๑๑. เรื่องพงศาวดารญวน

เดิมเมืองตังเกี๋ยเป็นเมืองหลวง เจ้ากิมเป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบวงศ์มาได้ ๖ พระองค์ พระเจ้าแผ่นดินในที่ ๖ ชื่อหุงเมือง ครั้งนั้นพระเจ้ากรุงจีนให้เลียวทาง เป็นแม่ทัพยกมาตีเมืองตังเกี๋ยได้ เลียวทางจับหุงเมืองและพรรคพวกฆ่าเสียสิ้น แล้วเลียวทางก็เป็นเจ้าเมืองตังเกี๋ย เมืองตังเกี๋ยก็ขึ้นแก่เมืองจีนแต่นั้นมา ภายหลังเกิดผู้มีบุญขึ้นชื่อเลเลยเป็นญวนอยู่ที่บ้านลำเซิน เลเลยนิมิตฝันว่าจะได้เป็นเจ้าแผ่นดิน เวียนกรายจะได้เป็นมหาอุปราช เทพยดาบอกว่าดวงตรากับกระบี่สำหรับพระเจ้าแผ่นดินอยู่ที่ห้วยน้ำ ครั้นเวลาเช้าเลเลยก็ไปเที่ยวดูที่ห้วยน้ำ ได้เห็นดวงตรากับกระบี่สมคำเทพยดาบอก ก็เอาดวงตรากับกระบี่มาเก็บไว้ที่เรือน ฝ่ายเวียนกรายเที่ยวมาอาศัยนอนอยู่ในศาลเจ้า เทพยดาสังหรณ์ให้นิมิตฝันว่า เลเลยจะได้เป็นเจ้าแผ่นดิน เวียนกรายจะได้เป็นมหาอุปราช ถ้าเวียนกรายจะใคร่พบเลเลยก็ให้ไป ณ บ้านลำเซิน ถ้าไม่รู้จักเรือนเลเลย เวลากลางคืนให้ดูรัศมี ถ้ารัศมีสว่างอยู่ที่เรือนใด เรือนนั้นเป็นเรือนเลเลย ครั้นตื่นขึ้นเวลาเช้า เวียนกรายก็ออกจากศาลเทพารักษ์เดินมาถึงบ้านลำเซิน พอเวลาค่ำจึงเที่ยวดูเห็นเรือนหนึ่งมีรัศมีสว่างสมคำเทพยดาบอก เวียนกรายก็เข้าไปหาเลเลย เลเลยกับเวียนกรายพบกันแล้ว ก็ไต่ถามชื่อเสียงรู้จักกันสมตามนิมิตฝันทั้ง ๒ ฝ่าย เวียนกรายขอดูดวงตราและกระบี่ของเลเลย ๆ ก็ให้ดู เวียนกรายไม่มีความสงสัยแน่แก่ใจแล้ว จึงว่าเราทั้ง ๒ จะได้เป็นเจ้าเมืองตังเกี๋ย ให้เลเลยตั้งกองเกลี้ยกล่อมผู้คนอยู่ที่บ้านลำเซิน ตัวเวียนกรายไปเกลี้ยกล่อมผู้คนในแขวงเมืองตังเกี๋ย ครั้นเกลี้ยกล่อมคนเข้าด้วยมากแล้ว เวียนกรายกับเลเลยก็เป็นกบฏคุมคนยกเขาตีเอาเมืองตังเกี๋ยได้ จับเจ้าเมืองฆ่าเสีย เลเลยก็ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า ตั้งเวียนกรายเป็นมหาอุปราช ฝ่ายพระเจ้ากรุงจีนรู้ว่า เลเลยกับเวียนกรายเป็นกบฏจับเจ้าเมืองตังเกี๋ยฆ่าเสียแล้ว จึงแต่งให้กองทัพไปตีเมืองตังเกี๋ย ผู้ใดเป็นแม่ทัพมาหาปรากฏไม่ เลเลยกับเวียนกรายรู้ว่ากองทัพเมืองจีนยกมาเป็นอันมากจะสู้รบมิได้ จึงเอาทองคำทำรูปแทนตัวกับเครื่องบรรณาการ ให้ทูตคุมไปให้แม่ทัพเมืองจีน ขอโทษตัวยอมเป็นเมืองขึ้นตามเดิม แม่ทัพได้มีหนังสือบอกขึ้นไปเมืองหลวง พระเจ้ากรุงจีนมีหนังสือมาถึงแม่ทัพว่า ให้ตั้งองเลเลยเป็นเจ้าเมืองตังเกี๋ยสืบวงศ์ตระกูลต่อไปเถิด กองทัพกรุงจีนก็กลับไป และราชการบ้านเมืองก็สิทธิ์ขาดอยู่แก่เวียนกรายมหาอุปราช เวียนกรายมีบุตรหญิงชื่อกงจัว ๑ บุตรชายชื่อจัวเตียน ๑ บุตรหญิงนั้นให้เป็นภรรยาตินเกียมซึ่งเป็นขุนนางในเมืองตังเกี๋ย มหาอุปราชทูลเจ้าเมืองตังเกี๋ยว่า ตัวแก่ชราแล้ว จะขอให้ตินเกียมบุตรเขยว่าราชการ ที่อุปราชแทนตัวไปจนกว่าจัวเตียนบุตรชายจะใหญ่ขึ้น ถ้าบุตรชายใหญ่ขึ้นแล้วขอให้บุตรชายเป็นมหาอุปราชสืบไป เจ้าเมืองตังเกี๋ยก็ยอมให้ ครั้นมหาอุปราชตายแล้ว ตินเกียมบุตรเขยก็คิดจะฆ่าจัวเตียนน้องภรรยาเสีย นางกงจัวพี่หญิงรู้ความ ก็กระซิบบอกน้องชายให้รู้ตัวแล้วให้น้องชายทำเป็นคนเสียจริต จัวเตียนก็กระทำตามคำพี่หญิง พี่หญิงจึงคิดอุบายบอกแก่ตินเกียมสามีว่า จัวเตียนเป็นบ้าดังนี้ จะเลี้ยงไว้ก็จะได้ความอับอายขายหน้า ขอให้ขับไปเสียให้พ้นบ้านเมือง ตินเกียมสามีไม่ทันพิจารณาก็เห็นด้วย จึงไปทูลเจ้าเมืองตังเกี๋ยให้ขับจัวเตียนเสียจากเมือง เจ้าเมืองตังเกี๋ยก็ยอม ตินเกียมจึงแต่งเรือเล็กและคนให้คุมตัวจัวเตียนเข้ามาส่งขึ้นที่ป่า ชื่อโอจัว เป็นป่าสำหรับปล่อยคนโทษ ในเขาวงก์หนทางจะเข้าออกเป็นอันยาก ป่านั้นพ้นแดนเมืองตังเกี๋ย ๑๕ วัน คนที่มาส่งนั้นก็อยู่ด้วยจัวเตียน หากลับไปไม่ จัวเตียนตั้งกองเกลี้ยกล่อมผู้คนเป็นซ่องอยู่ในป่า ได้ผู้คนมากก็สร้างเมืองขึ้นให้ชื่อเมืองเว้เรียกมาจนทุกวันนี้

ฝ่ายตินเกียมพี่เขยรู้ความดังนั้น จึงให้องลัดเบายกกองทัพมาตีเมืองเว้ ได้รบกันกับองลัดเบา กองทัพก็แตกกลับไปเมืองตังเกี๋ย จัวเตียนเจ้าเมืองเว้กลัวจะเป็นศึกติดพันไป จึงแต่งเครื่องบรรณาการให้ขุนนางไปคำนับจิ้มก้ององตินเกียมพี่เขย และขอโทษเจ้าเมืองตังเกี๋ยยอมเป็นเมืองขึ้นด้วย เจ้าเมืองตังเกี๋ยก็โปรดให้จัวเตียนได้ครองเว้สืบมา ๖ ชั่วเจ้าเมือง จัวเตียน บุตร เวียนกราย ที่ ๑ จัวสาย บุตร จัวเตียน ที่ ๒ จัวเทิง บุตร จัวสาย ที่ ๓ จัวเหียน บุตร จัวเทิง ที่ ๔ จัวคาง บุตร จัวเหียนที่ ๕ ถึงองเฮียวฮูเวียง บุตร จัวคางที่ ๖ ก็ตั้งแข็งเมือง มิได้ไปขึ้นแก่เมืองตังเกี๋ย เจ้าเมืองตังเกี๋ยก็จัดกองทัพไปตีเมืองเว้เป็นหลายครั้งไม่ได้ องเฮียวฮูเวียงให้ตั้งด่านทางบกตำบลโปจันแห่งหนึ่ง โปจันนั้นอยู่ริมแม่น้ำซงยันข้างตะวันออก เป็นแดนเมืองตังเกี๋ย ด่านโปจันทุกวันนี้เป็นเมืองกวางเบื้อง ทางน้ำนั้นให้เอาโซ่ขึงแม่น้ำดงเฮยไว้ ไม่ให้พวกตังเกี๋ยขึ้นไปเมืองเว้ได้ เมืองตังเกี๋ยกับเมืองเว้ก็ขาดกันมาหลายปี เป็นเอกราชขึ้นด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย องเฮียวฮูเวียงมีบุตร ๕ คน ชื่อองดึกมูที่ ๑ องคางเวืองที่ ๒ องเทิงกวางที่ ๓ องเชียงซุนที่ ๔ องทางที่ ๕ องดึกมู ซึ่งเป็นบุตรใหญ่ มีบุตรชายชื่อ องวางตนคนหนึ่ง แล้วองดึกมูก็ถึงแก่กรรม องคางเวืองบุตรที่ ๒ มีบุตร ๓ คน ชื่อองยาบา ๑ องเชียงสือ ๑ องหมัน ๑ แล้วองคางเวืองนั้นก็ถึงแก่กรรมไปก่อนบิดา ครั้นองเฮียวฮูเวียงบิดาถึงแก่กรรมแล้ว องกวักภอขุนนางผู้ใหญ่ยกองเทิงกวางบุตรที่ ๓ ขึ้นเป็นเจ้าเมืองเว้ แล้วองกวักภอก็เป็นผู้สำเร็จราชการสิทธิ์ขาดอยู่แต่ผู้เดียว เสนาบดีราษฎรไม่เต็มใจ บ้านเมืองก็เกิดความจลาจลต่าง ๆ ครั้นอยู่มาจะเป็นปีเดือนวันใดมิได้ปรากฏ อ้ายอยากเป็นโจรป่าอยู่แดนเมืองกุยเยิน อ้ายอยากมีน้องชาย ๒ คนชื่อ อ้ายบาย อ้ายดาม ครั้นอยู่มา อ้ายกรุมฮวดบิดาอ้ายอยาก อ้ายบาย อ้ายดาม ตาย พี่น้องทั้ง ๓ คนหาหมอดูที่ฝังศพ หมอว่าที่เขากวางหนำเป็นที่ฮ่องซุ้ยดี มีเขาเป็นรูปปากมังกร ถ้าใครฝังศพบิดามารดาลงในที่นั้น นานไปบุตรหลานจะได้ดี แล้วอ้ายอยากกับพี่น้องก็เอาศพบิดาไปฝังที่เขาปากมังกร ขุดหลุมลงไปได้ทองคำ ๒ ไหแง แล้วเอาศพฝังลงไว้ที่นั้น อ้ายอยากเอาทองคำมาขายได้เงินช่วยคนที่ทุกข์ยากปล่อยเสีย แล้วเกลี้ยกล่อมผู้คนได้มาก ปรึกษากันคิดจะชิงเอาสมบัติในเมืองเว้ ด้วยเห็นว่าองกวักภอกับองเทิงกวาง ไม่ตั้งพระทัยอยู่ในราชการแผ่นดิน ตั้งแต่เสพสุราแล้วก็เล่นงิ้วหลงใหลไป บรรดาขุนนางเอาใจออกห่างทั้งสิ้น อ้ายอยากกับพี่น้องเห็นการดังนั้นแล้วก็ปรึกษากันว่า ผู้คนก็ยิมยอมกับเรามากอยู่แล้ว ก็พอจะคิดการใหญ่ได้ จึ่งให้อ้ายบายเอาทองคำหลายลิ่ม ๆ ละ ๑๐ ตำลึงจีน ใส่กระบะเข้าไปให้เจ้าเมืองกวางหนำ ขอทำราชการด้วยเจ้าเมืองกวางหนำ เจ้าเมืองกวางหนำก็รับไว้ให้ทำราชการอยู่ด้วยช้านาน เจ้าเมืองกวางหนำเห็นว่าอ้ายบายมีสติปัญญา ความอุตสาหะพากเพียรดี ก็ตั้งให้เป็นขุนนางว่าราชการสิทธิ์ขาดแทนตัวต่อไป ด้วยเจ้าเมืองกวางหนำเป็นคนชรา ตั้งแต่นั้นมาคนทั้งปวงก็เรียก อ้ายอยาก อ้ายบาย อ้ายดาม เป็นองญวนขึ้นทั้ง ๓ คนพี่น้อง องบายเกลี้ยกล่อมให้ไพร่บ้านพลเมืองรักใคร่ ได้พวกพ้องมาก ฝ่ายองอยากพี่ชาย องดามน้องชาย คุมไพร่พลอยู่ในป่า คิดกันว่าองเทิงกวาง เจ้าเมืองเว้คนนี้ หาอยู่ในยุติธรรมไม่ จึงเข้ามาในเมืองกวางหนำหาน้องชาย คิดพร้อมใจกัน จะยกองวางตนซึ่งเป็นบุตรขององดึกมูขึ้นเป็นเจ้า องวางตนคนนี้มีคนรักใคร่มาก คนทั้งปวงก็นิยมเห็นจริงด้วย แล้วองทั้ง ๓ ก็ตั้งแขวงเมืองกวางหนำอยู่ ความรู้ไปถึงเจ้าเมืองเว้ จึงให้องภอมาขุนนางผู้ใหญ่เป็นแม่ทัพคุมกองทัพมาตีเมืองกวางหนำ ครั้นองภอมา มาถึงเมืองกวางหนำ องบายผู้สำเร็จราชการเมืองกวางหนำ ก็มีหนังสือไปเกลี้ยกล่อมองภอมาแม่ทัพเมืองเว้ว่าซึ่งคิดราชการครั้งนี้ ก็จะเอาบ้านเมืองให้แก่องวางตน จะยกองวางตนขึ้นเจ้าแผ่นดิน องภอมาก็ยอมเข้าด้วยองบาย องบายก็มีหนังสือไปถึงพวกโจร และคนเข้าเกลี้ยกล่อม ให้ยกเข้ามาสมทบกองทัพองภอมาเป็นทัพหนึ่ง แล้วมีหนังสือไปถึงเมืองตังเกี๋ยว่าเจ้าเมืองเว้ไม่ตั้งอยู่ในยุติธรรม คิดจะยกกองทัพไปกำจัดเสีย ยกองวางตนขึ้นเป็นเจ้าเมืองต่อไปขอกองทัพมาช่วย เจ้าเมืองตังเกี๋ยก็เห็นชอบด้วย ก็ให้องกวักเลาคุมกองทัพมาช่วยอีกทัพหนึ่ง องบายก็คุมคนเมืองกวางหนำไปด้วย เข้าโจมตีเอาเมืองเว้ได้โดยง่าย เพราะขุนนางและราษฎรเกลียดชังเจ้าแผ่นดินมาก ไม่มีผู้ใดออกสู้รบ องเทิงกวางเจ้าเมืองเว้เห็นดังนั้นก็พาองเชียงซุนน้องชายกับองยาบา องเชียงสือ องหมัน หลาน ๓ คนหนีมาอยู่เมืองไซ่ง่อน แต่องวางตนไม่หนี เพราะรู้ข่าวว่าเขาจะยกตัวเป็นเจ้านาย องอยาก องบาย องดาม ได้เมืองเว้แล้ว ก็ให้เอาตัวองวางตนไปไว้เมืองกุยเยินเสีย ฝ่ายองทางบุตรที่ ๕ นั้นหนีไม่ทัน องกวักเลาแม่ทัพเมืองตังเกี๋ยจับได้ก็พาไปเมืองตังเกี๋ย ฝ่ายองวางตนเห็นว่าองทั้ง ๓ ไม่สุจริตคิดอุบายจะให้ตัวเป็นแต่เจว็ด สำเร็จราชการแล้วก็จะฆ่าเสีย จึงคิดกับคนสนิทหาเรือเล็กลอบหนีมาอยู่ ณ เมืองไซ่ง่อนกับองเทิงกวางด้วยกัน องเทิงกวางจึงปรึกษากับพี่น้องและขุนนาง ว่าจะยกองวางตนผู้หลานขึ้นเป็นเจ้าเมืองไซ่ง่อน เพราะเห็นว่าราษฎรนิยม จะได้เกณฑ์กองทัพไปตีเอาเมืองเว้คืน กองทัพเมืองไซ่ง่อนยังไม่ทันยกไป องอยาก องบาย องดาม ก็ยกทัพมาตีเอาเมืองไซ่ง่อนได้ จับองเทิงกวาง องวางตนได้ให้ฆ่าเสีย องเชียงซุนหนีมาตั้งอยู่เมืองบันทายมาศ องเชียงซุนมีบุตรชายชื่อองกลัก บุตรหญิงชื่อ มูเซ ไทยเรียกว่า โกเงิน พระเจ้ากรุงธนบุรียกกองทัพไปตีเมืองบันทายมาศ จึงได้องเชียงซุนกับครอบครัวเข้ามาเลี้ยงไว้ในกรุงธนบุรีเมื่อปลายแผ่นดิน เจ้ากรุงธนบุรีเสียพระจริต นั่งพระธรรมเห็นไปว่าองเชียงซุนกลืนเพชรเม็ดใหญ่ซ่อนไว้ในทอง จึงรับสั่งให้หามาไต่ถามองเชียงซุนไม่รับ ภายหลังมีผู้กราบทูลว่าจะหนี จึงรับสั่งให้ประหารชีวิตเสียทั้งบุตรชายด้วย ค้นหาเพชรก็ไม่ได้ แต่โกเงินบุตรหญิงขององเชียงซุนนั้นให้เอาไปเลี้ยงไว้ในวัง ฝ่ายองยาบา องเชียงสือ องหมัน ซึ่งหนีองอยากหลบหลีกอยู่ในป่าแขวงเมืองไซ่ง่อน องอยากให้สืบจับตัวได้แต่องยาบา องหมันก็ให้ฆ่าเสีย แต่องเชียงสือหนีไปได้ องอยากปราบปรามเมืองไซ่ง่อนเรียบร้อยแล้ว ก็ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า เรียกว่าไกเซินยกไปอยู่เมืองกุยเยิน ตั้งเมืองกุยเยินเป็นเมืองหลวง ยกตัวขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ จึงตั้งองบายน้องคนกลางเป็นเจ้าชื่อบากบินเยือง อยู่เมืองไซ่ง่อน ตั้งองดามน้องน้อยเป็นเจ้าชื่อลองเยือง ไปอยู่รักษาเมืองเว้ และองลองเยืองซึ่งเป็นเจ้าเมืองเว้จะไปตีเมืองตังเกี๋ย เพราะด้วยพวกเมืองตังเกี๋ยขัดเคืองว่า ล่อลวงให้ยกกองทัพมาช่วยตีเมืองเว้ ครั้นตีได้แล้วก็ไม่ตั้งองวางตนขึ้น กลับเอาราชสมบัติเสียเอง เมืองตังเกี๋ยก็คุมเชิงอยู่ไม่มาอ่อนน้อม องลองเยืองจึงคิดกลอุบายเขียนชื่อองเชียงสือลงในธงแล้วก็ยกกองทัพไป ฝ่ายพวกเมืองตังเกี๋ยและขุนนางเห็นดังนั้น เข้าใจว่าองเชียงสือเกลี้ยกล่อมผู้คนตั้งตัวได้แล้วจึงยกทัพมา ไม่มีความสงสัยก็เปิดประตูเมืองรับองลองเยืองเข้าเมืองตังเกี๋ยได้ ก็ให้จับแต่บรรดาขุนนางพรรคพวกเจ้าเมืองฆ่าเสีย แต่ตัวเจ้าเมืองตังเกี๋ยนั้นรากเลือดตาย และอุปราชก็เชือดคอตาย องลองเยืองจึงได้ตั้งองเจียวทง บุตรองกวางตรีหลานเจ้าเมืองตังเกี๋ย ให้เป็นเจ้าเมืองตังเกี๋ยอยู่รักษาเมือง องลองเยืองก็เก็บเอาทรัพย์สิ่งของ ปืนใหญ่น้อยและเครื่องศาสตราวุธมาที่เมืองเว้สั่น องเทียวทง หลานเจ้าเมืองตังเกี๋ยคิดแค้นจึงมีหนังสือลับบอกขอกองทัพพระเจ้ากรุงจีน ๆ จึงให้จงต๊กกวางตุ้งเป็นแม่ทัพมารบองลองเยือง ๆ ก็ยกกองทัพไปตีกองทัพเมืองจีนแตกกลับไป องเจียวทง เจ้าเมืองตังเกี๋ยกับพรรคพวกพากันหนีไปอยู่เมืองจีน องลองเยืองจึงตั้งให้องกะวี บุตรเป็นเจ้าเมืองตังเกี๋ย องลองเยืองก็กลับไปเมืองเว้ องลองเยืองป่วยตาย ขุนนางจึงยกองกลัก บุตรที่ ๒ ขึ้นเป็นเจ้าเมืองเว้

และองเชียงสือนั้นเมื่อแตกทัพพลัดกันกับพี่น้อง หนีไปอยู่ป่าชื่อบ้านไกเตาเป็นบ้านเขมรลับแล ขัดสนด้วยเสบียงอาหารจึงใช้ให้อ้ายจู คนสนิทไปเที่ยวหาเสบียงอาหารมาเลี้ยงกัน อ้ายจูลงเรือไปหากินที่เมืองเต๊กเซีย พบองตรีเจ้าเมืองเต๊กเซีย อ้ายจูจึงแจ้งความแก่องตรีว่า องเชียงสือหนีมาอยู่ที่ป่าบ้านไกเตา ใช้ให้อ้ายจูมาเที่ยวหา องตรีเจ้าเมืองเต็กเซียรู้ความแล้วก็จัดเสบียงอาหารให้อ้ายจูไปให้องเชียงสือ องตรีจึงสั่งอ้ายจูว่า ถ้าสิ้นเสบียงอาหารเมื่อใดก็ให้มาเอาเถิดองตรีจะจัดหาไว้ให้มิให้ขัดสน แต่องเชียงสืออาศัยอยู่ที่บ้านเขมรลับแลประมาณ ๓ ปี พวกญวนไปตีผึ้งในป่าหลายพวกรู้ว่า องเชียงสือเป็นวงศ์เจ้านายหนีไปอยู่ที่บ้านเขมรลับแลได้ความลำบาก ต่างคนก็แบ่งเสบียงอาหารไปให้แก่องเชียงสือทุกพวก แล้วจีนทัดกับญวนคิดอ่านกันว่า องไกเซินคิดกบฏจับเจ้านายฆ่าเสีย ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินเมืองญวน องเชียงสือบุตรหลานเจ้านายหนีมาอาศัยอยู่ในป่าได้ความลำบากนัก จะคิดอ่านตีเอาบ้านเมืองคืนให้องเชียงสือให้จงได้ จีนทัดจึงคิดอ่านเกลี้ยกล่อมพวกญวนพวกจีนในเมืองไซ่ง่อนได้พวกพ้องมาก ยกเข้าตีปล้นเอาเมืองไซ่ง่อนได้ แต่องบายซึ่งเป็นบากบินเยืองหนีไปอยู่เมืองกุยเยิน จีนทัดจึงตั้งตัวขึ้นเป็นองกงเซิน ๆ จึงให้คนไปรับองเชียงสือเข้ามาเป็นเจ้าเมืองไซ่ง่อน องเชียงสือจึงตั้งให้จีนทัดซึ่งเป็นองกงเซินนั้นเลื่อนขึ้นเป็นองเทืองกง ขุนนางผู้ใหญ่ องเทืองกงกลับเป็นกบฏคิดอ่านกับจีนที่เป็นพรรคพวกของตัวจะทำร้ายองเชียงสือ อ้ายจู บ่าวองเชียงสือ เสพสุราเมาไปเที่ยวนอนอยู่ตามโรงเรือนจีนญวน ได้ยินพวกจีนเล่าให้กันฟะงว่าเดี๋ยวนี้องเทืองกงขุนนางผู้ใหญ่จะคิดจะฆ่าองเชียงสือเสีย อ้ายจูจึงเอาความมาบอกแก่องเชียงสือ ๆ รู้ตัวแล้วจึงให้จัดการกั้นม่านไว้ ณ ที่ องเชียงสืออยู่ ๓ ชั้น แล้วให้คนสนิทถืออาวุธเตรียมอยู่ในม่าน ๒๐ คน องเชียงสือทำเป็นป่วยนอนอยู่ในม่าน แล้วสั่งคนสนิทว่า ถ้าองเทืองกงเข้ามาเยี่ยมถึงที่กั้นม่าน จะคิดการกบฏจริงก็คงจะมีอุบายเอายาพิษมาให้กิน เมื่อรับยาขององเทืองกงทดลองดูรู้ว่ายาพิษจริงก็จะเทเสียในกระโถน แล้วเราจะเคาะกระโถนเข้าเป็นสำคัญ และให้พวกคนสนิทรุมกันเข้าจับตัวองเทืองกงฆ่าเสียเถิด ครั้นองเทืองกงรู้ว่าองเชียงสือป่วย จะขึ้นไปเยี่ยมองเชียงสือ จึงเอายาห่อไปด้วยห่อหนึ่ง พอเข้าไปถึงที่ข้างม่านนอนองเชียงสือ ๆ จึงทักว่าองเทืองกงมาเยี่ยมเราหรือ องเทืองกงตอบว่า ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านป่วยไปจึงขึ้นมาเยี่ยมและเอายามาให้ท่านกินด้วย หวังจะให้บำบัดโรคโดยเร็ว ว่าแล้วจึงหยิบห่อยาออกให้องเชียงสือตรวจดู แล้วก็เรียกเอาจับเจี๋ยวมาต้ม ครั้นเห็นได้ทีก็แก้เอายาพิษใส่ลงไป แล้วรินลงในถ้วยส่งให้องเชียงสือ องเชียงสือเห็นความจริงเหมือนอย่างคิด แล้วก็รับถ้วยยามา เอาตะเกียบงาจุ่มลงไปก็ติดเป็นคราบดำ จึงรู้แน่ว่ายาพิษ เทเสียในกระโถนแล้วเคาะกระโถนขึ้นตามสัญญา คนสนิทขององเชียงสือได้ยินแล้วก็ออกมาช่วยกันจับองเทืองกงได้เอาไปฆ่าเสียในวันนั้น แล้วองเชียงสือจึงว่าแต่บรรดาจีนที่เป็นพรรคพวกองเทืองกงนั้นจะเอาไว้ไม่ได้ ให้จับฆ่าเสียให้สิ้น จีนแจ จีนเล็ก เป็นลูกค้าผู้ใหญ่ อยู่ในเมืองไซ่ง่อน จึงเข้าไปว่าแก่องเชียงสือว่า ท่านจะให้ฆ่าพวกจีนในเมืองไซ่ง่อนเสียนั้น พวกจีนจะยอมตายที่ไหน ก็จะเป็นกบฏขึ้น แล้วพวกไกเซินก็จะมาตีเอาเมืองไซ่ง่อนคืน ศึกภายนอกยังไม่ราบคาบศึกภายในก็จะเกิดขึ้นเป็นสองแรง ขอให้ท่านเอาใจพวกจีนเหล่านี้ไว้ก่อน องเชียงสือเห็นชอบด้วยก็ให้งดไว้ ครั้นอยู่มาไกเซินจึงจัดขุนนางทหารคุมกองทัพยกมาทางบกมาตีเมืองไซ่ง่อน องเชียงสือรู้ตัว จึงปรึกษาพวกพ้องว่า ถ้าเราจะสู้รบด้วยไกเซิน บัดนี้ก็เป็นสองกังวลอยู่ จะไว้ใจไม่ได้ ถ้าไปขณะเมื่อรบพัวพันกันเข้าแล้ว พวกจีนเป็นกบฏขึ้นข้างหลัง จะถอนตัวยาก จำจะหนีเข้าไปพึ่งพระบารมีที่กรุงเทพมหานครอยู่ก่อนแล้วจึ่งค่อยคิดการตั้งตัวใหม่ ครั้นจะสู้รบเดี๋ยวนี้ก็เสียท่วงทีไป ปรึกษาเห็นพร้อมกันดังนั้น จึงลงเรือทะเลหนีออกทางปากน้ำสมิถ่อ แล่นมาถึงเกาะกระบือ ก็เข้าจอดอยู่ที่นั่น พระยาชลบุรี พระระยอง ไปพบได้ชักชวนให้เข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท สิ้นคำจดหมายเหตุพงศาวดารองเชียงสือแต่เท่านี้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ