๔๐

๏ เกียงจูแหยสยายผมถือกระบี่เดินเข้าไปในโรงพิธี นั่งผินหน้าไปข้างเขากุนหลุนซัว ร่ายมนต์เสกน้ำพ่นออกไปตรงหน้าข้าศึก บังเกิดเป็นลมพายุใหญ่พัดมาทั้งสี่ทิศ ฝ่ายกองทัพเมืองจิวโก๋ต่างคนต่างดีใจจึงว่าเราทั้งปวงอิดโรยด้วยร้อนกล้านัก บัดนี้พายุใหญ่พัดมาเราได้ความสบายเพราะบุญพระเจ้าติวอ๋อง ถ้าบุนไทสือยกเพิ่มมาเห็นจะได้ทีแก่ข้าศึกเป็นมั่นคง พูดกันยังไม่ทันขาดคำ พอลูกเห็บตกลงมาแต่ค้างอยู่บนเขาสูงประมาณสองศอก ตกลงในแผ่นดินสูงได้สี่ศอกแล้วก็เหือดพายุลงแสงแดดส่องกล้าขึ้น ลูกเห็บละลายเหลวเป็นน้ำนองไปท่วมค่ายบู๊หยง ทหารในกองทัพจมน้ำตายบ้างว่ายอยู่บ้าง เกียงจูแหยจึงให้ทหารมัดแพรีบไป จับได้ตัวบู๊หยงฮุยต๋งฮิวฮุนนายทัพทั้งสามคนมาให้เกียงจูแหย เกียงจูแหยถามบู๊หยงว่าตัวได้เรียนรู้ฤกษ์ล่างฤกษ์บน เหตุใดจึงอยู่กับพระเจ้าติวอ๋องคนจะสิ้นบุญอยู่แล้ว ท่านไม่รู้หรือในเมืองไซรกีบูอ๋องจะได้เป็นกษัตริย์สืบไปภายหน้า บัดนี้ตัวท่านก็อยู่ในเนื้อมือเรา ถ้ายอมอยู่ทำราชการด้วยเราเราจะไว้ชีวิต บู๊หยงจึงตอบเกียงจูแหยว่าเดิมพระเจ้าติวอ๋องเลี้ยงท่านเป็นขุนนางหารู้จักคุณไม่ กลับมาเข้ากับบูอ๋องซึ่งจะให้อยู่ด้วยนั้นเราหายอมไม่ เมื่อจะฆ่าเสียก็ตามเถิด เกียงจูแหยสั่งให้เอาตัวฮิวฮุนฮุยต๋งบู๊หยงทั้งสามคนคุมไว้ แล้วเกียงจูแหยให้เชิญบูอ๋องออกมาที่ห้องสินไต้ จึงจุดธูปเทียนบูชาเทพารักษ์ซึ่งรักษาห้องสินไต้นั้น แล้วสั่งให้ฆ่าบู๊หยงฮุยต๋งฮิวฮุนเสีย เอาศีรษะเสียบประจานไว้ ตั้งแต่นั้นผู้ทำผิดพวกพระเจ้าติวอ๋องบรรดาที่ตายเก่าตายใหม่นั้น เซงฮกสินเทพารักษ์เอาวิญญาณมารวมไว้ที่ห้องสินไต้สิ้น

๏ ฝ่ายทหารบู๊หยงซึ่งน้ำท่วมเหลือนั้นเอาเนื้อความไปบอกบุนไทสือ บุนไทสือปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่า ครั้งนี้เกียงจูแหยได้ทแกล้วทหารมาก ผู้มีความรู้วิชาเข้าด้วยเป็นหลายคนซึ่งจะให้เป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองไซรกีครั้งนี้ เราเห็นแต่แซ่มอสี่คนพี่น้องนายด่านเกียเหมงก๋วนจะสู้กับเกียงจูแหยได้ ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด ที่ปรึกษาและขุนนางทั้งปวงก็เห็นด้วย บุนไทสือจึงสั่งเฮาสินเฮาหลุยให้คุมเสบียงอาหารไปเข้าสมทบ แล้วให้แต่งหนังสือให้เฮาสินเฮาหลุยถือไปถึงแซ่มอพี่น้องสี่คนฉบับหนึ่ง เฮาสินเฮาหลุยก็ลาบุนไทสือ ยกไปถึงด่านเกียเหมงก๋วน เข้าไปหามอเลแฉส่งหนังสือให้ ครั้นมอเลแฉรู้หนังสือแล้ว ก็ให้เกณฑ์ทัพสิบหมื่นสรรพด้วยเครื่องศาสตราวุธ ยกไปถึงเมืองไซรกี ให้ตั้งค่าย ณ โถหัวเฉียแดนเมืองไซรกี

๏ ขณะนั้นเกียงจูแหยนั่งปรึกษาขุนนางนายทหาร คิดจะยกไปตีเมืองจิวโก๋ พอมีผู้เข้ามาบอกว่าแซ่มอพี่น้องสี่คนยกทัพมาตั้งอยู่ ณ เขาโถหัวเฉีย อึ้งปวยฮอจึงว่ากับเกียงจูแหยว่า แซ่มอพี่น้องสี่คนนี้ มอเลแฉผู้พี่สูงสามวาสามศอก กระบี่ที่ถือมีอักษรสี่ตัว คือดินน้ำลมไฟ ถ้าโยนขึ้นไปบนอากาศ ก็บันดาลเป็นงูเป็นเมฆหมอกลมไฟต่างๆ มอเลฮองน้องถัดนั้นมีร่มคันหนึ่ง กางขึ้นเมื่อใดก็มืดมนไปทั้งสี่ทิศ มอเลไฮน้องที่สามเล่ามีปรอทเป็นอาวุธวิเศษโยนขึ้นไปบนอากาศกลายเป็นช้างเผือกผู้ ไล่กินแทงคนถึงจะมีฤทธิ์อยางไรก็ละความมานะสู้ไม่ได้ มอเลซิวน้องที่สุดนั้น ก็มีฤทธิ์และอาวุธความรู้ต่างๆ กัน ซึ่งท่านจะยกออกไปนั้นข้าพเจ้าเห็นจะสู้แซ่มอพี่น้องมิได้จงตรึกตรองดูให้ดีก่อน เกียงจูแหยจึงว่าท่านมาสรรเสริญแซ่มอพี่น้องว่าเป็นคนดีได้เห็นแก่ตาหรือ อึ้งปวยฮอจึงว่าแซ่มอพี่น้องนี้ เมืองปักไฮนั้น ข้าพเจ้าไปด้วยจึงเห็นว่าเป็นคนดีมีความรู้แต่ครั้งไปตี บกเฉียกิมเฉียโลเฉียจึงว่า ถึงแซ่มอจะมีวิชาความรู้จะสู้บุญบูอ๋องได้หรือ ข้าพเจ้าทั้งสามจะขออาสาออกไปรบกับแซ่มอเอง เกียงจูแหยก็จัดแจงออกไปตั้งค่ายรับ แล้วเอาธงที่ง่วนสีเทียนจุ๋นให้ปักลงที่กลางค่าย เกียงจูแหยขึ้นขี่ซูปุดเสียงออกไปยืนอยู่หน้าทหารทั้งปวง แซ่มอพี่น้องเห็นก็พากันออกมาร้องว่า เกียงจูแหยเป็นกบฏต่อแผ่นดิน ไม่เจียมตัวบังอาจฆ่าแม่ทัพนายกองพระเจ้าติวอ๋องเสียอีกเล่า เกียงจูแหยจึงว่าพระเจ้าติวอ๋องหาตั้งอยู่ในสัจธรรมไม่ แผ่นดินเมืองจิวโก๋จะสูญอยู่แล้ว ท่านหลับตาอยู่หรือ มอเลแฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธ เงื้อทวนขึ้นจะแทงเกียงจูแหย หลำจงกวดก็รำง้าวเข้ารบป้องกันไว้ มอเลฮองถือทวนเข้ารบด้วยหลำจงกวด สินกะก็เข้าช่วยหลำจงกวดรบ มอเลไฮรำทวนเข้าสู้กับสินกะ โลเฉียรำทวนเข้ารบกับมอเลไฮ มอเลซิวถือกระบองสั้นสู้กับบูกิด อึ้งปวยฮอและพวกทหารทั้งสองฝ่ายรบกันตลุมบอนอยู่ โลเฉียจึงขว้างกำไลทองไป จะให้ถูกพวกมอเลแฉ มอเลฮองก็กางร่มขึ้นรับกำไลโลเฉียไว้ เกียงจูแหยขว้างกระบองซ้ำไปอีก มอเลฮองก็กางร่มรับไว้ได้ มอเลไฮหยิบปรอทในถุงเครื่อง โยนขึ้นไปบนอากาศกลายเป็นช้างเผือกไล่แทงกินคนในกองทัพเกียงจูแหยแตกยับเยิน ทหารที่มีความรู้หนีไปได้ ที่ไม่มีความรู้ล้มตายเจ็บป่วยเป็นอันมาก เกียงจูแหยก็พาทหารหนีเข้าไปในเมืองปิดประตูเมืองเสีย

๏ ฝ่ายแซ่มอพี่น้องครั้นมีชัย ก็ยกเข้าล้อมเมืองไซรกีไว้ ให้ทหารทำบันไดพาดปีนกำแพงทั้งสี่ด้าน ฝ่ายบกเฉีย กิมเฉีย โลเฉียก็คุมทหารขึ้นไปรายรอบเชิงเทิน คั่วกรวดทรายต้มน้ำร้อนซัดเทลงไปถูกข้าศึก ก็ถอยออกมาล้อมเมืองไว้ แล้วปลูกศาลเทพารักษ์ เอาเครื่องอาวุธวิเศษวางบนศาล ตั้งเครื่องเซ่นธูปเทียนบูชาหยิบเอาอาวุธวิเศษนั้นโยนขึ้นไปบนอากาศเป็นเมฆหมอกมืดมัวไป เสียงฟ้าร้องเปรี้ยงๆ พวกทหารเกียงจูแหยและราษฎรซึ่งอยู่ในเมืองนั้นก็ตกใจ ดังหนึ่งว่าสายฟ้าฟาดต้องตัวเข้า แล้วเป็นลมพายุพัดมาทั้งสี่ทิศ ธงเกียงจูแหยปักไว้หักเป็นสองท่อน เกียงจูแหยเอาอีแปะมาทอดเสี่ยงทายดู ก็แจ้งว่าแซ่มอพี่น้องทำด้วยความรู้ เกียงจูแหยจึงจุดธูปเทียนบูชาเทวดาจับสายสิญจน์ปิดยันต์วงรอบกำแพงเมือง อมน้ำเสกพ่นไปทั้งสี่ทิศ เมฆหมอกพายุก็หายไปสิ้น แซ่มอพี่น้องซ้ำใช้ความรู้ต่างๆ มาเป็นหลายครั้ง เกียงจูแหยทำป้องกันไว้หาเป็นอันตรายไม่ ขณะเมื่อเมืองไซรกีข้าศึกล้อมอยู่ปีหนึ่ง ราษฎรในเมืองขาดทำไร่ไถนาข้าวซื้อกันก็แพงลง ผู้รักษาฉางเข้ามาบอกเกียงจูแหยว่าข้าวในฉางยังอยู่ประมาณสามสิบวันจะหมด อึ้งปวยฮอจึงว่าขอท่านให้ยืมข้าวราษฎรเศรษฐีในเมือง ตามมากแลน้อยมาใส่ฉางไว้ก่อน เสร็จการศึกแล้วจึงใช้เขา เกียงจูแหยจึงว่าทำดังนั้น เขาจะมิได้ความเดือดร้อนหรือ ปรึกษากันยังไม่ทันตกลง พอมีผู้เข้ามาบอกว่า มีคนสองคนจะมาหาท่าน เกียงจูแหยให้ไปพามา แล้วถามว่าท่านทั้งสองนี้มาแต่ไหน ตกเหลงอัดฮอบอกว่ามาแต่เขากิมเต๋งซัว อาจารย์ชื่อโตเหลงเทียนจุ๋น อาจารย์ให้ข้าพเจ้าคุมเสบียงมาให้ท่าน เกียงจูแหยจึงถามว่าเสบียงอยู่ไหนเล่า ตกเหลง อัดฮอจึงเทข้าวในไถ้ให้ชามหนึ่ง แล้วว่าท่านเอาในฉางเถิด ทหารทั้งปวงเห็นต่างคนต่างหัวเราะ เกียงจูแหยให้เอาเข้าไปไว้ในฉางอยู่ประมาณสองโมง ข้าวนั้นพูนเต็มฉางขึ้น เกียงจูแหยให้จ่ายข้าวแจกทหารทั้งปวงหารู้หมดฉางไม่

๏ อยู่มาวันหนึ่งมีผู้เข้ามาบอกอีกว่า อาจารย์คนหนึ่งนุ่งกางเกงเหลือง ห่มเสื้อสีปะโลง ใส่หมวกฤๅษี บั้นเอวคาดแพรไหมดำ เท้าใส่เกือกปอ บอกข้าพเจ้าว่าจะเข้ามาหาท่าน เกียงจูแหยก็ให้เชิญเข้ามานั่งที่สมควร แล้วถามว่าท่านมาแต่ไหน เอียวเจี้ยนจึงบอกว่าข้าพเจ้าเป็นศิษย์หยกเต๋งจินหยินอยู่เขาหยกจวน ถ้ำกิมแฮ อาจารย์ให้ข้าพเจ้ามาช่วยทำศึก ข้าพเจ้าจะอาสาออกไปรบกับแซ่มอพี่น้องสี่คนเอง เกียงจูแหยก็ให้โลเฉียคุมทหาร พาเอียวเจี้ยนเปิดประตูเมืองออกไปยืนอยู่หน้าค่ายแซ่มอพี่น้องสี่คน พี่น้องสี่คนก็คุมทหารออกมาเห็นเอียวเจี้ยนนุ่งห่มผิดประหลาด จึงร้องถามว่าท่านมาแต่ไหน เอียวเจี้ยนจึงว่าเราอยู่เขาหยกจ๋วน มาปราบปรามผู้ซึ่งกระทำผิด ท่านทั้งสี่นี้มีความรู้สักเพียงไร จึงบังอาจมาล้อมเมืองไซรกี พี่น้องทั้งสี่คนได้ฟังดังนั้นก็โกรธ คุมอาวุธเข้าฟันแทงล้อมตัวเอียวเจี้ยนไว้ เอียวเจี้ยนถือกระบองสู้ผู้เดียว รบป้องกันเป็นสามารถ ขณะนั้นมีทหารคนหนึ่งชื่อเสงหยงขี่ม้าเซกเทา ถือดาบสองมือคุมเสบียงเมืองโฉจิ๋ว จะส่งมาเมืองไซรกี ครั้นมาถึงเห็นพี่น้องสี่คนกับเอียวเจี้ยนต่อสู้กันอยู่ เสงหยงก็ขับม้าเซกเทาเข้าช่วยเอียวเจี้ยนรบกับมอเลซิวได้สิบเพลง มอเลไฮเห็นมอเลซิวจะเสียทีด้วยกำลังน้อย จึงหยิบปรอทโยนขึ้นไปบนอากาศ กลายเป็นช้างเผือกไล่แทงคนแล้วกินเสงหยงเสีย เอียวเจี้ยนเห็นดังนั้นก็รู้ว่าปรอทมอเลไฮ จึงแกล้งเดินเข้าไปให้ช้างกินเสียบ้าง เอียวเจี้ยนอยู่ในท้องช้างหาเป็นอันตรายไม่ โลเฉียครั้นเห็นก็ตกใจ พาทหารที่เหลือตายนั้นหนีเข้าเมืองไปบอกเกียงจูแหยตามซึ่งเสียทีแก่ข้าศึก เกียงจูแหยก็นั่งเป็นทุกข์ปรึกษากับโลเฉียหาสบายไม่

๏ ฝ่ายพี่น้องสี่คนครั้นมีชัยแล้วกลับเข้าค่าย มอเลไฮจึงเรียกช้างปรอทมาสั่งว่า จงเข้าไปในเมืองไซรกีกินบูอ๋องกับเกียงจูแหยเสีย ช้างปรอทรับคำแล้วก็วิ่งไปด้วยกำลัง กระโดดข้ามกำแพงเข้าไป ครั้นถึงริมประตูเมือง เอียวเจี้ยนซึ่งอยู่ในท้องนั้นก็ฉีกท้องช้างออกมา ช้างนั้นก็ล้มลงกลับเป็นปรอทกลิ้งอยู่กลางดิน เอียวเจี้ยนเอามีดฟันปรอทขาดออกเป็นสองท่อนแล้วเดินมาเรียกนายประตูให้เปิดรับ นายประตูจึงไปบอกเกียงจูแหย เกียงจูแหยคิดสงสัยให้โลเฉียออกไปเปิดประตูรับเอียวเจี้ยนเข้ามา เกียงจูแหยถามว่าช้างกินท่านเสียแล้ว เหตุไฉนจึงรอดมาเล่า เอียวเจี้ยนเล่าความให้เกียงจูแหยฟัง แล้วว่าวิชาทำช้างปรอทนี้ ข้าพเจ้าเรียนรู้มาก่อนมอเลไฮอีก เกียงจูแหยจึงว่าถ้าทำช้างปรอทได้จงทำให้เราดูก่อน เอียวเจี้ยนจึงร่ายมนต์จำแลงตัวเป็นช้างเผือกให้เกียงจูแหยเห็น เกียงจูแหยก็สรรเสริญเอียวเจี้ยนว่า ท่านเรียนวิชาหามีผู้เสมอเหมือนไม่ เอียวเจี้ยนจึงว่ามอเลไฮใช้ช้างปรอทมา จะให้กินท่านกับบูอ๋อง มอเลไฮยังหารู้ว่าช้างปรอทของตัวตายไม่ ข้าพเจ้าจะแปลงตัวแทนช้างปรอทมอเลไฮ ไปอยู่ด้วยมิให้สงสัย ถ้าได้ช่องเมื่อใดจะกัดมอเลไฮให้ตาย ว่าแล้วเอียวเจี้ยนก็กลายเป็นปรอทปลิวไปตามลม ครั้นถึงลอยอยู่ตรงหน้ามอเลไฮ มอเลไฮนั่งกินสุราอยู่กับพี่น้องสี่คนด้วยกัน เห็นปรอทกลับมาสำคัญว่าปรอทของตัว ก็จับใส่ในถุงเครื่องดังเก่า ครั้นดึกประมาณสองยาม แซ่มอพี่น้องกำลังเมาสุราต่างคนต่างนอนหลับ เอียวเจี้ยนซึ่งเป็นปรอทนั้น ก็ออกมาจากถุงกลับเป็นคน เที่ยวค้นดูอาวุธวิเศษของพี่น้องสี่คน เห็นแขวนอยู่หยิบเอามา จะเที่ยวค้นต่อไปพอพี่น้องสี่คนรู้ตัวตื่นขึ้น เอียวเจี้ยนลักได้แต่ร่มก็หายตัว พาร่มมาให้เกียงจูแหย แล้วเอียวเจี้ยนก็กลับเป็นปรอท ไปเข้าอยู่ในถุงเครื่องมอเลไฮดังเก่า ครั้นเวลาเช้าแซ่มอพี่น้องสี่คนตื่นขึ้นไม่เห็นร่มก็ตกใจ ให้เที่ยวค้นหาวุ่นวายอยู่ในค่าย

๏ ฝ่ายโต๊ะเต๊กจินกุ๋นอยู่เขาแซฮองถ้ำจูเอียงต๋ง ให้หาอึ้งเทียนฮัวผู้เป็นบุตรอึ้งปวยฮอเข้ามาสั่งว่า จงไปอยู่กับอึ้งปวยฮอบิดาเจ้าช่วยเกียงจูแหยทำการศึก ณ เมืองไซรกี อึ้งเทียนฮัวก็คำนับลาโต๊ะเต๊กจินกุ๋นออกจากถ้ำ ถือกระบี่สั้นสองมือขึ้นขี่กิเลนเหาะไปเมืองไซรกี เข้าไปหาเกียงจูแหย อึ้งปวยฮอครั้นเห็นอึ้งเทียนฮัวผู้บุตรมาก็ดีใจ อึ้งเทียนฮัวคำนับเกียงจูแหยกับบิดา แล้วบอกว่าอาจารย์บังคับให้ข้าพเจ้ามาอยู่กับท่าน เกียงจูแหยจึงว่าดีแล้วจะได้ช่วยกันทำการศึก รบกับแซ่มอพี่น้อง อึ้งปวยฮอกับอึ้งเทียนฮัวก็ลาเกียงจูแหยกลับมาบ้าน

๏ ครั้นเพลาเช้าอึ้งเทียนฮัวแต่งตัวใส่เกราะอย่างทหาร ถือกระบองขึ้นขี่กิเลนไปหาเกียงจูแหย เกียงจูแหยเห็นดังนั้นจึงว่าท่านมาอยู่เมืองไซรกีไม่ทันไรด่วนใส่เสื้อกางเกงใหม่ เหมือนหนึ่งหลู่ลืมคุณโต๊ะเต๊กจินกุ๋นผู้เป็นครูหาควรไม่ อึ้งเทียนฮัวจึงว่า ซึ่งข้าพเจ้าแต่งตัวนุ่งห่มใหม่ เพราะจะอาสาท่านออกรบกับแซ่มอพี่น้องให้เป็นสง่าแก่ข้าศึกไว้ ใช่จะหลู่คุณโต๊ะเต๊กจินกุ๋นนั้นหามิได้ เกียงจูแหยจึงว่าพี่น้องสี่คนมีความรู้มาก ท่านจะออกรบจงระวังตัวอย่าประมาท อึ้งเทียนฮัวก็ลาเกียงจูแหยขับกิเลนออกจากประตูเมือง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ