๕๒

โงวหยงซินแสว่าถ้าท่านจะให้ทำอย่างไรก็จะปฏิบัติตาม จูตงจึงว่าท่านจงฆ่าลีขุยเสียให้หายแค้นข้าพเจ้าจึงจะไป ลีขุยได้ฟังก็โกรธตอบว่า ไม่ใช่เราคิดจะได้ฆ่าเสียง่ายๆ การเรื่องนี้เพราะเตียวไก่ ซ้องกั๋งใช้ จูตงได้ฟังก็ยิ่งแค้นเคือง ตรงเข้าไปจะทุบตีลีขุยให้ได้ คนทั้งสามก็ห้ามปรามว่ากล่าวไม่ให้วิวาทกัน จูตงจึงว่าถ้าลีขุยอยู่เขาเนียซัวเปาะด้วย ถึงจะตายเป็นประการใดไม่ขอไปอยู่เลย ชาจินว่าไม่เป็นไรข้าพเจ้าจะจัดแจงเอง เชิญท่านไปเขาเนียซัวเปาะกับโงวหยงซินแสและลุยเหง ให้เตียวไก่ ซ้องกั๋งมีความยินดีก่อน ลีขุยนั้นให้อยู่ที่บ้านข้าพเจ้าก็ได้ จูตงว่าข้าพเจ้าวิตกนัก ถ้าผู้รักษาเมืองแจ้งความก็คงมีหนังสือไปถึงเมืองหุนเสียกุ้ยจับบุตรภรรยาครอบครัวของข้าพเจ้ามาทำโทษ จะคิดอ่านประการใดจึงจะพ้นภัยอันตราย โงวหยงซินแสว่าท่านอย่าวิตก ซ้องกั๋งคงให้คนไปรับบุตรภรรยาครอบครัวท่านมาแล้ว จูตงได้ฟังก็ค่อยคลายทุกข์ ชาจินจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกันแล้ว โงวหยงซินแสกับลุยเหงชวนจูตงลาชาจินมา ชาจินก็จัดม้าให้ สามนายขึ้นม้าออกจากบ้าน ชาจินกับลีขุยก็ตามมาส่ง โงวหยงซินแสจึงสั่งลีขุยว่า น้องจงอยู่ที่บ้านชาตัวกัวหนังพลางก่อน อย่าทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น อีกสักสี่ห้าเดือนจึงจะมารับ สั่งแล้วสามนายก็ลาไป

ฝ่ายซ้องกั๋งเมื่อขณะให้โงวหยงซินแสกับลุยเหง ลีขุย มาเกลี้ยกล่อมจูตงแล้ว ก็จัดไพร่พลไปรับบุตรภรรยาครอบครัวของจูตงที่เมืองหุนเสียกุ้ยมาอยู่พร้อมกัน ซ้องกั๋งมอบให้ซ้องไทก๋งบิดารักษาไว้

ฝ่ายจูตงเดินทางไปกับโงวหยงซินแส ลุยเหง ออกจากเขตแดนเมืองชองจิวไปหลายวัน ครั้นถึงโรงจูกุ้ย โงวหยงซินแส ลุยเหง จูตงพักอยู่ที่โรงสุราก่อน ให้คนใช้ไปแจ้งกับเตียวไก่ ซ้องกั๋งว่า ลุยเหงพาจูตงมาแล้ว เตียวไก่ ซ้องกั๋งแจ้งความก็ยินดี ชวนพี่น้องทั้งปวงมาต้อนรับที่ตำบลกิมซัวทัว โงวหยงซินแสกับลุยเหงก็ชวนจูตงลงเรือข้ามไปถึงฝั่ง เตียวไก่ ซ้องกั๋งกับพี่น้องทั้งปวง รับจูตงขึ้นจากเรือตรงไปยังที่ชุมนุมคำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว ถามถึงความแต่ก่อนๆ ที่ได้พบปะกันมา จูตงจึงพูดขึ้นว่า ซึ่งท่านให้ข้าพเจ้ามาอยู่ด้วย บัดนี้ผู้รักษาเมืองชองจิวคงมีหนังสือไปจับตัวบุตรภรรยาครอบครัวของข้าพเจ้า ซ้องกั๋งได้ฟังก็หัวเราะแล้วว่าท่านอย่าวิตก บุตรภรรยาครอบครัวของท่านนั้นไปรับมาอยู่ที่นี่ มอบให้บิดาข้าพเจ้ารักษาไว้ เชิญท่านไปพบปะกันเสียก่อนเถิด พวกเหล่านั้นก็พาจูตงไปที่บ้านซ้องไทก๋ง จูตงเห็นบุตรภรรยาญาติพี่น้องกับสิ่งของทั้งปวงขนมาทั้งสิ้น จึงถามภรรยาว่าเหตุใดจึงได้พากันมา ภรรยาว่ามีพวกหนึ่งประมาณหลายสิบคนตรงไปที่บ้านบอกว่าท่านมาเข้าเป็นพวกเขาเนียซัวเปาะแล้วใช้ให้มารับ พวกเหล่านั้นก็ชวนกันขนทรัพย์สิ่งของขึ้นบนเกวียน ให้ข้าพเจ้ากับบุตรขึ้นเกี้ยวหามออกจากบ้านในเวลาค่ำวันนั้น จูตงแจ้งความก็ยินดีกลับมาคำนับเตียวไก่ ซ้องกั๋งกับพี่น้องทั้งปวงแล้ว ซ้องกั๋งเชิญจูตงมายังที่ชุมนุมจัดโต๊ะและสุราเลี้ยงกันเป็นอันดี

ฝ่ายผู้รักษาเมืองชองจิวไม่เห็นจูตงอุ้มบุตรกลับไป แต่คอยอยู่จนดึกยังไม่มา จึงใช้บ่าวไพร่แยกย้ายกันไปเที่ยวหา จนใกล้สว่างก็ไม่พบมีความวิตกยิ่งนัก ครั้นรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งมีผู้มาแจ้งกับผู้รักษาเมืองว่าเซียวเงหลายไปตายอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า ผู้รักษาเมืองแจ้งความก็ตกใจเรียกบ่าวไพร่ตรงไปยังป่าพุ่มไม้ เห็นเซียวเงหลายตายกลิ้งอยู่กลางดินก็ร้องไห้เศร้าโศกเป็นอันมาก แล้วให้เอาหีบมาใส่ศพฝังเสียตามธรรมเนียม พอหนังสือบอกเมืองหุนเสียกุ้ยมาถึงว่า บุตรภรรยาครอบครัวของจูตงพากันหนีอพยพไปสิ้นแล้ว ผู้รักษาเมืองชองจิวแจ้งความก็มีหนังสือบอกไปถึงหัวเมืองว่าถ้าจับตัวจูตงส่งมาได้จะรางวัลเงินทองให้จงหนัก หัวเมืองทั้งปวง แจ้งความก็สืบสวนจะจับตัวจูตงอยู่ทุกวัน

ฝ่ายลีขุยอยู่ที่บ้านชาจินช้านานไม่มีการสิ่งไร เวลาวันนั้นชาจินกับลีขุยนั่งสนทนากัน พอชาฮงเสียอาของชาจินให้คนถือหนังสือมาถึงชาจิน ชาจินอ่านแจ้งความแล้วก็ตกใจ จึงพูดว่าจะต้องไปเมืองกอตงจิว ลีขุยเห็นหน้าชาจินไม่ปกติก็ถามว่าท่านมีธุระสิ่งใดหรือ ชาจินบอกว่าเรามีอาอยู่คนหนึ่งชื่อชาฮงเสีย ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองกอตงจิว มีหนังสือมาว่าอินเทียนเซ็กพี่น้องของภรรยากอเหลียม ผู้รักษาเมืองกอตงจิว จะมาชิงที่บ้านเรือนของอาเราแล้วยังทุบตีเอาเจ็บป่วยมากจะตายเป็นเท่ากัน ให้เรารีบไปจะพูดจาสั่งเสียการงานทั้งหลาย บุตรก็ไม่มี เรานี้จะต้องรีบไป

ลีขุยได้ฟังจึงว่าข้าพเจ้าจะไปด้วยท่าน ชาจินก็ยอมให้ลีขุยไป จึงจัดหาเงินทองพร้อมแล้วเรียกบ่าวไพร่ขึ้นม้าออกจากบ้านตรงไปยังเมืองกอตงจิวชวนกันเข้าไปในบ้าน ชาจินให้ลีขุยกับบ่าวนั้นอยู่ข้างนอกตัวชาจินเข้าไปในห้อง เห็นชาฮงเสียผู้อาป่วยมากนอนอยู่บนเตียงไม่พูดไม่จาสิ่งไร ชาจินก็ร้องไห้ ภรรยาน้อยของชาฮงเสียออกมาห้ามว่าท่านเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยจะร้องไห้ไปทำไม ชาจินได้ฟังก็คำนับภรรยาของอาแล้วถามว่าเหตุประการใดอาจึงได้เจ็บป่วยถึงเพียงนี้ ภรรยาชาฮงเสียบอกว่า ผู้รักษาเมืองคนใหม่ชื่อกอเหลียม เป็นพี่น้องของกอไทอวย ขุนนางผู้ใหญ่เมืองหลวง เที่ยวข่มเหงกดขี่ราษฎรอยู่เนืองๆ กอเหลียมมีพี่น้องข้างภรรยามาด้วยคนหนึ่ง ชื่ออินเทียนเซ็ก อายุก็ยังอ่อนถืออำนาจกอเหลียม เที่ยวข่มเหงพลเมืองอยู่ทุกวัน ยังมีชายผู้หนึ่งอยากหาความชอบไปบอกกับอินเทียนเซ็กว่า ที่หลังบ้านของอาท่านมีสวนดอกไม้ สร้างเกาะไว้กลางสระงดงาม อินเทียนเซ็กพาบ่าวไพร่มาดูดีแล้วจะไล่อาท่านเสีย อาท่านว่าที่บ้านนี้เปรียบเหมือนต้นไม้กิ่งทองใบหยก ชาวบ้านชาวเมืองก็รู้จักว่าเป็นเชื้อวงศ์พระเจ้าชาซิจงพระเจ้าเตียคังเอี๋ยนพระราชทานอาญาสิทธิ์ให้ปิดไว้บนประตู คนทั้งปวงพากันเกรงทั้งสิ้น เหตุไฉนจะมาแย่งชิงเอาที่บ้านเป็นของตัว จะให้เราไปอยู่ไหนเล่า อินเทียนเซ็กไม่ฟังตรงเข้าฉุดมือทุบตีอาท่านเจ็บป่วยก็คิดแค้นเคือง ไข้จึงทรุดหนักลง ยาและอาหารก็ไม่กินด้วยความเสียใจ ท่านมาก็ดีแล้วจะได้ว่ากล่าวการบ้านเรือน ชาจินว่าท่านอย่าวิตกข้าพเจ้าจะใช้คนไปเมืองชองจิวเชิญอาญาสิทธิ์มาจะได้ว่ากล่าวกัน ท่านอุตส่าห์รักษาพยาบาลให้หายขึ้นเถิด ภรรยาชาฮงเสียได้ฟังก็ยินดีจัดหายาให้ชาฮงเสียกิน ชาจินออกมาข้างนอก เล่าความซึ่งอินเทียนเซ็กทำข่มเหงทุบตีเอาชาฮงเสียผู้อาให้ลีขุยกับพวกบ่าวไพร่ที่มาด้วยฟังทุกประการ ลีขุยโกรธจึงว่า อินเทียนเซ็กบังอาจมาเที่ยวข่มเหงราษฎรทำให้ผิดธรรมเนียมบ้านเมืองไป ขวานใหญ่ของข้าพเจ้าก็เอามาด้วยจะทดลองดูสักหน่อย ดูทีหรือว่าอินเทียนเซ็กจะทนขวานได้สักกี่ที

ชาจินได้ฟังก็ห้ามลีขุยว่า จะทำเช่นนั้นไม่ได้เรามีอาญาสิทธิ์จะต้องทำวุ่นวายกับเขาทำไม อย่าว่าแต่ความเท่านี้เลย ถึงสำคัญยิ่งกว่านี้ก็ไม่กลัว ลีขุยว่าคนทุกวันนี้ถ้าเชื่อฟังถ้อยคำง่ายๆ บ้านเมืองก็คงเรียบร้อยดี ถ้าใจของข้าพเจ้าแล้ว จะทุบตีเสียให้เจียนตายเสียก่อนจึงค่อยว่ากล่าว

ชาจินหัวเราะแล้วว่า เพราะทำเช่นนั้นจูตงจึงจะฆ่าฟันจนไม่ได้อยู่ด้วยกัน ทุกวันนี้เจ้าแผ่นดินตั้งแต่งให้ผู้รักษาเมืองมาว่ากล่าวการงานทั้งปวง เราจะทำตามใจเหมือนอยู่ที่เขาเนียซัวเปาะนั้นไม่ได้ ลีขุยว่าถึงมีผู้รักษาเมืองมาว่ากล่าวก็ช่างเขาปะไร เมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่แขวงเมืองกังจิวได้ฆ่าฟันคนตายเสียนักหนา ผู้รักษาเมืองก็ทำไมไม่ได้ ชาจินว่าอย่าวุ่นวายไป เราจะว่ากล่าวเอง จงอยู่ที่ห้องนี้เถิดอย่าไปข้างไหน พอคนใช้ออกมาบอกชาจินว่าอาท่านป่วยหนักลง ชาจินก็เข้าไปในห้อง

ชาฮงเสียเห็นชาจินก็เรียกเข้าไปใกล้จับมือไว้แล้วพูดว่า อาจะตายตรงนี้ก็เพราะอินเทียนเซ็กกระทำข่มเหง ตัวเจ้าเป็นหลานจงอุตส่าห์อย่าให้ขายหน้าปู่และบิดาเรา จงเชิญอาญาสิทธิ์ไปว่ากล่าวฟ้องร้องที่เมืองหลวง แก้แค้นทดแทนให้จงได้ ถึงอาตายไปก็ไม่ลืมคุณของเจ้าเลย สั่งแล้วโรคก็กำเริบขึ้น ชาฮงเสียก็ขาดใจตาย ชาจินร้องไห้เศร้าโศกยิ่งนัก ครั้นสร่างโศกแล้วจัดหีบมาใส่ศพ ตัวชาจินกับพวกพ้องก็นุ่งขาวไว้ทุกข์ช่วยกันจัดการทำบุญให้ท่านและทำกงเต๊กไว้สองวันยังหาครบกำหนดไม่

เวลาวันนั้น อินเทียนเซ็กกับไพร่พลประมาณสามสิบถือเครื่องศัสตราวุธขึ้นม้าไปเที่ยวยิงเนื้อแล้วกลับมาทางบ้านชาฮงเสีย หยุดม้าร้องบอกว่าให้ผู้ใดออกมาพูดจากันสักคนหนึ่ง ชาจินกำลังจัดการอยู่แจ้งความดังนั้นก็ออกมา อินเทียนเซ็กอยู่บนหลังม้า เห็นชาจินนุ่งขาวก็ถามว่า เจ้าเป็นอะไรกับชาฮงเสีย ชาจินบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นหลานของชาฮงเสีย ชื่อชาจิน อินเทียนเซ็กว่าคราวก่อนเรามาสั่งไว้ครั้งหนึ่ง ให้ขนทรัพย์สิ่งของพากันไปอยู่เสียที่อื่น เหตุใดอาเจ้าจึงไม่เชื่อฟัง ชาจินว่า อาข้าพเจ้าป่วยหนักจะไปอยู่ที่อื่นยังไม่ได้ บัดนี้อาก็ตายขอทำบุญให้ครบเจ็ดวันแล้วจึงจะไป อินเทียนเซ็กว่า เราได้สัญญาไว้สามวัน นี่ก็พ้นมาแล้วยังหาไปไม่ ชอบแต่เอาตัวชาจินหลานชาฮงเสียมาใส่คาเฆี่ยนสักร้อยหนึ่งจึงจะดี ชาจินว่า เหตุใดจึงมาทำข่มเหง ข้าพเจ้าก็เชื้อวงศ์กษัตริย์เจ้าแผ่นดินครั้งก่อนพระราชทานอาญาสิทธิ์ให้ไว้ คนทั้งปวงก็ไม่อาจข่มเหงมีความเกรงทั้งสิ้น อินเทียนเซ็กว่าเอาอาญาสิทธิ์มาดูก่อน ชาจินว่าอาญาสิทธิ์อยู่บ้านข้าพเจ้า ณ เมืองชองจิว ไม่ได้เชิญมาบัดนี้ให้คนไปแล้ว อินเทียนเซ็กได้ฟังก็โกรธร้องตวาดว่า เจ้าแกล้งเอาอาญาสิทธิ์มาอวดอ้างเราหาเชื่อฟังไม่ ถึงมีจริงก็จะทำไมใคร แล้วสั่งให้จับชาจินเฆี่ยนตี บ่าวไพร่เหล่าก็ตรงมาจะเข้าจับชาจิน

ขณะนั้นลีขุยแอบดูอยู่ในบ้าน ได้ฟังดังนั้นก็โกรธร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง แล้ววิ่งเข้าไปจับตัวอินเทียนเซ็กกระชากตกลงจากหลังม้า พวกบ่าวไพร่กรูกันเข้ามาช่วยอินเทียนเซ็ก ลีขุยเอามือทุบตีพวกนั้นล้มลงเจ็บป่วยเป็นหลายคน ชาจินจะห้ามก็ไม่ทัน ลีขุยเอาเท้าถีบถูกอินเทียนเซ็กล้มลงขาดใจตาย พวกบ่าวเห็นนายตายก็แตกหนีไปสิ้น ชาจินมีความวิตกยิ่งนัก เรียกลีขุยเข้าไปในบ้านแล้วพูดว่า สักครู่หนึ่งคงมีทหารมาจับ จะอยู่ที่นี่ไม่ได้จงรีบหนีไปเขาเนียซัวเปาะเสียโดยเร็วเถิด

ลีขุยว่าข้าพเจ้าจะหนีไปเสียก็จะร้อนถึงท่าน ชาจินว่าเรามีอาญาสิทธิ์ ถึงจะผิดก็ไม่เป็นไร พอจะว่ากล่าวทัดทานได้ จงรีบหนีไปโดยเร็ว ลีขุยก็คำนับชาจินแล้วจับขวานสองมือสะพายห่อผ้ามาทางประตูหลังบ้าน หนีออกจากเมืองกอตงจิวตรงไปยังเขาเนียซัวเปาะ ชาจินกับพวกพ้องเหล่านั้นก็จัดการฝังศพชาฮงเสียโดยเร็ว

ฝ่ายพวกบ่าวของอินเทียนเซ็กวิ่งหนีกลับไปบ้าน ตระเตรียมทหารถือเครื่องศัสตราวุธครบมือกัน ประมาณสามร้อยคนตรงไปล้อมบ้านชาฮงเสียไว้แน่นหนา ชาจินเห็นทหารของอินเทียนเซ็กยกมาล้อมบ้านก็ออกไปพูดว่า พวกท่านอย่าวุ่นวาย เราจะไปว่ากล่าวเอง ทหารเหล่านั้นไม่ฟัง กรูกันเข้าจับชาจินมัดไว้ ไม่เห็นลีขุยที่เอาเท้าถีบอินเทียนเซ็กตายก็เข้าไปค้นหาในบ้านก็ไม่พบ จึงเอาตัวชาจินมายังบ้านกอเหลียมผู้รักษาเมือง

ฝ่ายกอเหลียมแจ้งความว่า พวกชาฮงเสียฆ่าอินเทียนเซ็กตายก็โกรธ ออกมายังที่ว่าราชการ เห็นทหารเอาตัวชาจินมาก็ร้องตวาดว่า เหตุไฉนจึงบังอาจกระทำร้ายอินเทียนเซ็กถึงตาย ชาจินบอกว่า ข้าพเจ้าชื่อชาจิน ไปสร้างบ้านเรือนอยู่ ณ เมืองชองจิว ครั้นแจ้งว่า ชาฮงเสียอาป่วยมากจึงมาเยี่ยม อยู่ได้สองเวลาก็ถึงแก่กรรม จัดการกงเต๊กและทำบุญอยู่ที่บ้าน อินเทียนเซ็กกับทหารไปถึงก็ขับไล่ให้ไปอยู่ที่อื่น ข้าพเจ้าขอผลัดว่าจะขอฝังศพเสียก่อนก็ไม่ฟัง สั่งให้ทหารจับข้าพเจ้าจะเฆี่ยน มีชาวบ้านคนหนึ่งชื่อลิตัวออกมาช่วยข้าพเจ้าทุบตีอินเทียนเซ็กตาย กอเหลียมได้ฟังก็โกรธจึงว่า ลิตัวเป็นพวกพ้องของเจ้า บัดนี้ไปข้างไหน ชาจินว่า ลิตัวไปสำนักที่ไหนก็ไม่ทราบ จะเอาแก่ข้าพเจ้าอย่างไร กอเหลียมว่า เจ้าไม่ใช้ลิตัวก็ไม่ทำ จึงสั่งให้จับชาจินเฆี่ยนเสีย ชาจินว่าลิตัวเป็นพวกชาวบ้านมาช่วย ทุบตีกันตายจะเฆี่ยนข้าพเจ้านั้นไม่ยอม ประการหนึ่ง อาญาสิทธิ์เจ้าแผ่นดินแต่ก่อนพระราชทานไว้ ท่านไม่เชื่อฟังกลับหมิ่นประมาทแล้วจะมาทำกับข้าพเจ้าดังนี้ควรหรือ กอเหลียมได้ฟังก็โกรธยิ่งนัก จึงพูดว่า เจ้าถือดีนักหนา ก็สั่งให้ทหารจับชาจินมัดเข้าเฆี่ยนจนโลหิตไหล ชาจินเจ็บเหลือทนก็ต้องรับว่าใช้ให้ลิตัวเพื่อนบ้านตีอินเทียนเซ็กตาย กอเหลียมสั่งให้เอาตัวไปจำขังคุกไว้ จัดหีบไปใส่ศพอินเทียนเซ็กฝังเสียตามธรรมเนียม

ฝ่ายภรรยากอเหลียมคิดจะแก้แค้นแทนอินเทียนเซ็กให้ได้ ก็มายุยงกอเหลียมใช้ทหารไปจับบุตรภรรยาครอบครัวของชาฮงเสียมาจำขังคุกไว้ แล้วเก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของที่ทางทั้งปวงเสียด้วย

ฝ่ายซ้องกั๋ง ตั้งแต่โงวหยงซินแสเกลี้ยกล่อมจูตงไปอยู่ด้วยก็มีความสุขสบาย เวลาวันหนึ่งรำลึกขึ้นได้ถึงลีขุยก็มีความวิตก ด้วยเป็นคนมุทะลุโทโสมาก กลัวจะทำให้เกิดความขึ้น ประการหนึ่งเรื่องจูตงเกี่ยวข้องกับชาจินอย่างไรก็ไม่รู้ จึงเรียกไตจงมาสั่งว่า น้องจงไปเมืองชองจิวสืบดูว่าชาจินสบายอยู่หรือประการใด ไตจงคำนับลาซ้องกั๋งออกจากเขาเนียซัวเปาะตรงไปเมืองชองจิว แจ้งว่าชาจินกับลีขุยไปเมืองกอตงจิว ไตจงก็ออกจากเมืองชองจิว

ฝ่ายลีขุยรีบหนีมาถึงเขาเนียซัวเปาะคำนับเตียวไก่ ซ้องกั๋งแล้วก็เล่าความเรื่องชาจินให้ฟัง พอจูตงเดินมาเห็นลีขุยก็โกรธฉวยได้กระบี่ตรงไปจะฟันลีขุย ลีขุยฉวยขวานสองมือจะเข้าต่อสู้ เตียวไก่ ซ้องกั๋งกับพี่น้องก็เข้าห้ามปรามไว้ ซ้องกั๋งจึงพูดกับจูตงว่า ซึ่งลีขุยฆ่าเซียวเงหลายตายนั้นไม่ใช่การของลีขุย โงวหยงซินแสใช้ลีขุยจึงได้ทำ บัดนี้ก็มาอยู่ด้วยกันแล้วจะคิดผูกพยาบาททำไม มีธุระสิ่งใดก็ปรึกษาหารือกันดีกว่า คนนอกเขาจะหัวเราะเล่นได้ แล้วซ้องกั๋งก็ร้องเรียกลีขุยให้มาพูดจาขอโทษจูตงเสีย ลีขุยโกรธไม่ค่อยจะยอม ซ้องกั๋ง เตียวไก่กับพี่น้องเหล่านั้นก็ชวนกันอ้อนวอนทั้งสองฝ่าย ลีขุยว่ามิใช่จะกลัวกันเมื่อไหร่ เพราะพี่ว่ากล่าวจึงได้ยอมพูดแล้วก็คำนับจูตง จูตงเห็นดังนั้นก็หายโกรธ เตียวไก่ให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงพี่น้องทั้งปวง ลีขุยก็แจ้งความเรื่องชาจินตั้งแต่ต้นจนปลาย

ซ้องกั๋งได้ฟังก็ตกใจจึงพูดว่า เจ้าหนีมาเสียดังนี้จะมิตกหนักอยู่กับชาจินหรือ โงวหยงซินแสว่าไตจงมาก็คงได้รู้ดอก ลีขุยจึงถามว่าไตจงไปข้างไหน โงวหยงบอกว่า เพราะกลัวเจ้าจะทำให้เกิดความขึ้นที่บ้านชาจิน จึงให้ไตจงไปฟังข่าวดู จนป่านนี้ก็ยังไม่เห็นกลับมา หรือไตจงแจ้งว่าชาจินกับน้องไปเมืองกอตงจิวจะตามไปด้วยดอกกระมัง พูดแล้วก็ชวนกันเสพสุราต่อไป

ฝ่ายไตจงไปถึงเมืองกอตงจิวรู้ความว่า ลีขุยฆ่าอินเทียนเซ็กตายสืบได้ความถี่ถ้วนแล้ว ก็ออกจากเมืองกอตงจิวมาถึงเขาเนียซัวเปาะ

ขณะนั้นเตียวไก่ ซ้องกั๋งกับพี่น้องทั้งปวงกำลังกินโต๊ะอยู่พร้อมกัน ไตจงก็เข้าไปยังที่ชุมนุมคำนับแล้วแจ้งความว่า ข้าพเจ้าไปถึงบ้านชาจิน ณ เมืองชองจิว คนเหล่านั้นบอกว่าชาจินกับลีขุยไปเมืองกอตงจิวข้าพเจ้าก็ตามไป อินเทียนเซ็กไล่ให้ชาฮงเสียไปอยู่ที่อื่น มีชายผู้หนึ่งหน้าดำรูปร่างสูงใหญ่ฆ่าอินเทียนเซ็กตาย ผู้รักษาเมืองเอาตัวชาจินไปเฆี่ยนตีจนรับเป็นสัตย์ เอาตัวจำขังคุกไว้ แล้วไปริบทรัพย์สิ่งของที่ทางบ้านเรือนและบุตรภรรยาครอบครัวของชาฮงเสียมาทั้งสิ้น บัดนี้ชาจินทนลำบากอยู่ในคุก เห็นชีวิตจะไม่ยืนยาวนาน

เตียวไก่ได้ฟังก็พูดว่า ลีขุยทำให้เกิดความขึ้นอีกแล้ว ลีขุยว่าท่านไม่รู้เหตุ อินเทียนเซ็กบังอาจมาไล่จะเอาที่บ้าน แล้วทุบตีจนชาฮงเสียเจ็บป่วยตาย ให้ไพร่พลจับตัวชาจินจะเฆี่ยนตีอีก ข้าพเจ้าเหลือทนจึงได้ฆ่าอินเทียนเซ็กตาย อย่าว่าแต่ใจข้าพเจ้าเลย ถึงใจท่านก็อดไม่ได้

เตียวไก่ได้ฟังก็ไม่พูดประการใด จึงได้ปรึกษากับพี่น้องทั้งปวงว่า ชาจินมีคุณกับพวกเราเป็นอันมาก จำจะต้องยกไพร่พลไปช่วย แต่การคราวนี้ตัวเราจะไปเอง พี่น้องทั้งปวงจะเห็นประการใด

ซ้องกั๋งตอบว่า พี่เป็นใหญ่ในตำบลเซาเนียซัวเปาะ ซึ่งจะไปนั้นไม่ควร ชาจินก็มีคุณกับข้าพเจ้าเหมือนกัน ข้าพเจ้าจะคุมไพร่พลไปช่วยชาจินเอง พี่จงอยู่รักษาเขตแดนซองเราเถิด

โงวหยงจึงพูดว่า เมืองกอตงจิวนั้นเป็นเมืองเล็กก็จริง แต่ไพร่พลแน่นหนาเข้มแข็งมาก เสบียงอาหารก็สมบูรณ์ จะดูหมิ่นว่าเป็นเมืองเล็กน้อยนั้นไม่ได้ เตียวไก่ก็ยอมให้ซ้องกั๋งกับโงวหยงซินแสไป ซ้องกั๋งสั่งให้ลิมชอง ฮวยหยง ฉินเหม็ง ลี้จุ้น ลือฮวง กวยเส็ง ซึงลิบ อาวเผ็ง เอียหลิม เต็งฮุย เบ๊หลิน แป๊ะสิน สิบสองนายคุมไพร่พลห้าพันเป็นกองหน้า ยกออกจากเขาเนียซัวเปาะไปเมืองกอตงจิวก่อน แล้วซ้องกั๋งกับโงวหยงซินแสและพี่น้องอีกแปดคนคือ จูตง ลุยเหง ไตจง ลีขุย เตียหวย เตียสุน เอียหยง เจียสิว คุมไพร่พลสามพันเป็นกองหนุนยกตามไป

ฝ่ายลิมชองกับพี่น้องเหล่านั้นยกไปเป็นกองหน้า ใกล้จะล่วงเข้าเขตแดนเมืองกอตงจิว ม้าใช้คอยสืบราชการรู้ว่า พวกเขาเนียซัวเปาะยกมา ก็รีบไปแจ้งกับกอเหลียมผู้รักษาเมืองว่า ซ้องกั๋งยกไพร่พลมาเป็นอันมาก กอเหลียมได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า พวกโจรเขาเนียซัวเปาะบังอาจนัก เราคิดว่าจะคุมทหารไปปราบเสียให้สิ้น บัดนี้กลับยกไพร่พลมาจะสู้รบกับเราก็ดีแล้ว เห็นจะเป็นเทพยดาชักนำให้เรามีความชอบในแผ่นดิน ก็สั่งให้นายทหารตระเตรียมไพร่พลเครื่องศัสตราวุธ รักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง นายทหารทั้งปวงก็จัดการไว้ตามสั่ง กอเหลียมนั้นมีนายทหารอยู่อีกพวกหนึ่งสามร้อย มาแต่หัวเมืองต่างๆ ฝีมือเข้มแข็งทั้งสิ้น เรียกว่าปวยเทียนซินเปียแปลว่าทหารเทพยดาเหาะได้ กอเหลียมก็แต่งตัวถือกระบี่ขึ้นม้าคุมทหารออกจากเมืองมา แยกทหารเหล่านั้นเป็นปีกซ้ายขวา ตัวกอเหลียมกับทหารสามร้อยอยู่กลางสั่งให้ชักธงยี่ห้อขึ้นคอยสู้รบ

ฝ่ายลิมชองกับพี่น้องเหล่านั้นคุมไพร่พลรีบมาถึงเมืองกอตงจิวแลเห็นทหารชาวเมืองออกมาตั้งค่ายอยู่นอกเมือง ลิมชองก็ขับม้าขึ้นหน้าร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า กอเหลียมอยู่ไหนออกมาสู้รบกัน กอเหลียมได้ฟังก็ร้องว่า พวกโจรเหล่านี้ไม่กลัวตาย บังอาจยกไพร่พลมาตีบ้านเมืองเราหรือ ลิมชองตวาดว่า เจ้านี้ชาติคนโกงเที่ยวข่มเหงกดขี่ราษฎร เราจะฆ่าเสียให้สิ้นแล้วจะบุกรุกเข้าไปตังเกียเมืองหลวง จับกอกิวพี่น้องของเจ้าที่เป็นขุนนางผู้ใหญ่ฆ่าเสียด้วย กอเหลียมได้ฟังก็โกรธร้องถามนายทหารว่าผู้ใดจะรับอาสาจับโจรคนนี้ได้บ้าง

อูดิดนายทหารว่าข้าพเจ้าจะรับอาสาเอง ก็ขับม้าตรงเข้าสู้รบกับลิมชองได้สิบเพลง ลิมชองเอาทวนแทงถูกอูดิดตกม้าตาย กอเหลียมเห็นก็ตกใจ จึงร้องถามนายทหารเหล่านั้นว่า ผู้ใดจะอาสาสู้รบได้อีกบ้าง อุนบุนโปนายทหารว่า ข้าพเจ้าจะขออาสาจับตัวมาให้ท่านจงได้ก็ขับม้าตรงมา

ฉินเหม็งจึงบอกกับลิมชองว่า ข้าพเจ้าจะสู้รบกับทหารคนนี้เอง ก็ขับม้าเข้ารบกับอุนบุนโปได้หลายเพลง ฉินเหม็งเอาทวนแทงอุนบุนโปรับทัน ฉินเหม็งชักกระบองสั้นออกตีถูกศีรษะอุนบุนโปแตกตกม้าตาย

กอเหลียมก็โกรธยิ่งนัก ชักกระบี่วิเศษเรียกว่าไทออโปเกี้ยมออกชูไว้แล้วอ่านมนต์คาถา ในขณะนั้นบันดาลเป็นเมฆหมอกมืดคลึ้มขึ้นมาจากกองทัพกอเหลียมลอยขึ้นไปบนอากาศ เป็นพายุหอบเอากรวดทรายและศิลามาตกถูกไพร่พลของลิมชองจนไม่เห็นตัวกัน ลิมชองกับพี่น้องทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ตกใจตะลึงอยู่ทั้งสิ้น กอเหลียมได้ทีก็จุดประทัดสัญญาณขึ้น ทหารสามร้อยที่มีฝีมือเข้มแข็งนั้นก็ตรูกันเข้าฆ่าฟันเป็นตะลุมบอน ลิมชอง ฉินเหม็ง ฮวยหยง กับพี่น้องและไพร่พลพอได้ยินเสียงประทัดสัญญาณต่างคนก็วิ่งหนีเอาตัวรอดไป ทหารสามร้อยเข้าไล่ฆ่าฟันพวกโจรล้มตายลงเป็นอันมาก กอเหลียมเห็นพวกโจรแตกหนีไปก็เรียกทหารสามร้อยกลับเข้าเมือง รักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง ลิมชองกับพี่น้องและไพร่พลวิ่งหนีกระจัดกระจายไปประมาณทางได้ยี่สิบลี้ ลมพายุและเมฆหมอกมืดมัวก็หายไปสิ้น ตรวจดูไพร่พลตายเสียส่วนหนึ่ง ยังเหลือแต่สี่ส่วน ลิมชองก็ถอยกองทัพไปตั้งค่ายพักคอยซ้องกั๋งอยู่ห่างเมืองกอตงจิวประมาณยี่สิบลี้

ฝ่ายซ้องกั๋งยกเป็นกองหนุนมา พอถึงค่ายลิมชองก็เข้าสมทบกัน ลิมชองเล่าความซึ่งได้สู้รบกับกอเหลียมให้ซ้องกั๋ง โงวหยงซินแสแจ้งทุกประการ ซ้องกั๋งได้ฟังก็เอาตำรับพิชัยสงครามเล่มที่สามมีคาถาอยู่ ทำให้พายุหอบกรวดศิลากลับไปได้ ซ้องกั๋งก็ยินดีเล่าบ่นคาถาจนจำได้แน่นอนแล้ว ครั้นรุ่งขึ้นเช้าก็จัดพวกไพร่พลยกออกจากค่ายตรงไปยังหน้าเมืองกอตงจิว ตั้งเป็นกระบวนร้องท้าชวนกอเหลียมออกรบ พวกทหารก็เข้าไปแจ้งกับกอเหลียมว่าซ้องกั๋งคุมไพร่พลออกมาท้ารบอีก กอเหลียมแจ้งดังนั้นก็โกรธ แต่งตัวถืออาวุธขึ้นม้าคุมทหารสามร้อยออกจากเมืองมา ครั้นใกล้จะถึงสนามรบจัดเป็นปีกซ้ายขวา ซ้องกั๋งก็ขับม้าขึ้นหน้าทหาร โงวหยงซินแสจึงบอกว่า ทหารที่อยู่กลางกระบวนนั้นเรียกว่าทหารปวยเทียนซินเปียฝีมือเข้มแข็งนัก กอเหลียมก็มีมนต์คาถาจะคิดอ่านสู้รบประการใด ซ้องกั๋งว่าท่านอย่าวิตกข้าพเจ้ามีคาถาลบล้างของสิ่งนั้นได้ พูดแล้วก็สั่งพวกพ้องไพร่พลให้บุกรุกเข้าไปปะทะกัน กอเหลียมสั่งทหารว่าอย่าต้องสู้รบเลย คอยแต่จับตัวซ้องกั๋งไว้จะรางวัลให้จงมาก กอเหลียมก็ขับม้าขึ้นหน้า มือหนึ่งถือโล่มีรูปสัตว์ต่างๆ มือหนึ่งถือกระบี่ตรงมา ซ้องกั๋งร้องตวาดว่า พี่น้องเรายกมาก่อนไม่รู้กลอุบายจึงได้พ่ายแพ้ไป ครั้งนี้ตัวเรามาเองจะฆ่าพวกกังฉินเสียให้สิ้น กอเหลียมได้ฟังก็โกรธ ชูกระบี่ขึ้นอ่านมนต์คาถา เมฆหมอกมืดคลุ้มลมพายุพัดกล้า ซ้องกั๋งเห็นดังนั้นจึงอ่านมนต์ขึ้นแล้วเอากระบี่ชี้ไป เมฆหมอกและลมพายุก็หอบหวนหายไปสิ้น ซ้องกั๋งคุมไพร่พลบุกรุกฆ่าฟันเข้าไป กอเหลียมเห็นดังนั้นก็ขัดเคือง ชูโล่ขึ้นเอากระบี่เคาะโล่สามทีก็บันดาลเป็นสัตว์ต่างๆ วิ่งออกจากกระบวนตรงมาจะทำร้ายพวกซ้องกั๋ง ซ้องกั๋งกับพี่น้องก็ชักม้าหนี กอเหลียมเอากระบี่ชี้พวกทหารสามร้อยก็ออกบุกรุกไล่ฆ่าฟัน ซ้องกั๋งกับพวกพ้องไพร่พลแตกหนีกระจัดกระจาย กอเหลียมขับทหารไล่ตามไปประมาณทางได้ยี่สิบลี้ พอเวลาจวนค่ำก็คุมทหารกลับเข้าเมือง ฝ่ายซ้องกั๋งกับพี่น้องไพร่พลแตกหนีไปถึงค่ายไม่เห็นพวกทหารไล่มา ก็หยุดพักและปรากฏไพร่พลล้มตายบ้างเล็กน้อย ซ้องกั๋งมีความวิตกจึงปรึกษากับโงวหยงซินแสว่า เรายกมาถึงสองครั้งก็ปราชัยสู้ของวิเศษกอเหลียมไม่ได้ จะคิดประการใดดี โงวหยงว่ากอเหลียมมีชัยชนะไปวันนี้เวลาค่ำคงมาตีปล้นค่ายเรา ต้องคิดอุบายไว้ต่อสู้จึงจะได้ ซ้องกั๋งได้ฟังก็เห็นชอบ จึงจัดให้เอียหลิมกับแป๊ะสินคุมไพร่พลซุ่มอยู่ริมค่าย ตัวซ้องกั๋งกับพี่น้องและไพร่พลก็ยกตรงไปยังค่ายเดิม

ฝ่ายกอเหลียมกลับเข้าเมืองแล้ว จึงตรึกตรองว่าค่ำวันนี้เราคุมทหารเทียนซินเปียไปทำลายพวกโจรจึงจะควร โดยอ่านมนต์ทำให้มืดคลุ้มฟ้าร้อง ซ้องกั๋งกับพวกเหล่านั้นก็คงตกใจวิ่งหนีไป เรายกเข้าในค่ายฆ่าฟันเสียให้สิ้น จับตัวซ้องกั๋งมาผู้เดียวก็คงสมความปรารถนา คิดแล้วจัดทหารสามร้อยไว้พร้อม ครั้นดึกประมาณยามเศษกอเหลียมก็คุมทหารออกจากเมืองตรงมายังค่ายซ้องกั๋ง เห็นผู้คนเงียบสงัดสำคัญว่านอนหลับสิ้นก็ยินดี อ่านมนต์ขึ้นเป็นเมฆหมอกลมพายุพัดมาแล้ว คุมทหารตรูกันเข้าไปในค่าย ไม่เห็นมีไพร่พลก็จะกลับออกมา

ฝ่ายเอียหลิม แป๊ะสินซุ่มอยู่ใกล้ค่ายร้องว่า กอเหลียมถูกอุบายแล้วก็ระดมเกาทัณฑ์ซัดเข้าไป กอเหลียมกับทหารตกใจพากันวิ่งหนีออกจากค่าย พอเอียหลิมยิงเกาทัณฑ์ไปถูกบ่ากอเหลียมเจ็บปวดยิ่งนัก ทหารเหล่านั้นเห็นกอเหลียมถูกลูกเกาทัณฑ์ก็ชวนกันเข้าพยุงกอเหลียมหนีไปได้ เอียหลิม แป๊ะสินคุมไพร่พลไล่ตามไป เมฆหมอกพายุก็หายสิ้นเดือนหงายแจ่มเห็นกอเหลียมกับทหารไปไกลแล้วก็กลับมาค่าย จับทหารกอเหลียมไว้ได้ยี่สิบคนเอาตัวมาส่งซ้องกั๋ง เล่าความซึ่งกอเหลียมยกมาปล้นค่าย และกอเหลียมถูกลูกเกาทัณฑ์หนีไปนั้นให้ฟังทุกประการ ซ้องกั๋งแจ้งความก็ยินดี จัดเงินทองให้รางวัลแก่เอียหลิม แป๊ะสินเป็นอันมาก สั่งให้เอาทหารที่จับมาได้นั้นไปฆ่าเสีย ซ้องกั๋งมีความวิตกกลัวกอเหลียมจะลอบมาปล้น ก็ตั้งค่ายเล็กเรียงรายริมค่ายใหญ่ขึ้นอีกไว้ป้องกัน แล้วให้พวกพ้องกลับไปเขาเนียซัวเปาะเกณฑ์ไพร่พลและเสบียงเพิ่มเติมมา

ฝ่ายกอเหลียมถูกเกาทัณฑ์พาทหารกลับไปถึงเมืองมารักษาแผลก็ยังไม่หาย จึงเกณฑ์ไพร่พลขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง

ฝ่ายซ้องกั๋งคิดอ่านจะแก้วิชาที่กอเหลียมทำเป็นสัตว์ป่ามายังไม่ได้ก็มีความวิตก จึงปรึกษากับโงวหยงซินแสว่า ถ้าไม่มีวิชามาทำลายสัตว์ป่าของกอเหลียมได้ จะเอาไพร่พลที่ไหนมาสู้รบต่อไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ