๙๖

๏ เกียงบุนฮ่วนถือกระบองขี่ม้าไล่กันทหารอยู่ ครั้นเห็นพระเจ้าติวอ๋องขับม้าไล่ฟันทหารเข้ามาใกล้ ก็แกว่งกระบองเข้ารบกับพระเจ้าติวอ๋อง พระเจ้าติวอ๋องสิ้นกำลังชักม้ามิได้เป็นกระบวนรบเสียทีให้หลัง เกียงบุนฮ่วนเอากระบองตีพระเจ้าติวอ๋องถูกชายพระอังสาซวนไปเจียนจะตกม้าที่นั่ง แล้วแข็งพระทัยขับม้าพาทหารหนีเข้าพระราชวัง เกียงจูแหยครั้นเห็นพระเจ้าติวอ๋องขับม้าพาทหารหนี ก็ให้ตีม้าล่อเรียกทหาร ทหารทั้งปวงได้ยินเสียงม้าล่อก็พากันมาหาเกียงจูแหย เกียงจูแหยตรวจตราดูก็รู้ว่าเสียล่ำเปกฮอคนหนึ่ง ทหารเลวประมาณห้าสิบคน แล้วเกียงจูแหยก็พาพวกทหารทั้งปวงมาเฝ้าพระเจ้าบูอ๋อง ทูลความซึ่งได้รบกับพระเจ้าติวอ๋องสิ้นทุกประการ พระเจ้าบูอ๋องได้แจ้งดังนั้นก็ถอนใจใหญ่ จึงว่ากับเกียงจูแหยว่า เราทำศึกครั้งนี้ เสียทหารเอกคนหนึ่งทหารเลวห้าสิบคน เราก็คิดเสียดายอยู่ แต่ว่าเหมือนสาดน้ำรดกัน เป็นประเพณีทำศึกเราคิดวิตกนัก ด้วยพระเจ้าติวอ๋องเป็นกษัตริย์ เกียงบุนฮ่วนเป็นแต่ทหารไม่ควรสู้รบกัน ซึ่งเกียงบุนฮ่วนเอากระบองตีพระเจ้าติวอ๋องให้ได้ความอัปยศนั้น เราเห็นหาควรไม่ เกียงบุนฮ่วนได้ฟังดังนั้นจึงทูลว่า พระเจ้าติวอ๋องมิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรม จนเทพยดาก็ไม่เข้าด้วย อย่าว่าแต่ข้าพระองค์จะตีด้วยกระบองเลย ถึงข้าพระองค์จะตัดศีรษะเสียก็ไม่มีโทษ พระเจ้าบูอ๋องได้ฟังดังนั้นมิได้ตอบประการใด หาสู้สบายพระทัยไม่

๏ ฝ่ายพระเจ้าติวอ๋อง ครั้นมาถึงโห้หมุยประตูเสด็จออก ก็ลงจากม้าที่นั่ง ด้วยเสียพระทัยนัก สิ้นกำลังไม่ใคร่จะเสด็จเดินไปได้ อุยเลียม ออกหลายก็เข้าประคองพระองค์ ครั้นมาถึงพระที่นั่งก๊กเกงเตียนมิได้เปลื้องเครื่องทรงสำหรับศึก ทรุดพระองค์ลงนั่งแล้วถอนพระทัย คิดเสียดายเหลายินเกียด ลุยฮุย ลุยเผงซึ่งตายในที่รบ แล้วคิดแค้นเกียงจูแหยจนน้ำพระเนตรตก มิได้ตรัสประการใดนั่งตะลึงอยู่ อุยเลียมกับออกหลายจึงทูลเตือนพระสติว่า ประเพณีพระมหากษัตริย์จะรักษาแผ่นดินทำนุบำรุงราษฎรย่อมมีพระทัยองอาจ มิได้คิดย่อท้อต่อข้าศึก ถึงพระองค์เสียทัพมาก็ได้ฆ่าฟันทหารเกียงจูแหยล้มตายเป็นอันมาก ซึ่งพระองค์จะมาเสียพระทัยเศร้าหมองอยู่ฉะนี้ ข้าศึกก็จะมีใจกำเริบ ราษฎรก็จะได้ความเดือดร้อน ผู้ใดจะมาช่วยกู้เมืองจิวโก๋เล่า พระองค์จงทรงพระดำริดูก่อน พระเจ้าติวอ๋องจึงตรัสว่า เรายกทัพออกไปรบกับเกียงจูแหย เหมือนเอาพิมเสนไปแลกเกลือ ถึงทหารจะตายด้วยฝีมือเรานับหมื่น เราก็ไม่มีความยินดี ตรัสดังนั้นแล้วคิดแค้นเกียงบุนฮ่วนขึ้นมาน้ำพระเนตรตกซบพระพักตร์นิ่งไป อุยเลียมกับออกหลายเห็นดังนั้นก็คำนับลาออกมา อุยเลียมจึงว่ากับออกหลายว่า ขุนนางในเมืองหลวงหนีไปเข้าด้วยพระเจ้าบูอ๋อง ก็มิได้มีใจเจ็บแค้นผูกพยาบาทกลับชุบเลี้ยงให้เบี้ยหวัดผ้าปี เราคิดว่าจะหนีไปเข้าด้วยพระเจ้าบูอ๋อง ครั้นจะนิ่งอยู่จนพระเจ้าบูอ๋องได้ราชสมบัติตัวเราก็จะตาย บุตรภรรยาอยู่ภายหลังก็จะเป็นอันตรายต่างๆ เรามีความวิตกนัก อุยเลียมว่าดังนั้นแล้วก็ร้องไห้ ออกหลายเห็นอุยเลียมร้องไห้ก็หัวเราะ จึงว่าท่านรู้หรือไม่ว่าเรามีสติปัญญา อุยเลียมจึงถามว่า ท่านมีสติปัญญานั้นท่านจะคิดประการใด ออกหลายจึงบอกว่า พระเจ้าบูอ๋องจะได้สมบัติในเมืองจิวโก๋เป็นแท้ เราคิดจะลักเอาตราชื่อถวนก๊กฮูยี้ เป็นตราสำหรับพระมหากษัตริย์ไปถวายพระเจ้าบูอ๋องเป็นความชอบ เมื่อเรามีความชอบในพระเจ้าบูอ๋องแล้ว ตัวเราก็จะมียศศักดิ์คนทั้งปวงก็จะกลัวเกรง บุตรภรรยาก็จะไม่เป็นอันตราย ท่านจะเห็นประการใด อุยเลียมก็เห็นชอบด้วย มีความยินดีลุกขึ้นคำนับแล้วพากันมาบ้าน

๏ ฝ่ายพระเจ้าติวอ๋องเสียพระทัยนักเหมือนจะสิ้นสมประดี ลงจากพระที่นั่งเปลื้องเสื้อเกราะออกจากพระองค์ ตรัสสั่งให้รักษาประตูพระราชวังแลหน้าที่เชิงเทินไว้ให้มั่นคง แล้วเสด็จเข้าไปข้างใน นางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยิน เห็นพระเจ้าติวอ๋องเสด็จเดินมามิได้เป็นปรกติ ทั้งพระพักตร์ก็หมองคล้ำผิดประหลาด จึงออกไปรับเสด็จช่วยพยุงพระองค์เข้ามาถึงพระที่นั่ง พระเจ้าติวอ๋องดูหน้ามเหสีทั้งสามก็ยิ่งสร้อยเศร้านัก ด้วยเกรงบ้านเมืองจะเสียแก่ข้าศึก ถอนพระทัยอยู่มิได้ตรัสประการใด นางขันกีจึงทูลถามว่า พระองค์ยกทัพออกไปรบกับบูอ๋องแพ้หรือชนะ ก็มิได้ตรัสเล่า ดูกิริยาเหมือนทรงพระโกรธ ข้าพระองค์มีความสงสัยนัก พระเจ้าติวอ๋องได้ทรงฟังนางขันกีทูลถามดังนั้น พิศดูหน้ามเหสีทั้งสามแล้ว คิดอาลัยด้วยจะจำตายจากกัน จึงแข็งพระทัยตรัสว่าอันการศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงเหลือกำลังนัก บ้านเมืองเราเห็นจะเสียแก่ข้าศึก ถึงมาดว่าตัวจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต ด้วยเทวดาไม่เอ็นดูเรา คิดเสียดายก็แต่เมืองจิวโก๋ได้สืบเชื้อกษัตริย์มาถึงยี่สิบแปดชั่วจะมาสูญเสียครั้งนี้ เพราะเราประมาทคิดว่ากีฮวดเป็นเด็ก เกียงจูแหยก็เป็นคนต่ำช้า จะมีกำลังรี้พลสติปัญญาสักเพียงใด จึงจะกล้าหาญคิดการใหญ่มาตีเอาเมืองหลวง เรามิได้รู้ว่าขุนนางเป็นกบฏหนีไปเข้าด้วยกีฮวดสิ้น เหลายินเกียด ลุยฮุย ลุยเผง พี่น้องสามคน ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินก็ตายในที่รบ การครั้งนี้ครั้นจะนิ่งอยู่จนให้กีฮวดจับตัวได้ เราจะตายไปดูหน้ากษัตริย์ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปกระไรได้ เราคิดว่าจะลาเจ้าทั้งสามคนเชือดคอตายเสีย ให้พ้นความอัปยศ เจ้าอยู่ภายหลังจะเป็นข้ากีฮวด จงอุตส่าห์รักษาตัวฝากตัวกีฮวดเถิด อย่าได้อาลัยถึงเราเลย ตรัสพลางทางกอดนางขันกีเข้าทรงพระกันแสง แล้วคิดมานะกษัตริย์ยืนขึ้น ถอดกระบี่เดินตรงเข้าไปในห้องบรรทม นางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยินก็ยึดเอาชายเสื้อทรงไว้แล้วทูลรำพันว่า พระองค์มีความรักใคร่ข้าพระองค์ทั้งสามคนมากกว่าสนมทั้งปวง ตั้งให้เป็นมเหสีทรงพระคุณยิ่งนัก ข้าพระองค์ก็หวังใจว่าจะตายด้วยพระองค์ ไม่ขออยู่เป็นข้ากีฮวด จะสู้ตายตามเสด็จไป พระองค์จงเอากระบี่ตัดศีรษะข้าพระองค์ทั้งสามเสียก่อน พระองค์จึงปลงพระชนม์ ก็จะมิได้มีความอาลัยเป็นห่วงหลัง ทูลพลางนางขันกีนางฮีบีนางอึ้งกุยหยินกอดข้อพระบาทร้องไห้กลิ้งเกลือกไป พระเจ้าติวอ๋องเห็นดังนั้นสลดพระทัยนัก ทรุดพระองค์ลงนั่งปลอบนางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยินว่า ซึ่งเจ้ามีความรักเรามิได้เสียดายชีวิต จะตายด้วยเรานั้นเราขอบใจเจ้านัก วันนี้แลชีวิตเราจะร่วมที่ตายด้วยกัน เจ้าจงสั่งให้แต่งโต๊ะมากินเล่นด้วยกันให้สบายใจเสียหน่อยหนึ่งเถิด นางขันกีรับสั่งเดินร้องไห้ออกมาสั่งให้ยกโต๊ะไปตั้งแล้วเชิญให้พระเจ้าติวอ๋องเสวย นางก็รินสุราถวาย พระเจ้าติวอ๋องรับจอกสุรามาถือนิ่งตะลึงไปมิได้เสวย นางขันกีจึงทูลถามว่า เรียกโต๊ะมาจะเสวยให้สบายพระทัยแล้ว เหตุใดจึงไม่เสวยเล่า พระเจ้าติวอ๋องจึงตรัสว่า เราแค้นเกียงจูแหยนักยังกินไม่ได้ นางขันกีจึงว่า อันการศึกครั้งนี้อุปมาเหมือนน้ำยังแต่จะท่วมเมืองจิวโก๋จมไป ข้าพระองค์ทั้งสามคิดจะขออาสาพระองค์ออกรบกับข้าศึกสักครั้งหนึ่ง ถ้าเดชะบารมีของพระองค์ยังจะได้ครองแผ่นดินสืบไป ข้าพระองค์ก็จะได้ชัยชนะ พระเจ้าติวอ่องจึงตรัสว่าเจ้าเป็นหญิงจะออกต่อสู้ด้วยข้าศึกนั้นผิดประเพณี แต่ทหารเราล้วนมีวิชา แลฝีมือเข้มแข็งยังสู้ทหารกีฮวดไม่ได้ เราซ่อนหน้าตายเสียดีกว่าอย่าได้คิดรบพุ่งให้ตายได้ความอัปยศเลย นางขันกีจึงทูลว่าข้าพระองค์กับฮีบีนางอึ้งกุยหยินเมื่อยังเด็กอยู่นั้นได้เรียนวิชาด้วยกัน อาจารย์บอกความรู้หายตัวได้ เวลาค่ำวันนี้ข้าพระองค์ทั้งสามจะหายตัวบังกายเข้าไปในค่าย ตัดศีรษะกีฮวดกับเกียงจูแหยมาถวายให้จงได้ พระองค์จงโปรดให้ข้าพระองค์กับน้องสองคนไปลองวิชาแก้แค้นข้าศึกสักครั้งหนึ่งเถิด พระเจ้าติวอ่องได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนัก จึงตรัสว่าเราไม่รู้เลยว่าเจ้าทั้งสามคนมีวิชาความรู้ยิ่งสตรีในแผ่นดินสมควรที่เป็นมเหสีร่วมชีวิตกับเรา แม้นเจ้าทำการได้ดังว่าเทวดาแลมนุษย์จะสรรเสริญ ชื่อเจ้าจะปรากฏไปชั่วฟ้าแลดิน สมบัติในเมืองจิวโก๋เราจะยกให้กับเจ้าเป็นบำเหน็จมือ พระเจ้าติวอ๋องตรัสพลางทางเชยชมมเหสีทั้งสามชวนเสพสุราเล่นจนเวลาสองยามเศษ นางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยิน จึงทูลว่าเวลาเที่ยงคืนแล้ว ข้าพระองค์ของม้าคนละตัวออกไปปล้นค่ายเกียงจูแหย ทูลแล้วก็คำนับลาออกมาแต่งกาย พระเจ้าติวอ๋องก็เสด็จไปช่วยแต่งมเหสีทั้งสาม เอาฉลองพระองค์เกราะสำหรับทรงให้ใส่ประทานพระแสงกระบี่คนละเล่ม แล้วสั่งให้ผูกม้าที่นั่งมาสามม้า นางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยินก็กราบถวายบังคมลามาขึ้นม้าพากันออกจากพระราชวัง

๏ ฝ่ายเกียงจูแหยแลทหารเอกทหารเลวทั้งปวง ครั้นเวลาค่ำเผอิญให้ง่วงเหงา นอนมิได้กำชับสั่งกันให้นั่งยามตามไฟรักษาค่าย ต่างคนต่างนอนหลับไป

๏ ฝ่ายนางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยิน ครั้นมาถึงค่ายเกียงจูแหยก็ร่ายมนต์บันดาลให้เกิดลมพายุใหญ่ หอบเอาธุลีกรวดทรายปลิวไปในอากาศ แล้วให้เกิดเป็นเมฆหมอกมืดไปทั่วทิศ นางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยินก็ขับม้าเข้าไล่ฟันทหารเกียงจูแหยล้มตายเป็นอันมาก ทหารทั้งปวงที่นอนหลับมิได้ทันรู้ตัวก็ตกใจตื่นขึ้นอลหม่านไปทั้งค่าย เอียวเจี้ยน โลเฉีย หลุยจินจู๊ กิมเฉีย บกเฉีย ลิเจ้ง อุยฮอ ต่างคนต่างฉวยได้อาวุธ ขึ้นขี่ม้าขับม้าเข้ารบกับนางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยินถึงตลุมบอนสู้กันเป็นสามารถด้วยมิได้รู้ว่าเป็นหญิง

๏ ขณะนั้นเกียงจูแหยตกใจตื่นขึ้น ได้ยินเสียงลมพายุแลเสียงผู้คนในค่ายอื้ออึง ก็พิเคราะห์ดูรู้ตามสังเกตว่าปีศาจทั้งสามมาปล้นค่าย เกียงจูแหยฉวยกระบี่เดินออกมา แลดูอากาศเห็นเมฆหมอกมืดไปไม่เห็นตัวทหาร เกียงจูแหยก็ร่ายมนต์ขึ้น บังเกิดเป็นรามสูรห้าตน เหาะลอยอยู่ตรงค่ายแล้วขว้างขวานไป เสียงขวานดังสนั่นไปทั่วทิศ ลมพายุแลเมฆหมอกที่มืดนั้น ก็สว่างแลเห็นตัวทหาร นางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยิน ได้ยินเสียงขวานรามสูรก็ตกใจ ชักม้าหนีพลางรอรบไปพลาง เอียวเจี้ยน โลเฉีย หลุยจินจู๊ก็ขับม้าไล่ตามไป นางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยิน รบกับเอียวเจี้ยน โลเฉีย หลุยจินจู๊ แต่เวลาสองยามจนเวลาย่ำรุ่ง เห็นจะทานกำลังทหารเกียงจูแหยมิได้ ขับม้าพานางฮีบีนางอึ้งกุยหยินหนีเข้าพระราชวัง เอียวเจี้ยน โลเฉีย หลุยจินจู๊ก็กลับมาค่ายหาเกียงจูแหย

๏ ฝ่ายพระเจ้าติวอ๋องตั้งพระทัยคอยมเหสีทั้งสาม มิได้เข้าที่บรรทม วิตกด้วยกลัวจะเสียทีกับข้าศึก นั่งบนบวงสรวงเทวดา ขอให้นางขันกีมีชัยชนะสมความปรารถนาเถิด ครั้นเห็นเวลาจวนสว่างยิ่งทุกข์พระทัยนัก เสด็จออกไปคอยอยู่ที่ประตูวัง พอนางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยิน มาถึงต่างลงจากหลังม้ามาเฝ้าพระเจ้าติวอ๋อง พระเจ้าติวอ๋องดีพระทัยนัก จึงตรัสว่าเราตั้งใจคอยเจ้ามิได้เป็นอันที่จะหลับนอน เจ้าได้ศีรษะกีฮวดกับเกียงจูแหยมาอยู่ไหนเล่า นางขันกีจึงทูลว่าเกียงจูแหยมีวิชามากนัก ข้าพระองค์ได้บันดาลให้เป็นลมเมฆหมอกมืดไป หวังมิให้เห็นตัวข้าพระองค์ เกียงจูแหยก็แก้ได้ ซึ่งจะเอาชัยชนะเกียงจูแหยนั้นเห็นยากนัก นางขันกีทูลดังนั้นแล้ว ก็กอดพระบาทเข้าร้องไห้ พระเจ้าติวอ๋องกลั้นความโศกมิได้ก็ทรงพระกันแสง แล้วแหงนพระพักตร์ดูอากาศพลางตรัสว่า เทวดาแกล้งสังหารชีวิตเราจริงแล้ว จึงให้เกียงจูแหยมาล้างผลาญ ตรัสเท่านั้นแล้วก็ชวนมเหสีไปที่นั่งเตียะแซเหลา นางขันกีตามเสด็จไปถึงลับแลแล้วหยุดยืนอยู่ที่นั้น เห็นพระเจ้าติวอ๋องสิ้นสมประดีมิได้ตรัสเรียก จึงปรึกษานางฮีบี นางอึ้งกุยหยินว่า หนึงวาสีใช้ให้เรามากำจัดพระเจ้าติวอ๋อง บัดนี้พระเจ้าติวอ๋องคงจะเชือดคอตายเสียวันนี้ ถ้าเราจะช้าอยู่จนบูอ๋องเข้าพระราชวังได้ เห็นจะมีใจเจ็บแค้นจับตัวเราฆ่าเสีย เราคิดว่าจะพากันหนีกลับไปที่อยู่ เจ้าจะเห็นเป็นประการใด นางฮีบี นางอึ้งกุยหยินก็เห็นชอบด้วย พอหญิงคนใช้เดินมาสี่คน นางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยินเหนื่อยมาแสบท้องนัก ก็จับหญิงคนใช้สี่คนหักคอแล้วฉีกเนื้อนั่งสู่กันกินที่ประตูเตียะแซเหลา

๏ ฝ่ายเกียงจูแหยขณะเมื่อปีศาจทั้งสามหนีเข้าเมืองแล้ว จึงเอาอีแปะมาทอดคูณหารตามสังเกต ก็รู้ว่าปีศาจทั้งสามจะหนีกลับไปที่อยู่ เกียงจูแหยก็แต่งโต๊ะจุดธูปเทียนเซ่นเทวดา แล้วเขียนยันต์สามดวงเป็นยันต์กันปีศาจส่งให้เอียวเจี้ยน หลุยจินจู๊ อุยฮอ แล้วสั่งว่าเวลาค่ำวันนี้นางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยิน ปีศาจทั้งสามจะหนีกลับไปที่อยู่ ท่านจงพากันออกไปคอยอยู่ที่ประตูเมือง ถ้าได้ยินเสียงลมพายุใหญ่เห็นก้อนเมฆลอยเกลื่อนออกมาจากเมืองเมื่อใด ปีศาจทั้งสามจะแฝงเมฆออกมา ท่านเร่งติดตามไปจับตัวให้จงได้ เอียวเจี้ยนหลุยจินจู๊อุยฮอ รับเอายันต์แล้วคำนับลามาแต่งตัว ใส่เสื้อเกราะถืออาวุธสำหรับมือขึ้นขี่ม้าแล้วก็พากันมาคอยอยู่ที่ประตูเมือง

๏ ฝ่ายนางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยิน ครั้นได้เวลาก็ใส่เสื้อเกราะถือกระบี่แล้วก็บันดาลให้เกิดลมพายุใหญ่เป็นก้อนเมฆ ต่างเข้าซ่อนตัวอยู่ในเมฆแล้วเหาะไปตามลมหนีออกจากเมืองจิวโก๋ เอียวเจี้ยนหลุยจินจู๊ อุยฮอ ครั้นได้ยินเสียงลมพายุ แลดูอากาศเห็นก้อนเมฆก็รู้ว่าปีศาจทั้งสามหนีออกจากเมือง ก็ร่ายมนต์พากันเหาะติดตามไป ครั้นทันจึงเห็นนางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยิน ก็ร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง แล้วด่าว่าอีสัตว์เดียรัจฉานจะหนีไปไหนเล่า ว่าแล้วเอียวเจี้ยนก็เอาทวนเชิงไล่แทงนางอึ้งกุยหยิน นางอึ้งกุยหยินก็กลับหน้ามาเอากระบี่รับไว้ แล้วรบกับเอียวเจี้ยน หลุยจินจู๊เอากระบองไล่ตีนางขันกี นางขันกีก็กลับหน้ามาต่อสู้หลุยจินจู๊ อุยฮอเอาง้าวไล่ฟัน นางฮีบีเอากระบี่รับไว้ แล้วกลับหน้ามารบกับอุยฮอ นางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยินรบกับเอียวเจี้ยน หลุยจินจู๊ อุยฮอได้สามเพลง เห็นจะทานกำลังทหารทั้งสามคนมิได้ ก็กลับหน้าพากันรีบหนีไป เอียวเจี้ยน หลุยจินจู๊ อุยฮอก็รีบติดตามไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ