๔๘. ทัพหลวงไปตีเมืองทวาย

ในปีมะแม นพศก จุลศักราช ๑๑๔๙[๕๔] นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริจะเสด็จพระราชดำเนินทัพหลวงไปตีเมืองทวาย ให้พม่าเห็นว่าไทยมีกำลังพอจะทำศึกตอบแทนได้บ้าง จึงมีพระราชดำรัสให้เกณฑ์กองทัพไว้ให้พร้อม ครั้น ณ วันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น ๕ ค่ำ เวลา ๓ โมงเช้า ๔ บาท ได้มหาพิชัยฤกษ์ จึงพระบาทสมเด็จบรมนารถบพิตรพระเจ้าอยู่หัว เสด็จยาตรานาวาพยุหทัพหลวงจากกรุงเทพมหานคร โดยทางชลมารคและพลโยธาหาญในกระบวนทัพหลวงยกจากกรุงครั้งนั้น เป็นพล ๒๐,๐๐๐ เศษ พร้อมด้วยเรือพระราชวงศานุวงศ์ และท้าวพระยาข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งปวง โดยเสด็จพระราชดำเนินเป็นอันมาก ดำรัสให้เจ้าพระยารัตนาพิพิธ เจ้าพระยามหาเสนา พระยายมราชเป็นกองหน้า พระยาพระคลัง เป็นเกียกกาย สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เป็นยกกระบัตร สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ เป็นทัพหลัง เสด็จประทับรอนแรมไปตามระยะทางชลมารค ถึงท่าตะกั่วแม่น้ำน้อย จึงเสด็จขึ้นประทับ ณ พระตำหนักค่ายหลวงซึ่งกองหน้าทำไว้รับเสด็จ แล้วดำรัสให้กองหน้ากองหนุน เป็นคน ๑๐,๐๐๐ ยกล่วงหน้าไปก่อน แล้วทัพหลวงจึงเสด็จพระราชดำเนินตามไป

ครั้งนั้นฝ่ายข้างเมืองทวาย พระเจ้าอังวะแต่งให้แมงจันจาผู้บุตรสะดุแมงกองลงมาเป็นเจ้าเมือง อนึ่ง กองทัพพม่าซึ่งยกมาทางเมืองมะริดแต่ครั้งก่อนนั้น ก็พร้อมกันอยู่ที่เมืองทวายทั้งสิ้น ทวายวุ่น กับแกงวุ่น แมงยี่ แม่ทัพและนายทัพนายกองทั้งปวงได้แจ้งว่า กองทัพไทยยกมาทางด่านวังปอเขาสูง จะมาตีเมืองทวาย แม่ทัพจึงแต่งให้นัดมิแลงถือพล ๓,๐๐๐ ยกมาตั้งค่ายรบอยู่ ณ ด่านวังปอทัพ ๑ แล้วให้ทวายวุ่นเจ้าเมืองทวาย ถือพล ๔,๐๐๐ ยกมาตั้งค่ายปีกกาสกัดท้องทุ่งทางซึ่งจะมาแต่เมืองกลิอ่องถึงเมืองทวาย แล้วเกณฑ์ให้นายทัพนายกองทั้งปวงคุมพลทหาร ๑,๐๐๐ ยกไปตั้งค่ายรับอยู่ที่เมืองกลิอ่องอีกตำบล ๑ แล้วจัดพลทหารทั้งพม่าและทวายชาวเมืองขึ้นประจำรักษาหน้าที่เชิงเทินกำแพงเมืองโดยรอบ กอร์ปด้วยเครื่องสรรพศาสตราวุธปืนใหญ่นอยพร้อมสรรพ แต่ตัวแกงวุ่น แมงยี่แม่ทัพตั้งนั้นรักษาอยู่ในกำแพง จัดการป้องกันเมืองเป็นสามารถ แล้วบอกหนังสือขึ้นไปทูลพระเจ้าอังวะว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุธยายกทัพหลวงมาตีเมืองทวาย

ฝ่ายเจ้าพระยารัตนาพิพิธแม่ทัพหน้า เดินทัพข้ามเขาสูงไปแล้ว จึงให้พระยาสุรเสนา พระยามหาอำมาตย์ และท้าวพระยา นายทัพนายกองเป็นหลายนาย คุมพลทหาร ๕,๐๐๐ ล่วงหน้าไปก่อน ลงตกเชิงเขาสูงข้างโน้น ถึงค่ายวังปอซึ่งทัพพม่ามาตั้งรับอยู่นั้น จึงพระยาสุรเสนา พระยามหาอำมาตย์ นายกองหน้า ก็ให้ตั้งค่ายลงเป็นหลายค่าย ครั้นถึง ณ วันศุกร์ เดือน ๓ ขึ้น ๙ ค่ำ เวลาเช้า จึงพระเสนานนท์กับขุนหมื่นและไพร่พลในกองทัพ ยกเข้าปล้นค่ายพม่า ๆ ยิงปืนนกสับออกมาแต่ในค่าย ต้องต้นขาเบื้องซ้ายพระเสนานนท์ พลทหารเข้าช่วยพยุงพามาเข้าในค่าย จึงพระยามหาอำมาตย์ก็ขับพลทหารหนุนเข้าไปปล้นค่ายพม่า ๆ ต่อรบเป็นสามารถ จะหักเอาค่ายมิได้ก็ถอยออกมา แต่ยกเข้าปล้นดังนั้นเป็นหลายวัน พระยาสุรเสนา พระยาสมบัติบาล ต้องปืนข้าศึกตายในที่รบ ครั้น ณ วันอาทิตย์ เดือน ๓ แรม ๑๐ ค่ำ จึงเจ้าพระยารัตนาพิพิธ เจ้าพระยามหาเสนา ก็ยกพลทหารหนุนไปช่วยกองหน้า เข้าระดมตีค่ายพม่า ๆ ต่อรบเป็นสามารถ รบกันตั้งแต่เช้าจนค่ำ พลทัพไทยก็หนุนเนื่องกันเข้าไปมิได้ย่อท้อ บ้างเย่อแย่งปีนค่าย พม่าสู้รบอยู่จนเวลาประมาณยาม ๑ นัดมิแลงนายทัพเห็นเหลือกำลังจะต้านทานมิได้ ก็พาพลทหารแตกออกมาทางหลังค่ายหนีไปเมืองกลิอ่อง กองทัพไทยก็ได้ค่ายวังปอ แล้วให้ม้าใช้รีบลงมากราบทูลพระกรุณายังทัพหลวง แล้วตั้งพักรี้พลอยู่ ณ ค่ายวังปอ ๒ วัน

ครั้น ณ วันพุธ เดือน ๓ แรม ๑๓ ค่ำ กองทัพหน้าก็ยกตามลงไปถึงเมืองกลิอ่อง ฝ่ายทัพหลวงก็เสด็จขึ้นข้ามเขาสูงหนุนไป และเขานั้นชันนักจะทรงช้างพระที่นั่งขึ้นไปมิได้ พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัว ดำรัสให้ผูกราวแล้วต้องทรมานพระกาย เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทยึดราวขึ้นไปตั้งแต่เชิงเขา แต่เช้าจนเที่ยงจึงถึงยอดเขา และช้างซึ่งขึ้นเขานั้น ต้องเอางวงยึดต้นไม้จึงเหนี่ยวกายขึ้นไปได้ความลำบากนัก ช้างที่พลาดพลัดตกเขาลงมาตายทั้งคนทั้งช้างก็มีบ้าง จึงมีพระราชโองการดำรัสว่า “ไม่รู้ว่าทางนี้เดินยากพาลูกหลานมาได้ความลำบากยิ่งนัก” เมื่อจะลงไปเชิงเขาข้างโน้น ก็เสด็จพระราชดำเนินทรงยึดราวไปเหมือนกัน ครั้นกองทัพหลวงยกข้ามเขาสูงล่วงพ้นไปแล้ว จึงเสด็จยั้งทัพหลวงหยุดประทับแรมอยู่ ณ ค่ายวังปอ ให้ตำรวจไปเร่งกองหน้าให้ตีเมืองกลิอ่องให้แตกโดยเร็ว เจ้าพระยารัตนาพิพิธ เจ้าพระยามหาเสนา พระยายมราช ก็ขับพลทหารเข้าหักค่ายเมืองกลิอ่อง พม่าต่อรบเป็นสามารถ และรบกันทั้งกลางวันกลางคืน เสียงปืนยิงโต้ตอบกันมิได้หยุดหย่อน ครั้นถึง ณ วันเสาร์ เดือน ๔ ขึ้น ๒ ค่ำ เวลากลางคืนยามเศษ เจ้าเมืองทวายและนัดมิแลงเห็นเหลือกำลังจะต้านทานต่อรบมิได้ ก็เปิดประตูหนีออกทางหลังค่ายแตกพ่ายหนีไปเมืองทวาย กองทัพไทยก็ได้เมืองกลิอ่อง ให้หยุดพักพลจัดหาเสบียงอาหารอยู่ที่นั่นหลายวันแล้ว แต่งให้กองสอดแนมลงไปสืบ แจ้งว่าพม่าตั้งค่ายปีกกาสกัดท้องทุ่ง คอยรับอยู่กลางทางซึ่งจะลงไปเมืองทวาย จึงบอกไปกราบบังคมทูลพระกรุณายังทัพหลวง ณ ค่ายวังปอ จึงมีพระราชดำรัสให้กองหน้าตรวจเตรียมรี้พลจงกวดขันทุกทัพทุกกองอย่าประมาทให้เสียทีแก่ข้าศึกได้ ให้ยกไปตีค่ายปีกกาพม่าให้แตกในวันเดียว แม้นล่วงวันไปจะเอาโทษแก่นายทัพนายกองถึงสิ้นชีวิต ครั้น ณ วันศุกร์ เดือน ๔ แรม ๘ ค่ำ เวลาเช้า กองหน้าก็ยกพลทหารเข้าระดมตีค่ายปีกกา และท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งหลายกั้นสัปทนแดงดาษไปทั้งท้องทุ่ง ปันหน้าที่กันเร่งขับพลทหารเข้ารบหักค่ายปีกกาพร้อมกันทุกทัพทุกกอง ยิงปืนใหญ่น้อย เสียงสะเทือนสะท้านไปทั้งท้องทุ่ง พม่ายิงปืนใหญ่น้อยออกจากค่ายปีกกาทุกหน้าที่ รบกันแต่เช้าจนพลบค่ำ พลทหารไทยเยียดยัดหนุนเนื่องกันเข้าไปมิได้ท้อถอย บ้างปีนค่าย แย่งค่ายต่อรบกันถึงอาวุธสั้น พลพม่าสู้รบต้านทานมิได้เหลือกำลัง ก็แตกฉานพ่ายหนีเข้าเมือง พลทัพไทยตีค่ายปีกกาแตกแล้วก็ยกติดตามลงไปเมืองทวายในเวลากลางคืนวันนั้น

ฝ่ายแกงวุ่น แมงยี่ แม่ทัพใหญ่ และแมงจันจาเจ้าเมืองทวาย กับทั้งนายทัพนายกองทั้งปวงก็คิดปรึกษากันว่า จะล่อให้ทัพไทยเข้าอยู่ในเมืองแล้วจะล้อมเมืองไว้ชั้นนอก ด้วยเห็นว่าพลเมืองเป็นทวาย ไทยอดเสบียงอาหารเข้าก็จะแย่งชิงพลเมืองกิน ไพร่พลเมืองได้ความเดือดร้อนนักก็จะเกิดเป็นกบฏขึ้นในเมือง พม่าก็จะมีชัยชำนะถ่ายเดียว ปรึกษาเห็นพร้อมกันแล้วก็ชวนกันออกจากเมือง หนีข้ามแม่น้ำไปฝั่งโน้นก็มีบ้าง ที่ยังอยู่ในเมืองก็มีบ้าง แต่มิได้มีผู้คนขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินกำแพงเมือง ถึง ณ วันเสาร์ เดือน ๔ แรม ๙ ค่ำ เวลาเช้า พลทัพไทยกองหน้าก็ยกไปถึงเชิงกำแพงเมืองทวาย ไม่เห็นผู้คนขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทิน แต่ประตูเมืองนั้นปิดอยู่ แม่ทัพจึงปรึกษากันว่า ครั้นจะทำลายประตูเมืองเข้าไปในเมือง ก็เกรงว่าพม่าจะแต่งกลซุ่มพลทหารไว้ ควรรอทัพอยู่แต่นอกเมืองก่อน คอยดูท่วงทีพม่าจะทำประการใด ปรึกษาเห็นพร้อมกัน ดังนั้น จึงถอยออกมาตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ ๓ ด้าน เว้นแต่ด้านริมแม่น้ำ ฝ่ายนายทัพนายกองพม่าเห็นว่า ทัพไทยยั้งอยู่มิได้เข้าเมืองแล้ว ก็ผ่อนกันกลับเข้าเมืองเกณฑ์พลทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินกำแพงเมือง ป้องกันรักษาเมืองเป็นสามารถ

ฝ่ายทัพหลวงก็เสด็จพระราชดำเนินยกตามกองหน้าเข้าไปตั้งค่ายหลวงใกล้เมือง ห่างค่ายกองหน้าซึ่งตั้งล้อมเมืองออกมาประมาณ ๕๐ เส้น ดำรัสให้กองทัพสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ยกไปตั้งค่ายใหญ่หนุนค่ายกองหน้าอยู่หน้าค่ายหลวง ขณะนั้นช้างต้นพังเทพลีลาป่วยลงไม่จับหญ้าถึง ๓ วัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระวิตกนัก ด้วยเป็นช้างพระที่นั่งข้าหลวงเดิม ได้เคยทรงเสด็จไปงานพระราชสงครามมาแต่ก่อนทุกครั้ง ทรงพระอาลัยว่าเป็นราชพาหนะเพื่อนทุกข์เพื่อนยากเกรงจะล้มเสีย จึงทรงพระอธิษฐานเสกข้าว ๓ ปั้นให้ช้างนั้นรับพระราชทาน ด้วยเดชะพระบารมีเป็นมหัศจรรย์ ช้างนั้นก็หายไข้เป็นปกติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดีพระทัยยิ่งนัก ฝ่ายนายทัพนายกองพม่าซึ่งตั้งรักษาเมืองทวายอยู่นั้น เกรงกลัวพระเดชานุภาพเป็นกำลัง มิได้ยกพลทหารออกต่อรบนอกเมือง เป็นแต่รักษาเมืองนิ่งอยู่

กองทัพไทยตั้งล้อมเมืองทวายอยู่กึ่งเดือน เสบียงอาหารก็เบาบางลง ขณะนั้นเจ้าอินท์ซึ่งเป็นบุตรพระเจ้าล้านช้างเก่าจึงกราบทูลพระกรุณาว่า จะขออาสายกเข้าปีนปล้นเอาเมือง มีพระราชโองการดำรัสห้ามว่า ทัพหลวงตั้งอยู่ใกล้เมืองนัก เกรงจะไม่สมคะเนล่าถอยออกมา ข้าศึกได้ทีจะยกออกจากเมืองไล่ติดตามกระทั่งปะทะค่ายหลวง จะเสียทีเหมือนเมื่อครั้งเจ้ากรุงธนบุรียกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ครั้งแรก ภายหลังพระยาสีหราชเดโช และท้าวพระยานายทัพนายกองเป็นหลายนาย กราบบังคมทูลขออาสาปล้นเอาเมือง ก็ดำรัสห้ามเสียเหมือนดังนั้น พอเสบียงอาหารขัดลงก็ดำรัสให้เลิกทัพหลวงถอยมาทางคะมองส่วย ให้กองทัพหน้ารอรั้งมาเบื้องหลัง พม่ายกทัพติดตามกองหน้าก็รบมาจนสิ้นแดนเมืองทวาย

ในขณะนั้นฝ่ายสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรฯ ได้ทรงทราบว่า สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชเจ้า เสด็จพระราชดำเนินพยุหโยธาทัพออกจากเมืองทวาย ก็เสด็จยาตราทัพออกจากเมืองนครลำปางกลับมายังพระนครแล้วก็เสด็จโดยทางชลมารคออกไปตามเสด็จถึงแม่น้ำน้อย พอทัพหลวงเสด็จกลับมาถึงพระตำหนักค่ายท่าเรือ ก็เสด็จขึ้นไปเฝ้ากราบถวายบังคมทูลว่า “ขอเชิญเสด็จพระราชดำเนินคืนยังพระนครเถิด ข้าพระพุทธเจ้าจะตั้งทัพอยู่ที่นี่ ดูทีพม่าจะทำประการใดจะได้คิดอ่านป้องกันสู้รบรักษาพระราชอาณาเขต” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นชอบด้วย จึงเสด็จกรีฑานาวาทัพกลับคืนยังกรุงเทพมหานคร ฝ่ายกองทัพพม่ายกติดตามมาพอสิ้นแดนเมืองทวายแล้วก็ยั้งทัพอยู่ มิได้ยกล่วงเข้ามาในพระราชอาณาเขต ก็เลิกทัพกลับไปเมืองทวาย สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ก็ทรงจัดให้พลหัวเมืองอยู่รักษาด่านทางมั่นคงแล้วก็เสด็จเลิกทัพกลับยังพระนคร



[๕๔] พ.ศ. ๒๓๓๐

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ