๏ เรื่องนี้ภาษาจีน ว่าเรื่องห้องสินบุนอ๋อง แปลออกเป็นคำไทยว่าครั้งแผ่นดินแฮ่ ยังมีกษัตริย์พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามพระเจ้าตีเค้าเสวยราชสมบัติ ณ เมืองเสี่ยง อยู่วันหนึ่ง พระเจ้าตีเค้าพานางกั๋นเต๊กผู้เป็นพระอัครมเหสีฝ่ายซ้ายเสด็จออกไปไหว้เทพารักษ์ตำบลเก้าบ๋วย นางกั๋นเต๊กได้ฟองนกเหลืองฟองหนึ่ง นางจึงกินฟองนกนั้น ครั้นอยู่มานางทรงครรภ์ประสูติบุตรชายคนหนึ่งชื่อเคียด ครั้นนานมาพระเจ้าทังหงอได้ราชสมบัติ เคียดผู้บุตรนางกั๋นเต๊กได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ครั้นพระเจ้าทังหงอสวรรคต เคียดซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ได้ราชสมบัติครองเมืองเสี่ยง สืบแซ่เชื้อพระวงศ์สืบสามชั่วกษัตริย์ มาถึงแผ่นดินพระเจ้าเจ๊ดอ๋อง มีขุนนางผู้หนึ่งชื่อไท้อิดเป็นคนมีสติปัญญา พระเจ้าเจ๊ดอ๋องให้เลื่อนที่ขึ้นเป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ ครั้งนั้นยังมีชายชาวนาคนหนึ่ง ชื่ออิอี๋นทำนาอยู่ตำบลอี๋วซิน อิอี๋นผูกเพลงขับร้องสรรเสริญพระเจ้าทังหงอ ไท้อิดเห็นว่า อิอี๋นมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด จึงจัดผ้าแพรขาวกับสิ่งของทั้งปวงให้คนไปคำนับเชิญอิอี๋นถึงสามครั้ง อิอี๋นจึงมา ณ บ้านไท้อิด ไท้อิดก็พูดจาเกลี้ยกล่อมอิอี๋น อิอี๋นก็ยอมว่าจะทำราชการด้วยไท้อิด ไท้อิดจึงพาอิอี๋นเข้าไปถวาย พระเจ้าเจ๊ดอ๋อง เจ๊ดอ๋องมิได้รู้ว่าอิอี๋นเป็นคนดีมีสติปัญญา จึงคืนตัวอิอี๋นให้แก่ไท้อิด และพระเจ้าเจ๊ดอ๋องเชื่อแต่คำคนยุยง ว่าราชการบ้านเมืองมิได้อยู่ในยุติธรรม เสพย์แต่สุรามัวเมาอยู่กับนางข้างใน ให้เสียเยี่ยงอย่างกษัตริย์แต่ก่อน กวนเล่งหองเสนาบดีผู้ใหญ่เห็นดังนั้น จึงเข้าไปทูลทัดทานให้สติพระเจ้าเจ๊ดอ๋อง พระเจ้าเจ๊ดอ๋องโกรธจึงให้เอาตัวกวนเล่งหองไปฆ่าเสีย แต่นั้นมาขุนนางข้าราชการทั้งปวงก็มิอาจที่จะทูลทัดทานพระเจ้าเจ๊ดอ๋อง ไท้อิดจึงคิดกลอุบายแต่งให้คนใช้ไปร้องไห้รักศพกวนเล่งหอง หวังจะให้กิตติศัพท์เลื่องลือไปแก่คนทั้งปวง ว่ากวงเล่งหองเป็นคนสัตย์ซื่อ แต่พระมหากษัตริย์มิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรม ความอันนั้นรู้ถึงพระเจ้าเจ๊ดอ๋อง พระเจ้าเจ๊ดอ๋องรู้กลอุบายของไท้อิดดังนั้น พระเจ้าเจ๊ดอ๋องโกรธ จึงให้เอาไท้อิดมาจำไว้ ณ​ ทิมแซ่ไถ่

๏ ครั้นอยู่มาพระเจ้าเจ๊ดอ๋องหายโกรธ จึงให้ไท้อิดพ้นจากโทษเวรจำ ไท้อิดลาพระเจ้าเจ๊ดอ๋องเดินมาถึงตำบลทุ่งนาแห่งหนึ่งจะไปบ้าน ครั้นไท้อิดเห็นชาวนาคนหนึ่ง ตั้งวงข่ายลงสี่ด้านหวังจะตลบนกเลี้ยงชีวิต ไท้อิดยืนพิเคราะห์ดูวงข่ายเห็นแยบคายสามารถนัก แม้นฝูงนกบินมาทั้งสี่ทิศก็มิอาจพ้นวงข่ายรอดชีวิตไปได้ ไท้อิดคิดปรานีแก่นกจึงยกมือไหว้ว่าแก่ชาวนาขอเลิกข่ายเสียสามด้านให้คงอยู่แต่ด้านเดียว นกตัวใดถึงแก่กรรมแล้วจึงให้ติดข่ายเถิด ไท้อิดว่าดังนั้นแล้วก็ไปบ้าน กิตตศัพท์นั้นก็ปรากฏไปแก่ราษฎรและหัวเมืองทั้งปวงๆ เห็นว่าไท้อิดมีเมตตาแก่สัตว์ ควรจะเอาเป็นที่พึ่งได้จึงชักชวนกันมาขึ้นแก่ไท้อิดถึงสี่สิบหัวเมือง ไท้อิดจึงตั้งอิอี๋นเป็นที่อาจารย์สำหรับศึกษาไต่ถามกิจการทั้งปวง

๏ ฝ่ายพระเจ้าเจ๊ดอ๋องครองสมบัติมิได้อยู่ในยุติธรรม และหาผู้ใดจะทัดทานมิได้ก็ยิ่งกระทำทุจริตเนือง ๆ ราษฎรและหัวเมืองขึ้นทั้งปวงได้ความเดือดร้อนยิ่งนัก ไท้อิดเห็นดังนั้นจึงคิดกับอิอี๋นซึ่งเป็นอาจารย์และหัวเมืองทั้งสี่สิบเมืองพร้อมใจกัน ยกเป็นกระบวนทัพเข้าเมืองเสี่ยง ทหารไท้อิดจับพระเจ้าเจ๊ดอ๋องได้ ไท้อิดมิได้ประหารชีวิตพระเจ้าเจ๊ดอ๋อง จึงให้เอาพระเจ้าเจ๊ดอ๋องไปปล่อยเสียที่ตำบลน้ำเฉา ไท้อิดจึงว่าแก่หัวเมืองทั้งสี่สิบเมือง ว่าบัดนี้ก็สำเร็จการแล้ว เราจะกลับไปอยู่ที่แห่งเรา ทหารและหัวเมืองทั้งปวงได้ฟังไท้อิดว่าดังนั้น จึงว่าซึ่งท่านว่านี้ก็มิบังควร ขอเชิญท่านครองสมบัติในเมืองเสี่ยงสืบไปจึงจะควร หัวเมืองทั้งปวงพร้อมกัน จึงอัญเชิญไท้อิดให้เป็นเจ้าเมืองเสี่ยง ชื่อพระเจ้าเสี่ยงทาง พระเจ้าเสี่ยงทางเมื่อได้สมบัติชันษาได้แปดสิบเจ็ดปี พระเจ้าเสี่ยงทางจึงสร้างพระนครหนึ่งชื่อปัดโต๋

๏ ขณะเมื่อพระเจ้าเจ๊ดอ๋องมิได้อยู่ในยุติธรรม ฝนแล้งมาประมาณเจ็ดปี ราษฎรได้ความเดือดร้อนด้วยอาหารยิ่งนัก พระเจ้าเสี่ยงทางเสด็จไปคำนับบวงสรวงเทพยดา ณ ตำบลซึงหนิม เพื่อจะให้ฝนตกตามฤดูกาล แต่นั้นมาฝนตกชุกชุมเป็นปกติอย่างแต่ก่อน พระเจ้าเสี่ยงทางจึงให้เจ้าพนักงาน เบิกคลังทองเงินมาพระราชทานทหารและขุนนางทั้งปวง พระเจ้าเสี่ยงทางบำรุงประชาราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุขโดยยุติธรรม พระเจ้าเสี่ยงทางอยู่ในสมบัติได้สิบสามปีจึงสวรรคต ไท้กอบุตรพระเจ้าเสี่ยงทางได้ครองสมบัติสืบกษัตริย์ ซึ่งเป็นวงศ์แห่งพระเจ้าเสี่ยงทางครองเมืองปัดโต๋ลำดับมา คือ พระเจ้าไท้กอหนึ่ง ออกเตงหนึ่ง ไท้แกหนึ่ง เสียวกะเป็นน้องไท้กอหนึ่ง หยงกี๋หนึ่ง ไท้โบ๋หนึ่ง ต้องเต๊งหนึ่ง ฮั่วยิมหนึ่ง ทันกะหนึ่ง โจอิดหนึ่ง โจสินหนึ่ง อ๊อกกะหนึ่ง เจ้าเต๊กหนึ่ง น่ำแกหนึ่ง ย่างกะหนึ่ง พ่วนแกหนึ่ง เสี่ยวซิ้นหนึ่ง เสี่ยวอิดหนึ่ง บู๋เตงหนึ่ง โจแกหนึ่ง โจกะหนึ่ง หมินชินหนึ่ง แกเต๊งหนึ่ง บู๊อิดหนึ่ง ไท้เต๊งหนึ่ง ตีอิดหนึ่ง ติวอ๋องหนึ่ง ศิริกษัตริย์วงศ์พระเจ้าเสี่ยงทางครองเมืองปัดโต๋สืบมา ยี่สิบแปดองค์คิดเป็นปีได้หกร้อยสี่สิบปี และเมื่อพระเจ้าตีอิดบุตรพระเจ้าไท้เต๊งได้ครองเมืองปัดโต๋ มีพระราชบุตรสามองค์ บุตรที่หนึ่งชื่อมุ่ยจี๋วคี บุตรคนที่สองชื่อมุ่ยจี๋วอ๋อง บุตรที่สามชื่อลิ้วอ๋อง วันหนึ่งพระเจ้าตีอิด และพระราชบุตรทั้งสามกับขุนนางออกไปชมดอกโบตั๋น ณ สวนงือหึง เป็นที่สวนเคยประพาส ขื่อตำหนักสวนหักลง ลิ้วอ๋องผู้เป็นพระราชบุตรที่สามเอามือเข้ารับไว้ มิให้ขื่อตำหนักตกลง ขุนนางและทหารทั้งปวงเห็นดังนั้น ก็สรรเสริญลิ้วอ๋องว่ามีกำลังหาผู้จะเสมอมิได้ เชียงหยง ปวยเป๊ก เตียคี เป็นขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสามคนกราบทูลพระเจ้าตีอิด ว่าลิ้วอ๋องผู้เป็นพระราชบุตรที่สามมีกำลังและสติปัญญาควรจะเป็นอุปราชได้ พระเจ้าตีอิดก็ให้ลิ้วอ๋องเป็นที่อุปราช พระเจ้าตีอิดอยู่ในราชสมบัติสามสิบปี เมื่อพระเจ้าตีอิดจะใกล้สวรรคตมอบสมบัติให้ลิ้วอ๋อง แล้วสั่งบุนไท้สือกับอึ้งปวยฮอซึ่งเป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ ให้เป็นผู้จัดแจงการงานบ้านเมือง

๏ ครั้นพระเจ้าตีอิดสวรรคตแล้ว ลิ้วอ๋องก็ได้ครองราชสมบัติแทนพระเจ้าตีอิด ชื่อพระเจ้าติวอ๋องครองเมืองปัดโต๋ ให้ชื่อเมืองจิวโก๋ พระเจ้าติวอ๋องจึงตั้งบุนไท้สือเป็นที่ขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือน ตั้งอึ้งปวยฮอเป็นขุนนางผู้ใหญ่ว่าที่ฝ่ายทหาร และพระเจ้าติวอ๋องมีมเหสีสามองค์ ชื่อนางเกียงสีหนึ่ง ชื่อนางอึงสีหนึ่ง ชื่อนางเอียสีหนึ่ง และเมืองเอกซึ่งมาขึ้นแก่เมืองจิวโก๋มีสี่หัวเมือง เมืองเอกฝ่ายตะวันออกชื่อเมืองตั๋งลูเกียงฮ่วนฌ้อเป็นเจ้าเมือง เมือเอกฝ่ายตะวันตกชื่อใสเบกเฮ้า กีเชียงเป็นเจ้าเมือง เมืองฝ่ายทิศเหนือชื่อเมืองปกเปกเฮา ซ่องเฮ่าเฮาเป็นเจ้าเมือง เมืองฝ่ายทิศใต้ชื่อ นำเปกเฮ้า งกเชาฮูเป็นเจ้าเมือง และเมืองเอกทั้งสี่เมืองมีเมืองขึ้นเมืองละสองร้อย เข้ากันเป็นเมืองขึ้นแก่พระเจ้าติวอ๋องเป็นเมืองแปดร้อยสี่เมือง และพระเจ้าติวอ๋องครองเมืองจิวโก๋ตั้งอยู่ในยุติธรรม ราษฎรและหัวเมืองทั้งปวงอยู่เย็นเป็นสุข

๏ พระเจ้าติวอ๋องครองสมบัติได้เจ็ดปี ณ เดือนสี่ อ้วนหกทงเจ้าเมืองปักไฮกับเมืองขึ้นเจ็ดสิบสองเมืองฝ่ายเหนือเป็นกบฏ พระเจ้าติวอ๋องจึงสั่งให้บุนไท้สือเป็นนายทัพคุมทหารไปจับอ้วนหกทง

๏ ครั้นอยู่ ณ เดือนสามพระเจ้าติวอ๋องออกขุนนางเฝ้าพร้อม เชียงหยงขุนนางผู้เฒ่าจึงทูลพระเจ้าติวอ๋องว่า เป็นอย่างธรรมเนียมกษัตริย์ได้ครองเมืองจิวโก๋สืบมา ถ้าถึงเดือนสามขึ้นสิบห้าค่ำ เป็นวันเกิดแห่งเทพธิดาหนึงวาสี กษัตริย์แต่ก่อนเคยเสด็จไปคำนับทุกองค์ ขอเชิญเสด็จไปคำนับหนึงวาสีตามธรรมเนียม พระเจ้าติวอ๋องจึงว่า เทพธิดาหนึงวาสีมีคุณประการใด ท่านจะให้เราไปคำนับ เชียงหยงจึงทูลว่า แต่ก่อนครั้นเมืองจงกงสีพี่น้องทั้งสองรบกัน จงกงสีพ่ายแพ้ จงกงสีแค้นใจ เอาศีรษะกระทบภูเขาภูเขาก็ทำลาย จงกงสีโดดขึ้นไปด้วยกำลัง และศีรษะจงกงสีกระทั่งฟ้า ฟ้าก็พังไป จงกงสีตกลงยังแผ่นดิน แผ่นดินก็ถล่มไป พระอาทิตย์และพระจันทร์มิอาจจะเดินส่องฟ้าได้ ก็มืดไปทั่วแผ่นดิน หนึงวาสีเห็นดังนั้นจึงเอาศิลาเหลือง ศิลาแดง ศิลาเขียว ศิลาขาว ศิลาดำ มาเคี่ยวให้ละลายแล้ว หนึงวาสีจึงเอาไปปิดยาฟ้าและดินซึ่งทำลายทะลุถล่มไปให้ปรกติ พระอาทิตย์พระจันทร์ก็ส่องสว่างไปดังเก่า แต่นั้นมาคนทั้งปวงก็นับถือหนึงวาสีว่ามีคุณยิ่งนัก จึงปลูกเป็นศาลสามหลัง จำหลักรูปหนึงวาสีไว้ เป็นที่คำนับสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้

๏ พระเจ้าติวอ๋องได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย ครั้นรุ่งขึ้น ณ​ วันเดือนสามขึ้นสิบห้าค่ำ พระเจ้าติวอ๋องเสด็จทรงรถพร้อมด้วยข้าทหาร ขุนนางทั้งปวงออกไป ณ ศาลเจ้าหนึงวาสี และแถวทางที่เสด็จนั้นราษฎรทั้งปวงเอาเจียมปูแผ่นดิน แพรแดงผูกปลายไม้ปักดุจช่องประตู ภาษาจีนนับถือคำนับว่าเป็นมงคล ครั้นพระเจ้าติวอ๋องเสด็จถึงศาลเจ้าหนึงวาสี กระทำคำนับตามธรรมเนียม แล้วจึงเที่ยวชมศาลมาถึงห้องที่รูปหนึงวาสีตั้งอยู่นั้น พอลมพัดม่านซึ่งรูปหนึงวาสีเวิกออกไป พระเจ้าติวอ๋องเห็นรูปเทพธิดาหนึงวาสีซึ่งกระทำไว้นั้นงามยิ่งนัก จึงคิดว่าตัวกูมีบุญหาผู้เสมอมิได้ เป็นใหญ่แก่หัวเมืองทั้งสี่ทิศ มีมเหสีและนักสนมกำนัลจะนับมิได้ จะหารูปให้เหมือนรูปเทพธิดาหนึงวาสีที่ทำไว้หามิได้

๏ พระเจ้าติวอ๋องจึงเรียกเอาพู่กัน มาเขียนเป็นโคลงชมศาลเทพารักษ์ ว่างามเป็นลวดลายทองสี่บท โคลงชมรูปเทพธิดาหนึงวาสีสี่บทว่างามพร้อมทั่วสรรพางค์ จะดูไหนก็งามจำเริญใจจำเริญตา นี่หากว่าเป็นรูปไม้ ถ้าเป็นรูปสตรีงามดังนี้จะรับไปเป็นมเหสีครองเมือง เชียงหยงและขุนนางทั้งปวงได้ฟังพระเจ้าติวอ๋องตรัสดังนั้น ก็มิอาจที่จะทูลประการใดได้ พระเจ้าติวอ๋องก็เสด็จกลับเข้าพระราชวัง

๏ ขณะเมื่อพระเจ้าติวอ๋องออกไปคำนับหนึงวาสีนั้น หนึงวาสีขึ้นไปเฝ้าฮกฮี แล้วไปเฝ้ายาติฮินหวน แปลภาษาไทยว่าเป็นเทพยดาผู้ใหญ่ทั้งสามองค์อยู่สวรรค์ หนึงวาสีกลับลงมายังที่อยู่เห็นโคลงซึ่งติวอ๋องเขียนไว้นั้น หนึงวาสีโกรธนัก จึงคิดว่าแต่พระเจ้าเสี่ยงทางครองเมืองจิวโก๋สืบๆ แซ่เสี่ยงทางมาตราบเท่าถึงติวอ๋องได้หกร้อยสิบสองปีหามีผู้ใดจะดูหมิ่นแก่เราไม่ บัดนี้ติวอ๋องดูหมิ่นเรา มาเขียนโคลงไว้ดังนี้ไม่ควรเลย เหตุดังนี้แซ่เสี่ยงทางจะสิ้นสูญแล้ว จำจะทำทดแทนติวอ๋องให้เห็นกำลังฤทธิ์ครั้งนี้ หนึงวาสีคิดดังนั้นแล้วก็ขึ้นขี่หงส์เพ๊กเฮียถือฉัตร ห้องจี้ถือธงนำหน้าหนึงวาสีไปโดยอากาศ ครั้นถึงเมืองจิวโก๋ หนึงวาสีเลื่อนลอยอยู่ตรงที่อยู่แห่งติวอ๋อง แลลงมาเห็นหินเก๋าหินท๋งบุตรติวอ๋องทั้งสองนั่งเฝ้าติวอ๋องอยู่ หนึงวาสีพิจารณาดูก็รู้ว่า หินเก๋าบุตรติวอ๋องนี้ตายไป จะเกิดเป็นเจ้าปีเจ้าวันเจ้าเดือน หินท๋งผู้นี้ตายไป จะเกิดเป็นเจ้าข้าวเปลือกเจ้าข้าวโพดเจ้าข้าวฝ้างเจ้าถั่วเจ้างา แล้วพิจารณาเห็นว่าติวอ๋องยังจะครองสมบัติไปได้อีกยี่สิบแปดปีจึงจะสิ้นบุญ หนึงวาสีจะกระทำอันตรายแก่ชีวิตติวอ๋องยังมิได้ ก็กลับมายังที่อยู่ จึงส่งให้ฮุ่ยเฮ้ย ท่องจิ้วเอาน้ำเต้ามา หนึงวาสีจึงปิดฝาน้ำเต้าก็บังเกิดเป็นควันพลุ่งขึ้นสูงประมาณสามสิบศอก ปลายควันนั้นบังเกิดเป็นธงปลิวอยู่

๏ ขณะนั้นปิศาจทั้งปวงเห็นธงสำคัญดังนั้น ก็มาเฝ้าหนึงวาสีพร้อมกัน หนึงวาสีจึงว่า ท่านทั้งปวงจงกลับไปเถิด ให้อยู่กับเราแต่เฮาหลีว่าเสือปลา ฮิบี๋ว่าไก่ ปีแปว่าพิณ หนึงวาสีจึงว่าแต่วงศ์พระเจ้าเสี่ยงทางครองเมืองจิวโก๋สืบมาถึงยี่สิบเจ็ดองค์ย่อมมาคำนับเราทุกองค์ แต่ติวอ๋องคนนี้หมิ่นประมาทเรามาเขียนโคลงไว้ดังนี้ บัดนี้วงศ์เสี่ยงทางจะสิ้นสูญเสียครั้งนี้ เราได้ยินเสียงหงส์ร้องบนเขากิสัว ผู้มีบุญบังเกิดในเมืองไซรกี๋แล้ว หงส์จึงร้องให้ประจักษ์ ท่านทั้งสามช่วยกันกระทำเล่ห์กลอุบาย ให้ติวอ๋องลุ่มหลงด้วยกามคุณและให้ปราศจากเมืองจงได้ แต่อย่าให้ราษฎรเป็นอันตราย ต่อเมื่อใดผู้มีบุญชื่อบุนอ๋องได้ครองเมืองจิวโก๋แล้ว เราจึงจะให้ท่านทั้งสามเป็นที่ผู้ใหญ่ ปิศาจทั้งสามรับคำนับหนึงวาสีแล้วก็เป็นลมพัดหายไป

๏ ฝ่ายพระเจ้าติวอ๋อง ตั้งแต่ได้เห็นรูปหนึงวาสีที่ศาลมาวันนั้น ให้หลงรักรูปหนึงวาสีอยู่เป็นนิจมิได้ขาด จนจะออกขุนนางก็นั่งคิดถึงหนึงวาสีมิเป็นอันที่จะว่าราชการ เข้าไปข้างในก็มิได้ยินดีด้วยมเหสีและกำนัลทั้งปวง คิดถึงแต่รูปหนึงวาสีเป็นนิจ วันหนึ่งเวลาเย็นพระเจ้าติวอ๋องเสด็จอยู่ที่เคียงเข่งต้อย ว่าที่นั่งเย็น ฮิวฮุนฮุยต๋งสองคนกับมหาดเล็กน้อยๆ เฝ้าพระเจ้าติวอ๋องอยู่ ตั้งแต่บุ๋นไท้สือยกไปตีเมืองปักไฮ ฮิวฮุนฮุยต๋งเป็นคนชิดชอบอัชฌาสัยแห่งพระเจ้าติวอ๋อง ฮิวฮุนฮุยต๋งจะทูลความสิ่งใด พระเจ้าติวอ๋องเชื่อฟังทุกสิ่ง พระเจ้าติวอ๋องจึงบอกแก่คนทั้งสอง ว่าตั้งแต่เราไปเห็นรูปหนึงวาสีมาเรามีความรักใคร่ยิ่งนัก คิดประการใดจึงจะได้สตรีที่รูปงามเหมือนรูปหนึงวาสีดังนี้ ฮุยต๋งจึงทูลแก่พระเจ้าติวอ๋อง ว่าพระองค์เป็นใหญ่มีเมืองขึ้นถึงแปดร้อยสี่เมือง ขอให้มีหนังสือไปถึงเมืองเอกทั้งสี่เมือง ให้จัดหาสตรีที่รูปงามเข้ามาถวายเมืองละร้อยก็เห็นว่าจะจัดหาสตรีที่รูปงามเหมือนรูปหนึงวาสีได้ พระเจ้าติวอ๋องได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย อยู่วันหนึ่งพระเจ้าติวอ๋องออกขุนนางเฝ้าพร้อมกัน พระเจ้าติวอ๋องจึงสั่งแกตึงแกกั๋ว ให้มีหนังสือไปถึงเมืองเอกทั้งสี่ ให้จัดสตรีรูปงามเข้ามาเมืองละร้อยคน เชียงหยงได้ฟังพระเจ้าติวอ๋องสั่งดังนั้น จึงทูลว่าพระองค์ได้ดำรงแผ่นดินตั้งอยู่ในยุติธรรม อาณาประชาราษฎรก็อยู่เย็นเป็นสุขแล้ว บัดนี้จะให้เมืองเอกทั้งสี่จัดสตรีรูปงามถึงสี่ร้อยส่งเข้ามาถวาย ข้าพเจ้าเห็นว่าราษฎรทั้งปวงจะเดือดร้อน หนึ่งเมืองปักไฮกับหัวเมืองเจ็ดสิบสองเมือง ก็คิดเอาใจออกจากพระองค์อยู่ พระเจ้าติวอ๋องฟังเชียงหยงทูลทัดทานก็เห็นชอบด้วย มิได้โต้ตอบประการใดก็เสด็จขึ้น ขุนนางทั้งปวงก็กลับไปบ้าน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ