๕๒

๏ ครั้นไปถึงเขาเอียนสานบุนไทสือแลขึ้นไปเห็นธงเหลืองปักบนเขาไทหัวสัวมีคนยืนรักษาธงอยู่ บุนไทสือเข้าไปใกล้ เซกเจงจู๊ร้องถามว่าท่านนี้ชื่อบุนไทสือหรือ บุนไทสือก็ว่าเราชื่อบุนไทสือ เซกเจงจู๊จึงว่าเหยียนเต๋งโตหยินให้เรามาคอยสกัดอยู่ มิให้ท่านไปทางเขาเอียนสาน บุนไทสือได้ยินดังนั้นก็โกรธ กำลังโทโสดังควันพลุ่งออกจากปาก จึงร้องว่ากับเซกเจงจู๊ว่า ท่านกับเรามีอาจารย์เหมือนกัน เราทำศึกเสียทีก็จะสู้เสียชีวิต หาให้ท่านดูหมิ่นไม่ แล้วบุนไทสือก็ขับกิเลนรำกระบองเข้ารบกับเซกเจงจู๊ได้เจ็ดเพลง เซกเจงจู๊ก็เปิดกระจกอิเหมียงเกียออก ภาษาไทยว่ากระจกแสงพระจันทร์พระอาทิตย​์ บุนไทสือเห็นดังนั้นก็ตกใจนัก ขับกิเลนหนีลงจากเนินเขา สินห้วนจึงว่าทางสองตำบลนี้ไปมิได้แล้ว ท่านจงไปทางเขาอึ้งฮัวซัว ไปเข้าด่านแชเหลงก๋วนเถิด บุนไทสือจึงว่าถ้าแต่ตัวเราผู้เดียวก็จะหักไปได้ นี่คิดถึงท่านทั้งปวงนัก แล้วบุนไทสือก็รีบไปทางเขาอึ้งฮัวซัว ไปทางประมาณครึ่งวัน แลเห็นกองทัพสกัดอยู่ข้างหน้าเป็นอันมาก บุนไทสือก็หยุดทหาร จัดแจงจะตั้งค่ายมั่น พอได้ยินเสียงม้าฬ่อแลประทัดอึงขึ้นทั้งสองข้างทางแล้ว แลเห็นโลเฉียคุมทหารเข้ามาเป็นอันมาก บุนไทสือก็ตกใจ โลเฉียจึงร้องว่าท่านถึงที่ตายแล้วอย่าหนีเราเลย บุนไทสือก็โกรธ จึงขับกิเลนรำกระบองเข้ารบกับโลเฉีย เตงต๋งหนึ่ง สินห้วนหนึ่ง อิเข้งหนึ่ง กิดดิบหนึ่ง ก็เข้าช่วยบุนไทสือรบ โลเฉียก็เอาทวนแทงกิดดิบตกม้าตาย โลเฉียก็รบหักออกมาจากหว่างทหารทั้งสี่คนได้แล้วเอากำไลทองขว้างไปถูกเตงต๋งตกม้าตาย บุนไทสือก็เสียใจนัก พาสินห้วนกับอิเข้งรีบหนีไป โลเฉียก็ไล่ฆ่าฟันทหารบุนไทสือล้มตายเป็นอันมาก ที่เหลือตายก็มาด้วยโลเฉียประมาณสองส่วน

๏ ฝ่ายบุนไทสือรีบหนีสวนทางมาครั้งนั้น ได้ทหารติดไปประมาณหมื่นเศษ ครั้นเพลาค่ำก็ให้ตั้งค่ายมั่นอยู่ บุนไทสือทุกข์นักคิดว่าแต่ทำศึกมาเป็นหลายครั้งแล้ว ไม่เสียทียับเยินเหมือนครั้งนี้ บุนไทสือคิดแล้วก็ทอดใจใหญ่ สินห้วนเห็นดังนั้น จึงว่าประเพณีทหารทำศึกก็ย่อมมีแพ้แลชนะด้วยกันทุกคน ซึ่งจะด่วนเสียใจนั้นไม่ควร จงรีบไปเมืองจิวโก๋เกณฑ์กองทัพยกมาแก้แค้นเกียงจูแหย บุนไทสือก็พยักเอา ครั้นเวลารุ่งเช้าบุนไทสือก็เดินไปตามทางอึ้งฮัวซัวประมาณห้าสิบเส้น พอได้ยินเสียงประทัดแลม้าฬ่ออื้ออึงขึ้นแล้วเห็นนายทหารใส่เสื้อแดงขี่กิเลนถือกระบองออกมาสกัดอยู่ บุนไทสือจึงถามว่าตัวชื่อไรจึงมาสกัดทางไว้ อึ้งเทียนฮัวว่าเกียงจูแหยให้เรามาคอยเอาศีรษะท่าน แลท่านครั้งนี้ก็เสียที เสียทหารเอกแลทหารเลวเป็นอันมาก ชะตาเมืองจิวโก๋ก็ถึงที่สาบสูญแล้ว จงลงจากกิเลนมาคำนับเราโดยดีเถิด บุนไทสือก็โกรธด่าอึ้งเทียนฮัวเป็นข้อหยาบช้า แล้วขับกิเลนรำกระบองเข้ารบกับอึ้งเทียนฮัวได้สามสิบเพลง สินห้วนกับอิเข้งก็เข้าช่วยบุนไทสือรบ อึ้งเทียนฮัวก็ทำเป็นขับกิเลนหนี อิเข้งก็ขับม้าไล่ติดตามไป อึ้งเทียนฮัวได้ทีก็เอาทวนแทงสันหลังอิเข้งตกม้าตาย สินห้วนเห็นดังนั้นก็โกรธบินขึ้นไล่ตามไป อึ้งเทียนฮัวก็เอาจั่นสินเต๋ง แปลว่ารูปเหมือนตะปูทิ้งไปถูกปีกสินห้วนทะลุตกลงมา บุนไทสือก็พาทหารรีบหนีไปทางตะวันออกเฉียงใต้ สินห้วนลุกขึ้นได้ก็รีบไปตามบุนไทสือ พอไปถึงเขาแห่งหนึ่งเพลาพลบค่ำ บุนไทสือเห็นทหารอิดโรยนัก ก็หยุดทหารให้ทำซุ้มค่ายนอน พอเวลาสองยามได้ยินเสียงประทัดแลทหารอื้ออึงอยู่บนเขา บุนไทสือก็ใส่เกราะถือกระบองขับกิเลนออกมาจากค่าย แลไปบนเขาเห็นเป็นรูปบูอ๋องกับเกียงจูแหยแลทหารทั้งปวงเป็นอันมาก บุนไทสือก็ขับกิเลนขึ้นไปจะรบด้วยเกียงจูแหย พอได้ยินดังเสียงฟ้าร้องรูปคนนั้นก็หายไปสิ้น บุนไทสือสงสัยนัก แล้วกลับได้ยินเสียงคนอื้ออึงอยู่ข้างตีนเขา แลลงไปเห็นบูอ๋องกับเกียงจูแหยแลทหารทั้งปวงยืนอยู่ บุนไทสือก็ขับกิเลนลงมา ก็ได้ยินเสียงดังฟ้าร้อง แลไปก็มิได้เห็นผู้ใด แล้วได้ยินเสียงร้องลงมาแต่ยอดเขาว่า บุนไทสือพาทหารมาตายเสียสิ้นแล้ว จะกลับไปดูหน้าชาวเมืองจิวโก๋ได้หรือ บุนไทสือแลขึ้นไปเห็นเกียงจูแหยกับบูอ๋องนั่งเสพสุราอยู่บนยอดเขาก็โกรธนัก รีบขับกิเลนขึ้นไปบนเขา หลุยจินจู๊ซึ่งซุ่มอยู่ในเหว เห็นได้ทีก็โดดขึ้นม้าเอากระบองทองตีถูกกิเลนซึ่งบุนไทสือขี่ ตัวขาดสองท่อนตาย บุนไทสือตกลงก็เอาดินเป็นกำลังลอยหายไป สินห้วนเห็นดังนั้นก็ร้องว่า หลุยจินจู๊อย่าหนีกันแล้วก็แกว่งกระบองบินเข้ารบกับหลุยจินจู๊เป็นสามารถ เอียวเจี้ยนก็ลอบปล่อยเฮาเทียนเก๊าแปลว่าสุนัขมีฤทธิ์ ไปกัดเอาต้นขาสินห้วน หลุยจินจู๊ได้ทีก็เอากระบองตีสินห้วนศีรษะแตกตาย แล้วทหารหลุยจินจู๊ก็ฆ่าฟันทหารบุนไทสือล้มตายเป็นอันมาก บุนไทสือรีบหนีมาแต่ตัวผู้เดียว

๏ ครั้นเวลาพลบค่ำก็เข้าหยุดอยู่ในใต้ร่มไม้ แล้วคิดว่าเมื่อยกกองทัพมาตีเมืองไซรกีนั้นมีทหารถึงยี่สิบหมื่น บัดนี้ทหารเอกทหารเลวก็ตายสิ้นยังแต่ตัวผู้เดียว จะกลับไปดูหน้าชาวเมืองจิวโก๋กระไรได้ แล้วคิดว่าเหตุทั้งนี้เพราะพระเจ้าติวอ๋องทำทุจริตต่างๆ หัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงจึงเป็นขบถ แต่ตัวเราผู้เดียวหรือจะสู้คนทั้งแผ่นดินได้ บุนไทสือน้อยใจนักจึงแหงนหน้าขึ้นร้องว่า เทพยดาจะให้แซ่เสี่ยงทางสาบสูญเสียแล้วหรือ แต่บุนไทสือนั่งพิงต้นไม้เป็นทุกข์ยังรุ่ง ครั้นเพลาเช้าทหารซึ่งหนีมาได้ประมาณเก้าคนสิบคน เห็นบุนไทสือนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ ต่างคนก็เข้าไปคำนับบุนไทสือก็พาทหารเดินไปตามริมเขา แลเห็นทหารเหล่านั้นต้องอาวุธบาดเจ็บแล้วอดอาหารอิดโรย จึงคิดว่าเรากับคนเหล่านี้เหมือนหญ้าไม่มีรากสำหรับจะแห้งไปด้วยแสงพระอาทิตย์ พอแลไปเห็นบ้านแห่งหนึ่ง บุนไทสือจึงให้ทหารไปบอกแก่นายบ้านว่าจะขออาหารสักมื้อหนึ่ง คนแก่นายบ้านแจ้งดังนั้น ก็ออกมาคำนับเชิญบุนไทสือขึ้นบนเรือนให้นั่งที่สมควร แล้วแต่งโต๊ะเลี้ยงบุนไทสือกับทหารทั้งปวงแล้วจัดแจงที่นอนให้บุนไทสือ ครั้นเวลาเช้าบุนไทสือจึงถามตาแก่ว่าท่านชื่อไรแซ่ไร ตาแก่จึงบอกว่าข้าพเจ้าแซ่ลีชื่อกิด บุนไทสือก็ให้ทหารจดหมายไว้ แล้วลาตาแก่พาทหารเดินไปตามทางใหญ่หมายจะเข้าด่านแชเหลงก๋วน บุนไทสือกับทหารทั้งปวงมิได้รู้แห่งหนทาง ก็พากันหลงวนเวียนอยู่ บุนไทสือจึงให้ทหารขึ้นต้นไม้สังเกตดู ว่าทางไหนจะเป็นทิศเหนือทิศใต้ ทหารลงมาบอกว่าได้ยินเสียงคนตัดไม้อยู่ในป่าตรงนี้ บุนไทสือจึงให้ไปถามว่าจะไปด่านแชเหลงก๋วนทางไหน ลี่จิ๋นซึ่งแปลงเป็นคนตัดฟืนจึงคิดว่าครั้งนี้บุนไทสือจะถึงที่ตายอยู่แล้ว จำจะลวงให้ไปทางเขาจวดเหล็กเนี้ย ลี่จิ๋นคิดแล้วจึงบอกว่าไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณทางสองร้อยห้าสิบเส้นถึงตำบลแปะเฮาตุ้นแล้ว จึงลงทางใหญ่ไปเข้าด่านแชเหลงก๋วน บุนไทสือสำคัญว่าจริงก็มีความยินดี จึงพาทหารไปตามคำคนตัดฟืนบอกทาง ประมาณสองร้อยห้าสิบเส้นก็ถึงเขาจวดเหล็กเนี้ย บุนไทสือเห็นหุนต๋งจู๊ยืนอยู่บนเขาจึงเดินเข้าไปใกล้แล้วถามว่าท่านมาอยู่ทำไมที่เขานี้ หุนต๋งจู๊จึงว่าอาจารย์เหยียนเต๋งโตหยินให้เรามาคอยเอาชีวิตท่าน ด้วยภูเขานี้ชื่อจวดเหล็กเนี้ยท่านมาถึงที่จวดแล้ว จวดแปลว่าสูญยังไม่อ่อนน้อมต่อเราเล่า บุนไทสือจึงว่าท่านกับเราก็มีอาจารย์ ต่างคนได้เรียนความรู้มามากเหมือนกัน ท่านอย่าเพ่อดูหมิ่นเราก่อน ความรู้ของท่านดีประการใดจงทำเราเถิด หุนต๋งจู๊ได้ฟังดังนั้นก็ทำเป็นเดินไปที่เตรียมการไว้ แล้วร้องเรียกบุนไทสือว่าท่านจะใคร่ดูความรู้เราก็ตามมาถึงนี่เถิด บุนไทสือก็เดินตามไป หุนต๋งจู๊ก็ทำฤทธิ์ดังเสียงฟ้าร้อง บังเกิดเป็นเสาทองแดงแปดเสายาวสี่ศอกมียันต์ทั้งแปดทิศ ผุดขึ้นมาล้อมบุนไทสือไว้ บุนไทสือก็หัวเราะแล้วว่า ความรู้เช่นนี้จะทำอะไรเราได้ หุนต๋งจู๊ก็อ่านมนต์ขึ้น เสาแปดต้นก็บังเกิดเป็นนาคออกมาต้นละสี่สิบเก้าตัว แล้วพ่นพิษเป็นเปลวเพลิง บุนไทสือจึงว่าความรู้ทำด้วยธาตุไฟอย่างนี้รู้ด้วยกันทุกคน หาควรจะทำอวดกันไม่ เราจะด่วนไปแล้ว บุนไทสือก็ลอยขึ้นตามเปลวเพลิง พอโดนบาตรดินที่เหยียนเต๋งโตหยินทำไว้ข้างบน บาตรดินก็ครอบบุนไทสือตกลงมาอยู่กลางเปลวเพลิง หุนต๋งจู๊ก็ซ้ำทำฤทธิ์ดังเสียงฟ้าร้อง เปลวเพลิงก็กล้าขึ้นเผาบุนไทสือตายในที่นั้น แลบรรดาทหารทั้งปวงซึ่งตายในที่รบ ดวงจิตไปอยู่ห้องสินไต้สิ้น แต่บุนไทสือนี้กตัญญูต่อพระเจ้าติวอ๋องนัก ครั้นตายแล้วดวงจิตก็ไปเมืองจิวโก๋

๏ ขณะนั้นพระเจ้าติวอ๋องเสวยสุราอยู่กับนางขันกี บนพระที่นั่งลกไต๋ แปลว่าที่นั่งเย็น พอเป็นลมพัดถูกพระองค์ พระเจ้าติวอ๋องก็ซบลงกับโต๊ะม่อยหลับไป จึงทรงพระสุบินว่า บุนไทสือมายืนอยู่ข้างพระองค์แล้วทูลว่า ข้าพระองค์ไปทำศึกเสียทีจนตายอยู่ในแดนเมืองไซรกี แต่นี้ไปพระองค์จงตั้งอยู่ในยุติธรรม อย่าเชื่อฟังนางขันกี แลถ้อยคำคนพาล จงเสาะหาคนผู้มีสติปัญญามาช่วยบำรุงแผ่นดิน อย่าให้เสียประเพณีพระมหากษัตริย์แต่ก่อน แล้วดวงจิตบุนไทสือก็ไปห้องสินไต้ พระเจ้าติวอ๋องตกพระทัยตื่นขึ้นตรัสว่าประหลาดนัก นางขันกีจึงทูลถามว่าพระองค์มีเหตุประการใด พระเจ้าติวอ๋องก็เล่าความฝันให้ฟังทุกประการ นางขันกีจึงทูลว่าซึ่งทรงพระสุบินนี้เพราะเอาพระทัยผูกพันธ์ถึงบุนไทสืออยู่ จะสังเกตเป็นแน่นั้นยังไม่ได้ แล้วบุนไทสือก็มีความรู้แลฝีมือเข้มแข็งนัก แต่บรรดาทหารซึ่งมีชื่ออยู่ในแผ่นดิน ข้าพระองค์เห็นว่าผู้ใดไม่ทำอันตรายบุนไทสือได้ พระเจ้าติวอ่องได้ฟังดังนั้นก็สิ้นวิตกถึงบุนไทสือ หุนต๋งจู๊ครั้นเผาบุนไทสือแล้ว ก็เอาเสาทองแดงไปไว้เขาที่อยู่ ฝ่ายเกียงจูแหยครั้นแจ้งว่าบุนไทสือตายแล้วก็มีความยินดีนัก แล้วให้จดหมายความชอบทหารทั้งปวงไว้

๏ ฝ่ายซินกงป้ารู้ว่า บุนไทสือตาย ณ เขาจวดเหล็กเนี้ยก็โกรธเกียงจูแหยนัก จึงขี่เสือเที่ยวไปเขาใหญ่น้อยทั้งแปดเขา หวังจะหาผู้วิเศษไปช่วยพระเจ้าติวอ๋องแก้แค้นเกียงจูแหย ครั้นไปถึงเขาเหียบเลงซัวพอแลเห็นคนเตี้ยคนหนึ่งวิ่งเล่นอยู่บนยอดเขา แลคนเตี้ยนั้นหน้าดำดังหมี สูงประมาณสองศอกคืบ ซินกงป้าจึงถามคนเตี้ยว่าตัวชื่อไร โทเฮงสุนก็คำนับบอกว่าชื่อโทเฮงสุน แล้วถามว่าอาจารย์มาแต่ไหน ซินกงป้าจึงบอกว่า เราเที่ยวมาทุกเขาใหญ่น้อยทั้งแปดเขา โทเฮงสุนจึงว่าท่านถือลัทธิฝ่ายไร ซินกงป้าบอกว่าเราถือลัทธิเทพยดา โทเฮงสุนจึงว่าลัทธิถูกกันกับอาจารย์ข้าพเจ้า แล้วโทเฮงสุนก็เรียกซินกงป้าว่าซิวเจ็ก แปลว่าน้องอาจารย์ ซินกงป้าจึงถามว่าอาจารย์ท่านชื่อไร โทเฮงสุนจึงว่าอาจารย์ข้าพเจ้าชื่อกีลิวสุน ซินกงป้าจึงถามว่าเจ้าเรียนวิชามาได้กี่ปีแล้ว โทเฮงสุนจึงบอกว่า ข้าพเจ้าเรียนมาได้ร้อยปีแล้ว ซินกงป้าก็สั่นศีรษะแล้วว่าท่านเรียนวิชานี้ ซึ่งจะเป็นเทพยดานั้นไม่ได้ จะได้แต่ยศฐาศักดิ์ในมนุษย์ โทเฮงสุนจึงถามว่ามียศฐาศักดิ์ในมนุษย์นั้นดีอย่างไร ซินกงป้าบอกว่า ถ้าได้เป็นขุนนางฝ่ายทหารก็ได้ใส่เสื้อมังกรอย่างดีกงท้องหยกที่พระมหากษัตริย์พระราชทาน โทเฮงสุนจึงถามว่าทำประการใดจึงจะได้อย่างท่านว่านี้ ซินกงป้าก็บอกว่าถ้าจะรักทำราชการเป็นทหารในพระมหากษัตริย์แล้วเราจะให้หนังสือสำคัญไปด้วย โทเฮงสุนจึงถามว่าท่านจะให้เอาหนังสือไปให้ผู้ใด ซินกงป้าจึงว่าเราจะให้ท่านไปหาเตงจิวก๋งนายด่านซ้ำโซก๋วน ถ้าเตงจิวก๋งเห็นหนังสือเราแล้ว ท่านก็จะสมความคิด โทเฮงสุนก็มีความยินดี ว่าท่านแนะให้ข้าพเจ้าครั้งนี้คุณหาที่สุดมิได้ ซินกงป้าจึงว่าท่านมาเรียนความรู้นี้ได้วิชาสิ่งใดบ้าง โทเฮงสุนจึงว่าข้าพเจ้าดำลงไปเดินใต้ดินได้วันหนึ่งเป็นทางสองหมื่นห้าพันเส้น ซินกงป้าจึงว่าท่านจงทำให้เราดูก่อน โทเฮงสุนก็ดำดินลงไปพอสมควรแล้วผุดขึ้นมาคำนับซินกงป้า ซินกงป้าก็มีความยินดี จึงเขียนหนังสือให้โทเฮงสุนแล้วบอกว่า ครูท่านมีเชือกวิเศษอยู่สองเส้น เมื่อท่านจะไปนั้นจงลักเอาไปด้วย โทเฮงสุนว่าข้าพเจ้าแจ้งอยู่แล้ว แล้วคำนับลาซินกงป้าเข้าไปลักเอาเชือกกับยาวิเศษได้ ก็รีบไปด่านซ้ำโซก๋วน ซินกงป้าเห็นโทเฮงสุนไปแล้วก็ขี่เสือเที่ยวต่อไปหวังจะหาผู้วิเศษให้ลงไปช่วยพระเจ้าติวอ๋อง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ