๖๒

๏ ฝ่ายฮั่นเอ๋งนายด่านกีจุยก๋วน รู้ข่าวว่าเชาฮูแต้หลุนไปเข้าด้วยพระเจ้าบูอ๋อง ก็ให้ทหารถือหนังสือรีบไปแจ้งแก่ขุนนางผู้ใหญ่ ณ เมืองจิวโก๋ ครั้นจ๋งเกียงฉุนขุนนางผู้ใหญ่แจ้งความในหนังสือดังนั้นก็โกรธ จึงว่าควรหรือเชาฮูไปเข้าด้วยเจ้าเมืองไซรกี เสียแรงพระเจ้าติวอ๋องชุบเลี้ยงตั้งให้เป็นขุนนาง หาคิดกตัญญูรู้คุณไม่ เหมือนหนึ่งชาติเดียรัจฉาน แล้วจ๋งเกียงฉุนก็นำหนังสือบอกเข้าไปทูลพระเจ้าติวอ๋องตามข้อความซึ่งนายด่านบอกมา ขณะนั้นนางขันกีแอบอยู่หลังฉากรู้ความเชาฮูแล้วก็กลับไป พระเจ้าติวอ๋องได้ฟังจ๋งเกียงฉุนทูลดังนั้นก็เสียพระทัยแล้วว่า เชาฮูคนนี้เราชุบเลี้ยงถึงขนาดแล้ว ควรหรือไปเข้าด้วยเมืองไซรกีหน้าแค้นนัก ท่านจงพากันกลับไปเถิด เราจะคิดจัดแจงเอง จ๋งเกียงฉุนกับขุนนางคำนับแล้วก็พากันออกมา พระเจ้าติวอ๋องก็เสด็จเข้าไปที่ข้างในแล้วเล่าความให้นางขันกีฟัง นางขันกีทำเป็นตกใจแล้วตีอกเข้าร้องไห้ทูลว่า พระองค์ชุบเลี้ยงข้าพระองค์ทุกวันนี้ พระคุณหาที่สุดมิได้ ซึ่งบิดาข้าพระองค์ไปทางไกล จะเชื่อฟังผู้ใดยุยงจึงไปเข้าด้วยเมืองไซรกีนั้นข้าพระองค์มิได้รู้ แต่โทษข้าพระองค์ก็พลอยถึงที่ตายด้วย พระองค์จงตัดศีรษะข้าพระองค์เสียบไว้ที่ประตูเมืองเถิด อย่าให้ผู้ใดดูเยี่ยงอย่างสืบไป ว่าแล้วนางขันกีก็ซบหน้าลงกอดพระบาทพระเจ้าติวอ๋องแล้วร้องไห้ พระเจ้าติวอ๋องเห็นนางขันกีก็คิดสงสารด้วยความรัก จึงอุ้มนางขันกีขึ้นแล้วว่า เมื่อบิดาเจ้าคิดขบถไปเข้าด้วยข้าศึก ตัวเจ้าอยู่นี่มิได้รู้เห็นจะมีโทษด้วยอันใด ถึงมาตรแม้นบิดาเจ้าจะพาทัพมาตีเอาไปสิ้นทั้งแผ่นดิน เราก็ไม่ทำโทษแก่เจ้า อย่าทุกข์ร้อนเลย ครั้นเวลาเช้าพระเจ้าติวอ๋องเสด็จออกขุนนาง ตรัสว่าพวกที่ไปเข้าด้วยเมืองไซรกีนั้น ผู้ใดจะอาสาไปจับมาประหารชีวิตเสียให้เห็นแก่จักษุเราจึงจะหายความแค้น ลีเต๋งขุนนางจึงทูลว่า ในเมืองไซรกีนั้นเกียงจูแหยเป็นคนมีสติปัญญาหลักแหลมนัก พระองค์ให้ผู้ใดไปทำศึกก็มีแต่เสียที กลับเข้าเกลี้ยกล่อมเกียงจูแหยทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ข้าพระองค์เห็นว่าเตียวสันซึ่งอยู่ด้านสามเขา เป็นคนเคยศึกแล้วมีความสัจซื่อมั่นคงนัก ทั้งสติปัญญาแลฝีมือก็เข้มแข็ง ข้าพระองค์เห็นว่าจะจับพวกขบถเหล่านั้นได้เป็นมั่นคง

๏ พระเจ้าติวอ๋องก็เห็นชอบด้วย จึงมีหนังสือไปถึงเตียวสันให้ยกทัพไปตีเมืองไซรกี ครั้นเตียวสันแจ้งในหนังสือรับสั่งดังนั้น ก็จัดทัพพร้อมด้วยเครื่องสาตราวุธเสบียงอาหารให้จีเป๋าเป็นทัพหน้า ลิปอ ลีกี๋มเป็นปีกซ้ายขวา ให้เบ๋เต็กหองเป็นทัพหลัง เตียวสันเป็นแม่ทัพคุมทหารสิบหมื่นยกไปเมืองไซรกี ครั้งนั้นเป็นเทศกาลฤดูแล้ง หนทางกันดารต้องเดินทัพเป็นเวลาตามระยะน้ำ ฝ่ายหัวเมืองใหญ่น้อยซึ่งขึ้นแก่เมืองจิวโก๋ทั้งแปดร้อยได้ความเดือดร้อนด้วยพระเจ้าติวอ๋องมิได้พระทัยใส่ในการที่จะบำรุงแผ่นดิน เบียดเบียนให้ได้ความเจ็บแค้น หัวเมืองทั้งปวงจึงแต่งทหารให้ถือหนังสือไปถึงเกียงจูแหย ให้แจ้งความแก่พระเจ้าบูอ๋องว่า ข้าพเจ้าทั้งปวงจะขอเอาบุญไต้อ๋องเป็นที่พึ่งสืบไป ถ้าจะยกไปตีเมืองจิวโก๋เมื่อใด ข้าพเจ้าจะยกทัพมาเข้าด้วย เกียงจูแหยรู้ในหนังสือดังนั้น ครั้นจะนำความเข้าแจ้งแก่บูอ๋อง เกลือกว่าบูอ๋องจะไม่เห็นด้วย ก็งดอยู่ พอได้ยินข่าวทัพเตียวสันยกมา ก็จัดแจงรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง เตียวสันครั้นยกทัพมาถึงเมืองไซรกี ก็ให้ตั้งค่ายลงข้างทิศเหนือ นายทัพนางกองทั้งปวงจึงว่าแก่เตียวสันว่า แต่เดินทัพมาก็หลายวันแล้วเสบียงอาหารก็เบาบาง ถ้าช้าวันไปจะพากันอดอยากศึกจะเสียที ขอให้เข้าหักเอาเมืองไซรกีโดยเร็วเถิด เตียวสันจึงว่าซึ่งท่านทั้งปวงว่านั้นก็ชอบอยู่ แต่ทว่าเกียงจูแหยเป็นคนมีสติปัญญามากจะด่วนหักเอาโดยเร็วนั้นไม่ได้ จำจะพักทหารสักสองวันให้หายอิดโรยก่อนจึงจะทำการได้ถนัด นายทัพทั้งปวงก็เห็นด้วย ครั้นรุ่งขึ้นสองวันเตียวสันจึงสั่งจีเป๋าทัพหน้าว่า วันนี้ท่านจงยกออกไปฟังกำลังทัพชาวเมืองดู ถ้าเห็นหนักแน่นประการใดก็ให้มาบอกเราจะยกออกไปช่วย  จีเป๋าจึงเกณฑ์ทหารสามหมื่นพร้อมแล้ว แต่งตัวถือทวนขี่ม้ายกออกจากค่ายมายืนม้าอยู่หน้าเมือง แล้วให้ตีม้าฬ่อจุดประทัดขึ้น เกียงจูแหยเห็นดังนั้นก็จัดให้เตงจิวก๋งคุมทหารสามหมื่นยกออกไป ครั้นเตงจิวก๋งมาถึงที่รบจึงร้องว่าแก่จีเป๋าว่า ตัวเป็นแต่ผู้น้อย หาควรจะพูดกับเราไม่ จงไปบอกเตียวสันแม่ทัพมาพูดกับเราจึงจะควร จีเป๋าจึงชี้หน้าว่าท่านเป็นพวกขบถ หาคิดถึงเจ้าที่ชุบเลี้ยงไม่ ยังกลับมายกตัวว่าเป็นคนดีอยู่อีกเล่า แต่เพียงฝีมือท่านอย่าให้เตียวสันออกมาเลย แต่ตัวเราก็พอจะจับท่านมัดส่งไปเมืองหลวงได้ เตงจิวก๋งได้ฟังก็โกรธ ขับม้าเข้ารบกับจีเป๋าได้สองสามเพลง จีเป๋าเสียทีเตงจิวก๋งฟันด้วยง้าวถูกจีเป๋าตกจากม้าตาย แล้วตัดเอาศีรษะหิ้วมาให้เกียงจูแหย เกียงจูแหยก็มีความยินดี จึงให้ยกโต๊ะมาเลี้ยงเตงจิวก๋ง แล้วจดหมายสรรเสริญความชอบไว้

๏ ฝ่ายเหล่าทหารพวกจีเป๋าก็เอาความไปแจ้งแก่แม่ทัพว่า จีเป๋ายกไปรบกับเตงจิวก๋ง เตงจิวก๋งฟันถูกจีเป๋าพลัดตกจากม้าแล้วตัดเอาศีรษะจีเป๋าเข้าไปในเมือง เตียวสันรู้ดังนั้นก็โกรธ จึงแต่งตัวใส่เสื้อเกราะถือทวน ขี่ม้าคุมทหารสิบหมื่นยกออกจากค่าย ครั้นถึงหน้าเมืองไซรกีจึงร้องเข้าไปว่า ให้บูอ๋องเร่งส่งตัวเตงจิวก๋งออกมาโดยเร็ว เราจะจับจำส่งขึ้นไปเมืองหลวง ถ้าขัดไว้ไม่ส่งตัวเตงจิวก๋งออกมา เราจะให้ทหารทลายกำแพงเมืองเข้าไปประเดี๋ยวนี้ เตงจิวก๋งได้ฟังเตียวสันว่าดังนั้นก็โกรธ จึงว่ากับเกียงจูแหยว่า ข้าพเจ้าจะขอออกไปรบกับเตียวสันเอาชัยชนะอีกสักครั้งหนึ่ง เกียงจูแหยจึงเกณฑ์ทหารให้สิบหมื่น เตงจิวก๋งก็แต่งตัวใส่เกราะ ถือทวนขี่ม้าออกจากเมือง วันนั้นนางเตงตันหยกบุตรเตงจิวก๋งขี่ม้าตามบิดาออกไปด้วย เตียวสันเห็นเตงจิวก๋งยกทหารออกมาจึงร้องว่า ท่านนี้เป็นคนไม่รู้จักคุณเจ้า เสียแรงพระเจ้าติวอ๋องชุบเลี้ยงเป็นขุนนาง กลับมาเข้าด้วยคนไม่ตรงต่อแผ่นดิน ทำบังอาจฆ่าจีเป๋าเสียหากลัวความตายไม่ จงเร่งวางอาวุธเสียมาหาเราโดยดี หาไม่จะตัดศีรษะท่านส่งขึ้นไปยังเมืองหลวง เตงจิวก๋งจึงตอบว่า ท่านเป็นแม่ทัพผู้ใหญ่สูงอายุอยู่แล้ว ยังหลงเมาไปด้วยยศศักดิ์ หาเห็นความเดือดร้อนในแผ่นดินไม่ เมื่อพระเจ้าติวอ๋องเป็นคนมิอยู่ในสัจธรรมนับถือแต่คนพาล อย่าว่าแต่เราเลยถึงเทวดาก็ไม่เข้าด้วย แลซึ่งจีเป๋านั้นเป็นคนถือผิดเราก็ฆ่าเสีย ถึงตัวท่านถ้าหลงตามพระเจ้าติวอ๋องก็จะตายเหมือนกันกับจีเป๋า เตียวสันได้ฟังก็โกรธ จึงขับม้ารำทวนเข้าแทงเตงจิวก๋ง เตงจิวก๋งก็รับด้วยทวน ถ้อยทีชำนาญดีด้วยกันมิได้เพลี่ยงพล้ำ ต่อสู้กันได้ถึงยี่สิบสี่เพลง นางเตงตันหยกเห็นบิดารบกับเตียวสันยังมิได้ชนะ จึงขับม้าเคียงขึ้นไป ได้ทีทิ้งด้วยก้อนศิลาแก้วถูกหน้าเตียวสัน เตียวสันเจียนจะตกจากหลังม้า หน้ามืดไปก็ขับม้าหนีเข้าค่าย เตงจิวก๋งกับนางเตงตันหยกครั้นชนะแล้วก็พาทหารกลับเข้าเมือง เตียวสันมาถึงค่าย แผลที่ถูกศิลาแก้วนั้นบวมมากขึ้นเจ็บปวดเป็นกำลัง แล้วคิดอัปยศแก่ทหารทั้งปวงก็มิได้เยี่ยมออกมาข้างนอก

๏ ขณะนั้นมีโตหยินฤๅษีคนหนึ่งชื่ออิเอ๊กเซียน เป็นเชื้อนกอินทรีปากยาวดังปากนก มีขนที่ตัวดังขนนก เดินมาแต่ป่า ครั้นถึงประตูค่ายก็ให้เข้าไปบอกแก่เตียวสันว่าเราจะมาหาเตียวสันก็เชิญอิเอ๊กเซียนฤๅษีเข้าไปให้นั่งที่สมควรแล้วคำนับ อิเอ๊กเซียนเห็นหน้าเตียวสันบวม จึงถามว่าหน้าท่านเป็นไรจึงบวม เตียวสันจึงบอกว่าข้าพเจ้ารบกับเตงจิวก๋ง หญิงคนหนึ่งเอาศิลาแก้วทิ้งถูกหน้า บัดนี้ทำพิษสงนัก อิเอ๊กเซียนจึงว่าท่านทายาของเราเสียก็จะหาย แล้วอิเอ๊กเซียนก็เอายาทาหน้าให้เตียวสันก็หายเป็นปกติ เตียวสันก็สรรเสริญนับถืออิเอ๊กเซียนยิ่งนัก จึงให้แต่งโต๊ะมาเลี้ยงแล้วถามว่าท่านอยู่ตำบลใด ซึ่งมาหาข้าพเจ้านี้ด้วยธุระสิ่งใด อิเอ๊กเซียนจึงบอกว่าเราอยู่ป่าสุดแผ่นดิน รู้ข่าวจึงมาช่วยท่านรบศึก เตียวสันคำนับแล้วว่าขอบคุณท่านหาที่สุดไม่ ข้าพเจ้าได้พบท่านดังได้พบเทวดา ครั้งนี้การศึกจะสำเร็จเพราะท่าน อิเอ๊กเซียนจึงว่าอย่าวิตกเลยเราจะช่วย แล้วถามว่าทุกวันนี้ใครเป็นหัวใจศึกอยู่ในเมืองไซรกี เตียวสันจึงบอกว่า เกียงจูแหยเป็นผู้ใหญ่กว่าทหารทั้งปวง อิเอ๊กเซียนว่า พรุ่งนี้เราจะยกออกไปรบเอง เตียวสันก็จัดแจงที่อยู่ให้อิเอ๊กเซียนนอนอยู่ในค่าย ครั้นรุ่งขึ้นอิเอ๊กเซียนก็แต่งตัวเป็นทหารถือกระบี่ออกจากค่ายเดินมา ครั้นใกล้เชิงกำแพงเมืองก็ยืนอยู่ แล้วร้องเข้าไปว่าเกียงจูแหยอยู่ไหนเร่งออกมารบกับเรา เวลานั้นเกียงจูแหยกับทหารผู้ใหญ่พร้อมกันนั่งอยู่บนหอคอย เห็นคนประหลาดมาร้องเรียกชวนรบ จึงบอกแก่ทหารทั้งปวงว่า อาจารย์สั่งไว้ว่าจะมีทัพมารบถึงสามสิบหกครั้ง เราได้รบสามสิบสองครั้งทั้งประเดี๋ยวนี้แล้ว ยังอีกสี่ครั้งก็จะสิ้นศึก เราจะได้คิดการใหญ่ไปทำกับเมืองจิวโก๋ต่อไป ว่าแล้วก็ลงมาจัดทหารห้ากองสำหรับป้องกัน โลเฉียถือทวนขี่ม้าคุมทหารเป็นกองหน้า หลุยจินจู๊ถือกระบองทองแดงคุมทหารเป็นปีกขวา โทเฮงสุนถือง้าวใหญ่ขี่กิเลนคุมทหารเป็นปีกซ้าย เอียวเจี้ยนถือหอกสามง่ามขี่ม้าคุมทหารเป็นกองหลัง อึ้งปวยฮอถือกระบองเหล็กสามเหลี่ยมปลายแหลมขี่โคด่างห้าสีคุมทหารเป็นกองช่วย เกียงจูแหยแต่งตัวถือกระบี่ขี่ซูปุดเสียงกั้นร่มใหญ่คุมทหารสามหมื่นเป็นแม่ทัพ ครั้นพร้อมแล้วก็ตีม้าฬ่อจุดประทัด ยกทัพออกจากเมืองไปใกล้อิเอ๊กเซียน ก็ให้ทหารตั้งกองเข้าล้อมอิเอ๊กเซียนไว้ เกียงจูแหยจึงขับซูปุดเสียงออกยืนอยู่ตรงหน้าทหารทั้งปวง แล้วถามว่าท่านนี้มาแต่ไหน มีความขัดเคืองสิ่งใดจึงสามารถมาต่อสู้กับเรา อิเอ๊กเซียนจึงว่าไม่รู้จักเราหรือ เราชื่ออิเอ๊กเซียนอยู่ป่าสุดแผ่นดินมีความน้อยใจแก่ท่านนัก เกียงจูแหยจึงถามว่า เราทำสิ่งใดแก่ท่านจึงมีความน้อยใจ อิเอ๊กเซียนหารู้ที่จะเอาความผิดสิ่งใดมาว่าไม่ ก็แกล้งพาโลว่าเหตุใดท่านพบปะใครแล้วก็สั่งไปถึงเราว่าจะตัดปากเราเสียบ้าง จะหักกระดูกถอนขนเราเสียบ้าง เพราะท่านว่ากล่าวหยาบช้าเราดังนี้ เราจึงมีความโกรธนัก เกียงจูแหยจึงว่าเรากับท่านก็มิได้รู้จักกัน ใครไปยุยงท่านดังนี้อย่าเชื่อเขา เรามิได้ว่าหยาบช้าแก่ท่าน อิเอ๊กเซียนจึงว่าเห็นจะไม่เปล่าไปทีเดียว แต่ท่านว่ามิได้ว่ากล่าวหยาบช้าต่อเราก็แล้วไปเถิด ทีนี้เรารู้จักกันไว้มีธุระจะได้ปรึกษาหารือกับท่าน จงกลับเข้าไปบ้านเมืองเถิด เราก็จะลาไป เกียงจูแหยก็ชักซูปุดเสียงจะกลับ โลเฉียคิดโกรธอิเอ๊กเซียนว่าแกล้งพาโล ก็ขยับทวนจะแทงอิเอ๊กเซียน อิเอ๊กเซียนก็หัวเราะแล้วว่าท่านมีฝีมือสักเพียงไรจะมาแทงเรา โลเฉียจึงว่าท่านจะใคร่ดูฝีมือเราก็รบกันดูเดี๋ยวนี้ ว่าแล้วโลเฉียก็แทงด้วยทวน อิเอีกเซียนก็รับด้วยกระบี่ หลุยจินจู๊ เอียวเจี้ยน โทเฮงสุน อึ้งปวยฮอ ก็เข้ารุมรบอิเอ๊กเซียนฟันแทงด้วยอาวุธต่างๆ อิเอ๊กเซียนผู้เดียวป้องปัดมิทัน ก็ต้องอาวุธเจ็บปวดเป็นหลายแห่งเหลือกำลังที่จะต่อสู้ ก็แทรกแผ่นดินหนีไป เกียงจูแหยกับทหารทั้งปวงก็พากันยกกองทัพกลับเข้าเมือง

๏ ฝ่ายอิเอ๊กเซียนก็ดำดินหนีมาผุดขึ้นในค่ายเตียวสัน เตียวสันแลเห็นก็ออกมารับ จูงมืออิเอ๊กเซียนเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ เตียวสันจึงว่าท่านออกรบกับชาวเมืองวันนี้ต้องอาวุธเป็นหลายแห่ง บาดแผลเต็มไปทั้งตัวจะมิเจ็บปวดนักหรือ อิเอ๊กเซียนจึงว่าเราประมาทไม่ทันระวังตัว ทหารชาวเมืองมันรุมกันรบมากมายนัก เราจึงต้องอาวุธ ทำไมกับบาดแผลเท่านี้ กินยาเสียถ้วยเดียวก็จะหาย อิเอ๊กเซียนก็เอายามาละลายน้ำกินแลทาทั้งตัว บาดแผลที่ต้องอาวุธนั้นก็หายเป็นปกติดังเก่า เตียวสันเห็นดังนั้นก็นับถืออิเอ๊กเซียนมากขึ้น จึงให้ยกโต๊ะมาเลี้ยงแล้วรินสุราให้อิเอ๊กเซียน อิเอ๊กเซียนเตียวสันกินโต๊ะด้วยกัน อิเอ๊กเซียนพูดกับเตียวสันว่า ซึ่งชาวเมืองทำแก่เราครั้งนี้เหมือนทำโทษใส่ตัวมัน เวลาค่ำวันนี้เราจะทำให้ลมพัด หอบน้ำทะเลขึ้นมาท่วมเสียให้หมดทั้งเมือง เตียวสันได้ฟังดังนั้นก็สรรเสริญอิเอ๊กเซียนว่าหาผู้ใดจะเสมอท่านไม่ ข้าพเจ้าจะขอเป็นศิษย์ท่านสืบไป เวลานั้นเกียงจูแหยนั่งปรึกษาการศึกอยู่กับทหารทั้งปวง ก็บังเกิดเหตุลมพัดหนัก กระเบื้องหลังคาตกลงมาสามแผ่น เกียงจูแหยเห็นประหลาด จึงจุดธูปขึ้นบูชาแล้วทอดอีแปะเสี่ยงทายดู ก็รู้ว่าอิเอ๊กเซียนจะทำให้ลมพัดหอบเอาน้ำมาท่วมเมืองในเวลาค่ำวันนี้ เกียงจูแหยก็คิดอ่านแก้ไขเพื่อจะมิให้น้ำท่วมได้ จึงแต่งโต๊ะตั้งเครื่องบูชา จุดธูปเทียนขึ้นแล้วก็ยืนผินหน้าต่อเขาคุนหลุนซัว คำนับอาจารย์ง่วนสีเทียนจุ๋นตั้งความสัจว่า พระเจ้าบูอ๋องตั้งใจจะบำรุงแผ่นดินให้เป็นสุข จงร้อนไปถึงอาจารย์ง่วนสีเทียนจุ๋นจงมาช่วย อย่าให้อิเอ๊กเซียนทำลมหอบน้ำขึ้นมาท่วมเมืองได้เป็นอันขาดทีเดียว อำนาจบุญบูอ๋องกับมนต์เกียงจูแหย ก็ร้อนไปถึงอาจารย์ง่วนสีเทียนจุ๋น ง่วนสีเทียนจุ๋นพิเคราะห์ดูก็รู้ว่าเมืองไซรกีจะมีเหตุ จึงเอาน้ำในขวดแก้วรินลงในท้องทะเล มิให้ลมหอบเอาน้ำขึ้นไปได้แล้วใช้ให้ผู้มีฤทธิ์ทั้งสี่มาช่วยรักษาเมืองไซรกีไว้

๏ ฝ่ายอิเอ๊กเซียนครั้นเวลาค่ำ จึงเดินออกจากค่ายแล้วกลืนลูกประคำที่คล้องคอเข้าไป ก็กลายเป็นนกอินทรีบินขึ้นบนอากาศ กระพือปีกด้วยกำลังฤทธิ์ก็บังเกิดลมพายุใหญ่ พัดมืดไปทั้งท้องฟ้า น้ำนั้นก็มิได้ท่วมขึ้นเมือง แต่นกอินทรีกระพือปีกอยู่จนสว่างขึ้น ก็มิได้สมความปรารถนา ครั้นเวลาสายขึ้นก็แสบท้อง จึงบินไปถึงเขาเหลงจิวซัว แลเห็นเหยียนเต๋งโตหยินนั่งอยู่ที่ปากถ้ำ ก็หมายจะกินเหยียนเต๋งโตหยิน จึงบินถลาลงมา

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ