๙๗

๏ ฝ่ายหนึงวาสีตั้งแต่ใช้ปีศาจทั้งสามคนไปกำจัดพระเจ้าติวอ๋อง นางคำนึงอยู่มิได้ขาด วันนั้นไม่สบายใจออกมานั่งเล่นอยู่ที่แผ่นศิลาหน้าศาล แลไปเห็นพยับลมแลพยับเมฆมืดมัวไปทั้งท้องฟ้า ก็รู้ว่าปีศาจทั้งสามคนหนีทหารเกียงจูแหยมาจะกลับไปที่อยู่ ถ้าเรามิไปช่วยจับตัวที่ไหนทหารเกียงจูแหยจะจับปีศาจทั้งสามได้ คิดแล้วก็สั่งให้บริวารแต่งตัวถือธงสีเหลือง แล้วหนึงวาสีขึ้นขี่หงส์พาบริวารเหาะมาคอยปีศาจทั้งสามอยู่ในกลางอากาศ

๏ ฝ่ายนางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยิน เหาะหนีเอียวเจี้ยน หลุยจินจู๊ อุยฮอมา แลไปเห็นคนถือธงสีเหลืองเป็นคู่ๆ กัน ก็รู้ว่าหนึงวาสีมาคอยรับมีความยินดีนัก ไปหาหนึงวาสีคำนับแล้วแจ้งความว่าบัดนี้ทหารเกียงจูแหยไล่ติดตามข้าพเจ้ามา ท่านจงช่วยชีวิตข้าพเจ้าด้วย หนึงวาสีได้ฟังดังนั้น จึงส่งเชือกวิเศษให้เพ๊กหุน ต้องหยีจับตัวนางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยินไว้ แล้วสาปว่าอย่าให้กลับคืนรูปเป็นปีศาจไปได้กว่าจะตาย

๏ ขณะนั้นเอียวเจี้ยน หลุยจินจู๊ อุยฮอ เหาะตามปีศาจมาเห็นหนึงวาสีมิได้รู้จัก จึงร้องถามว่าท่านชื่อไรเหตุใดพาบริวารมาอยู่ที่นี่ หนึงวาสีจึงบอกว่าเราชื่อหนึงวาสี มาคอยจับปีศาจทั้งสามให้แก่ท่าน เอียวเจี้ยน หลุยจินจู๊ อุยฮอได้แจ้งดังนั้น ก็เข้าไปคำนับหนึงวาสี หนึงวาสีจึงให้ส่งปีศาจทั้งสามให้กับเอียวเจี้ยน หลุยจินจู๊ อุยฮอ แล้วสั่งว่าท่านจงพาตัวไปให้เกียงจูแหย ตามเกียงจูแหยจะปรึกษาโทษเถิด นางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยินได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงอ้อนวอนว่าท่านใช้ให้ข้าพเจ้าไปกำจัดพระเจ้าติวอ๋อง ข้าพเจ้าก็ไปคิดการจนสำเร็จ ความชอบก็มีอยู่เป็นอันมาก เหตุใดท่านจะส่งตัวข้าพเจ้าไปให้เกียงจูแหยทำโทษเล่า ว่าแล้วนางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยินก็ร้องไห้ หนึงวาสีจึงว่าเราใช้ให้ตัวไปกำจัดแต่ติวอ๋อง มิได้ใช้ให้ไปฆ่าคนทั้งปวง เหตุใดตัวจึงทำหยาบช้ากินผู้คนเสียเป็นอันมาก แล้วยุยงให้ติวอ๋องฆ่าพระมเหสีแลขุนนางทั้งปวงซึ่งมีใจซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินเสีย โทษตัวถึงสิ้นชีวิต ซึ่งตัวจะอ้อนวอนขอชีวิตไว้นั้นหาควรไม่ ว่าแล้วหนึงวาสีก็พาบริวารเหาะกลับไปที่อยู่ เอียวเจี้ยน หลุยจินจู๊ อุยฮอก็พาตัวนางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยินเหาะกลับมา ครั้นถึงค่ายก็ให้ทหารคุมตัวนางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยินไว้นอกค่าย เอียวเจี้ยน หลุยจินจู๊ อุยฮอก็เข้าไปหาเกียงจูแหย แจ้งความให้เกียงจูแหยฟังทุกประการ เกียงจูแหยมีความยินดีนัก จึงสั่งให้ทหารทั้งปวงสิ้นทั้งกองทัพมาพร้อมกันแล้วให้เอียวเจี้ยนไปคุมตัวนางขันกีนางฮีบีนางอึ้งกุยหยินเข้ามาในค่าย นางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยิน ครั้นมาถึงก็คุกเข่าลงคำนับแล้วนั่งก้มหน้าอยู่ เกียงจูแหยจึงซักถามนางขันกีต่อหน้าขุนนางทั้งปวงว่า ตัวเป็นปีศาจแกล้งแปลงเพศมาทั้งสามคน คบคิดกันกระทำให้เมืองจิวโก๋เกิดจลาจล ยุยงให้พระเจ้าติวอ๋องทำเสาทองแดง ใส่ถ่านเพลิงแล้วให้ขุดสระใส่อสรพิษ คนซึ่งมีสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน แลคนผู้หาความผิดมิได้ก็เอามานาบด้วยเสาทองแดง ผลักให้ตกลงไปในสระอสรพิษกัดล้มตายเสียเป็นอันมาก ทั้งยุให้พระเจ้าติวอ๋องทำพระที่นั่งหลกไต๋ ราษฎรชาวเมืองทั้งปวงได้ความลำบาก เสียเงินทองเป็นอันมาก ซึ่งตัวกระทำให้ได้ความเดือดร้อนกับแผ่นดินทั้งนี้ ตัวจะปรารถนาสิ่งใด นางขันกีได้ฟังดังนั้นคำนับแล้วจึงตอบว่า ข้าพเจ้าจะได้เป็นปีศาจแลกระทำเหมือนถ้อยคำท่านว่านั้นหามิได้ ตัวข้าพเจ้าเป็นบุตรเชาฮู เชาฮูเอามาถวายพระเจ้าติวอ๋อง พระเจ้าติวอ๋องทรงพระเมตตาข้าพเจ้า ครั้นพระมเหสีกระทำความผิดพระองค์ให้ฆ่าเสีย จึงให้ข้าพเจ้าเป็นที่มเหสี ซึ่งเมืองจิวโก๋เกิดจลาจลนั้น บ้านเมืองหากจะเป็นไปเอง ขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งได้กินเบี้ยหวัดผ้าปีมียศศักดิ์ ก็มีอยู่เป็นอันมาก ก็มิได้ช่วยกันทำนุบำรุงราษฎรแผ่นดิน ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้หญิงหรือจะรักษาแผ่นดินทำนุบำรุงราษฎรได้ ประเพณีสามีหรือจะอยู่ในบังคับบัญชาภรรยา ขอท่านจงดำริดูก่อน ซึ่งท่านจะฆ่าข้าพเจ้าเสียนั้น กระบี่ของท่านจะเปื้อนโลหิตเสียเปล่าหาต้องการไม่ ท่านจงเมตตาข้าพเจ้าเถิด ทหารสิ้นทั้งกองทัพได้ยินนางขันกีก็มีความสงสารคิดเวทนา แต่เกียงจูแหยนั้นหัวเราะแล้วจึงว่า ตัวเข้าใจว่าเราไม่รู้เท่าหรือ เดิมเชาฮูส่งนางขันกีมาถวายพระเจ้าติวอ๋อง พักแรมอยู่กลางทางตัวฆ่าบุตรเชาฮูเสียแล้วเข้าสิงกายบุตรเชาฮูอยู่ พระเจ้าติวอ๋องมิได้รู้ในกลมารยาก็ลุ่มหลงรักใคร่ตัว ตัวแกล้งยุยงให้พระเจ้าติวอ๋องฆ่าพระมเหสีผู้หาความผิดไม่ ตัวจึงได้เป็นพระมเหสี แต่นั้นมาบ้านเมืองก็เกิดจลาจล ราษฎรได้ความเดือดร้อนทั้งแผ่นดิน ตัวยังจะเห็นว่าตัวทำชอบอยู่หรือ เกียงจูแหยว่าดังนั้นแล้ว ก็สั่งให้เอียวเจี้ยน หลุยจินจู๊ อุยฮอเอาตัวนางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยินไปฆ่าเสีย เอียวเจี้ยน หลุยจินจู๊ อุยฮอ เอาตัวนางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยินออกมานอกค่าย เอียวเจี้ยนกับอุยฮอ ก็เอาตัวนางอึ้งกุยหยินกับนางฮีบีไปฆ่าเสีย ต่างหิ้วศีรษะเข้าไปให้เกียงจูแหย

๏ ฝ่ายหลุยจินจู๊ถอดกระบี่ออกจะฟันนางขันกี นางขันกีแสร้งซบหน้าลงคำนับแล้วร้องไห้อ้อนวอนว่า ท่านจงช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้สักครั้งหนึ่งเถิด ตัวข้าพเจ้าเป็นหญิง ซึ่งท่านจะฆ่าข้าพเจ้านั้นหามีเกียรติยศไม่ ว่าพลางนางขันกีก็แกล้งทำกิริยาชำเลืองตาดูหลุยจินจู๊ ร่ายมนต์เป็นลมให้ต้องตัวหลุยจินจู๊ หลุยจินจู๊ก็ให้มีใจรักนาง เงื้อกระบี่ยืนตะลึงอยู่ ยิ่งได้ยินเสียงนางขันกีอ้อนวอน ก็ยิ่งคิดสงสารไม่ฟันลงได้ จึงแข็งใจเดินกลับเข้าไปหาเกียงจูแหย เกียงจูแหยเห็นหลุยจินจู๊เดินมือเปล่าเข้ามาก็คิดว่าหลุยจินจู๊นี้เห็นจะหลงด้วยลิ้นลมนางขันกีไม่ฆ่าได้ จึงแกล้งทำถามว่าศีรษะนางขันกีท่านเอาไว้ไหนเล่า หลุยจินจู๊จึงบอกว่าข้าพเจ้าเห็นนางขันกีก็ให้สงสารใจอ่อนมืออ่อนไป แต่จะยกกระบี่ก็ไม่ขึ้น ข้าพเจ้าอัศจรรย์ใจนัก เกียงจูแหยจึงว่าท่านเป็นชาติทหาร เมื่อฆ่านางขันกีไม่ได้แล้ว การศึกข้างหน้ายังมากอยู่ ท่านจะทำการศึกไปกระไรได้ ว่าแล้วก็สั่งให้เอียวเจี้ยนอุยฮอออกไปฆ่านางขันกี เอียวเจี้ยนอุยฮอฉวนได้กระบี่ก็คำนับลาออกมา ครั้นถึงนางขันกีก็ถอดกระบี่ออกจะฟัน นางขันกีก็ร่ายมนต์เป็นลมไปต้องตัวเอียวเจี้ยน อุยฮอ แล้วก็วิงวอนด้วยมารยาต่าง ๆ เอียวเจี้ยน อุยฮอต้องมนต์นางขันกี ก็ให้มีใจรักคิดสงสาร เงื้อกระบี่ยืนตะลึงอยู่ เอียวเจี้ยนกับอุยฮอฆ่านางขันกีไม่ได้ ก็ชวนกันกลับมาหาเกียงจูแหยแจ้งความให้เกียงจูแหยฟังทุกประการ ทหารทั้งปวงได้ยินดังนั้นต่างคนต่างว่า เอียวเจี้ยนหลุยจินจู๊อุยฮอเป็นชายชาติทหารใจก็กล้าแข็งองอาจยังฆ่านางขันกีไม่ได้ ให้มีใจรักคิดสงสาร กระนี้หรือพระเจ้าติวอ๋องจะไม่ลุ่มหลงรักใคร่นางขันกีเล่า ว่าแล้วก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน เกียงจูแหยก็หัวเราะแล้วว่า เราเห็นจริงด้วยท่านทั้งปวงแล้ว อันนางขันกีนี้เป็นปีศาจมีวิทยาอาคมมาก ถ้าจะฆ่าด้วยอาวุธตามธรรมเนียมไหนนางขันกีจะตาย จำจะคิดฆ่าด้วยอาวุธประกอบด้วยอาคมจึงจะได้ ว่าแล้วเกียงจูแหยก็พาทหารทั้งปวงออกมานอกค่าย สั่งให้แต่งโต๊ะเซ่นเทวดา เอาน้ำเต้าขึ้นวางบนโต๊ะร่ายมนต์เป่าเข้าไปในน้ำเต้า บัดเดี๋ยวก็เกิดเป็นรัศมีพลุ่งออกจากน้ำเต้า มีสีเหมือนสีรุ้ง แล้วเกิดเป็นกระบี่เวียนน้ำเต้าสามรอบ ลอยไปฟันนางขันกีคอขาดศีรษะกระเด็นไป แต่มิได้มีโลหิต เกียงจูแหยไม่ไว้ใจกลัวนางขันกีจะกลับเป็นขึ้น จึงเอาน้ำเต้าไปเทลงที่ตัวนางขันกี นางขันกีต้องน้ำเต้าก็ละลายเป็นโลหิตไหลซาบแผ่นดินสูญหายไป เกียงจูแหยก็สั่งให้เอาศีรษะนางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยินไปเสียบประจานไว้หน้าค่าย แล้วพาทหารทั้งปวงกลับเข้าค่าย

๏ ฝ่ายพระเจ้าติวอ๋องเสด็จอยู่ในพระที่นั่งเตียะแซเหลาไม่สบายพระทัย ตรัสเรียกมเหสีทั้งสามก็มิได้ยินรับสั่ง จึงเสด็จกลับลงมา ณ​ พระที่นั่งเฮี้ยนเขงเตียน หานางขันกีก็ไม่เห็น ประหลาดพระทัยนัก ซบพระพักตร์ทรงพระกันแสงอยู่พระองค์เดียว ฝ่ายหญิงคนใช้แลสนมทั้งปวง ครั้นแจ้งความว่าเกียงจูแหยจับตัวนางขันกี นางฮีบี นางอึ้งกุยหยินไปฆ่าเสีย เอาศีรษะเสียบประจานไว้ที่หน้าค่าย ต่างวิ่งไปทูลว่าพระมเหสีทั้งสามนั้นหายไป บัดนี้เกียงจูแหยฆ่าพระมเหสีเสียแล้ว ตัดศีรษะเสียบไว้หน้าค่าย พระเจ้าติวอ๋องได้ทรงฟังดังนั้นตกพระทัยนัก สิ้นพระสติทรงพระกันแสงพลาง เสด็จขึ้นไปบนพระที่นั่งหงอห่องเหลาทอดพระเนตรไปเห็นศีรษะพระมเหสีทั้งสามคน เขาเสียบประจานไว้ที่หน้าค่าย เหมือนดวงชีวิตไม่อยู่กับพระองค์ สิ้นสมประดีดำรงพระกายมิได้ ทรุดนั่งซบพระพักตร์รำพึงถึงความหลัง ทั้งแค้นเกียงจูแหยจนอาเจียนพระโลหิตออกมาแทบจะสิ้นพระชนม์ในขณะนั้น แล้วแข็งขืนอารมณ์เสด็จกลับลงมาพระที่นั่งเก๋าเกงเตียน ให้กลัดกลุ้มพระทัยนัก เสด็จอยู่ที่พระที่นั่งเก๋าเกงเตียนมิได้ ก็เสด็จไปพระที่นั่งหุ่นเกงเหลา เอนพระองค์บรรทมหลับพระเนตรลง เห็นเป็นรูปเกียงจูแหยถือกระบี่ไล่ฟันพระองค์ ตกพระทัยลืมพระเนตรขึ้น มิได้เห็นเกียงจูแหย ก็เสด็จขึ้นไปบนพระที่นั่งเตียะแซเหลา ลมพัดมาต้องกายให้หนาวเย็นสั่นสะท้านไป เสด็จอยู่มิได้จึงกลับลงมาพระที่นั่งเก๋าเกงเตียน บังเกิดให้รุ่มร้อนไปทั้งพระองค์ เหมือนเสด็จอยู่ในกลางกองเพลิง ด้วยผลกรรมจึงมิให้เสด็จอยู่แห่งเดียวได้ เผอิญให้เสด็จเที่ยวไปทอดพระเนตรที่ฆ่ามเหสีแลเสาทองแดงสระใหญ่ใส่อสรพิษ ปีศาจซึ่งหาโทษผิดมิได้ตายไปนั้น ก็บันดาลให้พระเจ้าติวอ่องเห็นกาย เข้าล้อมหน้าแลหลังพระเจ้าติวอ๋อง แลพระเจ้าติวอ๋องฆ่าเสียด้วยโทษอันใดก็เอาโทษอันนั้น มารำพันต่อว่าต่างๆ ทั้งพระมเหสีจักษุทั้งสองหามีไม่ ก็มาทูลทวงชีวิต นางเอียวกุยหุย นางอึ้งกุยหุย แลนางกาสี ทอดตัวลงกลิ้งตามกันเข้ามา ครั้นถึงพระเจ้าติวอ่องก็ร้องไห้ทวงชีวิต พระเจ้าติวอ๋องเห็นก็ตกพระทัยกลัวยิ่งนัก ก็หนีฝูงปีศาจเสด็จกลับมาพระที่นั่งเฮี้ยนเขงเตียน พระทัยให้คลั่งคลุ้มเหมือนจะสิ้นสมประดี พระเนตรให้เห็นเป็นซากศพตายเก่าตายใหม่เต็มไป พระเจ้าติวอ๋องก็หนีขึ้นไปบนพระที่นั่งเตียะแซเหลา

๏ ฝ่ายเกียงจูแหยครั้นฆ่าปีศาจทั้งสามคนแล้ว ก็จัดแจงทหารทั้งแปดร้อยหัวเมืองสรรพไปด้วยอาวุธ ขึ้นขี่ม้าถือกระบี่เชิญเสด็จพระเจ้าบูอ๋องพาพวกทหารออกจากค่าย จุดประทัดสัญญาขึ้น ให้ทหารโห่ร้องเข้าล้อมพระราชวังไว้เป็นสามารถ

๏ ขณะนั้นพระเจ้าติวอ๋องเสด็จอยู่บนพระที่นั่งเตียะแซเหลา ได้ยินเสียงประทัดแลเสียงทหารโห่ร้องยิ่งตกพระทัยนัก เห็นว่าเมืองจิวโก๋จะเสียแล้ว จะครองชีวิตไว้ช้าหาต้องการไม่ จึงตรัสแก่สนมกำนัลทั้งปวงว่า เราจะลาตายเสียในเวลานี้แล้ว จงชวนกันฝากตัวกีฮวดให้เขาเลี้ยงจะได้เป็นสุขสืบไป สั่งพลางทอดพระเนตรพระที่นั่งซึ่งเคยสำราญทุกแห่ง แลสมบัติทั้งปวงก็อาลัยยิ่งนัก มิใคร่จะสละพระชนม์ได้ แล้วรื้อคิดมานะกษัตริย์เกรงความอัปยศจึงสั่งนางจูเสงให้ขนฟืนมาใส่ใต้พระที่นั่งเตียะแซเหลา ให้วางฟืนชั้นหนึ่งใส่เชื้อเพลิงชั้นหนึ่ง ครั้นเสร็จแล้วพระเจ้าติวอ๋องก็ขับคนเสียทั้งสิ้น เสด็จอยู่แต่องค์เดียว จึงร้องสั่งลงไปให้นางจูเสงจุดเพลิงเข้า เพลิงก็ติดพระที่นั่งเตียะแซเหลาขึ้น พระเจ้าติวอ๋องก็สิ้นพระชนม์ในกองเพลิงดวงชีวิตก็เลื่อนลอยไปเข้าห้องสินไต้

๏ ฝ่ายนางจูเสง ครั้นจุดเพลิงแล้วก็ออกมานั่งกอดเข่าร้องไห้ถึงพระเจ้าติวอ๋อง คิดถึงพระคุณซึ่งได้ชุบเลี้ยงมาก็ยิ่งอาลัยนัก นางจูเสงคิดจะฝากชื่อไว้ในแผ่นดินให้ปรากฏว่ารักเจ้าตายด้วยเจ้าได้ นางจูเสงก็โผเข้าในกองไฟตาย ราษฎรชาวเมืองแลทหารทั้งปวง ครั้นเห็นไฟไหม้พระที่นั่งเตียะแซเหลาก็ตกใจตื่นวิ่งสับสนหากันอลหม่านไปทั้งเมือง ไท้อุยเจียงกุ๋นขุนนางผู้ใหญ่ครั้นเห็นดังนั้น ก็สั่งให้ทหารเก็บเครื่องสาตราวุธแล้วให้เปิดประตูพระราชวังคอยรับพระเจ้าบูอ๋อง แลไท้อุยเจียงกุ๋นกับขุนนางทั้งปวง ก็พร้อมกันอยู่ที่พระที่นั่งเก๋าเกงเตียนทั้งสิ้น

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ