๗๘

เมื่อซ้องกั๋งส่งหองมุ้ยไปแล้ว โงวหยงจึงว่าซึ่งท่านปล่อยหองมุ้ยและสั่งให้กราบทูลนั้นท่านสำคัญว่าจะสิ้นศึกหรือ ซ้องกั๋งจึงถามว่าในปัญญาของท่านจะเห็นประการใด โงวหยงตอบว่าข้าพเจ้าคะเนการเห็นว่า ท่องกวนแตกไปคราวนี้คงมีใจเจ็บแค้นพากันกราบทูลยุยงรับอาสาเป็นแม่ทัพยกมาอีก การซึ่งข้าพเจ้าว่านี้เป็นแต่คาดคะเนเอา จะต้องแต่งให้ไตจง เล่าตง ปลอมไปฟังข่าวดูให้แน่ก่อน ซ้องกั๋งจึงว่าซึ่งจะให้ไตจง เล่าตงเข้าไปในเมืองตังเกียนั้นเกลือกคนรู้จักมิเป็นอันตรายหรือ โงวหยงตอบว่าทหารสองนายนี้มีสติปัญญารู้จักประมาณกำลังตนกำลังท่าน ประการหนึ่งมีกำลังเดินทางได้วันละพันลี้ จะวิ่งก็รวดเร็วไม่มีผู้ใดเสมอพอวางใจได้ ซ้องกั๋งจึงสั่งไตจง เล่าตงไปคอยฟังข่าวดีและร้าย ณ เมืองตังเกีย นายทหารทั้งสองก็คำนับลาไปตามสั่ง

ฝ่ายท่องกวนครั้นมาถึงเมืองตังเกียยังไม่เข้าเฝ้า ตรงไปหากอกิว ณ บ้านเล่าความทั้งปวงให้ฟังทุกประการ กอกิวได้ฟังก็ตกใจ จึงว่าท่านยกทหารไปกว่าสิบหมื่นเหลือทหารมาประมาณสามหมื่นและเสียเครื่องศัสตราวุธเป็นอันมาก ถ้าพระเจ้าซ้องฮุยจงทรงทราบท่านก็จะมีความผิดมาก ต้องไปคิดกับซัวเกียจะได้ช่วยกันแก้ไข พูดแล้วพากันมาหาซัวเกีย ณ บ้านปรึกษาปรับทุกข์กัน

ขณะนั้นท่องกวนพูดว่า เราจะกราบทูลด้วยอุบายว่ายกทัพไปครั้งนี้เป็นฤดูแล้ง น้ำในหนองและบึงงวดลงมีรสเปรี้ยวเฝื่อนคนในกองทัพอาบกินจึงเป็นโรคตายเพราะผิดน้ำ ถ้าพระเจ้าซ้องฮุยจงยังทรงเคลือบแคลงสงสัยอยู่แล้ว ท่านทั้งสองช่วยทูลเสริมเป็นพยานให้เห็นจริงด้วย ซัวเกีย กอกิว ตอบว่าเราก็จะช่วยทูลแก้ไขให้พ้นผิดให้จงได้

ขณะเมื่อปรึกษากันอยู่นั้น พอดีหองมุ้ยมาถึงเข้าไปคำนับ ท่องกวนจึงถามว่า ท่านคิดอ่านประการใดจึงได้กลับมา หองมุ้ยก็เล่าความตามที่ซ้องกั๋งมีเมตตาให้ฟังทุกประการ กอกิวจึงพูดว่าซ้องกั๋งปล่อยหองมุ้ยมานี้หวังจะให้ความดีปรากฏ เป็นอุบายศึกมิให้พวกเรายกกองทัพไป เราจะทูลรับอาสาเป็นแม่ทัพยกไปเองพูดกันแล้วต่างคนคำนับลาไปที่อยู่

ครั้นรุ่งเช้าพระเจ้าซ้องฮุยจงเสด็จออกว่าราชการ ซัวเกีย กอกิว ท่องกวนก็เข้าไปเฝ้า ท่องกวนจึงกราบทูลความตามอุบายที่คิดไว้ให้ทรงทราบทุกประการ พระเจ้าซ้องฮุยจงแคลงในพระทัยไม่ทรงเชื่อจะซักถามก็ยังไม่ทันตรัส ซัวเกีย กอกิวก็ชิงทูลรับอาสาเป็นแม่ทัพ พระเจ้าซ้องฮุยจงตรัสถามว่าท่านจะยกไปครั้งนี้ทำอย่างไรจะได้ชัยชนะ กอกิวทูลว่าตำบลเขาเนียซัวเปาะกับแขวงเมืองจีจิวมีลำน้ำกั้นกลาง ข้าพเจ้าจะขอเบิกเงินสำหรับแผ่นดินมอบให้เจ้าเมืองซัวตังจัดซื้อไม้ต่อเรือรบสักสองร้อยลำ ข้าพเจ้าจะยกกองทัพไปเมืองจีจิวแล้วจะแบ่งเป็นทัพเรือกองหนึ่งจึงจะทำการได้ถนัด

พระเจ้าซ้องฮุยจงทรงฟังเห็นชอบด้วยจึงพระราชทานกระบี่อาญาสิทธิ์ตั้งกอกิวเป็นแม่ทัพ กอกิวรับกระบี่อาญาสิทธิ์แล้วกราบถวายบังคมลาออกจากที่เฝ้า จึงสั่งเจ้าพนักงานเบิกเงินสำหรับแผ่นดินสามสิบหาบแล้วให้มีท้องตราเกณฑ์เจ้าเมืองซัวตังและหัวเมืองขึ้นต่อเรือรบสองร้อยลำ กำหนดให้แล้วแต่ในหกสิบวัน ถ้าพ้นกำหนดจะทำโทษตามอาญาศึก แล้วจะให้มีท้องตราเกณฑ์ทหารตามหัวเมือง ให้สมทบยกเป็นกองทัพไปเขาเนียซัวเปาะให้พร้อมกัน

ขณะนั้นซัวเกียจึงว่าซึ่งท่านเกณฑ์กองทัพหัวเมืองที่ห่างไกลกับเขาเนียซัวเปาะนั้นไม่ชอบ เพราะเหตุว่าไม่รู้จักทางหนีทางไล่ และครั้งก่อนเสียทหารมากก็เพราะเกณฑ์กองทัพที่หัวเมืองห่างไกล ขอให้ท่านเกณฑ์ทหารหัวเมืองที่ใกล้เขาเนียซัวเปาะเถิด กอกิวได้ฟังก็เห็นชอบด้วย จึงสั่งให้เกณฑ์อ้องหวนเจ้าเมืองฮ่อปัก ซื่อเกยเจ้าเมืองไทหงวน อองบุนเต๊กเจ้าเมืองฮองหลง ป้วยเตียนเจ้าเมืองยือหนำ เตียไคเจ้าเมืองอั้นเผ็ง เอียอุนเจ้าเมืองลั่นเหล็ง ฮั่นซุนป๊อเจ้าเมืองเองหมึง หลีซองกิดเจ้าเมืองฮั่นเอี๋ยง ฮั่นง่วนตินเจ้าเมืองแพเสีย เก็งตงเจ้าเมืองเทียนจุย ให้เจ้าเมืองสิบเมืองนี้เกณฑ์ทหารหัวเมืองมาเมืองละหมื่น แต่เล่ามั่งเหล็งเจ้าเมืองเกี้ยนทังฮู้นั้นเป็นคนชำนาญในทางเรือให้เกณฑ์ทหารสำหรับเรือหมื่นห้าพัน และกองลำเลียงกับเสบียงอาหารนั้นเกณฑ์เฉลี่ยหัวเมืองทุกเมือง แล้วเขียนหนังสือป้ายส่งให้งูปังฮี้ไปเที่ยวเก็บเรือของราษฎรในเมืองหลวง กำหนดให้ผู้ต้องเกณฑ์ทั้งนี้ไปประชุมพร้อมกัน ณ เมืองจีจิวให้ทันกำหนด ถ้าผู้ใดมาไม่ทันกำหนดจะเอาโทษถึงตาย เจ้าพนักงานก็ไปกระทำตามคำสั่ง

ฝ่ายเจ้าเมืองทั้งปวงได้ทราบความตามท้องตราแล้ว ก็เร่งรัดกันต่อเรือรบและเกณฑ์พลจัดหาเสบียงอาหารได้พร้อมแล้ว ก็พากันยกกองทัพเรือมาประชุมอยู่ตามกำหนด เตียซกแม้เจ้าเมืองจีจิวก็มีหนังสือบอกข้าราชการไปให้ทราบ กอกิวได้แจ้งว่ากองทัพหัวเมืองยกไปบรรจบพร้อมกันอยู่ ณ เมืองจีจิวก็มีความยินดีนัก จึงเลือกเอาทหารรักษาพระองค์ที่กล้าแข็งหมื่นห้าพัน ตังชิเอง ตังซิหยงทหารเสือซ้ายขวา และจัดนางมโหรีและคนขับร้องที่รูปงามเสียงไพเราะไปด้วยสามสิบเศษ สำหรับจะได้ขับร้องให้เป็นที่สบายจะให้นางนั้นนั่งไปบนรถ ครั้นถึงวันฤกษ์ดีกอกิวให้ปลูกศาลเทพารักษ์ แต่งเครื่องบวงสรวงเซียนและเซ่นธงชัยเสร็จแล้ว จึงยกทัพออกจากเมืองตังเกียตรงไปเมืองจีจิว

ฝ่ายไตจง เล่าตง ซึ่งซ้องกั๋งใช้มาสอดแนมฟังข่าวนั้นได้ทราบว่ากอกิวเป็นแม่ทัพเกณฑ์ทหารหัวเมืองกว่าสิบหมื่น จึงรีบไปแจ้งความแก่ซ้องกั๋งให้ทราบทุกประการ ซ้องกั๋งได้ฟังก็ตกใจจึงถามโงวหยงว่า กอกิวยกกองทัพใหญ่มาทั้งทางบกทางเรือท่านจะคิดอ่านประการใด โงวหยงตอบว่าทหารของเรามีฝีมือเข้มแข็งชำนาญในขบวนรบทุกคน อนึ่งกองทัพทหารเรือของเราก็ได้ตระเตรียมประจำท่าไว้มิได้ขาด ข้าพเจ้าจะคิดเอาชัยชนะให้จงได้ ซ้องกั๋งว่าการสิ่งใดที่ท่านจัดไว้นั้น เราเห็นชอบทุกประการแล้ว แต่กอกิวยกกองทัพมาครั้งนี้มีทหารถึงสิบห้าหมื่น ทหารของเราสิน้อยกว่าจะต่อสู้ได้หรือ โงวหยงจึงว่าลักษณะจะทำศึกสงครามก็ต้องอาศัยความเพียรและสติปัญญาเป็นประมาณ ถ้าหาปัญญามิได้แล้วถึงจะมีทหารมากสักเท่าใดก็ย่อมจะปราชัยแก่ผู้มีปัญญาเป็นแน่แท้ ท่านไม่รู้หรือเมื่อครั้งแผ่นดินสามก๊ก เล่าปี่มีทหารสามพัน โจโฉยกกองทัพมาหลายสิบหมื่น แต่ถึงกระนั้นก็ดี ขงเบ้งยังคิดกลอุบายเอาชัยชนะให้โจโฉแตกไปได้ และกองทัพของเรานี้มีทหารมากกว่าเล่าปี่สองสามส่วนจะคิดเอาชัยชนะกอกิวไม่ได้หรือ ท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจะรับเป็นภาระธุระเอง ซ้องกั๋งตอบว่าการสิ่งใดถ้าท่านรับเป็นธุระแล้วเราก็วางใจ ซึ่งจะคิดอ่านเป็นประการใดนั้นสุดแล้วแต่ปัญญาของท่านเถิด โงวหยงจึงสั่งให้เตรียมกองทัพบกและเรือไว้พร้อมเสร็จ

ฝ่ายกอกิวยกกองทัพมาถึงเมืองจีจิวแล้ว เตียซกแม้และหัวเมืองทั้งปวงที่มาประชุมอยู่นั้นก็ชวนกันเข้าไปคำนับแล้วคอยฟังราชการอยู่พร้อมกัน กอกิวจึงให้เจ้าพนักงานตรวจทหารให้ครบตามจำนวนเกณฑ์ แล้วจึงปรึกษานายทหารทั้งปวงว่าเราจะคิดกลศึกประการใดจึงจะได้ชัยชนะโดยง่าย

ขณะนั้นอ้องหวนจึงพูดว่าครั้งนี้กองทัพเรามีทั้งทางบกทางเรือ ขอให้ท่านแม่ทัพยกไปยั่วศึกไว้ ถ้าเห็นว่าพวกโจรยกทัพออกจากค่ายข้ามมารบติดพันกันอยู่ จึงให้ทหารกองทัพเรือยกแซงเข้ารบ ชิงเอาค่ายเขาเนียซัวเปาะได้แล้ว ให้ทหารเรือขึ้นรักษามั่นไว้ ถ้าซ้องกั๋งรู้ว่าทัพเรือยกไปรบค่ายจะแบ่งกองทัพไปช่วยการศึก ก็จะไม่ปกติต้องรบระวังหลังทั้งสองฝ่าย ประการหนึ่งถ้าเราตีได้ค่ายสมความคิดแล้ว ซ้องกั๋งก็ไม่มีที่มั่นอาศัยถึงจะสู้รบกับเราก็ไม่แข็งแรงด้วยความเสียใจ เราจึงจะยกทหารระดมตีซํ้าเติมให้เต็มมือ ถึงโงวหยงมีปัญญาจะคิดอ่านแก้ตัวอย่างไรก็ไม่ได้ คงแตกเป็นมั่นคง

กอกิวได้ฟังก็เห็นชอบ จึงจัดกองทัพเป็นกระบวนพิชัยสงครามให้อ้องหวน ซือเกียเป็นทัพหน้า อองบุนเต๊ก บ้วนเตี้ยนเป็นทัพหนุน เตียไค เอียอุนเป็นปีกซ้าย ฮั่นซุนป๊อ หลีซองกิดเป็นปีกขวา ฮั่นง่วนติน เก็งตองเป็นทัพหลังและกองทัพเรือนั้นตังซิหยงเป็นทัพหน้า เล่ามั่งเหล็งเป็นทัพใหญ่แล้วสั่งตังซินหยง เล่ามั่งเหล็งว่าถ้าเห็นกองทัพซ้องกั๋งยกข้ามฟากมารบติดพันกันอยู่กับกองทัพเราแล้ว ให้เร่งยกทัพเรือระดมตีค่ายเขาเนียซัวเปาะให้แตกจงได้ จะได้กำหนดกองทัพเรายกล่วงหน้าไปก่อนวันหนึ่งจึงให้ทัพเรือยกตามไป สั่งแล้วกอกิวก็ยกทัพใหญ่ตรงไปถึงท่าข้ามจึงสั่งทหารให้ตั้งค่ายรายไปตามฝั่งห่างลำน้ำประมาณหกลี้ กองตระเวนก็ไปแจ้งความแก่ซ้องกั๋ง โงวหยงให้ทราบทุกประการ โงวหยงตระเตรียมทหารพร้อมแล้วจึงหาตัวอวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิดมาแล้วบอกอุบายให้แต่งกลจัดทหารไว้รับกองทัพเรือเป็นสามารถ สั่งแล้วก็ยกกองทัพข้ามมาตั้งค่ายประชิดอยู่ริมนํ้า สั่งทหารที่มีฝีมือให้คุมทหารเล็ดลอดไปซุ่มอยู่ตามทางที่คับขันหลายกอง ทหารก็ยกไปซุ่มอยู่ตามสั่ง

ฝ่ายกอกิวครั้นแจ้งว่ากองทัพซ้องกั๋งยกมาตั้งค่ายประชิดแม่น้ำก็มีความยินดี จึงพูดกับทหารทั้งปวงว่าการศึกครั้งนี้เห็นจะสำเร็จความปรารถนาเหมือนคำอ้องหวนทำนายไว้เป็นแน่ ด้วยเห็นว่าซ้องกั๋งมาตั้งค่ายอยู่ริมฝั่งเอานํ้าไว้หลังเช่นนี้ ถ้ากองทัพเรือเรายกมาถึงแล้วให้ตีระดมข้างหลังค่ายกองหนึ่ง อีกกองหนึ่งนั้นให้ตีค่ายเขาเนียซัวเปาะ ฝ่ายกองทัพเราก็ตีกระหนาบเข้าไปเห็นจะได้ชัยชนะทั้งสองข้าง ทหารทั้งปวงตอบว่าซึ่งท่านคิดการอย่างนี้ควรแล้ว กอกิวจึงสั่งม้าใช้ให้ไปบอกกองทัพเรือรีบยกตีขึ้นมาโดยเร็ว กอกิวขึ้นม้าพาทหารออกมาจากค่ายไม่เห็นกองทัพโจรยกออกมารบ จึงให้อ้องหวนขึ้นม้าไปร้องท้าว่า ไอ้โจรยกกองทัพมาถึงแล้ว ทำไมจึงมุดหัวอยู่ในค่ายเล่า ทหารหน้าค่ายก็เอาเนื้อความไปแจ้งแก่ซ้องกั๋ง ๆ จึงบอกโงวหยงว่ากอกิวให้ทหารมาท้ารบนั้นควรเราจะยกออกไป ว่าแล้วขึ้นม้าพาทหารออกมานอกค่าย

พอแลเห็นอ้องหวนยืนม้าอยู่มุมค่าย ซ้องกั๋งจึงขับม้าขึ้นไปยืนอยู่หน้าทหาร อ้องหวนจึงตวาดว่าไอ้โจรจงเร่งลงจากม้าเข้ามาให้มัดเสียโดยดีเถิด ซ้องกั๋งตอบว่าตัวเจ้านี้ก็เล่าลือชื่อว่าฝีมือดีมานานแล้ว บัดนี้เจ้าจะเอาศีรษะมาเซ่นอาวุธของเราเป็นแน่ ประการหนึ่งฟันก็หักผมก็หงอกถึงแก่ความชราแล้วจงเร่งกลับไปรักษาชีวิตให้ตายโดยปกติดีกว่า อย่ามาตายด้วยคมอาวุธเลย อ้องหวนได้ฟังก็โกรธ จึงตอบว่าถึงตัวเราแก่เฒ่าแล้วก็ยังเชื่อกำลังว่าว่องไวอยู่ อันตัวเจ้ายังหนุ่มอยู่จงมาลองดูฝีมือสักยี่สิบเพลงเถิด ว่าแล้วขับม้าตรงเข้ามาจะรบกับซ้องกั๋ง ลิมชองจึงขับม้าสวนออกรบ ทั้งสองข้างต่างก็มีกำลังว่องไวไม่เสียทีแต่รบกันอยู่ประมาณสามสิบเพลง พอเวลาเย็นต่างคนก็ตีม้าล่อเลิกกองทัพกลับเข้าค่าย ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้ากอกิวกับทหารพากันออกมาประชุมอยู่หน้าค่าย

ฝ่ายซ้องกั๋งยกทหารออกมายืนคอยทีอยู่ ขณะนั้นเก็งตงจึงบอกกอกิวว่า เวลาวานนี้อ้องหวนออกรบกับลิมชองไม่แพ้ชนะกัน เวลาวันนี้ข้าพเจ้าจะขออาสาไปตัดศีรษะทหารโจรมาให้ท่านเป็นบำเหน็จมือ ว่าแล้วขับม้ารำทวนออกมา อูเอียนเจียกเห็นดังนั้นก็ขับม้ารำง้าวออกไปปะทะปลายทวนไว้ นายทหารทั้งสองเข้าต่อสู้กันเป็นสามารถได้ประมาณสามสิบเพลง เก็งตงชักม้าผิดท่าให้หลังเข้าชิด อูเอียนเจียกเอากระบอกตีถูกต้นคอซบลงบนหลังม้าแล้วเอาง้าวฟันศีรษะเก็งตงหิ้วมาให้ซ้องกั๋ง กอกิวเห็นทหารตายก็โกรธจึงให้ฮั่นง่วนตินออกรบ ฮั่นง่วนตินรับคำแล้วขับม้ารำง้าวออกมา ตังเผ็งก็ขับม้าเข้ารบได้ประมาณสิบเพลง ฮั่นง่วนตินทำเสียทีขับม้าหนี ตังเผ็งไม่รู้ในอุบายขับม้าไล่ไม่ระวัง ฮั่นง่วนตินชายตาดูเห็นได้ทีจึงชักลูกเกาทัณฑ์ยิงซ้ำมาหลายลูก ตังเผ็งยกทวนขึ้นปิดลูกเกาทัณฑ์ถูกมือซ้ายขวาทวนพลัดตกจะชักบังเหียนม้าหนีไม่ถนัด ฮั่นง่วนตินขับม้าเข้ามาจะซ้ำ พอดีลิมชอง อูเอียนเจียกขับม้าถลันเข้าแก้กันไว้ พาเอาตัวตังเผ็งหนีมาได้ กอกิวเห็นได้ทีจึงขับทหารเข้าไล่ตะลุมบอน กองทัพซ้องกั๋งไม่ทันตั้งตัวก็แตกเสียทหารเลวหลายคน พากันหนีเข้าค่ายปิดประตูมั่นไว้

กอกิวจึงปรึกษาทหารทั้งปวงว่าเราจะรบหักค่ายเล่ากองทัพเรือยังหามาถึงไม่ ถ้าเราทำการเข้าไปไม่สมคิดจะเสียที ถ้ากองทัพเรือเรามาถึงจึงตีกระหนาบพักเดียวก็จะแตก ซึ่งเราว่านี้ท่านจะเห็นประการใด ทหารทั้งปวงตอบว่า กองทัพซ้องกั๋งเหมือนกับลูกไก่อยู่ในกำมือ จะบีบเสียเวลาใดก็จะตาย ซึ่งท่านจะรอคอยกองทัพเรือให้มาช่วยตีกระหนาบนั้นชอบแล้ว กอกิวจึงพาทหารกลับเข้าค่ายแล้วสั่งให้ม้าใช้ไปเร่งกองทัพเรือให้รีบยกมา กอกิวและซ้องกั๋งต่างคนให้ทหารรักษาค่ายมั่นไว้มิให้ทหารออกรบกันหลายเวลา

ฝ่ายอวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิดทัพเรือพากันมาเตรียมการตามอุบายโงวหยงสั่ง จึงเกณฑ์ทหารให้ตัดไม้มีแก่นมาซ้อนก่ายจมไว้ในน้ำ ชักหญ้าและสวะมาปิดไว้มิให้เห็น แล้วจัดเรือพายบรรจุทหารซุ่มไว้ในคลองแยกจึงสั่งว่า กองทัพเรือชาวเมืองตังเกียยกมาถึงจงเร่งพายเรือตัดกลางกระบวนให้ขาดออกเป็นสองตอน แล้วรบป้องกันไว้อย่าให้เข้าแก้กันได้ แต่ลุยเหงนั้นให้คอยอยู่ถ้าเห็นพวกข้าศึกมาก็ให้ดำน้ำจับพวกข้าศึกทหารทั้งปวงก็เตรียมการไว้ตามสั่ง

ฝ่ายตังซิหยง เล่ามั่งเหล็งได้แจ้งความตามม้าใช้บอกก็เร่งทหารยกทัพเรือรีบตามมา ครั้นถึงที่มีหญ้าและสวะไม่ทันพิจารณา ตังซิหยงทัพหน้าก็เร่งทหารโล้เรือขึ้นไป เรือลำหน้าก็เกยไม้ขอน เรือมาทีหลังก็เกยท้ายต่อกันจนเรือกองทัพหน้าติดกันทั้งสิ้น ทหารในเรืออื้ออึงจะถอยหลังออกก็ไม่ได้ ทัพเรือพวกซ้องกั๋งที่ซุ่มอยู่ในคลองแยกเห็นดังนั้น ก็รีบพายเรือตรงตัดออกมา เรือที่ไม่ติดก็ขาดตอนถอยหลังห่างออกไป อวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิดก็จุดประทัดตีม้าล่อสัญญายกทหารแยกออกเป็นสองทาง แล้วเข้าระดมตีกองทัพตังซิหยง เล่ามั่งเหล็งต้านทานมิได้ก็แตกไป ทหารโจรไล่ฆ่าฟันทหารเมืองตังเกียตายเป็นอันมาก น้ำในคลองแดงเป็นสายโลหิต อวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิดเข้ารุกไล่ ตังซิหยงตกใจกลัวโดดลงในน้ำดำหนี ลุยเหงก็ดำน้ำไล่จับมัดเอาตัวขึ้นมาส่งให้ทหารคุมตัวไว้ แต่เล่ามั่งเหล็งลงน้ำว่ายหนีไปได้ ทหารทั้งปวงก็ช่วยกันเก็บเอาสิ่งของเครื่องศัสตราวุธและเรือรบได้เป็นอันมาก นายทหารทั้งสามก็มีหนังสือบอกไปถึงโงวหยงให้ทราบทุกประการ โงวหยงก็มีความยินดีจึงบอกซ้องกั๋งและนายทหารว่ากองทัพกอกิวแตกไปวันนี้เป็นแน่ ท่านทั้งปวงจงจัดเตรียมตัวให้พร้อม เราจะคอยดูฤกษ์อยู่บนหอรบ ถ้านิมิตปรากฏแล้วจะจุดประทัดตีม้าล่อขึ้นเป็นสำคัญ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ