๘๕

๏ ขณะเมื่ออ่านหนังสืออยู่นั้น หุยจูพี่พระเจ้าติวอ๋องมาหา ต๋งใต้หูจึงเอาหนังสือส่งให้หุยจูอ่าน หุยจูแจ้งในหนังสือดังนั้นก็ตกใจ จึงว่าเกียงจูแหยยกทัพมาถึงด่านลิมตองก๋วนแล้ว ยังทางอีกเท่าไรมีก็จะมาถึงเมืองหลวง แล้วเอาหนังสือขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าติวอ๋อง พระเจ้าติวอ๋องนั่งเสพสุรากับมเหสีทั้งสามบนลกไต๋ พระเจ้าติวอ๋องแลลงมาเห็นหุยจูจึงให้หาตัวขึ้นไปบนลกไต๋ ตรัสถามว่ามีราชการสิ่งใดหรือ หุยจูจึงทูลว่า ด่านลิมตองก๋วนบอกหนังสือมาว่า กองทัพบูอ๋องเกียงจูแหยตีด่านล่วงเข้ามาถึงสี่ตำบล แต่ด่านลิมตองก๋วนนั้นยังต้านทานกองทัพบูอ๋องอยู่ เห็นว่าศึกเหลือกำลังจึงบอกขอกองทัพให้เร่งไปช่วย หุยจูก็เอาหนังสือบอกนั้นถวายพระเจ้าติวอ๋อง พระเจ้าติวอ๋องเห็นหนังสือดังนั้นก็ตกพระทัยนัก จึงตรัสว่าเราไม่คิดเห็นเลย ว่าเกียงจูแหยจะทำการเข้ามาได้ถึงเพียงนี้ ถ้าไม่เร่งกำจัดเสียข้าศึกก็จะมีใจกำเริบมากขึ้น แล้วก็ลงจากลกไต๋เสด็จออกที่ว่าราชการ จึงให้ตีกลองแลระฆัง ขุนนางใหญ่น้อยก็เข้ามาเฝ้าพร้อมกัน พระเจ้าติวอ๋องจึงตรัสกับขุนนางทั้งปวงว่า กีฮวดยกทัพมาตีล่วงด่านเข้ามาถึงสี่ตำบล ฆ่าขุนนางนายด่านเสีย บัดนี้มาตั้งทัพอยู่ด่านลิมตองก๋วน เฮาเหยียงสุนบอกหนังสือมาขอกองทัพไปช่วย จำจะจัดทหารที่เข้มแข็งมีใจสัตย์ซื่อไปช่วยรักษาด่าน ด้วยด่านนี้เป็นที่สำคัญ เสียงใต้หูลีกองซึ่งได้ว่าราชการเมืองจึงทูลว่าขุนนางซึ่งกล้าหาญน้ำใจสัตย์ซื่อนั้นมีมาก แต่ว่าพระองค์มิได้ทำนุบำรุงปลูกเลี้ยง ขุนนางทั้งปวงเสียน้ำใจอยู่สิ้น แล้วเมืองหลวงทุกวันนี้ ข้างทิศตะวันออกเกียงบุนห้วยก็ยกมารบด่านอิวฮุยก๋วน ข้างทิศใต้นั้นมักซุนก็ยกมาตีด่านซันสามก๋วน ข้างทิศเหนือเล่าซ่องเฮ็กฮอก็ยกมาตีด่านเหงาก๋วน ฝ่ายทิศตะวันตกนี้ ทัพเกียงจูแหยก็ยกมาตั้งประชิดอยู่ ข้าพระองค์เห็นว่าเต๋งกุ๋นกับยุยเกียด พอจะให้ออกไปต้านทานไว้ข้างด่านลิมตองก๋วนได้ พระเจ้าติวอ๋องได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงให้หาเต๋งกุ๋นยุยเกียดเข้ามาเฝ้า พระราชทานหมวกเสื้อเป็นเครื่องสำหรับยศ เกณฑ์ทหารให้ห้าหมื่น แล้วสั่งว่าท่านรีบยกไปด่านลิมตองก๋วน กำจัดกีฮวดกับเกียงจูแหยเสียให้ได้ ถ้าสำเร็จการศึกแล้วเราจะยกเมืองไซรกีให้กับท่าน ท่านจงตั้งใจทำการโดยสุจริตเถิด นายทหารทั้งสองก็ทูลว่าข้าพระองค์จะฉลองพระคุณไปกว่าจะสิ้นชีวิต ครั้งรุ่งขึ้นเต๋งกุ๋นกับยุยเกียดก็คุมทหารห้าหมื่นยกออกจากเมืองจิวโก๋ข้ามแม่น้ำเบ๋งจิ๋นแม่น้ำอุยโหมา

๏ ขณะนั้นโทเฮงสุน ซึ่งพระเจ้าบูอ๋องให้คุมลำเลียงตามมาภายหลัง ครั้นมาถึงหน้าค่ายเห็นเสาธงปักอยู่คันหนึ่ง ใต้ธงนั้นเห็นกระบองของหลุยจินจู๊ โทเฮงสุนมีความสงสัยคิดแต่ในใจว่า อาวุธของทหารพวกเราทำไมจึงมาตกอยู่ แล้วก็เข้าไปหาเกียงจูแหย เกียงจูแหยก็เล่าความซึ่งรบกับชาวด่านให้ฟัง โทเฮงสุนจึงว่าข้าพเจ้าจะขอเข้าไปดูว่าที่นั้นจะเป็นประการใด โลเฉียจึงห้ามว่าท่านอย่าไปเลย ธงนั้นร้ายนัก โทเฮงสุนไม่เชื่อ ครั้นเวลาค่ำก็ออกจากค่ายไปถึงเสาธงหยิบเอากระบองก็ล้มลงไม่รู้สมประดี ชาวด่านเข้าไปแจ้งกับเฮาเหยียงสุน ว่ามีคนหนึ่งรูปร่างต่ำเตี้ยมาล้มอยู่ใต้ธง เฮาเหยียงสุนให้ทหารออกไปเอาตัว ทหารนั้นออกไปถึงใต้ธงก็ล้มลงอีก ผู้เฝ้าธงเห็นดังนั้นก็เข้าไปบอกเฮาเหยียงสุน เฮาเหยียงสุนตกใจ จึงให้หาเบียนเกียดมา แล้วถามว่าเหตุใดคนจึงเข้าไปใต้ธงนั้นไม่ได้ เบียนเกียดจึงว่าไม่เป็นไรดอก แล้วใช้ทหารไปเอาตัวโทเฮงสุนกับทหารซึ่งล้มอยู่นั้นออกเสียจากธงก็พื้นขึ้นดังเก่า ทหารเอาตัวโทเฮงสุนเข้ามาให้กับนายด่าน นายด่านจึงถามว่าท่านชื่อใด โทเฮงสุนไม่บอกชื่อ แกล้งบอกว่าข้าพเจ้าเห็นกระบองทองอันหนึ่ง อยู่ใต้ธงจะใคร่ได้ไปชมเล่นเข้าไปจะหยิบเอาจึงล้มลง ซึ่งข้าพเจ้าเป็นคนโลภเห็นแต่จะได้ของนั้นขอโทษเสียเถิด เบียนเกียดว่าถามชื่อก็ไม่บอก กลับพูดเย้ยเสียอีกเล่า ก็สั่งทหารให้เอาไปฆ่าเสียนอกด่าน ทหารพาตัวไปถึงที่จะฆ่า โทเฮงสุนก็ดำดินหนีไป ทหารกลับมาแจ้งกับนายด่าน นายด่านจึงว่าคนนี้มิใช่ผู้อื่นเห็นจะเป็นโทเฮงสุนทหารบูอ๋อง

๏ ฝ่ายโทเฮงสุนเมื่อหนีมาถึงค่ายก็เข้าไปคำนับเกียงจูแหย แล้วว่าธงนั้นร้ายนัก พอหยิบกระบองเข้าก็ล้มลงหารู้สมประดีไม่ พวกชาวด่านจับเอาตัวไปฆ่าเสีย ข้าพเจ้าจึงอ่านมนต์หนีแทรกแผ่นดินมา

๏ ฝ่ายเบียนเกียดรู้ว่าโทเฮงสุนหนีไปได้ ครั้นรุ่งขึ้นก็คุมทหารยกออกมาร้องท้าทายถึงหน้าค่ายเกียงจูแหย เกียงจูแหยจึงว่ากับทหารทั้งปวงว่าเบียนเกียดนั้นจับทหารเราไว้ได้ก็มีใจกำเริบนัก ผู้ใดจะออกรบกับเบียนเกียดได้ โลเฉียรับอาสาแล้วขี่จักรถือทวนยกออกจากค่ายมารบกับเบียนเกียด รบกันได้สามเพลงเบียนเกียดชักม้าหนีเข้าในธง โลเฉียเห็นดังนั้นก็มิได้ตามไปแล้วกลับมา ณ​ ค่าย เบียนเกียดเข้ามาถึงด่านแล้วบอกกับเฮาเหยียงสุนว่า ข้าพเจ้าล่อโลเฉียให้เข้าใต้ธง โลเฉ๊ยหาเข้าไม่ เราจะคิดประการใดจึงจะได้ตัวโลเฉีย พอชาวด่านเข้าไปบอกเฮาเหยียงสุนว่า กองทัพเมืองจิวโก๋ยกมาช่วยท่าน นายทัพนั้นชื่อเต๋งกุ๋นกับยุยเกียด คุมทหารมาเป็นอันมาก เฮาเหยียงสุนมีความยินดีนัก พาทหารออกไปรับนอกด่าน เต๋งกุ๋น ยุยเกียดจึงว่ามีรับสั่งพระเจ้าติวอ๋องให้มาช่วยท่าน ให้ท่านรักษาด่านไว้ให้มั่นคง ด้วยเป็นที่สำคัญอยู่ ถ้าเสียด่านตำบลนี้แล้วเมืองจิวโก๋ก็จะเสียด้วย แล้วถามว่าท่านรบกับทัพบูอ๋องนั้น เสียทีหรือได้ทีประการใด เฮาเหยียงสุนจึงตอบว่า ข้าพเจ้าทำศึกกับเกียงจูแหยครั้งนี้ เสียเบียนกิมเหลงปลัดด่านคนหนึ่ง กับกุยเทียนหลกเป็นสองคนด้วยกัน แต่จับได้ตัวสำคัญไว้สามคนชื่อหลำจงกวด หลุยจินจู๊กับอึ้งปวยฮอซึ่งเป็นบูเสงอ๋อง เต๋งกุ๋นได้ยินดังนั้น จึงคิดว่าอึ้งปวยฮอเป็นเขยน้อยเขยใหญ่กับเราทำประการใดชาวด่านจึงจับได้ แล้วแสร้งหัวเราะทำเป็นมีความยินดีว่า ซึ่งจับอึ้งปวยฮอได้นั้น จะมีความชอบกับท่านเป็นอันมาก แล้วก็พากันเข้ามาในด่าน เฮาเหยียงสุนให้แต่งโต๊ะมาเลี้ยงเต๋งกุ๋นยุยเกียดกับทหารทั้งปวงแล้ว ต่างคนก็พักอยู่ในด่านทั้งสิ้น เต๋งกุ๋นจึงคิดแต่ในใจว่า พระเจ้าติวอ๋องเป็นคนสิ้นวาสนา ศึกเข้ามาจะถึงเชิงกำแพงอยู่แล้ว ช่างมีความสบายเสพสุราอยู่ได้ ให้เรากับยุยเกียดคุมทหารห้าหมื่นมาแล้ว ก็เห็นหาคิดที่จะจัดแจงกองทัพเพิ่มเติมมารักษาเขตแดนของตัวไว้ เมื่อรู้อยู่ว่าหัวเมืองทั้งปวงไปขึ้นกับเมืองไซรกีเป็นอันมาก ยังด่านเดียวเท่านี้ที่ไหนจะสู้บูอ๋องได้ เราจำจะคิดแก้ไขเอาอึ้งปวยฮอออก พากันไปสามิภักดิ์กับเมืองไซรกี แต่น้ำใจยุยเกียดนั้นจะยอมด้วยเราหรือมิยอมยังหารู้ไม่ พรุ่งนี้จะออกรบสักครั้งหนึ่ง ให้ทหารทั้งปวงเห็นไว้แล้วจะคิดการต่อไป ครั้นเวลาเช้ามาพร้อมกันที่ปรึกษาราชการทั้งสิ้น เต๋งกุ๋นจึงว่ามีรับสั่งพระเจ้าติวอ๋อง ให้เรากับยุยเกียดยกมากำจัดบูอ๋องเกียงจูแหยเสีย เราจะฉลองพระคุณกว่าจะสิ้นกำลังแลฝีมือ แล้วสั่งให้เปิดประตูด่าน พายุยเกียดเบียนเกียดคุมทหารยกออกไป เบียนเกียดจึงว่าท่านทั้งสองอย่าลอดใต้ธง ธงอันนี้ถ้าผู้ใดลอดเข้าไปก็ล้มลงไม่รู้สมประดี เป็นของวิเศษของข้าพเจ้าจะล่อจับทหารเกียงจูแหย เต๋งกุ๋นกับยุยเกียดก็พาทหารเดินอ้อมธงไปถึงค่ายเกียงจูแหยให้ทหารเข้าไปเชิญบูอ๋องเกียงจูแหยออกมาพูดจากัน บูอ๋องเกียงจูแหยก็ออกมาหน้าค่าย เต๋งกุ๋นยุยเกียดเห็นจึงว่ากับบูอ๋องว่าบิดาของท่านเป็นขุนนางทำราชการอยู่ในเมืองจิวโก๋ ภายหลังมาพระเจ้าติวอ๋องก็ตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ เมื่อไปอยู่ในเมืองไซรกีเล่า บิดาท่านก็มิได้คิดจะมาทำร้ายกับเมืองหลวง ครั้นบิดาตายลงไม่ทันกี่มากน้อย ท่านมาเชื่อฟังเกียงจูแหยตั้งตัวเป็นเจ้ายกทัพมาทำศึกกับท่านผู้มีคุณนั้นหาควรไม่ ถ้ามิฟังจะขืนมารบกับเรา เราจับท่านได้จะมิอัปยศหนักหรือ เกียงจูแหยได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่าท่านทั้งสองก็ย่อมรู้ว่าหัวเมืองทั้งปวง มาขึ้นกับเมืองไซรกีเป็นอันมาก เมืองจิวโก๋นั้นเกิดวิปริตต่างๆ ขุนนางแลอาณาประชาราษฎรมิได้มีความสุขแผ่นดินร้อนทุกเส้นหญ้า ซึ่งพระเจ้าบูอ่องยกมาทำการครั้งนี้ ก็ตั้งใจจะให้แผ่นดินเป็นสุข ถ้อยคำท่านว่าเหมือนทารกมิได้รู้ภาษาคน เต๋งกุ๋นยุยเกียดมีความโกรธนัก จึงว่าผู้ใดจะจับเกียงจูแหยได้ เบียนเกียดได้ยินดังนั้นก็ขับม้าออกมาหน้าทหาร เกียงจูแหยให้เตียวเสงออกรบ เตียวเสงก็รำง้าวขับม้าออกรบกับเบียนเกียดเป็นหลายเพลงมิได้แพ้ชนะกัน ยุยเกียดก็รำง้าวออกมาช่วยเบียนเกียด สุ่นเอี๋ยนเห็นเตียวเสงผู้เดียวกลัวจะเสียที ก็ขับม้ารำขวานเข้ารบกับยุยเกียด โลเฉียก็จำแลงตัวเป็นสามศีรษะหกมือ เข้าช่วยเตียวเสงกับสุ่นเอี๋ยนรบ เต๋งกุ๋นกับทหารทั้งปวง เห็นโลเฉียก็ตกใจกลัวพากันหนีกลับเข้าด่าน จึงบอกเฮาเหยียงสุนว่า ทหารเกียงจูแหยมีฝีมือกล้าหาญนัก จะทำศึกกันต่อไปนั้นเห็นจะเอาชัยชนะยาก เราคิดว่าอย่าออกไปสู้รบกับเกียงจูแหยเลย ช่วยกันรักษาด่านไว้ให้มั่นคง อย่าให้ข้าศึกทำอันตรายได้ เกียงจูแหยมาทางไกลรี้พลทแกล้วทหารมาก ถ้าสิ้นเสบียงลงก็จะต้องกลับไปเอง เฮาเหยียงสุนเห็นชอบด้วย ก็เกณฑ์ทหารเติมขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เป็นสามารถ เต๋งกุ๋นยุยเกียดก็กลับไปที่อยู่ ครั้นเวลาค่ำเต๋งกุ๋นจึงคิดว่า จะชวนยุยเกียดไปเข้ากับเมืองไซรกีลองดูจะยอมหรือมิยอม แล้วใช้คนสนิทไปเชิญยุยเกียดมาปรึกษาราชการกัน

๏ ฝ่ายยุยเกียดนอนอยู่ผู้เดียว ก็คิดว่าบูอ๋องเป็นคนมีบุญทแกล้วทหารที่มีฝีมือก็มีมากเห็นเราจะสู้ไม่ได้ จะใคร่ไปเข้ากับบูอ๋อง แต่เกรงเต๋งกุ๋นจะมิยอมกับเรา เราจะพูดดูกิริยาสักครั้งหนึ่ง พอคนใช้มาบอกยุยเกียดว่า เต๋งกุ๋นให้เชิญท่านไปปรึกษาราชการ ยุยเกียดครั้นมาถึงเต๋งกุ๋นต่างคนต่างไม่อาจพูดออกได้ ก็ชวนกันเสพสุราอยู่

๏ ฝ่ายเกียงจูแหยครั้นมาถึงค่ายเป็นเวลาค่ำ นายทหารทั้งปวงกลับไปที่อยู่ เกียงจูแหยจึงคิดว่าเราจะยกเข้าหักเอาด่านอันนี้เห็นยากนัก ด้วยเสาธงปิศาจปักขวางทางอยู่ มิรู้ที่จะเข้าทางไหน เกียงจูแหยมีความวิตกนอนไม่หลับ แล้วคิดถึงอึ้งปวยฮอ หลำจงกวด หลุยจินจู๊ จึงให้คนใช้ไปหาตัวโทเฮงสุนมา แล้วว่าท่านจงไปฟังข่าวทหารเราทั้งสามคน ซึ่งชาวด่านจับไปได้นั้นจะทำเป็นประการใด โทเฮงสุนคำนับลาเกียงจูแหยออกมาอ่านมนต์แทรกแผ่นดินไป พอเวลายามเศษเข้ามาถึงด่าน เห็นอึ้งปวยฮอ หลำจงกวด หลุยจินจู๊อยู่ในตะราง ผู้คุมจุดคบเพลิงสว่างอยู่ไม่อาจผุดขึ้น เดินไปเสียจากที่นั้นพอเห็นเต๋งกุ๋นกับยุยเกียดนั่งเสพสุราอยู่ โทเฮงสุนก็หยุดฟังว่าจะพูดจากันประการใด เต๋งกุ๋นครั้นเห็นสงัดคนแล้วจึงว่ากับยุยเกียดว่าเราจะถามความสิ่งหนึ่งท่านอย่าอำพราง จงว่าแต่ที่จริงตามใจท่านเห็น ยุยเกียดจึงว่าเราอยู่ด้วยกันแต่สองคนเท่านี้ พี่จะถามสิ่งใดข้าพเจ้ารู้ก็จะบอกไปตามรู้ เต๋งกุ๋นจึงว่าเมืองจิวโก๋กับเมืองไซรกีนั้นใจของท่านเห็นข้างไหนจะบริบูรณ์รุ่งเรืองไปภายหน้า ยุยเกียดหัวเราะแล้วว่าความอันนี้ พี่อย่าถามข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าเป็นคนปัญญาน้อยตามแต่พี่ท่านจะคิดเห็นเถิด เต๋งกุ๋นจึงว่าเรากับท่านก็คนละแซ่ แต่รักกันเหมือนพี่กับน้อง อันความซึ่งพูดกันนี้ออกจากปากเราก็ให้อยู่แต่หูท่าน ออกจากปากท่านก็ให้อยู่แต่หูเรา อย่าให้แพร่งพรายไป อันเมืองจิวโก๋นี้เห็นจะไม่พ้นมือบูอ๋อง เราจะพากันตายเสียเปล่า คำโบราณกล่าวไว้ว่านกก็ย่อมจับกิ่งไม้ที่มีพุ่มร่มชิด ปลาเล่าก็แสวงหาห้วงน้ำอันลึกเป็นที่อาศัย ผู้จะทำราชการเล่าก็ย่อมหาเจ้าที่มีสัจธรรมโอบอ้อมอารีแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ทำราชการจึงจะมีความสุข ยุยเกียดได้ฟังดังนั้นจึงว่ากับเต๋งกุ๋นว่า ซึ่งท่านจะไปเข้ากับเมืองไซรกีแลมาลองใจข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าก็คิดอยู่นานแล้ว อย่ามีความสงสัยเลย ซึ่งจะสามิภักดิ์กับบูอ๋องนั้นข้าพเจ้าก็จะยอมไปกับท่าน แต่การทั้งนี้จะได้ผู้ใดพาเราไปหาบูอ๋องเล่า

๏ ขณะนั้นเมื่อเต๋งกุ๋นยุยเกียดพูดกันอยู่นั้น โทเฮงสุนได้ยินมีความยินดีนัก จึงผุดขึ้นมาบนแผ่นดิน เต๋งกุ๋นยุยเกียดเห็นก็ตกใจ โทเฮงสุนจึงว่าท่านทั้งสองอย่าตกใจเลย เราเป็นทหารพระเจ้าบูอ๋อง เกียงจูแหยใช้มาสืบข่าวราชการในด่านนี้ ได้ยินท่านพูดกันเราดีใจนัก ท่านทั้งสองจะสามิภักดิ์กับพระเจ้าบูอ๋องนั้น จงเขียนหนังสือมาฉบับหนึ่งเราจะเอาไปให้เกียงจูแหย เต๋งกุ๋นกับยุยเกียดได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนัก จึงว่าถ้าท่านช่วยธุระเราได้ คุณจะอยู่กับเราเป็นอันมาก แล้วเขียนหนังสือเป็นใจความว่า ข้าพเจ้าเต๋งกุ๋นยุยเกียดคำนับมาถึงเกียงจูแหย ด้วยข้าพเจ้าทั้งสองคิดพร้อมใจกัน จะมาสามิภักดิ์ทำราชการในพระเจ้าบูอ๋อง ขอท่านได้อนุเคราะห์ด้วย ข้าพเจ้าเป็นคนสติปัญญาน้อย แล้วเป็นข้าติวอ๋องใช้มา ซึ่งคุมทหารออกรบว่ากล่าวหยาบช้าต่อท่านนั้น ท่านจงงดโทษข้าพเจ้าเถิด ถ้าท่านจะยกมาตีด่านลิมตองก๋วนเมื่อใด ข้าพเจ้าจะเปิดประตูด่านรับ เขียนหนังสือก็ส่งให้โทเฮงสุน โทเฮงสุนรับหนังสือแล้วก็ลากลับมาถึงค่าย เวลาจะใกล้รุ่งก็เข้าไปหาเกียงจูแหย แจ้งความว่าข้าพเจ้าไปดูอึ้งปวยฮอ ทหารที่คุมนั่งยามตามไฟรักษาอยู่หาหลับไม่ ครั้นจะเข้าไปเกรงจะเสียการ จึงเล่าความซึ่งเต๋งกุ๋นกับยุยเกียดพูดกันนั้นให้ฟัง แล้วส่งหนังสือให้เกียงจูแหย เกียงจูแหยเห็นหนังสือมีความยินดีนัก โทเฮงสุนคำนับลากลับไปที่อยู่ ครั้นเวลาเช้าเต๋งกุ๋นยุยเกียด จึงว่ากับเฮาเหยียงสุนเบียนเกียดว่า เวลาวานนี้เรารบกับข้าศึกมิได้แพ้ชนะกัน ครั้นจะนิ่งรักษาด่านอยู่นั้นเหมือนมิใช่ชายชาติทหาร วันนี้เราจะยกไปตีทัพเกียงจูแหยเสียให้แตก จะได้เอาข้อความบอกขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าติวอ๋อง แล้วเต๋งกุ๋นยุยเกียดจัดแจงทหารยกออกจากด่าน ไปใกล้เสาธงเห็นกระดูกและศีรษะผีอยู่ใต้ธง จึงว่ากับเบียนเกียดว่า ธงอันนี้ขวางทางกองทัพจะเดินเข้าออกท่านเร่งถอนเสีย เบียนเกียดจึงว่าธงอันนี้ได้กันกองทัพเกียงจูแหยไว้ ด่านลิมตองก๋วนจึงไม่เป็นอันตราย เต๋งกุ๋นยุยเกียดจึงว่าเราทั้งสองยกมานี้ ก็มาช่วยรักษาด่านแต่จะออกรบกันนั้นนอกเสาธง ถ้าได้ทีก็จะดีอยู่ ถ้าเพลี่ยงพล้ำลงจะหลบหนีกันโดยกระบวนรบเสาธงขวางทางอยู่ ต้องหลีกอ้อมวงหนทางยาวออกไป จะมิเสียทีกับข้าศึกหรือ ซึ่งท่านจะไม่ถอนเสียนั้นเราไม่เห็นด้วย เบียนเกียดได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าเต๋งกุ๋นยุยเกียดเป็นขุนนางลงมาแต่เมืองหลวง เราเป็นผู้น้อยจะขัดขืนนักก็เกรงเต๋งกุ๋นอยู่ จึงว่าข้าพเจ้าจะบอกอุบายให้ ขอเชิญให้ท่านทั้งสองกลับเข้าไปในด่านก่อนเถิด เต๋งกุ๋นยุยเกียดก็กลับเข้ามาในด่าน เบียนเกียดจึงเอายันต์อันวิเศษปิดลงในหมวก แล้วว่าท่านทั้งสองอย่ากลัวธงนั้นเลย เต๋งกุ๋นยุยเกียดก็คุมทหารพาเฮาเหยียงสุนเบียนเกียดกลับยกออกมาจากด่าน ให้ทหารไปร้องท้าทายหน้าค่ายเกียงจูแหย

๏ ฝ่ายเกียงจูแหยก็พาอึ้งฮุยปิวอึ้งฮุยป้าแลทหารทั้งปวงออกมาหน้าค่าย เต๋งกุ๋นเห็นเกียงจูแหยจึงแกล้งร้องไปว่า วันนี้เรากับท่านจะรบกันให้ถึงแพ้แลชนะ แล้วเต๋งกุ๋นยุยเกียดก็ควบม้าเข้ามาในทัพเกียงจูแหย อึ้งฮุยปิวอึ้งฮุยป้าเห็นดังนั้น ก็ขับม้าเข้ารบกับเต๋งกุ๋นยุยเกียดรบกันอยู่ช้านานมิได้แพ้ชนะ เฮาเหยียงสุนกลัวว่าเต๋งกุ๋นกับยุยเกียดจะเสียที ก็ให้เบียนเกียดเข้าช่วยรบ เกียงจูแหยเห็นเบียนเกียดขับม้าออกมา ก็ให้บูกิดออกรบกับเบียนเกียด รบกันได้ห้าเพลงเบียนเกียดชักม้าหนีเข้าใต้ธง บูกิดก็มิได้ตามไป เกียงจูแหยเห็นเบียนเกียดหนีกลับเข้าในด่าน ก็ตีม้าล่อเลิกทหารกลับเข้าค่าย แล้วแลเห็นเบียนเกียด เต๋งกุ๋น ยุยเกียด เฮาเหยียงสุนเดินลอดเข้าใต้ธง เกียงจูแหยจึงว่ากับโทเฮงสุนว่า แต่ก่อนนั้นลอดใต้ธงได้แต่เบียนเกียดผู้เดียว บัดนี้ลอดไปได้ทั้งสี่นายเราคิดสงสัยใจนัก ท่านจงไปหาเต๋งกุ๋นกับยุยเกียดสืบเอาความมาให้แน่ โทเฮงสุนก็ลาเกียงจูแหยแทรกแผ่นดินเข้ามาในด่านผุดขึ้นที่เต๋งกุ๋นยุยเกียดอยู่ เต๋งกุ๋นยุยเกียดเห็นโทเฮงสุนมาก็ดีใจ จึงว่าข้าพเจ้าคอยท่านอยู่ ซึ่งท่านมานี้ดีแล้ว โทเฮงสุนจึงบอกว่า เกียงจูแหยให้ข้าพเจ้ามาหาท่านด้วยมีความสงสัยธงคันนี้นัก เต๋งกุ๋นจึงบอกว่าธงอันนี้ชื่อหิวหุนกระดูกขาว เราทั้งสองอ้อนวอนเขาจึงบอกให้ เขาให้ยันต์เราปิดศีรษะ จึงเข้าใต้ธงได้หาอันตรายไม่ ท่านจงเอายันต์นี้ไปให้เกียงจูแหยเขียนถ่ายอย่าง แจกแก่ทหารทั้งปวงปิดศีรษะแล้วอย่าได้กลัวธงนี้เลย รีบยกเข้ามาเถิด เราจะเปิดประตูด่านให้ โทเฮงสุนมีความยินดีนัก รับยันต์แล้วแทรกแผ่นดินกลับมาค่าย เอายันต์ให้เกียงจูแหย แล้วบอกความตามเต๋งกุ๋นสั่งทุกประการ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ