๕๘

เอียจี้จึงพูดว่าถ้าจะไปตีเมืองเช็งจิวก็ต้องเชิญซ้องกั๋งมายกเป็นกองทัพใหญ่ไปจึงจะได้ ด้วยอูเอียนเจียกเป็นอริกับพวกเขาเนียซัวเปาะ ให้ขงเหลียงรีบไปเชิญซ้องกั๋งมา เรารวบรวมไพร่พลทั้งสามตำบลไว้คอยท่าให้พร้อม ท่านจะเห็นประการใด หลวงจีนลูตีซิมก็เห็นด้วยจึงพูดว่า เดี๋ยวนี้มีคนพูดถึงชื่อเสียงของซ้องกั๋งมิได้ขาด มิเสียแรงที่เกิดมา น่าเสียดายนักหนาพี่กับซ้องกั๋งไม่ได้พบปะสนทนากัน เดิมซ้องกั๋งกับฮวยหยงอยู่ที่เขาเช็งฮองซัว ครั้นพี่แจ้งความคิดว่าจะไปคำนับให้รู้จักกันไว้ พอได้ยินข่าวว่าซ้องกั๋งไปเสียแล้วไม่ใช่วาสนาของเราจึงมิได้พบกัน ซึ่งขงเหลียงผู้น้องคิดจะช่วยอากับพี่ชายแล้วจงรีบไปเชิญซ้องกั๋งมา พี่จะจัดการไว้คอยท่า ขงเหลียงได้ฟังก็ยินดีมอบไพร่พลให้หลวงจีนลูตีซิมไว้ ตัวขงเหลียงกับบ่าวคนหนึ่งทำตัวเป็นพ่อค้า ชวนกันเดินตัดตรงไปตำบลเขาเนียซัวเปาะ หลวงจีนลูตีซิมกับเอียจี้ บู๊สงก็คุมไพร่พลกลับไปเขายี่เล่งซัว จัดให้เชาเจ็งกับซิอินนายทหารสองคนกับไพร่พลสองร้อยเศษออกจากเขายี่เล่งซัวมาคอยพวกเขาทอฮวยซัวอยู่ตามทาง

ฝ่ายลีตง จิวทองแจ้งความแล้วจัดให้ไพร่พลอยู่รักษาเขาทอฮวยซัวห้าสิบคน นอกจากนั้นยกมาสมทบกันที่ตามทางพร้อมกันทั้งสามกองแล้วยกตรงไปใกล้จะถึงเมืองเช็งจิว ตั้งค่ายพักไพร่พลคอยกองทัพซ้องกั๋งอยู่

ฝ่ายขงเหลียงเดินไปใกล้เขาเนียซัวเปาะ เห็นมีโรงเตี๊ยมก็เข้าไปซื้อสุรากิน แล้วถามว่าตำบลเขาเนียซัวเปาะไปทางไหน ลี้ลิบเห็นคนทั้งสองแปลกหน้ามาถามก็จัดที่ให้นั่งตามสมควร แล้วพูดว่าท่านมาแต่บ้านเมืองไหนจะไป เขาเนียซัวเปาะหาผู้ใดมีแต่ไต้อ๋องทั้งสิ้น

ขงเหลียงบอกว่าข้าพเจ้ามาแต่เมืองเช็งจิว จะไปหาซ้องกั๋งไต้อ๋อง ลี้ลิบได้ฟังก็ยินดีว่า ท่านจะไปหาซ้องกั๋งข้าพเจ้าจะจัดแจงเอง แล้วจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงเชิญขงเหลียงรับประทาน ขงเหลียงจึงพูดว่า ท่านกับข้าพเจ้าก็ไม่รู้จักกัน เหตุไฉนจึงต้อนรับถึงเพียงนี้ ลี้ลิบว่าถ้ามีผู้ใดมาถามหาตัวนายเขาเนียซัวเปาะแล้วคงเป็นพวกเดียวกัน จึงต้อนรับทุกคนไม่ว่าผู้ใด ขงเหลียงได้ฟังก็บอกลี้ลิบตามจริงว่า ข้าพเจ้านี้ชื่อขงเหลียงเดิมเป็นเจ้าของตำบลเขาแป๊ะโฮ้วซัว ลี้ลิบจึงพูดว่าซ้องกั๋งผู้เป็นใหญ่บ่นถึงท่านอยู่มิได้ขาด บัดนี้ท่านมาก็ดีแล้ว เชิญกินโต๊ะเสพสุราให้สบาย ลี้ลิบเอาเกาทัณฑ์สัญญายิงไป ไพร่พลที่คอยดูเห็นก็แจวเรือมารับขงเหลียงลงเรือข้ามไปถึงฝั่ง พวกพ้องซ้องกั๋งพาเดินไปทางตำบลอะชุยทัว ขงเหลียงเห็นที่ทางชัยภูมิเขาเนียซัวเปาะมีด่านเป็นชั้น ๆ เครื่องศัสตราวุธตั้งเรียงรายไว้มาก จึงคิดว่าในตำบลเขาเนียซัวเปาะครั้งนี้กำลังชะตาขึ้น ช่างเหมือนดังผู้คนเขาเล่าลือจริง ๆ

ฝ่ายซ้องกั๋งแจ้งว่าขงเหลียงมาก็ยินดี จึงออกต้อนรับตามธรรมเนียม ขงเหลียงเข้าไปคำนับแล้วก็ร้องไห้ ซ้องกั๋งถามว่าเหตุไฉนจึงได้มาถึงที่นี่ มีทุกข์ร้อนสิ่งใดก็บอกให้พี่รู้จะได้ช่วยคิดอ่านแก้ไขอย่าร้องไห้เศร้าโศกไปเลย ขงเหลียงก็ค่อยคลายทุกข์แจ้งความกับซ้องกั๋งว่า ตั้งแต่ครูจากมาภายหลังบิดาข้าพเจ้าตาย ขงเม่งพี่ชายวิวาทกับเศรษฐีที่ตำบลนั้น ข้าพเจ้าสองคนพี่น้องฆ่าบุตรภรรยาญาติของเศรษฐีตาย แล้วจึงเกลี้ยกล่อมรวบรวมไพร่พลหนีไปตั้งซ่องสุมอยู่ ณ เขาแป๊ะโฮ้วซัว ผู้รักษาเมืองเช็งจิวจับเอาตัวขงปินอาข้าพเจ้าไปจำขังคุกไว้ ข้าพเจ้ากับพี่ยกไพร่พลไปช่วยขงปินผู้อา พบกองทัพอูเอียนเจียกมาถึงหน้าเมืองเช็งจิว ขงเม่งเข้าสู้รบกับอูเอียนเจียก ๆ จับตัวได้ไปส่งให้ผู้รักษาเมืองจำคุกไว้จะเป็นตายประการใดก็ไม่ทราบ ข้าพเจ้าคุมไพร่พลที่เหลือตายหนีมาพบบู๊สงที่ตามทางเล่าความให้บู๊สงฟัง แล้วบู๊สงพาข้าพเจ้าพบปะกับหลวงจีนลูตีซิมและเอียจี้ จึงรวบรวมไพร่พลทั้งสามตำบลจะยกไปตีเมืองเช็งจิว แล้วให้ข้าพเจ้ารีบมาแจ้งความกับท่าน ขอเชิญครูไปช่วยด้วยเถิด

ซ้องกั๋งจึงพูดว่า ในขณะนี้น้องจะทุกข์ร้อนไปทำไมพี่จะจัดการเอง พูดแล้วก็พาขงเหลียงไปยังที่ชุมนุมให้พบกับเตียวไก่ โงวหยง กงซุนสิน และพี่น้องทั้งปวง เล่าความซึ่งอูเอียนเจียกหนีไปสามิภักดิ์กับโปวหยงผู้รักษาเมืองเช็งจิวและจับเอาขงเม่งพี่ชายขงเหลียงไปให้ฟังทุกประการ ซึ่งขงเหลียงมาครั้งนี้จะขอให้ยกไปช่วยด้วย

เตียวไก่ว่า ขงเม่ง ขงเหลียงก็เป็นศิษย์ของน้อง ต้องไปช่วยจึงจะควร พี่น้องทั้งปวงก็ร้องขึ้นพร้อมกันว่าข้าพเจ้าขอไปด้วยทุกคน ซ้องกั๋งมีความยินดีจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงขงเหลียงกับพี่น้องเสร็จแล้วซ้องกั๋งจัดให้ฮวยหยง ฉินเหม็ง เอียสุน เฮงเอยโฮ้วคุมไพร่พลเป็นทัพหน้าให้มกหอง เอียหยง เกยเตียน เกยโปคุมไพร่พลเป็นกองที่สอง กองที่สามนั้นซ้องกั๋งกับโงวหยง ลือฮวง กวยเส็ง คุมไพร่พล เป็นกองกลาง ให้จูตง ชาจิน ลีขุย เตียหวย คุมไพร่พลเป็นกองที่สี่ ให้ซึงลิบ เอียหลิม อาวเผ็ง เลงจิ้นคุมไพร่พลเป็นกองหลัง รวมยี่สิบนาย ทหารม้าสามพัน ทหารเดินเท้าเป็นอันมาก ซ้องกั๋งคำนับลาเตียวไก่ ยกกองทัพออกจากเขาเนียซัวเปาะ ขงเหลียงรีบไปเมืองเช็งจิวก่อน ซ้องกั๋งยกกองทัพเดินไปสั่งไพร่พลทั้งปวงไม่ให้ทำอันตรายแก่ราษฎรชาวบ้าน ราษฎรมีความสุขทุกๆ ตำบล

ฝ่ายขงเหลียงรีบเดินไปถึงเมืองเช็งจิวจึงแจ้งความให้หลวงจีนลูตีซิมทราบ หลวงจีนลูตีซิมกับพวกพ้องเหล่านั้นก็จัดการไว้คอยท่า พอซ้องกั๋งยกกองทัพมาถึง บู๊สงก็พาหลวงจีนลูตีซิม เอียจี้ ลีตง จิวทอง ซิอิน เชาเจ็ง มารับซ้องกั๋งเข้าไปในค่าย หลวงจีนลูตีซิมจึงพูดว่า ข้าพเจ้าอยากจะใคร่พบกับท่านช้านานแล้ว วันนี้เทพยดาชักนำให้พี่มาได้พบกัน ข้าพเจ้ามีความยินดียิ่งนัก

ซ้องกั๋งว่าขอบใจพี่น้องทั้งหลายที่มีจิตเมตตาชักชวนมาเข้าเป็นพวกพ้องเดียวกัน บุญของข้าพเจ้านักหนา พอพูดดังนั้นเอียจี้ก็มาคำนับซ้องกั๋งแล้วพูดว่า เดิมทีข้าพเจ้าเดินไปทางเขาเนียซัวเปาะขอบใจพี่น้องทั้งปวงที่ต้อนรับเลี้ยงดูเป็นอันดี ชักชวนให้อยู่ด้วยข้าพเจ้าก็ไม่ยอม บัดนี้เทพยดาดลใจให้มาพบท่าน จะได้ช่วยกันไปรักษาตำบลมีความสุขสบาย เอียจี้กับหลวงจีนลูตีซิมจึงรินสุราคำนับซ้องกั๋ง พี่น้องเหล่านั้นก็มาพบปะพูดจากับซ้องกั๋งทุกคน แล้วซ้องกั๋งถามถึงการสู้รบกับเมืองเช็งจิวเป็นประการใดบ้าง เอียจี้ว่าตั้งแต่ขงเหลียงไปแล้วก็ไม่ได้สู้รบกัน ในเมืองเช็งจิวนี้มีอยู่แต่อูเอียนเจียกคนเดียวฝีมือเข้มแข็ง นอกจากนั้นไม่เห็นผู้ใด แม้นจับอูเอียนเจียกได้ เมืองเช็งจิวเปรียบเหมือนลูกไก่อยู่ในเงื้อมมือ

โงวหยงซินแสได้ฟังก็หัวเราะพูดว่า อูเอียนเจียกคนนี้ฝีมือเข้มแข็ง จะสู้รบโดยกำลังเห็นจะไม่ได้ จะต้องใช้อุบายจับเป็น ซ้องกั๋งถามว่า อุบายของท่านอย่างไร โงวหยงจึงกระซิบบอกอุบายให้ ซ้องกั๋งได้ฟังก็ยินดีจึงตระเตรียมไพร่พลไปจัดการตามอุบายของโงวหยงซินแสไว้พร้อม ครั้นรุ่งขึ้นเช้าซ้องกั๋งก็ยกกองทัพตรงไปล้อมเมืองเช็งจิวไว้ทั้งสี่ด้าน ให้ตีม้าล่อและกลองอื้ออึงขึ้น

ฝ่ายโปวหยงผู้รักษาเมืองแจ้งความก็ตกใจ ให้หาอูเอียนเจียกมาปรึกษาว่าพวกโจรเขาทอฮวยซัวไปบอกให้ซ้องกั๋งยกกองทัพมาล้อมเมืองไว้ เราจะคิดอ่านประการใดดี อูเอียนเจียกว่า พวกโจรทิ้งถิ่นฐานมาดังนี้แล้วข้าพเจ้าจะยกไปสู้รบจับตัวให้ได้ ท่านอย่าวิตกเลยเชิญไปดูบนกำแพงเมืองเถิด พูดแล้วอูเอียนเจียกก็แต่งตัวใส่เสื้อเกราะถือกระบองสั้นสองมือขึ้นม้าคุมทหารพันเศษ เปิดประตูเมืองทอดสะพานข้ามคูมา ผู้รักษาเมืองเช็งจิวก็ขึ้นดูบนกำแพง ฉินเหม็งขับม้าตรงไปร้องว่า โปวหยงเป็นคนโกงเที่ยวกดขี่ข่มเหงไพร่บ้านพลเมืองให้ได้ความคับแค้น แล้วซ้ำยังจับเอาญาติพี่น้องของเราฆ่าเสียสิ้น บัดนี้เรายกกองทัพมาแก้แค้น จงระวังตัวไว้ให้ดี

โปวหยงเห็นฉินเหม็งก็จำได้จึงร้องว่า เจ้าก็เป็นขุนนางได้รับเบี้ยหวัดเงินเดือน เหตุไฉนจึงคิดกบฏ ถ้าแม้นจับตัวได้จะสับให้ละเอียดยับเยิน แล้วร้องบอกอูเอียนเจียกว่าให้จับโจรคนนี้ก่อน อูเอียนเจียกก็ขับม้าตรงมา ฉินเหม็งเข้าสู้รบกับอูเอียนเจียกได้ห้าสิบเพลงฝีมือเข้มแข็งว่องไว ทั้งสองฝ่ายยังไม่แพ้ชนะกัน โปวหยงเห็นฝีมือฉินเหม็งแข็งแรง ก็วิตกกลัวอูเอียนเจียกจะเสียที จึงให้ตีม้าล่อสัญญาณ อูเอียนเจียกก็คุมทหารกลับเมือง ซ้องกั๋งถอยกองทัพไปตั้งค่ายอยู่ห่างเมืองประมาณทางสิบห้าลี้

อูเอียนเจียกคุมทหารกลับไปถึงที่ จึงถามโปวหยงว่า ข้าพเจ้ากำลังจะจับตัวฉินเหม็งให้ได้ เหตุใดท่านจึงตีม้าล่อเรียกกลับเสียเล่า โปวหยงว่าเราเห็นท่านสู้รบกับฉินเหม็งช้านานกลัวจะเหน็ดเหนื่อยจึงให้เลิกกลับมาเสียก่อน เวลาอื่นจึงค่อยสู้รบกัน อูเอียนเจียกว่าท่านอย่าวิตกคงจะจับพวกโจรกบฏฆ่าเสียสิ้นให้ท่านดู โปวหยงว่าฝีมือท่านเข้มแข็งก็จริง แต่ทหารน้อยนัก ท่านจงออกรบตีหักเป็นทางไป เราจะให้ถือหนังสือแยกกันขอกองทัพเมืองหลวงและหัวเมืองที่ใกล้ๆ ให้ยกมาช่วยโดยเร็ว อูเอียนเจียกได้ฟังเห็นชอบด้วย โปวหยงจึงเขียนหนังสือไปขอกองทัพ มอบให้ขุนนางทั้งสามตระเตรียมการไว้พร้อม

ฝ่ายซ้องกั๋งตั้งค่ายมั่นลงแล้ว ก็จัดการตามอุบายไว้คอยท่าอูเอียนเจียก ชวนโงวหยงซินแสและฮวยหยงขึ้นม้าออกจากค่ายตรงไปที่ประตูเมืองข้างทิศเหนือเที่ยวคอยดูอยู่ที่ประตูทั้งสามนาย

ขณะนั้นยังไม่ทันสว่าง อูเอียนเจียกตื่นนอนกินอาหารเสร็จแล้วก็แต่งตัวใส่ เกราะถือกระบองสั้นสองมือขึ้นม้าจะพาขุนนางผู้ถือหนังสือทั้งสามออกไป ก็พอทหารที่รักษาประตูมาแจ้งว่า ที่นอกกำแพงข้างทิศเหนือมีพวกโจรขี่ม้ามาด้อมมอง ข้าพเจ้าจำได้ว่าฮวยหยงคนหนึ่งอีกสองคนนั้นไม่รู้จัก คนหนึ่งใส่เสื้อแดง คนหนึ่งใส่เสื้อขาว

อูเอียนเจียกได้ฟังจึงพูดว่า คนที่ใส่เสื้อแดงเห็นจะเป็นตัวซ้องกั๋ง คนที่ใส่เสื้อขาวนั้นเห็นจะเป็นโงวหยง เจ้าอย่าอื้ออึงให้พวกโจรรู้ตัว แล้วก็จัดทหารม้าร้อยเศษเปิดประตูเมืองทอดสะพานข้ามคูขับม้าตรงไปจะจับคนทั้งสาม ซ้องกั๋งกับโงวหยงและฮวยหยงทำเป็นไม่เห็นยืนดูอยู่ที่กำแพง พออูเอียนเจียกมาใกล้จะถึงก็ทำเป็นตกใจชักม้ากลับหนีไปตามทางที่ซุ่มทหารไว้ อูเอียนเจียกไม่แจ้งในอุบายขับม้าไล่ตามไปถึงที่ต้นไม้แห้ง พอได้ยินประทัดสัญญาจุดขึ้นม้าอูเอียนเอียกขี่นั้นก็โผนไปพลัดตกลงในบ่อ ไพร่พลซ้องกั๋งที่ซุ่มอยู่กรูกันออกมาเอาขอเกี่ยวอูเอียนเอียกได้จับมัดไว้แล้วเกี่ยวเอาม้าขึ้นมา คุมตัวอูเอียนเจียกกับม้าตรงไปค่าย ทหารม้าของอูเอียนเจียกเห็นดังนั้นก็กรูกันมาจะเข้าช่วย ฮวยหยงยิงเกาทัณฑ์ไปถูกทหารอูเอียนเจียกล้มตายลงหลายคนที่เหลือตายก็ตกใจแตกหนีกระจัดกระจายกลับไปสิ้น ซ้องกั๋ง โงวหยงและฮวยหยงก็กลับไปค่าย พอไพร่พลเอาตัวอูเอียนเจียกไปถึง ซ้องกั๋งเข้าแก้มัดอูเอียนเจียกออกพยุงขึ้นนั่งบนเก้าอี้แล้วร้องเชิญให้สนทนากัน อูเอียนเจียกตกบ่อลงไปให้วิงเวียนไม่รู้สึกตัว ครั้นได้สติลืมตาขึ้นดูเห็นซ้องกั๋งยืนคำนับอยู่ก็รับคำนับแล้วว่า ทำไมท่านจึงมาต้อนรับข้าพเจ้าดังนี้ ซ้องกั๋งจึงพูดว่า มิใช่ข้าพเจ้าจะคิดสู้รบกับเจ้าแผ่นดินเมื่อไร การทั้งนี้เพราะด้วยขุนนางกังฉินไม่ซื่อตรงลงโทษเอาเป็นนักหนา พวกข้าพเจ้าจึงชักชวนกันไปตั้งโรงอาศัยอยู่ที่เขาเนียซัวเปาะก่อน คอยให้เจ้าแผ่นดินยกโทษเกลี้ยกล่อมคนที่มีฝีมือเข้าทำราชการเมื่อไร พวกข้าพเจ้าก็จะได้สามิภักดิ์ทำราชการสนองพระเดชพระคุณสืบไป ครั้นจะไม่สู้รบก็กลัวความตาย ด้วยตัวท่านฝีมือเข้มแข็งจึงคิดอุบายจับเอาท่านมาปรารถนาจะได้เป็นพวกเดียวกัน ซึ่งทำล่วงเกินนั้นข้าพเจ้าขออภัยเสียเถิด

อูเอียนเจียกว่าพวกท่านจับเอาตัวข้าพเจ้ามาได้ก็จงฆ่าเสียโดยเร็ว ซ้องกั๋งว่าจะให้ฆ่าท่านเสียอย่างไร ข้าพเจ้านี้เป็นคนสัตย์ซื่อสุจริต มีแต่คิดจะให้พี่น้องทั้งหลายได้ความสุขสบายยืดยาวไปภายหน้า อูเอียนเจียกว่า ท่านเมตตาไม่ฆ่าฟัน จะให้ข้าพเจ้าเข้าไปกราบทูลเจ้าแผ่นดินว่าพวกพ้องของท่านจะเข้าทำราชการ โทษทัณท์สิ่งใดขอให้ยกเสียดังนั้นหรือ

ซ้องกั๋งว่าตัวท่านจะกลับไปเมืองหลวงนั้นไม่ได้ ด้วยกอกิวขุนนางผู้ใหญ่เป็นคนกังฉินไม่ซื่อตรงต่อแผ่นดิน เห็นแต่เงินทองทรัพย์สินทั้งปวง ตัวท่านยกกองทัพมาครั้งนี้เสียทหารและเงินทองก็มาก กอกิวคงจะทำโทษ ฮั่นทอ เผ็งกี เลงจิ้น สามนายก็อยู่ที่เขาเนียซัวเปาะ ขอเชิญท่านไปอยู่ด้วยกันเถิด ข้าพเจ้าจะยอมให้ท่านเป็นใหญ่ คอยท่าเจ้าแผ่นดินจะแต่งให้ผู้ใดมาชักชวนไปทำราชการ เราจึงพากันไปเข้าสามิภักดิ์ทำราชการสนองพระเดชพระคุณสืบไป

อูเอียนเจียกได้ฟังตรึกตรองเห็นว่า ซ้องกั๋งมีจิตต้อนรับโดยสัตย์ซื่อทำถูกต้องตามธรรมเนียมทุกสิ่ง ไม่รู้ที่จะคิดประการใด ก็ถอนใจใหญ่คุกเข่าคำนับแล้วว่า ข้าพเจ้านี้มิใช่จะไม่ซื่อตรงต่อแผ่นดินเมื่อไร เพราะเห็นว่าท่านเป็นคนสัตย์ซื่อต่อพี่น้องพวกพ้องจริง ประการหนึ่งคิดจะบำรุงแผ่นดินให้เป็นสุข ข้าพเจ้าก็ต้องยอมสามิภักดิ์ไม่มีสิ่งใดตอบแทนคุณท่านเลย

ซ้องกั๋งได้ฟังก็ยินดี เชิญให้อูเอียนเจียกรู้จักพี่น้องทั้งปวงแล้ว ซ้องกั๋งสั่งลีตง จิวทองให้ไปเอาโอวจุยเบ๊ม้าที่พระราชทานมาให้อูเอียนเจียกแล้วพูดว่า ท่านต้องไปล่อลวงให้เปิดประตูจึงจะได้ อูเอียนเจียกว่าท่านมีคุณกับข้าพเจ้าเป็นอันมากจะขออาสาไป แต่จะขอเอาฉินเหม็ง ฮวยหยง ซึงลิบ เอียสุน ลือฮวง กวยเส็ง เกยเตียน เกยโป อาวเผ็ง เฮงเอยโฮ้ว สิบนายให้ปลอมเป็นพวกทหาร พูดแล้วก็ชวนกันขึ้นม้าออกจากค่ายตรงไปยังกำแพงเมืองเช็งจิว

ขณะนั้นเป็นเวลาพลบค่ำ อูเอียนเจียกกับพวกพ้องที่ปลอมไปถึงก็ร้องเรียกให้เปิดประตูรับ ทหารที่รักษาประตูจำเสียงอูเอียนเจียกได้ก็ไปแจ้งกับผู้รักษาเมืองว่าอูเอียนเจียกหนีกลับมาได้ร้องเรียกให้เปิดประตู โปวหยงได้ฟังดังนั้นก็ดีใจขึ้นม้าตรงไปบนกำแพงเมือง เห็นทหารขี่ม้าร้องเรียกให้เปิดประตูรับ โปวหยงจำเสียงได้แต่ไม่เห็นอูเอียนเจียก จึงร้องถามลงมาว่าเหตุผลประการใดท่านจึงหนีกลับมาได้ อูเอียนเจียกแกล้งบอกว่า ข้าพเจ้าตกบ่อลงพวกโจรจับตัวไปถึงค่าย พบนายทหารของข้าพเจ้าที่โจรจับไปได้แต่ครั้งก่อน พวกเหล่านั้นลอบไปลักเอาม้าพระราชทานมาให้ข้าพเจ้าขี่ชวนกันหนีมาได้แล้ว

โปวหยงได้ฟังสำคัญว่าจริง จึงสั่งให้ทหารเปิดประตูเมืองทอดสะพานรับ อูเอียนเจียกกับพวกที่ปลอมเป็นทหารสิบนายเข้าเมืองได้ โปวหยงลงจากกำแพง จะมารับอูเอียนเจียก ฉินเหม็งก็ตรงไปเอากระบองตีถูกโปวหยงผู้รักษาเมืองตกม้าตาย เกยเตียน เกยโปก็เอาเชื้อไฟจุดติดขึ้น อาวเผ็ง เฮงเอยโฮ้วขึ้นไปบนกำแพง ฆ่าฟันพวกทหารเป็นตะลุมบอน ซ้องกั๋งเตรียมไพร่พลไว้คอยท่า พอเห็นไฟในเมืองติดขึ้นตามสัญญาก็ยกกองทัพเข้าเมืองเช็งจิวได้ ไพร่พลของซ้องกั๋งรุกไล่ฆ่าฟันทหารรักษาหน้าที่เชิงเทินล้มตายเป็นอันมาก ที่เหลือตายก็กระจัดกระจายไปไม่มีผู้ใดต้านทาน ซ้องกั๋งกำชับสั่งไพร่พลไปช่วยดับไฟ มิให้ทำร้ายแก่ราษฎรชาวเมือง แล้วให้ไปถอดเอาขงเม่งกับขงปินออกจากคุก แล้วสั่งให้ไปจับบุตร ภรรยา ญาติ ของโปวหยงผู้รักษาเมืองฆ่าเสียให้สิ้น เก็บริบเอาเงินทองทรัพย์สิ่งของออกแจกจ่ายไพร่พล พอสว่างดีซ้องกั๋งตรวจดูบ้านเรือนราษฎรที่ไฟไหม้เสียมากน้อยเท่าไร ก็เอาเงินทองเสบียงอาหารจ่ายแจกให้ทุกๆ คน แล้วก็เก็บรวบรวมเงินทองและเสบียงอาหารขึ้นบรรทุกเกวียนหกร้อยเล่ม กับม้าฝีเท้าดีสองร้อยเศษ ซ้องกั๋งมีความยินดีจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกันเป็นที่รื่นเริงสบาย ซ้องกั๋งให้พี่น้องที่อยู่เขาทั้งสามแห่งไปรวบรวมไพร่พลทรัพย์สิ่งของทั้งปวงมาสมทบกัน จะได้ยกกองทัพกลับไปเขาเนียซัวเปาะ ลีตง จิวทองก็ให้ไพร่พลกลับไปเขาทอฮวยซัว รวบรวมสิ่งของทั้งปวงเสร็จแล้วก็เอาไฟเผาเขาที่อยู่เสีย ออกจากเขาทอฮวยซัวมา หลวงจีนลูตีซิมใช้ซิอิน เชาเจ็งกลับไปเขายี่เล่งซัว บอกกับเตียแชและนางซึงยีเหนีย เก็บรวบรวมทรัพย์สิ่งของทั้งปวงไว้เอาไฟเผาที่อยู่เสีย คุมไพร่พลออกจากเขายี่เล่งซัว มาถึงเมืองเช็งจิวพร้อมกันทั้งสามกอง ซ้องกั๋งจัดให้ฮวยหยง ฉินเหม็ง อูเอียนเจียก จูตง สี่นายเป็นกองหน้า ตัวซ้องกั๋งกับพี่น้องเหล่านั้นเป็นกองทัพใหญ่ ยกออกจากเมืองเช็งจิวไปมิได้ทำอันตรายแก่ไพร่บ้านพลเมือง ราษฎรทั้งปวงชวนกันตั้งโต๊ะเครื่องบูชาคำนับซ้องกั๋งทุกๆ ตำบล

ซ้องกั๋งยกกองทัพเดินไปหลายวันถึงตำบลเขาเนียซัวเปาะ เตียวไก่แจ้งความก็จัดเรือมารับ ซ้องกั๋งข้ามไปถึงที่ชุมนุมจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกันเป็นอันดี พี่น้องที่มาใหม่นั้นคืออูเอียนเจียก หลวงจีนลูตีซิม เอียจี้ บู๊สง ซิอิน เชาเจ็ง เตียแช นางซึงยีเหนีย ลีตง จิวทอง ขงเม่ง ขงเหลียง รวมสิบสองนายนั่งกินโต๊ะเสพสุราพร้อมกับพี่น้องทั้งปวงพูดจารู้จักกันแล้ว ลิมชองพูดถึงความเดิมซึ่งหลวงจีนลูตีซิมมีคุณได้ช่วยชีวิตไว้ให้พวกพ้องทั้งปวงฟังทุกประการ

หลวงจีนลูตีซิมจึงถามว่า น้องได้ข่าวคราวภรรยาที่เมืองหลวงบ้างหรือไม่ พี่รำลึกถึงทุกเวลา ลิมชองว่าตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ฆ่าเฮงหลุนตายแล้ว น้องให้ไพร่พลไปรับบุตรภรรยาครอบครัว ณ เมืองหลวง บุตรของกอกิวข่มขืนจะเอาเป็นภรรยา ภรรยาน้องเหลือทนจนผูกคอตายเสีย บิดาของภรรยาตรอมใจจนป่วยไข้ตายจึงไม่ได้รับมาอยู่ด้วย

ขณะนั้นเอียจี้ก็เล่าถึงความเดิม เมื่อครั้งเฮงหลุนยังอยู่ได้พบกันที่หน้าเขา บรรดาพี่น้องเหล่านั้นก็พูดว่า คนเช่นเฮงหลุนไม่ควรจะละไว้ให้รกแผ่นดิน พี่น้องทั้งปวงได้ฟังก็ชวนกันหัวเราะ ครั้นเลี้ยงดูเสร็จแล้วซ้องกั๋งก็มีความยินดี ด้วยไปตีเมืองเช็งจิวครั้งนี้ได้พวกพ้องไพร่พลและเครื่องใช้ต่างๆ มาเป็นอันมาก จึงจัดการที่จะรักษาตำบลให้มั่นคง สร้างเครื่องศัสตราวุธและเสื้อเกราะเหล็กขึ้นไว้มากกว่าแต่ก่อน ที่เขาเนียซัวเปาะก็เรียบร้อยเป็นปกติดี

ฝ่ายหลวงจีนลูตีซิมคิดถึงซือจิน อยากจะใคร่ไปเยี่ยมเยียนจึงพูดกับซ้องกั๋งว่า ข้าพเจ้ามีพวกพ้องอยู่คนหนึ่งชื่อซือจิน ที่เรียกว่าเกาบุนเหล็ง ตั้งซ่องสุมไพร่พลอยู่ ณ เขาเซียวฮัวซัวแขวงเมืองฮัวจิวสี่คนด้วยกัน ชื่อจูบู๊ที่เรียกว่าซินกิกุนซือคนหนึ่ง ชื่อตันตัดที่เรียกว่าเถียวแคโฮวคนหนึ่ง ชื่อเอียชุนที่เรียกว่าแป๊ะฮวยจั๊วคนหนึ่ง มีไพร่พลมาก แต่จากกันมาช้านาน คิดว่าจะไปเยี่ยมเยือนซือจิน แล้วจะได้ชักชวนคนทั้งสี่มาอยู่ด้วยกันท่านจะเห็นเป็นประการใด ซ้องกั๋งว่า ข้าพเจ้าก็ได้ยินชื่อเสียงซือจินปรากฏมาช้านาน ซึ่งท่านจะไปเชิญคนทั้งสี่มาอยู่ด้วยกันนั้นดีแล้ว ต้องเอาบู๊สงไปเป็นเพื่อนเดินอีกสักคนหนึ่งจึงจะควร

ขณะนั้นบู๊สงนั่งอยู่ด้วยจึงว่า ข้าพเจ้าจะไปเป็นเพื่อนหลวงจีนลูตีซิมเอง พูดแล้วก็จัดสิ่งของพร้อม หลวงจีนลูตีซิมแต่งตัวเป็นอาจารย์บู๊สงเป็นศิษย์ ลาเตียวไก่กับซ้องกั๋งและพี่น้องทั้งปวงออกจากเขาเนียซัวเปาะ เดินทางตรงไปเขาเซียวฮัวซัว ครั้นหลวงจีนลูตีซิมกับบู๊สงไปแล้ว ซ้องกั๋งมีความวิตกกลัวจะเกิดเหตุขึ้น จึงให้ไตจงตามไปสืบข่าวและจะให้ช่วยป้องกันอันตราย

ฝ่ายซือจินกับจูบู๊ ตันตัด เอียชุน สี่นายตั้งซ่องสุมกันเป็นโจรอยู่ที่เขาเซียวฮัวซัว เดิมซือจินบนไว้ที่ศาลเจ้ากิมเทียนเซียนตี้ ตำบลเขาเงาฮัวซัว ซือจินจึงไปจ้างช่างมาเขียนเครื่องงิ้วต่างๆ ไว้ที่ฝาผนังศาลเจ้าแก้บน ช่างเขียนนั้นชื่อเฮงหงี มีบุตรสาวคนหนึ่งชื่อเฮงเกียวกี รูปร่างงดงามยังไม่มีสามี เฮงหงีบิดาพาบุตรสาวมาเขียนเรื่องงิ้วอยู่ที่ศาลเจ้า

ฝ่ายฮอไทซิวผู้รักษาเมืองฮัวจิว เดิมเป็นคนใช้ของชัวไทซือ ณ เมืองหลวง ครั้นอยู่มาวันหนึ่งฮอไทซิวไปไหว้เจ้าที่ตำบลเขางักฮัวซัว เห็นบุตรสาวของเฮงหงีช่างเขียนงดงามก็นึกชอบใจ ให้คนมาขอจะเอาไปเลี้ยงเป็นภรรยา เฮงหงีไม่ยอม ผู้รักษาเมืองก็ให้ไพร่พลมาฉุดคร่าเอานางเฮงเกียวกีไป แล้วจับเอาเฮงหงีมาทำโทษ ให้เนรเทศไปเมืองที่ไกลๆ ผู้คุมก็พาตัวเฮงหงีไปทางเขาเซียวฮัวซัว พวกโจรจับเอาตัวคนทั้งสามมาไต่ถาม เฮงหงีก็เล่าความให้ฟัง พวกโจรเหล่านั้นจึงพาเฮงหงีกับผู้คุมทั้งสองมาหาซือจิน เฮงหงีเล่าความให้ซือจินฟังทุกประการ ซือจินได้แจ้งก็โกรธ สั่งให้ฆ่าผู้คุมทั้งสองเสียเอาตัวเฮงหงีไว้ที่เขา แล้วซือจินจัดแจงแต่งตัวถืออาวุธมาถึงบ้านฮอไทซิวก็เข้าไปยืนอยู่ที่ประตู

ขณะนั้นฮอไทซิวออกว่าราชการ ขุนนางนายทหารยืนเรียงรายอยู่ทั้งซ้ายขวา ฮอไทซิวเป็นคนพาลสติปัญญาหลักแหลม ครั้นเห็นมีคนมายืนดูก็นึกสงสัย จึงสั่งทหารเตรียมไว้พร้อม แล้วให้คนใช้มาบอกกับซือจินว่า ผู้รักษาเมืองให้มาเชิญท่านจะฟ้องร้องว่ากล่าวสิ่งใดก็ไม่ถือดอก

ซือจินได้ฟังดังนั้นจึงนึกว่า ถ้าเราเข้าใกล้เห็นได้ทีจะฆ่าเสีย คิดแล้วก็เข้าไปข้างใน ฮอไทซิวร้องสั่งให้ปิดประตูกรูกันเข้าลับซือจินไว้ ค้นได้กระบี่ที่ในเสื้อแล้วถามซือจินว่า เจ้ามาด้อมมองด้วยเหตุผลสิ่งใด ซือจินเป็นคนโทโสมากก็บอกตามจริง ว่าเราชื่อซือจินอยู่ ณ เขาเซียวฮัวซัวจะแก้แค้นแทนเฮงหงีที่เราจ้างมาเขียนเรื่องงิ้วถวายเจ้าที่ศาล ผู้รักษาเมืองได้ฟังก็โกรธยิ่งนัก สั่งให้เอาคามาจำขังคุกไว้ แล้วจะยกกองทัพไปจับโจรพวกเขาเซียวฮัวซัวมาให้สิ้นจึงจะฆ่าพร้อมกัน

ฝ่ายจูบู๊ ตันตัด เอียชุน แต่เดิมห้ามปรามซือจินก็ไม่ฟัง ครั้นซือจินออกจากเขามาก็ให้ไพร่พลตามไปฟังข่าวรู้เรื่องความแล้วกลับมาแจ้งกับจูบู๊ ตันตัด เอียชุนว่า ฮอไทซิวผู้รักษาเมืองจับตัวซือจินจำขังคุกไว้ นายโจรทั้งสามได้ฟังก็ตกใจ ครั้นจะยกไพร่พลไปตีหักเอาก็เหลือปัญญาที่จะคิด ด้วยเมืองฮัวจิวเป็นเมืองใหญ่ ทแกล้วทหารเข้มแข็งมาก จึงใช้ให้คนไปสืบข่าวที่เมืองฮัวจิวว่าจะมีเหตุการณ์สิ่งใดจะได้คิดอุบายช่วยซือจิน

ฝ่ายหลวงจีนลูตีซิมกับบู๊สงเดินทางไปหลายวัน ถึงเขตแดนเมืองฮัวจิว ตำบลฮัวอิมกุ้ย รีบเดินทางตรงไปเขาเซียวฮัวซัว พวกโจรเขาเซียวฮัวซัวเห็นหลวงจีนมาก็ชวนกันออกสกัดทางร้องถามว่าหลวงจีนสองรูปนั้นจะไปข้างไหน

บู๊สงว่า เราจะมาหาซือจินที่เรียกว่าซือตัวกัวหนังอยู่ที่นี่บ้างหรือไม่ พวกโจรเหล่านั้นว่า ถ้าท่านจะมาหาซือไต้อ๋องก็เชิญหยุดอยู่ที่นี่ก่อน ข้าพเจ้าจะไปบอกนายทั้งสามออกมารับ บู๊สงจึงสั่งว่า จงไปบอกนายท่านเถิดว่าหลวงจีนลูตีซิมมาหา พวกโจรก็ไปแจ้งกับนายโจรทั้งสามดังคำบู๊สงสั่ง จูบู๊ ตันตัด เอียชุน ได้ฟังก็ออกมาต้อนรับต่างคนคำนับกัน หลวงจีนลูตีซิมกับบู๊สงไม่เห็นซือจินก็มีความสงสัยจึงถามว่า ซือตัวกัวหนังไปข้างไหนจึงไม่เห็นมา

จูบู๊จึงถามว่า เดิมท่านเป็นขุนนางอยู่เมืองเอียนอันฮู้ ชื่อลูตัดหรือไม่ใช่ หลวงจีนลูตีซิมว่าคือตัวเรา คนนั้นชื่อบู๊สงเรียกว่าเฮงเจียที่ฆ่าเสือ ณ ตำบลเก็งเอียงก๋งได้เป็นขุนนาง คนทั้งปวงพากันเรียกว่าบูโตวเถา จูบู๊ ตันตัด เอียชุนจึงพูดว่า ข้าพเจ้าได้ยินชื่อเสียงท่านปรากฏมาช้านาน ภายหลังแจ้งว่าท่านทั้งสองตั้งซ่องสุมอยู่ ณ เขายี่เล่งซัว มีธุระสิ่งใดจึงได้มาถึงตำบลนี้ หลวงจีนลูตีซิมว่า พวกเราไม่ได้อยู่ที่เขายี่เล่งซัวแล้ว ชวนกันไปอยู่กับซ้องกั๋งที่เขาเนียซัวเปาะทั้งสิ้น คิดถึงซือตัวกัวหนังจึงมาเยี่ยมเยือน จูบู๊ว่าท่านทั้งสองมาก็ดีแล้ว เชิญไปยังที่สำนัก ข้าพเจ้าจะเล่าความให้ฟัง หลวงจีนลูตีซิมจึงว่า เรากับซือตัวกัวหนังยังไม่พบกัน มีข้อความสิ่งใดก็บอกให้ทราบเถิด บู๊สงจึงบอกกับนายโจรทั้งสามว่า พี่หลวงจีนลูตีซิมใจเร็วโทโสมาก บอกให้รู้เสียก่อนดีกว่า ถ้าช้าไปก็คงเกิดความ จูบู๊จึงบอกว่า เดิมข้าพเจ้าสามคนอยู่ที่เขานี้ ภายหลังซือตัวกัวหนังมาเป็นไต้อ๋อง ก็สนุกสนานแข็งแรงขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก แล้วเล่าความเรื่องซือตัวกัวหนังตั้งแต่ต้นจนปลายทุกประการ หลวงจีนลูตีซิมได้ฟังก็โกรธพูดว่า ออไทซิวถือดีว่าเป็นพวกชัวไทซือขุนนางผู้ใหญ่ จึงได้มาข่มเหงราษฎรและไพร่บ้านพลเมืองให้ได้ความเดือดร้อน เราจะไปฆ่าเสียเอง จูบู๊ว่าเชิญท่านทั้งสองปรึกษากันเสียก่อน ถ้าเห็นดีแล้วจึงค่อยไป หลวงจีนลูตีซิมว่าเราจะไปฆ่าฟันฮอไทซิวเสียให้ได้ก่อนจึงจะกลับมาที่สำนัก บู๊สงจับมือหลวงจีนลูตีซิมไว้ พูดว่าเวลาก็เย็นแล้วจะไปข้างไหน หลวงจีนลูตีซิมเห็นว่าจวนจะมืดค่ำจริงก็เชื่อฟัง นายโจรทั้งสามก็พาหลวงจีนลูตีซิมกับบู๊สงตรงไปยังเขาที่สำนัก จัดที่ให้นั่งตามสมควร จูบู๊เรียกเฮงหงีมาคำนับรู้จักกับหลวงจีนลูตีซิมกับบู๊สง แล้วนายโจรทั้งสามก็จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงหลวงจีนลูตีซิมกับบู๊สงเป็นอันดี

หลวงจีนลูตีซิมพูดว่า ซือตัวกัวหนังไม่ได้อยู่ที่นี่เราไม่กินโต๊ะเสพสุราเลย บู๊สงกับนายโจรทั้งสามชวนกันอ้อนวอน หลวงจีนลูตีซิมก็ไม่กินนอนตรึกตรองอยู่จนสว่าง จะไปฆ่าฮอไทซิวผู้รักษาเมืองเสียให้ได้ บู๊สงห้ามว่าพี่ทำดังนั้นเห็นจะเหลือกำลัง เราสองคนพี่น้องรีบกลับไปเขาเนียซัวเปาะ แจ้งความกับซ้องกั๋งยกกองทัพใหญ่มาตีเมืองฮัวจิวจึงจะมาช่วยซือตัวกัวหนังได้ หลวงจีนลูตีซิมว่า กว่าจะไปถึงเขาเนียซัวเปาะ ซือตัวกัวหนังอยู่ข้างนี้มิตายเสียก่อนหรือ บู๊สงว่า ถึงพี่ไปฆ่าฮอไทซิวตายทำไมซือตัวกัวหนังจะออกได้ยังไม่เห็นด้วย จูบู๊ก็ช่วยกันห้ามหลวงจีนลูตีซิมว่าท่านอย่าเพิ่งโกรธแค้นนักเลย ซึ่งบู๊สงว่าก็ถูกต้องทุกสิ่ง เรามาปรึกษาคิดอ่านกันให้ดีแล้วจึงค่อยไป หลวงจีนลูตีซิมได้ฟังก็โกรธพูดว่า มีแต่ใจคอเช่นนี้เหมือนกับใจผู้หญิงด้วยกันทั้งสิ้น ชีวิตซือตัวกัวหนังตกไปอยู่ในเงื้อมมือเช่นนั้นแล้ว จะมานั่งเสพสุราปรึกษาอย่างไร หลวงจีนลูตีซิมฉวยได้กระบี่กับไม้เท้าเหล็กออกจากเขาเซียวฮัวซัวตรงไปเมืองฮัวจิว บู๊สงจึงพูดกับนายโจรทั้งสามว่า หลวงจีนลูตีซิมไม่เชื่อฟังไปคราวนี้ก็คงเกิดความขึ้นเป็นแน่ จูบู๊จึงใช้ให้ไพร่พลติดตามไปฟังข่าวคราว

ฝ่ายหลวงจีนลูตีซิมมาถึงเมืองฮัวจิวก็เข้าไปในเมือง ถามคนทั้งปวงว่า บ้านฮอไทซิวอยู่ที่ไหน คนเหล่านั้นก็บอกให้ หลวงจีนลูตีซิมเดินเข้าไปใกล้ถึงบ้านผู้รักษาเมือง เห็นคนตามถนนหลีกเลี่ยงไปหลวงจีนลูตีซิมก็หยุดอยู่

ฝ่ายฮอไทซิวผู้รักษาเมือง เวลานั้นไปเที่ยวเล่นแล้วกลับมา คนทั้งปวงเห็นหลวงจีนลูตีซิมยืนอยู่ก็ร้องบอกว่า ฮอไทซิวผู้รักษาเมืองเดินมาหลบหลีกไปเสียให้พ้น หลวงจีนลูตีซิมได้ฟังจึงคิดว่า ฮอไทซิวเห็นจะถึงที่ตาย เราหมายว่าจะฆ่าก็จำเพาะให้มาพบกัน คิดแล้วก็เดินไปยืนดูอยู่ริมถนน เห็นไพร่พลแห่ฮอไทซิวมาเป็นอันมาก ตัวฮอไทซิวนั้นนั่งอยู่บนเกี้ยว สองข้างซ้ายขวามีทหารถือเครื่องศัสตราวุธต่างๆ เดินขนาบข้างมาใกล้จะถึง หลวงจีนลูตีซิมก็ไม่อาจจะเข้าไปทำอันตราย เดินเวียนไปมาเป็นหลายกลับ

ฮอไทซิวเห็นจึงนึกว่า หลวงจีนรูปนี้มาแต่ข้างไหนถือไม้เท้าเหล็กหรือจะมาทำร้ายเราดอกกระมัง พอไปถึงบ้านฮอไทซิวก็ลงจากเกี้ยว จัดเอาทหารซุ่มไว้ประมาณร้อยเศษ แล้วเรียกคนใช้มาสั่งว่าเจ้าจงไปบอกกับหลวงจีนที่ยืนอยู่ริมถนนว่าเราให้นิมนต์มาฉันของเจในบ้าน คนใช้คำนับลามาเห็นหลวงจีนเดินวนเวียนอยู่กลางถนนก็ตรงไปแจ้งความดังผู้รักษาเมืองสั่งมาทุกประการ

หลวงจีนลูตีซิมได้ทราบจึงคิดว่า เดิมทีเราหมายไว้ก็ไม่สมปรารถนาสำคัญว่ายังไม่ถึงที่ตายกลับใช้ให้คนมาเรียกเราไปฉัน ฮอไทซิวนี้เห็นจะถึงที่ตายแน่ดอกกระมัง คิดแล้วเดินตามคนใช้เข้าไปในบ้านผู้รักษาเมือง ฮอไทซิวเห็นหลวงจีนถือเครื่องมือเข้ามาก็สั่งคนไว้ว่าถ้าหลวงจีนมาถึงให้วางเครื่องมือเสียก่อนจึงนิมนต์เข้ามา พอหลวงจีนลูตีซิมเดินไปถึงประตูกลาง คนใช้ก็ร้องห้ามว่าตัวท่านบวชเป็นหลวงจีนอย่างธรรมเนียมก็ย่อมรู้จะถือเครื่องมือเข้าในบ้านผู้รักษาเมืองนั้นไม่ได้ หลวงจีนลูตีซิมได้ฟังก็ไม่ใคร่จะวาง คนใช้เหล่านั้นชวนกันว่ากล่าวจะให้หลวงจีนวางเครื่องมือเสีย หลวงจีนลูตีซิมไม่รู้อุบายจึงนึกว่าแม้นเข้าใกล้ได้ ถึงไม่มีอาวุธตีด้วยมือก็คงตายเหมือนกัน จึงวางกระบี่กับไม้เท้าเหล็กลงไว้เดินตามคนใช้เข้าไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ