๓๖. รบพม่าทางเมืองเหนือ

ในขณะนั้นทางกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการดำรัสให้พระยาเทพสุดาวดีเจ้ากรมในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอพระองค์ใหญ่ เชิญสารตรารับสั่งขึ้นไปถึงสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ว่า บัดนี้ราชการศึกทางเมืองราชบุรี เมืองกาญจนบุรี สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จพระราชดำเนิน พยุหยาตราทัพหลวงไปปราบปัจจามิตรได้ชัยชำนะเสร็จแล้ว และราชการข้างหัวเมืองฝ่ายเหนือ แม้กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์คิดทำไม่สำเร็จ พระเศียรก็จะไม่ได้คงอยู่กับพระกายเป็นแท้ และบัดนี้ทัพหลวงก็จะเสด็จพระราชดำเนินขึ้นมาโดยเร็วอยู่แล้ว

ในปีมะเส็ง สัปตศก จุลศักราช ๑๑๔๗[๔๕] นั้น ครั้นถึง ณ วันศุกร์ เดือน ๔ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ได้มหาพิไชยอุดมฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จทรงเรือพระที่นั่งบัลลังก์ทินกรส่องสีลายรดน้ำพื้นแดง พระที่นั่งมณีจักรพรรดิ์ลายรดน้ำพื้นเขียว ทรงพระไชยนำเสด็จ พร้อมด้วยเรือท้าวพระยาข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งหลาย โดยเสด็จพระราชดำเนินตามกระบวนพยุหยาตราหน้าหลัง และพหลโยธาหาญ ๓๐,๐๐๐ สรรพด้วยเครื่องสรรพยุทธ ให้ยาตรานาวาทัพหลวงจากกรุงเทพมหานคร ประทับรอนแรมไปโดยทางชลมารคถึงเมืองอินทบุรี ให้ตั้งค่ายและพระตำหนักพลับพลาไชย เสด็จประทับอยู่ ณ ที่นั้น

ฝ่ายกองทัพสะโดะมหาสิริยอุจนา ยกมาถึงเมืองนครลำปางให้ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ และครั้งนั้นเมืองเชียงใหม่ร้างอยู่มิได้มีคนรักษา ด้วยพระยาวิเชียรปราการเจ้าเมือง ยกครอบครัวชาวเมืองหนีพม่าลงมา อาศัยอยู่เมืองสวรรคโลก แต่ครั้งแผ่นดินกรุงธนบุรี ยังหาได้กลับขึ้นไปไม่ และพระยาวิเชียรปราการนั้นถึงแก่กรรม ครอบครัวชาวเมืองทั้งปวง ยกกลับขึ้นไปอยู่เมืองนครลำปางทั้งสิ้น ทัพพม่าจึงยกล่วงเมืองเชียงใหม่ลงมาตีเมืองนครลำปางทีเดียว และพระยากาวิละเจ้าเมือง เกณฑ์พลทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินป้องกันเมืองเป็นสามารถ พม่าจะหักหาญเอาเมืองมิได้ ก็ตั้งมั่นล้อมเมืองไว้ และกองทัพเนมโยสีหซุย พล ๕,๐๐๐ ก็ยกลงมาทางเมืองสวรรคโลก พระยาสวรรคโลก พระยาสุโขทัย พระยาพิษณุโลก เห็นข้าศึกมากเหลือกำลัง ด้วยครั้งนั้นไพร่พลหัวเมืองฝ่ายเหนือน้อย และผู้คนยับเยินเสียแต่ครั้งศึกอะแซหวุ่นกี้เป็นอันมาก ที่ยังอยู่นั้นเบาบางนัก เจ้าเมืองทั้งปวงจึงมิได้ต่อรบ ต่างคนอพยพครอบครัวหนีเข้าป่า ทัพพม่าจึงยกล่วงเลยเมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย และเมืองพิษณุโลกลงมาตั้งค่ายอยู่ปากน้ำพิงฝั่งตะวันออก ฝ่ายซุยตองเวรจอแทงทั้งทัพหน้าทัพหนุน พล ๕,๐๐๐ ก็ยกเข้ามาทางเมืองตาก พระยากำแพงเพชร พระยาตาก เห็นเหลือกำลังที่จะต่อรบ ก็อพยพครอบครัวหนีเข้าป่า ทัพพม่าก็ยกลงมาตั้งค่ายอยู่ ณ บ้านระแหงแขวงเมืองตาก

ฝ่ายกรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ได้ทราบในสารตรารับสั่งก็กลัวเกรงพระราชอาชญาเป็นกำลัง มีรับสั่งให้กองทัพเจ้าพระยามหาเสนา ซึ่งตั้งค่ายอยู่ ณ เมืองพิจิตร ให้ยกขึ้นไปตีค่ายพม่าซึ่งตั้งอยู่ ณ ปากน้ำพิง เจ้าพระยามหาเสนาจึงแต่งให้กองทัพพระยาสระบุรี เป็นกองหน้ายกล่วงขึ้นไปก่อน แล้วเจ้าพระยามหาเสนาก็ยกหนุนขึ้นไป และทัพกรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ กับกรมหลวงนรินทร์รณเรศก็ยกตามทัพเจ้าพระยามหาเสนา ขึ้นไปภายหลัง

ฝ่ายกองทัพพระยาสระบุรีกองหน้ายกขึ้นไปตามริมฝั่งแม่น้ำฟากตะวันออกแต่เวลาเช้าตรู่ แลเห็นฝูงนกกระทุงข้ามแม่น้ำมาเห็นตะคุ่ม ๆไม่ทันเห็นถนัด และพระยาสระบุรีนั้นเป็นคนขลาด สำคัญว่าพม่ายกข้ามน้ำมา สั่งให้รี้พลล่าถอย ต่อสว่างขึ้นจึงเห็นชัดว่าฝูงนกกระทุงมิใช่พม่า กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ และเจ้าพระยามหาเสนา ได้ทราบว่าพระยาสระบุรีตื่นฝูงนกกระทุงถอยทัพมา จึงให้เอาตัวพระยาสระบุรีไปประหารชีวิตเสีย เอาศีรษะเสียบไว้ที่หาดทราย

ทัพหลวงก็เสด็จพระราชดำเนินหนุนขึ้นไป ดำรัสให้กองสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ กรมหลวงเทพหริรักษ์ ยกไปบรรจบกับทัพพระยาพระคลัง พระยาอุไทยธรรม ซึ่งตั้งค่ายอยู่ ณ เมืองชัยนาท ให้ยกขึ้นไปทางปากน้ำโพ ตีทัพพม่าซึ่งมาตั้งค่ายอยู่ ณ บ้านระแหงให้แตกโดยเร็ว แล้วทัพหลวงก็จะเสด็จขึ้นค่ายใหญ่ อยู่ ณ บางข้าวตอก ให้เรือตำรวจขึ้นไปเร่งกองทัพกรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ และเจ้าพระยามหาเสนาให้ยกเข้าตีค่ายพม่า ณ ปากน้ำพิงให้แตกแต่ในวันเดียว แม้นเนิ่นช้าไปจะเอาโทษถึงประหารชีวิต กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ กับเจ้าพระยามหาเสนา ได้แจ้งในรับสั่งดังนั้นก็รีบเร่งตรวจเตรียมพลทหารทุกทัพทุกกองพร้อมเสร็จ ครั้นถึง ณ วันเสาร์ เดือน ๔ แรม ๔ ค่ำ ปีมะเส็ง[๔๖] เวลาเช้า ก็ยกพลทหารทั้งปวงเข้าโจมตีค่ายพม่าทุก ๆ ค่าย พม่าต่อรบเป็นสามารถ ยิงปืนใหญ่น้อยโต้ตอบกันทั้ง ๒ ฝ่าย รบกันแต่เช้าจนค่ำ พอเวลาทุ่มหนึ่งทัพพม่าก็แตกฉานพ่ายหนีออกจากค่ายทุก ๆ ค่าย กองทัพไทยไล่รุกรบพม่าติดพัน พม่าต้องลงข้ามแม่น้ำหนีไปฟากตะวันตก แต่พม่าจมน้ำตายทั้งคนทั้งม้าประมาณ ๘๐๐ เศษ ศพลอยเต็มแม่น้ำ จนน้ำกินมิได้ พลทัพไทย ไล่ติดตามจับเป็นได้ก็มาก กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ และเจ้าพระยามหาเสนา จึงให้ม้าใช้รีบลงมากราบทูลพระกรุณา ณ ค่ายหลวงบางข้าวตอกว่า ตีทัพพม่าแตกไปแล้ว

พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบก็ทรงพระโสมนัส ดำรัสให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎา แยกกองทัพออกจากทัพหลวง ยกขึ้นไปบรรจบทัพเจ้าพระยามหาเสนา ณ ปากน้ำพิง ให้ยกติดตามพม่าซึ่งแตกขึ้น ไปช่วยเมืองนครลำปาง ตีทัพพม่าซึ่งตั้งล้อมเมืองนครลำปางอยู่นั้นให้แตกฉานจงได้ แล้วดำรัสให้ข้าหลวงขึ้นไปเชิญเสด็จกรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ กรมหลวงนรินทร์รณเรศ ลงมาเฝ้า ณ ค่ายหลวง กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ กรมหลวงนรินทร์รณเรศ ก็ให้เลิกกองทัพลงมาตามพระราชกำหนด ให้คุมเอาทัพพม่าเชลยซึ่งจับได้นั้นส่งลงมาถวาย จึงมีพระราชโองการดำรัสสั่งให้เลิกทัพหลวง ลงมาตั้งประทับอยู่ ณ ค่ายเมืองนครสวรรค์ รอฟังข่าวราชการทัพซึ่งไปตีทัพพม่าทางระแหง แควปากน้ำโพนั้น

ฝ่ายกองทัพกรมหลวงเทพหริรักษ์ ยกขึ้นไปถึงเมืองกำแพงเพชร จึงให้ทัพพระยาพระคลัง พระยาอุไทยธรรม เป็นนายกองหน้ายกล่วงไปก่อน ยังมิทันลงค่ายพม่าซึ่งตั้งอยู่ ณ บ้านระแหงนั้น และซุยตองเวระจอแทงแม่ทัพได้แจ้งข่าวว่า กองทัพทางปากน้ำพิงแตกไปแล้ว ๆ แจ้งว่า ทัพไทยยกล่วงเมืองกำแพงเพชรขึ้นไปก็มิได้คิดต่อรบ รีบเลิกทัพหนีไปทางด่านแม่ละเมา พระยาพระคลัง พระยาอุไทยธรรม แต่งกองลาดตระเวนไปสืบรู้ว่าทัพพม่าเลิกหนีไปแล้ว ก็บอกลงมาทูลกรมหลวงเทพหริรักษ์ ๆ ก็บอกลงมากราบทูลพระกรุณา ณ เมืองนครสวรรค์ พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทราบว่าศึกเลิกไปสิ้นแล้ว ก็ดำรัสให้ข้าหลวงไปหากองทัพกรมหลวงเทพหริรักษ์กลับมายังเมืองนครสวรรค์ แล้วก็เสด็จพระราชดำเนินทัพหลวง กลับมากรุงเทพมหานคร

ฝ่ายกองทัพเนมโยสีหซุยซึ่งแตกไปแต่ปากน้ำพิง ถึงค่ายล้อมเมืองนครลำปาง จึงแจ้งความแก่สะโดะมหาสิริยอุจนาซึ่งเป็นโบชุกแม่ทัพใหญ่ว่า ได้รบกับทัพไทยเสียทีมา และกองทัพไทยก็ยกติดตามขึ้นมาจวนจะถึงเมืองนครลำปางอยู่แล้วพอกองทัพเจ้าพระยามหาเสนาและกรมหลวงจักรเจษฎายกขึ้นไปถึงเมืองนครลำปาง ก็ให้นายทัพนายกองทั้งปวงยกพลทหารเข้าระดมตีค่ายพม่าซึ่งตั้งล้อมเมือง และสะโดะมหาสิริยอุจนาแม่ทัพกับอาประกามะนีให้พลพม่าออกรบ ได้รบกันแต่เช้าจนเที่ยง ทัพพม่าก็แตกฉาน ทิ้งค่ายเสียพ่ายหนีไปสิ้น ไปตั้งรวบรวมกันอยู่ ณ เมืองเชียงแสน และพระยากาวิละเจ้าเมืองนครลำปาง มีฝีมือเข้มแข็งสู้รบพม่ารักษาเมืองอยู่ตั้งแต่เดือนอ้ายจนถึงเดือนสี่ ทัพพม่าตั้งล้อมอยู่ถึงสี่เดือนจะหักเอาเมืองนครลำปางมิได้ จนทัพกรุงขึ้นไปช่วยทัพพม่าก็แตกหนีไป กรมหลวงจักรเจษฎาและเจ้าพระยามหาเสนา ก็บอกลงมากราบทูลพระกรุณา ณ กรุงเทพมหานครว่า ได้ตีทัพพม่าซึ่งล้อมเมืองนครลำปางนั้นแตกพ่ายหนีไปแล้ว พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบในหนังสือบอกก็ทรงพระโสมนัส ดำรัสให้มีตราหากองทัพกลับยังพระมหานคร



[๔๕] พ.ศ. ๒๓๒๘

[๔๖] พ.ศ. ๒๓๒๘

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ