกจ้างสิ่งของต่างๆ ก็ขายดี เจ้าของโรงเตี๊ยมมีจิตเมตตายกบุตรสาวให้เป็นภรรยาข้าพเจ้า ครั้นอยู่นานมาบิดามารดาของภรรยาข้าพเจ้าตาย ข้าพเจ้ากับภรรยาก็ซื้อขายพอได้เลี้ยงชีวิตมา ซึ่งท่านมีคุณกับข้าพเจ้าๆ หาลืมไม่ เหตุการณ์ยังไรท่านจึงได้มาอยู่ที่นี่ ลิมชองจึงพูดว่า กอไทอวยแกล้งใส่ความทำโทษเนรเทศเรามาเมืองชองจิว เจ้าดูหน้าเราเถิดเขาสักไว้ บัดนี้ผู้คุมให้มารักษาศาลเจ้านี้ เซียวยี่จึงพูดว่าเชิญท่านไปสนทนากันที่โรงข้าพเจ้าบ้างทางไม่สู้ไกลนัก ลิมชองก็ไปกับเซียวยี่ ครั้นไปถึงก็เชิญลิมชองเข้าไปข้างในจัดที่ให้นั่งสมควรแล้ว เซียวยี่ก็ไปบอกกับภรรยาว่าท่านผู้มีบุญคุณกับเรามาถึงโรงแล้ว เจ้าจงไปคำนับขอบคุณท่าน

ภรรยาเซียวยี่ได้ฟังก็ออกมาคำนับลิมชอง แล้วไปจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงลิมชอง นั่งพูดจากันอยู่จนเวลาเย็นลิมชองก็กลับมาศาลเจ้า ตั้งแต่นั้นมาเซียวยี่จัดหาสิ่งของมาให้ลิมชองมิได้ขาด ลิมชองก็ไปเที่ยวที่โรงเซียวยี่เนืองๆ เห็นเซียวยี่มีทุนน้อยไม่พอซื้อขาย ลิมชองก็เอาเงินให้เซียวยี่ไปทำทุนค้าขายต่อไป ลิมชองกับเซียวยี่ไปมาหากันอยู่เป็นนิจมิได้ขาด

ฝ่ายตังเทียว สิปาผู้คุมทั้งสองมาถึงตังเกียเมืองหลวง ก็ไปแจ้งความให้ฮูอินฟังตั้งแต่ต้นจนปลายทุกประการแล้ว ก็เอาหนังสือของผู้รักษาเมืองชองจิวส่งให้ฮูอิน แล้วก็ลากลับไปหาเล็กเคียมเล่าความให้ฟังว่ามีหลวงจีนรูปหนึ่งอยู่ที่วัดใต้เซียวก๊กยี่มาแก้ไขลิมชอง จนทำร้ายลิมชองไม่ได้ ต้องเอาไปส่งถึงเมืองชองจิว เล็กเคียมได้ฟังความละเอียดแล้วก็รีบไปแจ้งแก่กอไทอวย ๆ ได้ฟังก็โกรธหลวงจีนยิ่งนักคิดจะแก้แค้นให้ได้ ก็ปรึกษากับเล็กเคียม ฮูอันว่า เราจะคิดฆ่าลิมชองก็มีหลวงจีนรูปหนึ่งตามไปช่วยลิมชองไว้ ผู้คุมทั้งสองฆ่าลิมชองไม่ได้ ซึ่งหลวงจีนรูปนั้นเพิ่งมาอยู่วัดใต้เซียวก๊กยี่ใหม่ๆ เราจะคิดแก้แค้นให้ได้ แต่ลิมชองนั้นไปอยู่ไกลจะทำประการใดจึงจะฆ่าได้ เล็กเคียม ฮูอันว่า ข้าพเจ้าจะรับอาสาท่านไปเมืองชองจิวคิดหาอุบายฆ่าลิมชองเสียให้ได้จึงจะกลับมา

กอไทอวยได้ฟังก็ยินดียิ่งนัก จึงพูดว่าเจ้าทั้งสองจะรับอาสาไปก็ดีแล้ว เราจะมีหนังสือไปถึงผู้กำกับและผู้คุมให้ช่วยกันคิดอ่าน ถ้าสมความปรารถนากลับมาเราจะตอบแทนคุณท่าน พูดแล้วก็เขียนหนังสือไปถึงผู้กำกับคุกกับผู้คุมให้ช่วยกันคิดฆ่าลิมชองเสีย เขียนหนังสือแล้วก็เอาเงินยี่สิบตำลึงห่อผ้ามาสั่งกับเล็กเคียม ฮูอันว่า เจ้าจงเอาเงินกับหนังสือนี้ให้ผู้กำกับและผู้คุมแบ่งกันเถิด เล็กเคียม ฮูอัน รับเงินกับหนังสือคำนับลากลับมาบ้าน จัดหาเงินทองที่จะไปใช้สอยตามทางกับเสื้อกางเกง พร้อมแล้วก็ออกจากตังเกียเมืองหลวงตรงไปยังเมืองชองจิว

ฝ่ายเซียวยี่นั้นครั้นรุ่งเช้าก็จัดสิ่งของที่หน้าร้าน เล็กเคียมกับฮูอันไปถึงเมืองชองจิว เห็นมีโรงขายสุรากับสิ่งของต่างๆ ก็เดินตรงเข้าไปในโรง เซียวยี่เห็นชายสองคนเดินเข้ามาคนหนึ่งนุ่งห่มเหมือนกับขุนนางฝ่ายทหาร คนเดินหลังเหมือนกับไพร่ เซียวยี่ก็เชิญให้นั่งแล้วถามว่า ท่านจะเสพสุรากับสิ่งของอันใด เล็กเคียมบอกว่าจงจัดหาโต๊ะและสุรายกมาตั้งไว้บนโต๊ะพร้อม เล็กเคียมหยิบเงินตำลึงหนึ่งส่งให้เซียวยี่แล้วพูดว่า ท่านจงไปบอกผู้กำกับคุกกับผู้คุมว่า เราเชิญท่านทั้งสองมาพูดจากันเล่นสักครู่หนึ่ง เซียวยี่รับเงินแล้วก็ไปเชิญผู้กำกับกับผู้คุมมาถึงพร้อมแล้ว เล็กเคียมว่าเชิญท่านทั้งสองมากินโต๊ะเสพสุราพูดจากันให้สบายเถิด ผู้กำกับกับผู้คุมได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ข้าพเจ้ากับท่านยังไม่เคยรู้จักกันท่านมาแต่ข้างไหนแซ่ใดชื่อไรจงบอกให้ข้าพเจ้าทราบ เล็กเคียมว่าข้าพเจ้ามีหนังสือมาฉบับหนึ่งถึงท่าน เชิญมากินโต๊ะเสพสุราด้วยกันก่อนเถิดแล้วข้าพเจ้าจะบอกชื่อแซ่ให้ฟัง ผู้กำกับกับผู้คุมก็เข้าไปนั่งกินโต๊ะเสพสุราอยู่ด้วยกัน เซียวยี่นั้นไม่รู้จักเล็กเคียมกับฮูอัน ได้ฟังสำเนียงพูดก็แจ้งว่าคนตังเกียเมืองหลวงแล้วได้ยินพูดถึงกอไทอวย ก็มีความสงสัยเข้าไปให้ใกล้จะคอยฟังความ เล็กเคียมเห็นเซียวยี่เข้ามาใกล้จึงบอกกับเซียวยี่ว่า ท่านเจ้าของร้านสุราอย่าต้องเข้ามาระวังดูเราเลย ถ้าจะต้องการของสิ่งใดร้องเรียกท่านจึงเข้ามา เราจะพูดจาความลับกัน

เซียวยี่ได้ฟังก็ออกมาข้างนอกจึงคิดว่า ชายผู้ที่มาใหม่คนนี้เป็นชาวเมืองตังเกีย พูดถึงกอไทอวยแล้วนิ่งเสียไม่พูดกลัวเราจะได้ยิน ซึ่งกอไทอวยคนนี้คิดจะฆ่าลิมชองผู้มีคุณของเรา ชายสองคนนั้นเห็นเราอยู่ใกล้ไม่อาจพูด จึงให้เราออกมาเสียคงจะมีเหตุการณ์มาถึงลิมชองเป็นแน่ จำเราจะให้ภรรยาไปแอบฟังดูให้รู้ข้อความ คิดแล้วก็บอกกับภรรยาว่าชายสองคนที่เชิญผู้กำกับกับผู้คุมมากินโต๊ะเสพสุรานั้นไม่ใช่คนเมืองเราเห็นจะมาแต่ตังเกีย พูดถึงกอไทอวยแล้วก็นิ่งเสียเห็นเราอยู่ใกล้ก็ไม่พูด ซึ่งกอไทอวยคนนี้เป็นคู่สาเหตุกับลิมชอง คงจะคิดร้ายประการใดจึงได้ให้คนมาถึงเมืองนี้ เจ้าจงแอบฟังดูให้รู้ความ จะได้ไปแจ้งกับลิมชองผู้มีคุณต่อเรา ภรรยาเซียวยี่ว่า ถ้ากระนั้นก็ไปเรียกลิมชองมาดูว่าจะใช่พวกกอไทอวยหรือไม่ใช่ เซียวยี่ว่าไม่ได้ถ้าไปเรียกลิมชองมาเห็นว่าเป็นพวกพ้องกอไทอวย ลิมชองก็จะฆ่าฟันเอาชายสองคนนั้นตาย เขาก็จะเอาตัวเราไปทำโทษซึ่งจะไปเรียกลิมชองมานั้นไม่ได้ เจ้าจงไปแอบฟังดูให้รู้ความจะได้ไปบอกลิมชองมิดีหรือ ภรรยาเซียวยี่ได้ฟังสามีพูดก็เห็นชอบ จึงเดินเข้าไปข้างในแอบฟังอยู่ เล็กเคียมนั่งกินโต๊ะเสพสุราอยู่ด้วยผู้กำกับและผู้คุม ไม่เห็นมีผู้คนแล้วก็บอกแก่ผู้กำกับและผู้คุมว่า กอไทอวยให้ข้าพเจ้าเอาหนังสือกับเงินมาให้ท่านทั้งสอง ท่านจงเอาเงินนั้นไปแบ่งกันเถิด พูดแล้วก็หยิบเอาถุงเงินกับหนังสือส่งให้แล้วกระซิบบอกว่า กอไทอวยให้ท่านทั้งสองช่วยคิดอ่านฆ่าลิมชองเสีย ถ้าสำเร็จการแล้วจะให้บำเหน็จรางวัลกับท่านทั้งสองอีก ผู้กำกับกับผู้คุมรับหนังสือแล้วพูดว่า ตกเป็นพนักงานข้าพเจ้าทั้งสองเอง คงตายในเงื้อมมือท่านอย่าได้วิตกเลย ก็ชวนกันกินโต๊ะเสพสุราพูดจากันแล้ว เล็กเคียมเรียกเจ้าของโรงมาคิดเงินให้ ชวนกันออกจากโรงต่างคนต่างไป เซียวยี่เห็นผู้กำกับถือหนังสือฉบับหนึ่งเดินไป ภรรยาเซียวยี่ก็ออกมาบอกกับสามีว่า เขาพูดจากันซุบซิบไม่ใคร่จะได้ยิน เห็นแต่ชายผู้ที่เหมือนขุนนางในเมืองหลวงส่งหนังสือกับถุงสิ่งใดก็ไม่แจ้งให้ผู้กำกับกับผู้คุม ผู้กำกับกับผู้คุมรับหนังสือกับถุงนั้นแล้วพูดว่า ตกเป็นพนักงานข้าพเจ้าทั้งสองเองชีวิตคงตายในเงื้อมมือ ข้าพเจ้าได้ยินแต่เท่านั้น

เซียวยี่ได้ฟังภรรยาบอกก็ไม่พูดประการใด เก็บรวบรวมสิ่งของเครื่องโต๊ะไว้แล้ว ก็พอดีลิมชองมาถึงถามเซียวยี่ว่าสองสามเวลานี้ขายของดีอยู่หรือ เซียวยี่ว่าขายได้บ้างเล็กน้อย เชิญท่านนั่งเถิดข้าพเจ้าว่าจะไปหาท่านเล่าความให้ฟังก็ยังเก็บของอยู่ พอท่านมาก็ดีแล้ว เชิญท่านเข้าไปข้างในเถิดข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง ลิมชองก็เข้าไปข้างในถามเซียวยี่ว่ามีเหตุผลอันใด เซียวยี่บอกว่ามีชายสองคนมาซื้อสุราเครื่องโต๊ะ แล้วให้ข้าพเจ้าไปเชิญผู้กำกับคุกกับผู้คุมมานั่งกินโต๊ะพูดจากัน แต่ชายสองคนนั้นไม่ใช่คนเมืองนี้เป็นชาวเมืองหลวง พูดถึงกอไทอวย ข้าพเจ้ามีความสงสัยจะเข้าไปคอยฟังความดู ชายผู้นั้นให้ข้าพเจ้าออกมาเสีย ข้าพเจ้าจึงให้ภรรยาข้าพเจ้าไปคอยฟัง ชายสองคนนั้นพูดกับผู้กำกับกับผู้คุมแต่เบา ๆ ซุบซิบกัน ภรรยาข้าพเจ้าไม่ใคร่จะได้ยิน เห็นแต่ชายผู้นั้นหยิบเอาถุงสิ่งใดก็ไม่แจ้งกับหนังสือส่งให้ผู้กำกับกับผู้คุม ผู้กำกับกับผู้คุมรับถุงกับหนังสือแล้วพูดว่า ตกพนักงานข้าพเจ้าเองชีวิตคงตายในมือ ครั้นพูดกันแล้วก็กินโต๊ะเสพสุราต่อไป ครั้นสำเร็จแล้วก็ชวนกันออกจากโรง ภรรยาข้าพเจ้าได้เห็นได้ยินแต่เท่านั้น เมื่อผู้กำกับกับผู้คุมเดินออกไปจากโรง ข้าพเจ้าเห็นผู้กำกับถือหนังสือไปด้วยฉบับหนึ่ง

ลิมชองได้ฟังก็สะดุ้งใจ จึงถามว่าชายสองคนนั้นหน้าตารูปพรรณประการใด เซียวยี่แจ้งว่าคนหนึ่งหน้าขาวสูงต่ำสันทัดคน นุ่งห่มเหมือนขุนนางฝ่ายทหาร อีกคนหนึ่งนั้นหน้าแดงรูปรูปร่างต่ำนุ่งห่มเหมือนไพร่ ลิมชองได้ฟังก็แจ้งว่าเล็กเคียมกับฮูอัน จึงพูดว่าคนหน้าขาวนุ่งห่มแต่งตัวเหมือนขุนนางนั้นเห็นจะเป็นเล็กเคียมขุนนางฝ่ายทหารเรียกว่าเล็กงิโหว คนหนึ่งหน้าแดงรูปร่างตาเห็นจะเป็นฮูอันคนใช้ของกอไทอวยแน่แล้ว ซึ่งเล็กเคียมกับฮูอันกล้าหาญนักหนามาคิดฆ่าเราจนถึงเมืองชองจิว ถ้ามาเร็วสักหน่อยก็จะได้เห็นดีกัน เซียวยี่พูดว่าท่านจงระวังตัวอย่านิ่งนอนใจให้เสียทีได้ ลิมชองว่าไม่เป็นไรเราจะลาไปก่อน ลิมชองก็ออกจากโรงไปเที่ยวหาซื้อได้กระบี่สำหรับมือแล้วก็เที่ยวตามหาเล็กเคียมกับฮูอัน ถ้าพบก็จะฆ่าเสียทั้งสองคน ครั้นเที่ยวค้นหาตามแถวตลาดก็ไม่พบ เวลาจวนค่ำลิมชองจึงกลับมาศาลเจ้า รุ่งขึ้นเช้าก็เหน็บกระบี่เที่ยวค้นหาเล็กเคียมกับฮูอันแถวนอกเมืองและในเมืองอยู่ห้าวันก็ไม่พบปะ สำคัญว่าเล็กเคียม ฮูอันกลับไปตังเกียแล้วก็ค่อยคลายความแค้นจึงกลับไปศาลเจ้าที่อยู่ ครั้นรุ่งขึ้นเช้าเป็นวันที่หก ผู้กำกับคุกกับผู้คุมก็พูดกันว่าจะคิดประการใดดีจึงจะฆ่าลิมชองเสียได้ ผู้คุมว่าข้าพเจ้ามีอุบายอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งจะคิดฆ่าลิมชองนั้นไม่ยากนัก ที่โรงหญ้าแห้งกับฉางถั่วสำหรับจ่ายให้ม้าและลากินอยู่ทุกวันนั้น ท่านก็ให้คนไปรักษาจับจ่ายอยู่ ถ้าจะฆ่าลิมชองเสียให้ได้แล้วก็ให้ลิมชองไปรักษาโรงหญ้าแห้งกับฉางถั่วไว้ แล้วลอบเอาไฟเผาโรงหญ้าแห้งเสีย ลิมชองก็คงตายอยู่ในไฟ ถ้าแม้นว่าลิมชองหนีได้ไม่ตาย ไฟไหม้หญ้าแห้งและฉางถั่วของหลวงเสียหมด โทษของลิมชองก็เป็นตายอยู่เอง อุบายของข้าพเจ้านี้ท่านจะเห็นประการใด ผู้กำกับได้ฟังก็เห็นชอบด้วย จึงใช้คนไปหาลิมชองมาแล้วผู้กำกับจึงพูดกับลิมชองว่า ซึ่งตัวเจ้านี้ชาตัวกัวหนังได้มีหนังสือฝากฝังมาเราก็มีความเมตตาเจ้าเป็นอันมาก เจ้าไปรักษาศาลเจ้านั้นไม่มีผลประโยชน์สิ่งใด เราจะให้ไปรักษาโรงหญ้าแห้งฉางถั่วไว้จะได้จับจ่ายให้เขาเลี้ยงม้าและลา เจ้าก็จะหาผลประโยชน์ได้บ้าง ซึ่งเราให้เจ้าไปรักษาว่ากล่าวโรงฟางทั้งนี้ก็เพราะเห็นแก่ชาตัวกัวหนัง เจ้าจะเห็นเป็นประการใด ลิมชองว่าตามแต่ท่านจะเมตตาข้าพเจ้าหาขัดขืนไม่ จะให้ทำสิ่งใดข้าพเจ้าก็ต้องทำตามคำท่าน ผู้กำกับก็สั่งให้ผู้คุมพาลิมชองมาถึงศาลเจ้าแล้ว ลิมชองไปบอกกับเซียวยี่ว่า ผู้กำกับให้เราไปรักษาโรงฟางฉางถั่วไว้จะได้จับจ่ายสิ่งของต่างๆ ให้กับเขา การอันนี้จะดีหรือไม่ เซียวยี่ว่าซึ่งจะไปรักษาโรงฟางฉางถั่วต่างๆ นั้นดีดอกประโยชน์ก็มีบ้าง แต่ท่านจะไปอยู่ที่นั้นไกลกับข้าพเจ้าทางประมาณห้าลี้เศษ ถ้าท่านไปแล้วจงมาหาข้าพเจ้าบ้างการงานสิ่งใดท่านอุตส่าห์ตรึกตรองระวังตัวเถิด

ลิมชองได้ฟังก็ยินดี สำคัญว่าไปอยู่นั่นจะหาลาภได้บ้างไม่รู้ว่าเขาคิดอุบายจะฆ่าตัวเสีย ก็กลับไปศาลเจ้าจัดแจงรวบรวมสิ่งของพร้อมแล้วผู้คุมก็พาลิมชองไป ในขณะนั้นเป็นฤดูแล้ง ลมว่าวพัดหมอกลงหนาวนัก ผู้คุมพาลิมชองไปถึงโรงฟางฉางถั่วก็เข้าไปข้างในกำแพงดิน ลิมชองเห็นมีโรงฟางฉางถั่วต่างๆ เป็นหลายหลัง หญ้าและฟางทิ้งเกลื่อนกลาดมีผู้เฒ่านั่งผิงไฟอยู่หน้าโรงฟางคนหนึ่ง ผู้คุมก็เข้าไปบอกกับผู้เฒ่าที่รักษาอยู่นั้นว่า ผู้กำกับให้เราพาลิมชองมา ให้เอาลูกกุญแจกับสิ่งของทั้งปวงมอบให้ลิมชองว่ากล่าวจับจ่ายต่อไป ซึ่งตัวท่านก็ชราว่ากล่าวช้านานแล้ว ผู้กำกับเห็นว่าจะระวังรักษาของหลวงต่อไปไม่ได้จึงให้ลิมชองดูแลรักษา ให้ท่านไปเฝ้าศาลเจ้าจุดธูปเช้าเย็นกับกวาดหน้าศาล การงานสิ่งใดก็ไม่มีสมกับท่านที่เป็นคนชรา ผู้เฒ่าได้ฟังก็หยิบเอาลูกกุญแจกับสิ่งของต่างๆ มอบให้ลิมชอง แล้วบอกว่าเครื่องใช้สอยที่หากินเช้าค่ำของข้าพเจ้านั้นฝากท่านไว้ก่อน ถ้ามีเวลาว่างจึงจะมาเอาไป ลิมชองว่าของใช้เล็กน้อยที่ศาลเจ้าของเราก็มี ท่านไปอยู่ที่ศาลก็เอาเครื่องนั้นใช้เถิด ข้าพเจ้าจะได้เอาของท่านใช้สอยเหมือนกับแลกเปลี่ยนกัน อย่าต้องกลับมากลับไปเลย หนทางไกลตัวท่านก็แก่แล้ว ผู้เฒ่าจึงบอกกับลิมชองว่า เปลือกน้ำเต้าที่แขวนอยู่นั้นสำหรับใส่สุรา ถ้าท่านจะเสพสุราก็เอาน้ำเต้านี้ไปซื้อ เจ้าของสุราเห็นน้ำเต้าก็จำได้ให้สุรามาก ถ้าท่านจะไปซื้อสุราจงไปทางข้าพเจ้าชี้ไม่สู้ไกลนัก หนทางประมาณสองสามลี้ ลิมชองได้ฟังก็ยินดีรับสิ่งของตรวจดูเสร็จแล้ว ผู้คุมกับผู้เฒ่าก็ชวนกันกลับมาศาลเจ้าตามคำผู้กำกับสั่ง ผู้คุมนั้นก็กลับไป

ฝ่ายลิมชองครั้นผู้คุมกับผู้เฒ่ากลับไปแล้ว ก็เอาห่อผ้ากับสิ่งของ ๆ ตัววางไว้บนโต๊ะ ในขณะนั้นลมว่าวพัดกล้าหมอกลงหนาวนัก ลิมชองเอาฟืนและหญ้ามาติดไฟผิง แล้วเห็นโรงที่อยู่ชำรุดทรุดพัง จึงคิดว่าฤดูนี้ลมว่าวพัดกล้าจะทำประการใด ต้องคอยไปจนสิ้นฤดูหนาวจึงจะหาช่างมาซ่อมแซมเสียใหม่ ครั้นจะไปหาช่างมาทำเดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้ด้วยหนาวหนัก ก็ลุกออกมาจากที่ผิงไฟ เห็นน้ำเต้าสำหรับใส่สุราของผู้เฒ่านั้นให้ไว้ ก็รำลึกได้ว่าผู้เฒ่าบอกไว้ว่าโรงขายสุรานั้นไม่ไกลทางประมาณสองลี้เศษ จำเราจะซื้อสุรากับสิ่งของต่างๆ มากินแก้หนาว คิดแล้วก็หยิบเงินกับน้ำเต้าที่ใส่สุราออกมาจากโรงปิดประตูดีแล้ว เอาทวนที่สำหรับมือคอนน้ำเต้าออกจากประตูกำแพงดินรอบนอก เดินไปได้ครึ่งลี้เห็นมีศาลเจ้าแต่ครั้งโบราณอยู่ริมทางศาลหนึ่ง ลิมชองจึงหยุดคำนับพูดว่า ท่านจงช่วยข้าพเจ้าให้อยู่เย็นเป็นสุขเถิด วันอื่นข้าพเจ้าจะเอากระดาษเงินกระดาษทองมาเผาถวาย พูดดังนั้นแล้วก็คำนับลาเจ้าเดินไปอีกพักหนึ่ง เห็นบ้านมีอยู่เป็นหมู่กับเด็กหาบไม้กวาดมาขาย ลิมชองเดินเลยไปถึงโรงขายสุรา เจ้าของโรงขายสุราเห็นน้ำเต้าที่ลิมชองเอามาก็จำได้ จึงถามว่า ท่านเอาน้ำเต้านั้นมาแต่ไหน ลิมชองว่าท่านจำไม่ได้หรือว่าน้ำเต้าของผู้ใด เจ้าของขายสุราว่าน้ำเต้าใบนี้ของเล่ากุนผู้เฒ่าที่เฝ้าโรงฟางข้าพเจ้าจำได้ เชิญท่านมานั่งข้างในเถิด ฤดูนี้เป็นฤดูหนาวลมว่าวพัดกล้านัก มาเสพสุราแก้หนาวสักสองถ้วยแล้วจึงค่อยกลับไป ลิมชองได้ฟังก็ยินดีเข้าไปข้างในวางสิ่งของไว้นั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะ เจ้าของสุราก็จัดหาสิ่งของกับสุรามาให้ลิมชองกินโต๊ะเสพสุราแล้ว ก็ซื้อสิ่งของกับสุราใส่น้ำเต้า เอาเงินให้เจ้าของสุราเสร็จ เอาทวนคอนน้ำเต้าสุรากับสิ่งของออกจากโรงกลับมา

ฝ่ายผู้คุมครั้นไปถึงบ้าน จึงบอกกับเล็กเคียม ฮูอันว่า ข้าพเจ้าพาลิมชองไปอยู่ที่โรงฟางฉางถั่วแล้ว เชิญท่านทั้งสองไปด้วยช่วยกันเอาไฟเผาลิมชองเสีย เล็ก เคียมกับฮูอันได้ฟังก็ดีใจ จัดหาเชื้อไฟไว้พร้อมแล้วผู้คุมก็พาเล็กเคียมกับฮูอันเดินไป

ฝ่ายลิมชองเดินกลับมาเวลาเย็นถึงโรงฟางที่สำนัก เห็นหมอกลงลมว่าวพัดหนัก โรงที่อยู่หักพังลงก็มีความวิตกเป็นอันมาก ด้วยลิมชองเป็นคนสัตย์ซื่อกตัญญูรู้จักผิดและชอบ เทพดาเจ้าจึงบันดาลเป็นหมอกและลมพัดเอาโรงที่อยู่หักพัง เผชิญเป็นไปดังนั้นปรารถนาจะช่วยชีวิตลิมชอง ๆ กลัวไฟในเตาที่สุมไว้จะไหม้โรงขึ้น ก็ไปดูที่เตาเห็นหมอกลงลูกไฟดับไปสิ้น แล้วจึงหาของไปปิดเตาไว้ไม่ให้หมอกลงเปียกได้ เดินออกไปนอกโรงเห็นค่ำมืดแล้ว ตีเหล็กไฟจุดขึ้นเที่ยวส่องดูที่จะอยู่นั้นก็เปียก ลมพัดกล้าหนักไม่มีที่อาศัยนั่งตรึกตรองอยู่ จึงนึกขึ้นได้ว่ามีศาลเจ้าแห่งหนึ่ง ตั้งแต่นี้ไปทางประมาณครึ่งลี้พอที่จะอาศัยสักคืนหนึ่งได้ คิดแล้วก็เหน็บกระบี่หยิบเอาห่อผ้าออกมา เอาทวนคอนน้ำเต้าสุรากับห่อผ้าและสิ่งของออกมาใส่กุญแจโรง แล้วเดินไปถึงศาลเจ้าก็เข้าไปในศาล เห็นไม่มีคนอยู่ก็เปิดประตูศาลเจ้าเอาศิลาทับไว้ ลิมชองเข้าไปที่หน้าศาลเจ้าคำนับแล้วเอาห่อผ้ากับสิ่งของวางไว้บนกองกระดาษ จัดกวาดที่นอนเอาเสื้อกางเกงปูเสร็จแล้วจัดน้ำเต้าสุรามารินกินกับสิ่งของที่ซื้อมา ในเวลานั้นดึกประมาณห้าทุ่มเศษ

ฝ่ายผู้คุมกับเล็กเคียม ฮูอันมาถึงโรงฟางกำลังหมอกลงหนาวก็ตะลีตะลานช่วยกันเอาเชื้อไฟเข้าไปจุด ติดโรงฟางฉางถั่วขึ้นทั้งสี่ทิศพร้อมกัน นึกสำคัญว่าลิมชองตายอยู่ในไฟก็รีบออกมาหาที่อาศัยจะยืนดู ไม่มีที่พักกำลังหมอกลงมาก จึงชวนกันเดินมาจะหยุดดูไฟที่ศาลเจ้า ลิมชองนั้นนั่งเสพสุราอยู่ ได้ยินเสียงดังปึงปังก็ลุกออกมาดูตามช่องศาลเจ้า เห็นไฟไหม้ที่โรงฟางฉางถั่วก็ตกใจจะเปิดประตูออกไปดับไฟ พอได้ยินเสียงคนพูดกันเดินตรงมาที่ศาลเจ้า ลิมชองคิดสงสัยกลับปิดประตูเอาศิลาทับไว้แอบฟังอยู่ข้างใน ผู้คุมกับเล็กเคียมและฮูอันมาถึงศาลเจ้าจึงผลักประตูจะเข้าไปในศาลเจ้าก็ไม่ได้ ชวนกันยืนดูไฟอยู่ที่ประตูแล้วพูดกันว่าคราวนี้ลิมชองตายเป็นแน่

ฝ่ายลิมชองแอบฟังอยู่ในนั้น ได้ยินคนหนึ่งพูดว่า ซึ่งอุบายฆ่าลิมชองนี้ท่านเห็นดีหรือไม่ คนหนึ่งพูดว่า ท่านผู้กำกับกับผู้คุมเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกันคิดการอันนี้ ถ้าไปถึงตังเกียเมืองหลวงข้าพเจ้าจะเสนอความชอบของท่านแก่กอไทอวยว่าท่านทั้งสองมีใจช่วยจริงๆ ขอให้เลื่อนที่ยศศักดิ์ขึ้นไป ซึ่งเตียกาเถาพ่อตาของลิมชองนั้นเห็นจะขัดขืนไม่ได้ คนหนึ่งพูดว่า ลิมชองถูกอุบายถ้าไม่ตายในไฟก็ต้องตายเพราะโทษหลวง เราเห็นว่าสิ่งของ ๆ ลิมชองคงตกมาเป็นของกอเงไหล ๆ ก็คงหายไข้ คนหนึ่งพูดว่า ได้ให้คนไปหาเตียกาเถาเป็นหลายครั้ง บอกว่าลิมชองบุตรเขยตาย ขอบุตรสาวที่เป็นภรรยาของลิมชองให้กับกอเงไหลเถิด เตียกาเถาไม่ยอมให้ กอเงไหลกลับป่วยหนักลง กอไทอวยบิดากอเงไหลจึงให้มาปรึกษากับท่านคิดฆ่าลิมชองเสีย การอันนี้ก็สำเร็จสมความปรารถนาแล้ว คนหนึ่งพูดว่า จะเป็นหรือตายก็จะได้เห็นกันในเช้าวันนี้ คนหนึ่งพูดว่า ถึงจะไม่ตายในไฟหนีออกมาได้ ไฟไหม้ของหลวงเสียเป็นอันมาก โทษนั้นก็ถึงตายจะหนีไปข้างไหนเล่า คนหนึ่งพูดว่า ถ้ากระนั้นเราพากันกลับไปเถิดหรือ คนหนึ่งพูดว่าเราควรดูก่อน ถ้าไฟโทรมแล้วก็ไปเก็บเอากระดูกลิมชองสักสองสามชิ้นห่อผ้าไปให้กอไทอวยกับกอเงไหลดู กอไทอวยคงจะชมว่าทำการสิ่งใดก็มีสลักสำคัญ

ลิมชองได้ฟังคนทั้งสามพูดโต้ตอบกันดังนั้น ก็จำเสียงได้ว่าเป็นเล็กเคียมหนึ่ง ฮูอันหนึ่ง ผู้คุมหนึ่ง จึงคิดว่าเทพดาดลใจให้เราอยู่ในศาลเจ้า ถ้าแม้นเราอยู่ที่โรงฟางฉางถั่วพวกนี้คงจะเอาไฟเผาตาย คิดแล้วก็ยกศิลาที่ทับประตูออกเสีย มือหนึ่งจับทวนมือหนึ่งเปิดประตูออกไป ร้องตวาดว่าพวกไอ้ใจร้ายจะคิดฆ่ากูไม่สมคิดแล้ว สามคนนั้นครั้นเห็นลิมชองก็ตกใจวิ่งหนี ลิมชองเอาทวนกั้นผู้คุมไว้ เล็กเคียมตกใจวิ่งหนีไปไม่พ้นยืนนิ่งตกตะลึงอยู่ ฮูอันวิ่งหนีไปได้ประมาณสิบก้าว ลิมชองไล่ทันเอาทวนแทงฮูอันตาย แล้วเดินตรงไปถึงตัวเล็กเคียมกับผู้คุม เอาทวนตีถูกสองคนล้มลงเอาเท้าเหยียบไว้ ชักกระบี่ออกถามเล็กเคียมว่า เรากับเจ้ารักใคร่กันเป็นหนักหนาไม่มีข้อสาเหตุสิ่งใดเลย เจ้ามาคิดฆ่าเราด้วยเหตุผลสิ่งอันใด เจ้าจงลองดูกระบี่ของเราจะคมหรือไม่ ก็เงื้อกระบี่ฟันศีรษะเล็กเคียมขาดตาย ผ่าอกเอาหัวใจมาถือได้ แล้วเงื้อกระบี่จะฟันผู้คุม ๆ ก็ดิ้นจะหนีไป ลิมชองเอาเท้าเหยียบไว้แล้วพูดว่า การอันนี้ก็สติปัญญาพวกเจ้าจะเผาเราเสีย เจ้าจงมารับคมกระบี่ของเราให้ดีเถิดอย่าดิ้นรนไปเลย พูดดังนั้นก็เอาคมกระบี่ฟันคอตัวผู้คุมขาดตาย เอาศีรษะมาผูกไว้กับทวนทั้งสามศพ แล้วกลับมาที่ศาลเจ้า แก้เอาศีรษะทั้งสามมาวางไว้บนโต๊ะหน้าศาล ขณะนั้นลมว่าวกำลังพัดหนัก เสื้อกางเกงที่ลิมชองใส่ก็ไม่หายหนาว เอาสุราในนํ้าเต้ากินสิ้นแล้วทิ้งน้ำเต้าเสีย จึงคิดว่าถ้าเราจะกลับไปที่โรงฝางฉางถั่วนั้น ผู้กำกับแจ้งว่าเราไม่ตายในไฟก็จะมาจับเอาตัวเราไปทำโทษ เราจำจะหนีไปเอาตัวรอดดีกว่า คิดแล้วก็จับทวนกับห่อผ้าจากศาลเจ้ามาตั้งหน้าสู่ทิศตะวันออก เดินไปได้สี่ห้าลี้ใกล้จะถึงหมู่บ้าน เห็นผู้คุมถือถังน้ำกำลังจะไปช่วยดับไฟที่โรงหญ้าฉางถั่ว ลิมชองทำเป็นพูดว่าเราจะรีบไปบอกขุนนางผู้กำกับให้รู้แล้วจึงจะกลับมา ท่านจงพากันไปช่วยดับไฟโดยเร็วเถิด พูดแล้วก็รีบเดินไป เวลานั้นดึกประมาณสองยามเศษ หมอกลงมากหนาวนักคิดจะหาที่อาศัย เหลียวหลังไปดูเห็นพ้นโรงหญ้าแห้งที่อยู่มาไกลแล้ว ถึงจะมีผู้ติดตามมาก็ไม่ทัน จึงแข็งใจเดินไปอีกครู่หนึ่ง เห็นมีหมู่บ้านอยู่ในป่าลมพัดหลังคาเรือนโรงหักพังเป็นหลายหลัง กับเห็นมีแสงไฟสว่างออกมา ลิมชองเดินเข้าไปที่โรงเห็นผู้เฒ่าคนหนึ่ง กับบรรดาชายหนุ่มห้าหกคนนั่งผิงไฟอยู่ ลิมชองผลักประตูเข้าไปในโรงบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นคนใช้อยู่ ณ คุกเมืองชองจิว ท่านผู้ใหญ่ใช้ให้ข้าพเจ้าไปเอาตัวผู้มีชื่อ ครั้นเดินมาที่นี่พบลมว่าวพัดกล้า หมอกลงมากหนาวเหลือทน จะขออาศัยท่านผิงไฟด้วย ผู้เฒ่ากับคนเหล่านั้นว่าเชิญท่านมาผิงไฟด้วยกันเถิด ลิมชองก็เข้าไปผิงไฟเสื้อกางเกงที่หมอกลงเปียกนั้นก็แห้งค่อยคลายหนาวแล้ว ลิมชองหอมกลิ่นสุราที่ใส่โอ่งตั้งอยู่ในโรงนั้น จึงพูดกับผู้เฒ่าว่า สุราของท่านมีเอามาขายให้ข้าพเจ้าบ้างเล็กน้อยเถิดจะได้กินแก้หนาว ผู้เฒ่าว่าของเราทำไว้แต่พอสู่กันกิน จะให้มีกำลังทำการต่อไป ซึ่งจะขายให้ท่านนั้นไม่ได้ ลิมชองว่าถ้าไม่ได้มาสักหน่อยหนึ่งก็เอาเถิด ผู้เฒ่าว่าอย่าพูดมากไปเลย เราให้ผิงไฟแล้วยังกินสุราด้วยหรือ เจ้าอย่าดื้อดึงเด็กเหล่านี้มันจะทุบตีเอา ลิมชองได้ฟังก็โกรธ เอาทวนคุ้ยถ่านไฟกระเด็นไปถูกหน้าผู้เฒ่านั้นเจ็บป่วยยิ่งนัก ผู้เฒ่าก็โกรธร้องเรียกพวกเหล่านั้นให้ช่วยกันจับลิมชองมาตีเสียให้แทบตาย ชายพวกเหล่านั้นก็ตรูกันเข้าจับลิมชอง สู้ฝีมือลิมชองไม่ได้ ลิมชองไล่ทุบตีพวกเหล่านั้นแตกหนีไป ลิมชองเห็นไม่มีผู้ใดก็เข้าไปเทสุรากินจนเมาแล้วออกจากโรง เดินไปครู่หนึ่งก็เมาสุรามากขึ้นเดินไปไม่ได้ลงนอนอยู่ใต้ต้นไม้หลับไป

ฝ่ายผู้เฒ่ากับพวกเหล่านั้น สู้ฝีมือลิมชองไม่ได้หนีไปเรียกพวกพ้องมาเป็นอันมากจะจับตัวลิมชองให้ได้ ครั้นมาถึงโรงไม่เห็นลิมชองก็ชวนกันเดินตามรอยเท้าไปถึงต้นไม้ใหญ่ เห็นลิมชองเมาสุรานอนหลับอยู่ก็ตรูกันเข้าจับลิมชองมัดไว้ แล้วพามาที่บ้านปรึกษากันว่าจะเอาตัวลิมชองไปส่งเมืองชองจิวก็ยังไม่สว่าง ต้องแจ้งความกับนายเสียก่อนจึงค่อยเอาตัวส่งไป ปรึกษากันดังนั้นแล้วก็เอาตัวลิมชองมัดไว้กับเสาชวนกันเฝ้าอยู่ ซึ่งคนหมู่บ้านนั้นเป็นบ่าวของชาจินที่เรียกว่า ชาตัวกัวหนัง เวลาคืนนั้นชาจินมาเที่ยวเล่นก็นอนค้างอยู่ที่บ้านนั้น ครั้นรุ่งเช้าผู้เฒ่าคนที่ถูกถ่านไฟสั่งให้พวกเหล่านั้นไปตีคนที่มัดไว้เสียให้แทบตาย พวกนั้นก็เข้าทุบตีลิมชอง ๆ ถูกมัดอยู่ไม่รู้จะทำประการใด ร้องว่าพากันทุบตีให้สบายเถิด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ