๑๑๘. ได้เมืองเชียงตุง เมืองเชียงรุ้ง และเมืองลื้อ สิบสองปันนา

ครั้นมาถึง ณ เดือน ๖ ปีฉลู สัปตศก จุลศักราช ๑๑๖๗ มีหนังสือเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองแพร่ บอกลงมาว่า กองทัพยกไปถึงเมืองยอง ณ เดือน ๔ ข้างขึ้น ปีชวด ฉศก พระยายองมิให้ต่อสู้ ออกมาอ่อนน้อมขอเป็นข้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว แต่เมืองเชียงตุงนั้นเจ้าเมืองเชียงตุงยอมเข้าสวามิภักดิ์ จึงมิได้ยกเข้าตี พระยาเชียงตุงลงมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพฯ ให้มหาขนานผู้น้องอยู่รักษาเมือง ครั้นกองทัพยกขึ้นไปตีเมืองยองจำนวนคนในเมืองยองซึ่งยกออกหากองทัพเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองแพร่ เมืองน่านนั้น เป็นคนชายหญิงใหญ่น้อยประมาณ ๑๐,๐๐๐ เศษ ปืนใหญ่น้อย ๑,๐๐๐ เศษ ช้างม้าเป็นอันมาก ฝ่ายหัวเมืองขึ้นกับเมืองยองก็เข้าหากองทัพทั้งสิ้น แต่ว่ายังหาได้จำนวนคนและปืนช้างม้ามากน้อยเท่าใดไม่ กองทัพยังจะยกมาตีเมืองแรมต่อไปอีก ฝ่ายกองทัพเมืองน่าน เมืองหลวงพระบางบอกลงมาว่า ครั้นยกกองทัพขึ้นไปถึงเมืองหลวง เมืองภูคา เจ้าเมืองภูคาออกหากองทัพแล้ว ตัวเจ้าเมืองหลวงนั้นขึ้นไปอยู่เมืองมาง แชวงเมืองพงยังหากลับมาไม่ ครั้นกองทัพยกขึ้นไปตีเมืองพง เจ้าเมืองพงยกหนีขึ้นไปอยู่เมืองนูน เมืองรำ และเจ้าเมืองนูน เจ้าเมืองรำกับเจ้าเมืองพง เจ้าเมืองขอน เจ้าเมืองล่าพากันยกหนีขึ้นไปอยู่เมืองเชียงรุ้งทั้งสิ้น ครั้นกองทัพยกขึ้นไปตีเมืองเชียงรุ้ง เดชะพระบารมีพระบรมราชกฤษฎาภินิหาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้าเมืองเชียงรุ้งมิได้ต่อสู้ แต่งให้นามวงศ์กับพระยาคำลือเจ้าเมืองล่า พระยาพาบเจ้าเมืองพง เจ้าเมืองนูน เจ้าเมืองขอน เจ้าเมืองรำ ซึ่งหนีกองทัพไปอยู่เมืองเชียงรุ้ง ถือหนังสือมาเข้าด้วยกองทัพ สวามิภักดิ์เป็นข้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพึ่งพระบรมเดชานุภาพสืบไป ฝ่ายเจ้าเมืองเชียงแข็งรู้ว่าเจ้าเมืองเชียงรุ้งออกหากองทัพแล้ว กลัวกองทัพจะยกไปตี จึงคิดฆ่าพม่าซึ่งอยู่ในเมืองเชียงแข็งเสียเป็นอันมาก แล้วมีหนังสือมาขอสวามิภักดิ์ด้วยกองทัพอีกเมือง ๑ และกองทัพเจ้าฟ้าเมืองน่านยกขึ้นไปครั้งนี้ตีได้เมืองใหญ่น้อย ๑๑-๑๒ หัวเมือง ได้ครอบครัวชายหญิงใหญ่น้อยประมาณ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ เศษ กับปืนใหญ่น้อยเครื่องศาสตราวุธช้างม้าเป็นอันมาก และเมืองลาวฟากตะวันออกแม่น้ำโขงซึ่งขึ้นแก่พม่านั้น เมืองนครลำปาง เมืองเชียงใหม่ เมืองเวียงจันทน์ เมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองเถิน เมืองหลวงพระบาง และหัวเมืองฝ่ายเหนือซึ่งยกขึ้นไปครั้งนี้ตีได้สิ้นแล้ว เป็นเมืองใหญ่เมืองน้อย ๔๐ เมือง ได้ครอบครัวชายหญิงใหญ่น้อยประมาณ ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ เศษ กำหนดจะได้กลับทัพกวาดครอบครัวลงมา ณ เดือน ๖ ข้างแรม ฝ่ายพระยาเชียงตุงจะกลับไปเมืองก็ไม่ได้ด้วยพม่ายกมารักษาอยู่ ตั้งมหาขนานผู้น้องเป็นเจ้าเมืองเสียแล้ว พระยาเชียงตุงจึงได้ตกอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ ศึกครั้งนั้นเมืองพม่ามีเหตุสิ่งไรก็ไม่แจ้ง จึงมิได้ยกมาช่วยเมืองขึ้นของพม่า ฝ่ายนายทัพนายกองครั้นเลิกกองทัพกลับมาบ้านเมืองก็พาเจ้าแสนหวีฟ้า ท้าวพระยาเมืองลื้อสิบสองปันนา กับหัวเมืองลาวที่ยอมสวามิภักดิ์โดยดีลงมาเฝ้าเป็นอันมาก ถวายเครื่องราชบรรณาการ ช้างม้า สิ่งของต่างๆ ขอเป็นเมืองขึ้นถวายต้นไม้ทองเงินแล้วโปรดพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคท้าวพระยาลาวเป็นอันมาก จึงทรงพระราชดำริว่าหัวเมืองเหล่านี้ ถึงจะสวามิภักดิ์ได้ไว้เป็นเมืองขึ้นก็คงจะรักษาไว้ไม่ได้ด้วยใกล้เคียงเมืองพม่า เมืองจีนนัก มีการศึกมาแล้วจะยกไปช่วยก็ไม่ทันท่วงทีราชการ ถ้าพม่าและจีนยกมาก็คงจะกลับใจไปขึ้นดังเก่า ครั้นจะเอาครอบครัวไว้ในบ้านเมืองเรา เขาก็ไม่มีความผิดสิ่งไร ไม่ได้สู้รบยอมสวามิภักดิ์โดยดี จะทำดังนั้นก็เป็นอันธพาลไป หาเป็นยุติธรรมไม่ จึงโปรดให้ปล่อยเจ้าแสนหวีฟ้าและท้าวพระยาเจ้าเมืองต่าง ๆ กับครอบครัวกลับขึ้นไปบ้านเมืองทั้งสิ้น ครั้งนั้นพระเกียรติยศก็แผ่ผ้านไปทั้ง ๔ ทิศ คือมีเมืองประเทศราชลาวพุงดำ ลาวลือ ลาวพุงขาว ทั้งสิ้น มาจนถึงเขมร กัมพูชา เมืองแขก เมืองปักษ์ใต้ พระราชอาณาจักรกว้างขวางยิ่งกว่าพระเจ้าแผ่นดินครั้งกรุงเก่า เว้นเสียแต่เมืองทวาย เมืองตะนาว เมืองมะริด ได้แล้วกลับคืนไปเสีย

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ