๔๓. องเชียงสือหนีจากกรุงเทพฯ

ฝ่ายองเชียงสือญวนตั้งแต่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ในกรุงเทพฯ เวลาเสด็จพระราชดำเนินการทัพศึก ก็ให้ตามเสด็จไปช่วยราชการบ้าง เวลาเสด็จอยู่ในพระนครก็เข้าเฝ้าแหนและรับราชการบ้าง องเชียงสือได้คิดฝึกหัดซักซ้อมญวนหกญวนรำกระถาง ตั้งสิงห์โตล่อแก้วสำหรับเล่นกลางวันและสิงห์โตคาบแก้วสำหรับเล่นในเวลากลางคืน เป็นการเล่นอย่างญวนเล่นถวายตัว จึงโปรดให้เล่นหน้าพลับพลาในเวลามีการมหรสพเป็นแบบแผนสืบมาจนทุกวันนี้

ครั้นอยู่มาองเชียงสือจึงปรึกษาขุนนางญวนสมัครพรรคพวกของตัวว่า “เราหนีข้าศึกเข้ามาพึ่งพระบรมเดชานุภาพ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระกรุณาโปรดชุบเลี้ยงให้ความสุข แล้วโปรดให้กองทัพยกออกไปตีข้าศึกจะคืนเอาเมืองให้ก็ยังหาสำเร็จไม่ บัดนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชกังวลด้วยการศึกพม่ายังรบพุ่งติดพันกันอยู่ เห็นจะช่วยธุระเรามิได้ ครั้นจะกราบทูลถวายบังคมลาออกไปคิดเอาบ้านเมืองคืนด้วยกำลังตนเอง ก็เกรงพระราชอาชญาอยู่ บางทีจะไม่โปรดให้ไป จะต้องหนีออกไปจึงจะได้” ครั้นปรึกษาเห็นพร้อมด้วยกันแล้ว ก็เขียนหนังสือกราบถวายบังคมลาไว้ที่โต๊ะบูชา จึงสั่งให้องกว้าน องญี่ เอาเรือใหญ่เดิมของตัวไปคอยอยู่ที่เกาะสีชัง ครั้นเวลาค่ำองเชียงสือจึงให้หาตัวนายจันท์ นายอยู่ นายเมือง ตำรวจในสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ ซึ่งเป็นคนชอบพอกันไปเลี้ยงสุราที่เรือนองเชียงสือ ๆ ให้แพรย่นสีทับทิมคนละผืน นายจันท์ นายอยู่ นายเมือง เมาสุราเหลือขนาดไม่รู้สึกสมประดี องเชียงสือก็ให้จับตัว นายจันท์ นายอยู่ นายเมือง มัดมือให้คนหามลงไว้ในท้องเรือ แล้วองเชียงสือพาครอบครัวพวกองเชียงสือกับพวกญวนเก่าที่กรุงเทพฯ ไป องเฮียวเจ้ากรมช่างสลัก๑ องหับเจ้ากรมช่างไม้ ๑ องเกาโล เจ้ากรมช่างหล่อ ๑ รวม ๓ คน ลงเรือถอนสมอรีบแจวไปในเวลากลางคืนวันนั้น เรือ ๔ ลำ คนประมาณ ๑๕๐ เศษ

ในเวลากลางคืนวันนั้น พวกชาวบานซึ่งอยู่ใกล้เคียงทราบความจึงขึ้นมาแจ้งความแก่พระยาพระคลัง พระยาพระคลังจึงนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ให้ทรงทราบ กรมพระราชวังบวร ฯ ทรงขัดเคืองเป็นอันมาก เร่งรีบฝีพายลงเรือพระที่นั่งและเรือข้าราชการได้มาพอสมควรแล้ว ก็รีบเสด็จตามลงไปโดยเร็ว พอรุ่งสว่างแลเห็นเรือองเชียงสือที่ปากอ่าว

ฝ่ายเรือองเชียงสือออกปากอ่าวเมืองสมุทรปราการขัดลมใช้ใบไม่ได้ องเชียงสือจุดธูปเทียนเผากระดาษบูชาเทวดาแล้วตั้งอธิษฐานว่า ถ้าองเชียงสือออกไปจะกระทำศึก คืนเอาบ้านเบืองได้สมความปรารถนาแล้ว ขอให้มีลมพัดส่งให้ได้ไปโดยคล่องสะดวก ลมยังไม่ทันพัดมา องเชียงสือแลเห็นเรือพระที่นั่งข้าราชการตามออกไปเป็นอันมากก็ตกใจ องเชียงสือก็เร่งให้แจวเรือหนี เรือพระที่นั่งเป็นเรือพายก็กระชั้นใกล้เข้าไปทุกที องเชียงสือว่าถ้าหนีไม่พ้น ไทยจับไปได้ครั้งนื้คงจะฆ่าเสีย ถ้าไม่ฆ่าคงจะจำตายในคุก เราเป็นคนไม่มีวาสนาแล้วจะอยู่ไปใยให้หนักแผ่นดิน ว่าแล้วก็ชักดาบออกจะเชือดคอตายเสีย องภูเวกระโดดเข้าชิงดาบในมือองเชียงสือไว้ จนปลายดาบบาดปากองภูเว ๆ จึงว่าท่านจะมาทำตัวตายก่อนไม่สมควร เมื่อจะหนีก็ให้อธิษฐานเสี่ยงทายดูแล้ว ก็แจ้งชัดว่าจะไปได้สำเร็จความปรารถนา บารมีท่านก็ถึงที่จะให้เป็นเจ้าแผ่นดิน แล้วฤดูนี้ก็เป็นลมว่าวพัด มีแต่จะพัดส่งออกไปอย่างเดียว เดี๋ยวนี้ยังเป็นเวลาเช้านักลมยังสงบอยู่ สายสักหน่อยก็จะมีลม พอว่าขาดคำลมว่าวก็พัดมา เรือพวกญวน ๔ ลำ ตั้งแล่นใบตั้งแจวก็ห่างเรือพระที่นั่งออกไป แลไปเห็นเรือพระที่นั่งข้าราชการกลับ องเชียงสือก็มีความยินดี ใช้ใบไปถึงเรือใหญ่ที่เกาะสีชังจึงปรึกษาด้วยองญวนทั้งปวงว่าเราหนีมาได้ทั้งนี้ ก็เพราะพระเจ้าแผ่นดินทรงพระเมตตา ห้ามมิให้ด่านกักขังเรือพวกเราที่ไปมา หากินในท้องทะเลจึงหนีมาได้โดยสะดวก ก็บัดนี้เราจะไปพักอยู่ที่ไหนจะดี องจวงจึงว่า ถ้าไปพักอยู่ที่เกาะกูดเห็นจะดีกว่าที่เกาะอื่น จะลงไปอยู่ที่เกาะโดดก็ใกล้ข้าศึกนัก ด้วยเกาะกูดเป็นแขวงไทย ข้าศึกไม่อาจลาดตระเวนเข้ามา น้ำจืดก็มีบริบูรณ์ องเชียงสือได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงให้เอาตัวนายจันท์ นายอยู่ นายเมือง ไปเรือลำเดียวกับองเชียงสือเรือเล็ก ๔ ลำ องเฮียวเจ้ากรมช่างสลักไปลำ ๑ องหับเจ้ากรมช่างไม้ไปลำ ๑ องเกาโลเจ้ากรมช่างหล่อไปลำ ๑ เรือขององเชียงสือลำที่ลงไปแต่กรุงเทพฯ นั้น องเชียงสือให้บ่าวไพรองเชียงสือ ไปเข้ากันเป็นเรือ ๕ ลำ ออกเรือใช้ใบไปพร้อมกันในเวลากลางคืนวันนั้น ใช้ใบไป ๗ วัน ถึงเกาะกูด ๆ เวลานั้นหามีผู้คนไม่

ฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จตามองเชียงสือออกไปไม่ทันก็เสด็จกลับขึ้นมาเข้าเฝ้า กราบทูลว่าไปตามองเชียงสือถึงปากอ่าวพอมีลมว่าวพัดมาตามเรือองเชียงสือหาทันไม่ จะขอรับพระราชทานเรือรบทะเลไปติดตามจับตัวองเชียงสือให้จงได้ พอพวกข้าหลวงไปค้นเรือนองเชียงสือได้หนังสือฉบับ ๑ จึงนำมาถวาย ทรงพระกรุณาให้อ่าน ได้ความว่า “ข้าพระพุทธเจ้าองเชียงสือเข้ามาพึ่งพระบรมบุญญาภินิหาร ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงได้ความสุข บัดนี้มีความวิตกถึงบ้านเมืองนัก ครั้นจะกราบทูลถวายบังคมลากลับออกไปก็เกรงพระราชอาชญา จึงต้องคิดอ่านหนีไปด้วยเป็นความจำเป็น ใช่จะคิดอ่านกบฏกลับมาประทุษร้ายนั้นหามิได้ ขอเป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาทไปกว่าจะสิ้นชีวิต ซึ่งถวายบังคมลาไปทั้งนี้ จะไปตั้งส้องสุมเกลี้ยกล่อมผู้คนเข้ามาตีเอาเมืองคืนให้จงได้ แม้ขัดสนปืนกระสุนดินดำเหลือกำลังประการใด ก็จะบอกเข้ามารับพระราชทานปืนกระสุนดินดำ และกองทัพออกไปช่วย กว่าจะสำเร็จการสงคราม คืนเอาบ้านเมืองได้แล้วจะขอเป็นเมืองขึ้นขอบขัณฑสีมาสืบไป” ได้ทรงทราบในหนังสือแล้ว จึงมีพระราชโองการตรัสห้ามสมเด็จพระอนุชาธิราชว่า “อย่ายกทัพไปติดตามจับเขาเลย เขาเห็นว่าเราช่วยธุระเขาไม่ได้ด้วยมีศึกติดพันกันอยู่ เขาจึงหนีไปคิดจะตีเอาบ้านเมืองคืน เรามีคุณแก่เขาเขียนด้วยมือแล้วจะลบด้วยเท้ามิบังควร” สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรฯ จึงกราบทูลว่า “องเชียงสือคนนี้ แม้จะละไว้มิให้ติดตามเอาตัวให้ได้นานไปภายหน้า เมื่อล่วงแผ่นดินนี้ไปแล้ว มันจะทำความลำบากเดือดร้อนแก่ลูกหลานเราเป็นแท้อย่าสงสัยเลย เพราะองเชียงสือเข้ามาอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็หลายปี ได้รู้ตื้นลึกหนักเบาในการบ้านเมืองของเราทุกสิ่ง ที่เมืองสมุทรปราการก็ยังไม่มีสิ่งใดที่จะรับรองข้าศึกศัตรูฝ่ายทะเล ถ้าองเชียงสือกลับใจเป็นศัตรูแล้วจะรบยาก ถ้าไม่ทรงพระกรุณาโปรดให้ไปติดตามองเชียงสือแล้ว จะขอรับพระราชทานทำเมืองขึ้นที่ปากลัด ก็ทรงพระกรุณาโปรดอนุญาตให้ทำป้อมขึ้นที่ใต้ลัดต้นโพธิ์ ยังมิทันสำเร็จพอมีศึกพม่ามาอีก

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ