๔๔

๏ ฝ่ายบุนไทสือครั้นเกียงจูแหยกลับเข้าไปเมืองแล้ว ก็พาพวกทหารกลับเข้าค่าย จึงให้ทหารทั้งปวงไปเชิญอาจารย์ทั้งสิบคนมาถามว่า กลศึกสิบประการนี้ท่านเรียนมาแต่ไหนประหลาดนัก ข้าพเจ้ายังหาเคยเห็นไม่ จิ๋นเทียนกุ๋นอาจารย์คนหนึ่ง จึงบอกว่ากลศึกอันหนึ่งชื่อเทียนจวดติ้น เราเรียนมาแต่เทวดาชื่อตีเหลากุ๋น ในค่ายนั้นมีธงสามคัน ธงคันหนึ่งนั้นมีอักษรตัวหนึ่งว่าฟ้า ธงคันหนึ่งมีอักษรตัวหนึ่งว่าดิน ธงคันหนึ่งมีอักษรตัวหนึ่งว่ามนุษย์ ปักไว้เป็นสามเส้าครั้นอ่านมนต์ขึ้น ธงทั้งสามคันก็โบกสะบัดกระทบกัน บังเกิดเป็นสายฟ้าฟาด เสียงสนั่นอยู่ในค่าย ถ้าข้าศึกหลงเข้าไปต้องสายฟ้าฟาดตาย เตียวเทียนกุ๋นอาจารย์คนหนึ่งจึงบอกบุนไทสือว่า ค่ายของเราชื่อติเดียดติ้น ในค่ายนั้นมีธงแดงคันหนึ่งมีอักษรสี่ตัวว่า ซุ่นหลีคุนตุ้ย แปลว่าลมไฟดินน้ำ ครั้นอ่านมนต์ขึ้น ธงนั้นก็โบกสะบัดไปได้ยินเป็นเสียงฟ้าร้องบังเกิดเป็นเปลวเพลิง ถ้าข้าศึกหลงเข้าไปก็ต้องเปลวเพลิงตาย ตังเทียนกุ๋นอาจารย์คนหนึ่งบอกบุนไทสือว่า ค่ายของเราชื่อฮองเหาติ้น ในค่ายนั้นตั้งเตียงโต๊ะดาดเพดานที่เพดานนั้นเขียนเป็นอักษรสี่ตัวว่าดินน้ำลมไฟ ครั้นอ่านมนต์ขึ้นก็บังเกิดเป็นเปลวไฟกรด ถ้าข้าศึกล่วงเข้าไปก็ต้องเปลวไฟกรดตาย ถึงจะถืออาวุธเข้าไปอาวุธก็ละเอียดไป เอียนเทียนจุ๋นอาจารย์คนหนึ่งบอกบุนไทสือว่า ค่ายของเราชื่อหันเปงติ้น ในค่ายนั้นมีภูเขากรดเขาหนึ่ง มีแผ่นศิลาแผ่นหนึ่ง มีดาบปักไว้รอบภูเขากรด ครั้นอ่านมนต์ขึ้นบังเกิดเป็นลมพายุใหญ่ พัดเอาแผ่นศิลาไปกระทบภูเขากรด ภูเขากรดก็แตกออกเป็นก้อนศิลาใหญ่น้อย แล้วก็พัดเอาดาบที่ปักไว้กับก้อนศิลาปลิวลอยอยู่ในค่าย ถ้าข้าศึกหลงเข้าไปก็ต้องคมดาบคมศิลากรด ศีรษะขาดตัวขาดตาย กิมก๋องเซียโบ๊จึงบอกกับบุนไทสือว่า ค่ายของเราชื่อกิมก๋องติ้น ในค่ายนั้นมีเสาธงยี่สิบเอ็ดเสา มีกระจกแขวนปลายเสา เสาละอัน กระจกนั้นเราตั้งพิธี เอาแสงพระอาทิตย์พระจันทร์อายฟ้าอายดิน มาประกอบทำกระจก อ่านมนต์ขึ้นแสงกระจกต่อกระจกกระทบประสานกัน เสียงดังเหมือนเสียงฟ้าร้อง ถ้าข้าศึกหลงเข้าไปก็ต้องแสงกระจก เนื้อตัวพุพองเปื่อยเป็นโลหิตเป็นบุพโพตาย สุนเทียนกุ๋นจึงบอกกับบุนไทสือว่า ค่ายของเราเป็นหองเฮาติ้น ในค่ายนั้นตั้งเตียงโต๊ะปูผ้าขาว ลงอักษรสี่ตัวเขียนค่ำกึ้นจิ้น แปลว่าทองน้ำดินลม แล้วเอาทรายสีดำกองไว้กลางอักษร อ่านมนต์ขึ้นบังเกิดเป็นลมพัดเอาทรายปลิวไป ต้องตัวข้าศึกพุพองเปื่อยเป็นโลหิตบุพโพตาย

๏ ฝ่ายแปะเทียนกุ๋นจึงบอกบุนไทสือว่า ค่ายของเราชื่อเคียดเทาติ้น ในค่ายนั้นตั้งเตียงโต๊ะปูผ้าขาว มีธงแดงสามคันม้วนไว้ปักเป็นสามเส้า ตั้งกระถางใหญ่ไว้กลาง เอาไฟฟ้าหนึ่ง ไฟศิลาหนึ่ง ไฟธาตุหนึ่ง ประสมกันเอาใส่ลงในกระถางใหญ่แล้วเอาฝาปิดไว้ ครั้นอ่านมนต์ขึ้นบังเกิดเป็นไฟกรด ถ้าข้าศึกหลงเข้าไปต้องไฟกรดตาย เอียวเทียนกุ๋นจึงบอกบุนไทสือว่า ค่ายของเราชื่อเลาะหุนติ้น ค่ายนั้นมีประตูสามประตูปิดไว้สองประตู ในค่ายมีธงขาวลงยันต์แปดดวง ม้วนปักไว้คันหนึ่ง อ่านมนต์ขึ้นธงนั้นก็คลี่โบกไป ถ้าข้าศึกเข้าไปในค่ายธงนั้นก็โบกเอาชีวิตเสียสิ้นไม่กลับออกมาได้ อ๋องเทียนกุ๋นจึงบอกบุนไทสือว่าค่ายของเราชื่ออังจุยติ้น ในค่ายนั้นปลูกศาลแปดเหลี่ยมไว้ศาลหนึ่ง บนศาลนั้นมีน้ำเต้าสามใบใส่น้ำเต็มทุกใบ อ่านมนต์ขึ้น น้ำในน้ำเต้าก็กลับเป็นน้ำกรดไหลนองไปทั้งค่าย ถ้าข้าศึกเข้าไปต้องน้ำกรดตาย เตียวเทียนกุ๋นจึงบอกบุนไทสือว่า ค่ายของเราชื่ออังแซติ้น ในค่ายนั้นตั้งเตียงโต๊ะปูผ้าขาว เอาทรายแดงนั้นขึ้นกองไว้สามถัง อ่านมนต์ขึ้นทรายนั้นกลับเป็นทรายกรด ถ้าข้าศึกหลงเข้าไปต้องทรายกรดตาย บุนไทสือได้ฟังอาจารย์สิบคนบอกกลศึกสิบประการเป็นกลศึกต่าง ๆ กันมีความยินดีนัก จึงลุกขึ้นคุกเข่าลงคำนับว่ากับอาจารย์ทั้งสิบคนว่า ถึงเกียงจูแหยจะมีทหารเอกนับหมื่นซึ่งจะรักษาเมืองไซรกีไว้นั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าจะรักษาไว้ไม่ได้ ครั้งนี้เกียงจูแหยไม่พ้นมือข้าพเจ้าแล้ว อาจารย์เอียวเทียนกุ๋นจึงว่ากับบุนไทสือว่าแผ่นดินเมืองไซรกีเท่าฝ่ามือ ถ้าเราจะยกเข้าตีวันใดก็จะได้วันนั้น แต่มีความวิตกด้วยราษฎรชาวเมืองจะได้ความเดือดร้อน ทั้งพวกทหารจะได้ความลำบาก ถ้าคิดฆ่าเกียงจูแหยเสียได้คนเดียวแล้ว ราษฎรชาวเมืองทั้งปวงก็จะไม่ได้ความเดือดร้อน ทั้งพวกทหารก็จะไม่ได้ความลำบาก บุนไทสือจึงตอบว่า ท่านจะคิดกลอุบายประการใดจึงจะฆ่าเกียงจูแหยได้ เอียวเทียนกุ๋นจึงบอกว่าเราจะให้ปลูกศาลขึ้น เอาหญ้ามามัดผูกเป็นรูปหุ่นให้ยืนอยู่บนศาล เขียนชื่อเกียงจูแหยใส่ไว้ในรูปหุ่น มีตะเกียงสิบใบตามบนศีรษะสามใบ ตามที่เท้าเจ็ดใบ ลงยันต์ปิดเสาทั้งสี่เสา ปักธงทั้งสี่ทิศ​ จัดคนอยู่รักษาอย่าให้ตะเกียงดับ จุดธูปขึ้นอ่านมนต์แช่งเกียงจูแหยวันละสามเวลา ถ้วนกำหนดสามวันเกียงจูแหยก็ร้อนอกตาย บุนไทสือก็สั่งให้ปลูกศาลเอาหญ้ามาผูกมัดเป็นรูปหุ่น ทำตามคำเอียวเทียนกุ๋นว่า

๏ ฝ่ายเกียงจูแหยขณะเมื่อเอียวเทียนกุ๋นกระทำดังนั้นไม่มีความสบาย จะนั่งปรึกษาราชการก็ให้หาวนอน ครั้นเข้าไปจะนอน นอนก็ไม่หลับ ใจนั้นให้กลัดกลุ้มสิ้นสมประดีหลับจักขุอยู่ ไม่พูดจาประการใดนอนแน่นิ่งไป ครั้นถึงกำหนดสามวันเกียงจูแหยก็สลบไป วิญญาณเกียงจูแหยลอยไปจะเข้าห้องสินไต้ เป๊กก้ำผู้รักษาห้องสินไต้รู้จักวิญญาณเห็นว่าเกียงจูแหยยังไม่ถึงกำหนดอายุจะตาย จึงเอามือผลักไว้ วิญญาณเกียงจูแหยเข้าห้องสินไต้ไม่ได้ ก็ลอยเวียนรอบห้องสินไต้อยู่ บูอ๋องกับขุนนางทั้งปวงพร้อมกันอยู่ที่นั้น ครั้นเห็นเกียงจูแหยสลบไปสำคัญว่าตาย ต่างคนต่างร้องไห้รักเกียงจูแหย บูอ๋องมีความทุกข์นัก จึงปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่า เมื่อเกียงจูแหยมาเป็นดังนี้ ท่านทั้งปวงจะคิดประการใด เอียวเจี้ยนจึงว่าข้าพเจ้ามีความสงสัยอยู่ เวลาวานนี้เกียงจูแหยออกไปเที่ยวดูค่ายบุนไทสือ เห็นว่าเอียวเทียนกุ๋นอาจารย์ในกองทัพบุนไทสือจะกระทำเอาเกียงจูแหยเป็นมั่นคง ข้าพเจ้าคิดว่าจะไปเชิญเซียเจงจู๊อยู่ ณ ถ้ำหุนเชียวต๋ง เขาฮัวซัว เป็นเพื่อนฝูงกันกับเกียงจูแหยมาพิเคราะห์ดู ถ้าเกียงจูแหยไม่ตายสลบไป เซียจงจู๊คงจะแก้ได้ บูอ๋องก็เห็นชอบด้วย จึงปรึกษาจะให้เชิญเซียจงจู๊มา

๏ ฝ่ายหลำกิบเสี้ยนอ๋องอาจารย์คนหนึ่ง อยู่ในถ้ำหุ่นเชียวต๋ง ณ เขาไทฮัวซัว วันนั้นออกจากถ้ำเหาะไปเที่ยวเก็บทรัพยา ครั้นมาใกล้ห้องสินไต้แลไปเห็นวิญญาณเกียงจูแหยลอยเวียนห้องสินไต้อยู่ หลำกิบเสี้ยนอ๋องก็จำได้ จึงจับเอาวิญญาณนั้นใส่เข้าในน้ำเต้า แล้วผนึกปากเสียจึงพิเคราะห์ดูไปก็แจ้งว่า เอียวเทียนกุ๋นกระทำเอาเกียงจูแหย แต่เกียงจูแหยยังหาถึงที่ตายไม่ จำจะไปช่วยเอาชีวิตเกียงจูแหยไว้ จะได้ช่วยทำนุบำรุงบูอ๋องสืบต่อไป หลำกิบเสี้ยนอ๋องคิดดังนั้นแล้วก็เหาะมา

๏ ฝ่ายเซียเจงจู๊ขึ้นยืนเหยียบดอกบัวเหาะเที่ยวเล่นในอากาศ พอมาพบหลำกิบเสี้ยนอ๋องจึงถามว่าท่านจะไปไหน หลำกิบเสี้ยนอ๋องจึงบอกว่า เอียวเทียนกุ๋นกระทำเอาเกียงจูแหยสลบไป วิญญาณเกียงจูแหยลอยมาจะเข้าห้องสินไต้ บัดนี้เราจับวิญญาณไว้ได้เราจะรีบไปช่วยชีวิตเกียงจูแหย เซียเจงจู๊จึงตอบว่า เกียงจูแหยเป็นเพื่อนรักกันกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะขอไปช่วยชีวิตเกียงจูแหยเอง ท่านอย่าไปให้ลำบากเลย หลำกิบเสี้ยนอ๋องก็ส่งน้ำเต้าให้เซียเจงจู๊ เซียเจงจู๊ก็คำนับลาเหาะมา หลำกิบเสี้ยนอ๋องก็เหาะกลับไปถ้ำ เซียงเจงจู๊ครั้นเหาะมาถึงค่าย บุนไทสือแลเห็นรูปหุ่นยืนอยู่บนศาล ตะเกียงบนศีรษะดับไปสองดวงยังดวงหนึ่ง ตะเกียงที่เท้าดับไปสี่ดวงยังสามดวง เซียเจงจู๊เหาะลงไปจะชิงเอารูปหุ่น แลเห็นเอียวเทียนกุ๋นจุดธูปอ่านมนต์อยู่ด้วยกำลังเวทมนต์กล้า เซียเจงจู๊ชิงเอารูปหุ่นไม่ได้ตกใจพลัดจากดอกบัวเหาะหนีเข้าเมืองไซรกี ไปที่อยู่เกียงจูแหย

๏ ฝ่ายบูอ๋อง เอียวเจี้ยน โลเฉีย อึ้งเทียนฮัว หลุยจินจู๊ กับขุนนางทั้งปวง อยู่พร้อมกัน ณ บ้านเกียงจูแหย เอียวเจี้ยนเหลือบไปเห็นเซียเจงจู๊เดินเข้ามามีความยินดีนัก ลุกออกไปคำนับแล้วเชิญเซียเจงจู๊เข้ามานั่ง บูอ๋องจึงอ้อนวอนเซียเจงจู๊ว่า ท่านได้เมตตาข้าพเจ้าเถิด เกียงจูแหยเป็นขุนนางผู้ใหญ่ได้ทำนุบำรุงข้าพเจ้า บัดนี้ต้องกระทำสลบไป ท่านจงช่วยเอาชีวิตเกียงจูแหยไว้สักครั้งหนึ่ง เซียเจงจู๊จึงตอบว่า ข้าพเจ้ากับเกียงจูแหยเป็นเพื่อนรักกัน ข้าพเจ้ารู้ว่าเกียงจูแหยต้องกระทำจึงรีบมา คิดว่าจะช่วยชีวิตเกียงจูแหย แต่ความรู้ข้าพเจ้าน้อยจะสู้ความรู้เอียวเทียนกุ๋นไม่ได้ เซียเจงจู๊ว่าแล้วก็เดินเข้าไปในห้องเกียงจูแหย เอามือต้องตัวเกียงจูแหย ดูตัวเกียงจูแหยยังร้อนอุ่นอยู่ เซียเจงจู๊ก็กลับออกมาบอกกับบูอ๋องว่า เกียงจูแหยสลบไปยังหาตายไม่ ข้าพเจ้าจะไปหาอาจารย์ง่วนสีเทียนจุ๋นมาช่วย ท่านอย่าทุกข์ตรอมเลย เซียเจงจู๊ว่าดังนั้นแล้วก็ลาบูอ๋องเหาะมา เซียเจงจู๊ครั้นมาถึงเขากุนหลุนซัว เข้าไปหาง่วนสีเทียนจุ๋น แจ้งความว่าเกียงจูแหยศิษย์ท่านต้องกระทำเอียวเทียนกุ๋นสลบไป ขอเชิญท่านไปช่วย ง่วนสีเทียนจุ๋นจึงตอบว่า ความรู้เราสู้เอียวเทียนกุ๋นไม่ได้ ท่านจงไปหาอาจารย์ไทโหลกุ๋นที่อยู่ถ้ำเทียนโตต๋ง ณ เขาไตโหลเก๋งเถิด เห็นจะสู้ความรู้เอียวเทียนกุ๋นได้ เซียเจงจู๊ก็คำนับลาง่วนสีเทียนจุ๋นเหาะมา ครั้นถึงเขาไตโหลเก๋งก็เข้าไปหาอาจารย์ไทโหลกุ๋น แจ้งความว่าเกียงจูแหยต้องกระทำเอียวเทียนกุ๋นสลบไป ง่วนสีเทียนจุ๋นเป็นอาจารย์ก็ไม่ช่วยชีวิตเกียงจูแหยได้ จึงใช้ให้ข้าพเจ้ามาหาท่าน ขอท่านได้เมตตาช่วยชีวิตเกียงจูแหยไว้สักครั้งหนึ่ง อาจารย์ไทโหลกุ๋นได้ฟังดังนั้นจึงหยิบผ้าไทเก๊กต่อ แปลว่าผ้าลงยันต์ ส่งให้เซียเจงจู๊แล้วว่าท่านอย่ากลัวเอียวเทียนกุ๋นเลย จงกลับไปช่วยเกียงจูแหยเถิด เซียเจงจู๊รับเอาผ้าไทเก๊กต่อแล้วคำนับไทโหลกุ๋นเหาะกลับมา ครั้นถึงค่ายบุนไทสือ เซียเจงจู๊เหาะลอยอยู่ตรงศาลรูปหุ่น จึงคลี่ผ้าไทเก๊กต่อออกร่ายมนต์เป็นสะพานทอดลงไปที่ศาลรูปหุ่น สะพานนั้นมีสีห้าสีประสานกันไปเหมือนสีรุ้ง เซียเจงจู๊ก็เดินลงมาตามสะพานฉวยได้รูปหุ่นเหาะหนีมา เอียวเทียนกุ๋นเห็นดังนั้นก็เอาทรายกรดสาดขึ้นไปจะให้ถูกตัวเซียเจงจู๊ เซียเจงจู๊คลี่ผ้าไทเก็กต่อบังตัวไว้ ผ้าไทเก๊กต่อต้องทรายกรดพลัดตกลงมา เอียวเทียนกุ๋นเก็บผ้าไทเก๊กต่อไว้ได้ เซียงเจงจู๊เสียผ้าไทเก๊กต่อได้แต่รูปหุ่นไป มีความวิตกทุกข์ใจนักเอาชื่อเกียงจูแหยออกจากรูปหุ่นใส่ในน้ำเต้าทิ้งรูปหุ่นเสียแล้วก็เหาะมาที่อยู่เกียงจูแหย บูอ๋องกับขุนนางทั้งปวงพร้อมกันคอยท่าเซียเจงจู๊อยู่ เอียวเจี้ยนเหลือบไปเห็นเซียเจงจู๊มาก็ดีใจ ลุกออกไปคำนับแล้วพาเซียเจงจู๊เข้ามา บูอ๋องจึงถามเซียเจงจู๊ว่า ท่านไปพบอาจารย์ง่วนสีเทียนจุ๋นหรือไม่ เซียเจงจู๊ก็เล่าความซึ่งไปหาง่วนสีเทียนจุ๋นจนไปลักรูปหุ่นมาได้ให้บูอ๋องฟัง แล้วก็เข้าไปในห้องเกียงจูแหย ให้สยายผมออกเอาน้ำเต้าวางลงบนศีรษะเกียงจูแหย แล้วเปิดฝาน้ำเต้าออกเอามือเคาะน้ำเต้าเข้าสามหน วิญญาณนั้นก็เข้าไปในกายเกียงจูแหย เกียงจูแหยก็คืนได้สมประดี ลืมจักขุขึ้นแลเห็นบูอ๋อง เซียเจงจู๊ กับขุนนางทั้งปวง จึงว่าข้าพเจ้านอนหลับไป ท่านพากันมาด้วยธุระสิ่งใดหรือ บูอ๋องจึงว่าท่านต้องกระทำเอียวเทียนกุ๋นสลบไป เซียเจงจู๊มาช่วยแก้ท่าน ท่านจึงได้รอดชีวิต เกียงจูแหยได้ฟังดังนั้นจึงว่ากับเซียเจงจู๊ว่า เราได้เรียนวิชามาน้อย จึงสู้เอียวเทียนกุ๋นไม่ได้ ใครบอกท่าน ท่านจึงได้มาช่วยข้าพเจ้า เซียเจงจู๊จึงบอกว่าข้าพเจ้ารู้ด้วยหลำกิบเสี้ยนอ๋อง ถึงข้าพเจ้าก็รู้น้อยสู้เอียวเทียนกุ๋นไม่ได้ ต้องไปหาไทโหลกุ๋น ไทโหลกุ๋นให้ผ้าไทเก๊กต่อมาแก้กลศึกเอียวเทียนกุ๋น บัดนี้ผ้าไทเก๊กต่อต้องทรายกรดตกอยู่ในค่าย ข้าพเจ้ามีความวิตกนัก กลัวอาจารย์ไทโหลกุ๋นจะติโทษ เกียงจูแหยจึงตอบว่า ถึงเอียนเทียนกุ๋นจะได้ผ้าไทเก๊กต่อไว้ก็ใช้ไม่ได้ด้วยต่างลัทธิกัน ขอเชิญท่านอยู่ช่วยข้าพเจ้ารบบุนไทสือก่อน ถ้าบุนไทสือแตกไปก็จะได้ผ้าไทเก๊กต่อคืน ท่านอย่ามีความวิตกเลย เซียเจงจู๊ได้ฟังดังนั้นมิได้ตอบประการใดก็นิ่งอยู่

๏ ฝ่ายบูอ๋องครั้นเกียงจูแหยฟื้นแล้ว ก็พาพวกทหารและขุนนางทั้งปวงกลับไปที่อยู่ วันหนึ่งเกียงจูแหย เซียเจงจู๊กับทหารทั้งปวงพร้อมกันนั่งปรึกษาด้วยจะทำศึกกับบุนไทสือ อาจารย์คนหนึ่งชื่ออึ้งเหลงจินหยิน อยู่ถ้ำหมัวโก๋ตงเขายี่เสียนซัว ออกจากถ้ำเหาะมาเมืองไซรกี เข้าไปหาเกียงจูแหย บอกกับเกียงจูแหยว่าข้าพเจ้ารู้ว่าเมืองไซรกีเกิดศึก ข้าพเจ้าจะมาช่วยท่าน เกียงจูแหยได้ฟังดังนั้นมีความยินดีจึงตอบว่า บุนไทสือยกทัพมาครั้งนี้มีกำลังกล้าหาญนัก ท่านจะคิดเป็นกลศึกประการใด จึงจะเอาชัยชำนะบุนไทสือได้ อึ้งเหลงจินหยินจึงบอกว่าอาจารย์ทั้งสิบคนจะมาช่วยท่าน ขอท่านให้ปลูกเป็นโรงใหญ่ขึ้นโรงหนึ่ง ริมประตูข้างทิศตะวันตกเป็นโรงสำหรับรับเทพยดา โรงนั้นเบื้องบนให้ดาดแพรแดง แขวนโคม แขวนระย้าแก้ว พื้นนั้นลาดปูพรมเจียม จัดแจงให้สะอาดแล้วให้คนคอยอยู่ ถ้าเห็นคนประหลาดมาก็เชิญตัวเข้าไว้ในโรงนั้น เกียงจูแหยได้ฟังดังนั้นก็ให้ทำตามคำอึ้งเหลงจินหยินสั่ง แล้วเกียงจูแหยเซียเจงจู๊ อึ้งเหลงจินหยินกับขุนนางทั้งปวงก็พากันมาคอยอยู่ที่โรงใหญ่สิ้น

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ