๒๑

๏ ฝ่ายขุนนางนายประตูก็ตั้งใจคอยหาบุนอ๋อง จนสิ้นวันยังค่ำกลางคืนยังรุ่ง เห็นหายไปมิได้กลับมา จึงเข้าเรียนความแก่ฮุยไต้หู ซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่อยู่เมืองจิวโก๋ ว่าบุนอ๋องหายไปได้คืนหนึ่งแล้ว ข้าพเจ้ามิรู้ว่าจะไปตำบลใด ฮุยไต้หูครั้นแจ้งความว่าบุนอ๋องหายไป จึงคิดว่าการใหญ่จะเกิดเป็นมั่นคง เห็นความผิดจะไม่พ้น จึงให้ไปเชิญตัวฮิวฮุนมาปรึกษาว่า ซึ่งท่านทูลยกย่องบุนอ๋องเป็นคนดี มีความสัตย์ซื่อสมควรจะตั้งเป็นเจ้าได้ ความข้อนี้ท่านอย่าว่านิ่งเสียเถิด ด้วยมีรับสั่งให้บุนอ๋องอยู่สามวันก่อน ก็ยังไม่ถึงกำหนดสามวัน แต่สองวันบุนอ๋องก็ละเมิดไปเห็นผิดอยู่ อนึ่งหัวเมืองตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นศึก บุนอ๋องก็หนีไปฉะนี้ เราจะคิดการอย่างไร ฮิวฮุนจึงว่าพี่ท่านอย่าวิตกไปเลย แต่เราทั้งสองทำราชการมาด้วยกันก็ยังมิได้พลั้งพลาด ความข้อนี้เป็นธุระน้อง จะเข้าไปเฝ้ากราบทูลขอนายทหารทั้งสอง ให้คุมทหารตามไปจับตัวบุนอ๋อง ให้คืนมาฆ่าเสียเห็นจะชอบ ครั้นปรึกษากันแล้ว ฮุยไต้หูกับฮิวฮุนก็ไปเฝ้า พระเจ้าติวอ๋องเสด็จอยู่บนพระที่นั่งเตียะแซเหลาข้างใน แล้วกราบทูลว่า บุนอ๋องมิได้กลัวเกรงพระราชอาญา ด้วยรับสั่งให้อยู่สามวันก่อนจึงให้ไป บัดนี้มิได้เข้ามาถวายบังคมลาแต่สองวันหนีไป บุนอ๋องละเมิดมิได้เกรงกลัวพระราชอาญา

๏ พระเจ้าติวอ๋องได้ฟังฮุยไต้หูกราบทูล จึงตรัสว่าเดิมทีท่านทั้งสองบอกเราว่าบุนอ๋องนี้มีความซื่อตรง แล้วว่าบุนอ๋องละเมิดหนีไปก่อนหาตรงต่อเราไม่ เหตุทั้งนี้ก็เพราะท่านทั้งสองเป็นคนใจเบา ฮุยไต้หูจึงกราบทูลว่า แต่ก่อนข้าพเจ้ารู้จักแต่หน้าบุนอ๋อง หาได้รู้จักใจบุนอ๋องไม่ ซึ่งจะรู้ใจกันยากนัก เหมือนหนึ่งจะหยั่งน้ำในท้องพระมหาสมุทร สุดที่จะรู้ว่าลึกและตื้น ซึ่งบุนอ๋องหนีไปบัดนี้ก็เห็นไปไม่พ้น ขอให้อินโภ้ไป้กับหลุยไขทั้งสองนายคุมทหารสามพันที่มีฝีมือเร่งติดตามไปจับตัวบุนอ๋องฆ่าเสียให้สาใจ พระเจ้าติวอ๋องก็สั่งให้นายทหารทั้งสองคุมทหารสามพันรีบตามไปจับตัวบุนอ๋อง เมื่อวันบุนอ๋องออกจากเมืองจิวโก๋นั้น แต่งตัวเป็นไพร่ขี่ม้าเดินไปตามทางมิได้รีบร้อนด้วยคิดว่าหาภัยมิได้ บุนอ๋องเดินทางจึงช้าอยู่ ครั้นได้ยินเสียงพวกทหารอื้ออึงมาแต่ข้างหลัง เหลียวดูเป็นผงคลีปลิวเป็นฝุ่นฟุ้งขึ้นตกใจ แล้วคิดว่าครั้งนี้ทราบถึงพระเจ้าติวอ๋อง เห็นจะตรัสใช้ให้ทหารติดตามมา บุนอ๋องถอนใจใหญ่ คิดถึงถ้อยคำบูเสงอ๋องว่า เมื่ออยู่ในเมืองจิวโก๋ก็เป็นความสัตย์ซื่อสุจริตรักเรา จึงช่วยแนะนำให้มาทั้งนี้ น้ำใจบูเสงอ๋องหาคิดคดต่อเราไม่ แต่แค้นใจตัวด้วยเบาความรีบร้อนมาให้ผิดกับรับสั่ง ครั้นเห็นพวกทหารติดตามมาก็ตกใจตะลึงไปว่าชีวิตเราจะไม่รอดแล้วเรียกฟ้าให้ช่วย บุนอ๋องตกใจสิ้นสมประดี จึงขับม้าไปถึงด่านต๋องก๋วน จึงสุดทางสองร้อยห้าสิบเส้น พอพวกทหารกระชั้นเข้ามา

๏ ฝ่ายหุนต๋งจู๊ซึ่งอยู่ถ้ำเขาจงลำซัว เป็นฤษีนั่งฌานรู้ว่าบุนอ๋องกับบุตรสิ้นกรรมแล้วจะพบกัน ครั้งนี้บุนอ๋องไม่เสียทีที่ยกบุตรมาฝากไว้ให้เป็นศิษย์ สมคะเนแล้ว จึงเรียกกิมแฮต๋องซึ่งเป็นลูกศิษย์คนหนึ่ง สั่งให้หาตัวหลุยจินจู๊ผู้เป็นบุตรบุนอ๋องมา แล้วว่าบิดาของท่านต้องทุกข์ได้ความลำบากที่กลางทาง ท่านจงช่วยบิดาให้พ้นจากด่านทั้งห้า หลุยจินจู๊จึงถามว่า ผู้ใดเป็นบิดาข้าพเจ้าไม่รู้จัก หุนต๋งจู๊ผู้เป็นอาจารย์จึงบอกว่า กีเซียงเป็นบิดาของท่านมีสารทุกข์ร้อนใจไปอยู่ที่ด่านต๋องก๋วน บัดนี้จงไปที่เงื้อมเขาเที่ยวหาศิลาให้ได้แผ่นหนึ่ง เราจะทำเป็นอาวุธให้ถือสำหรับตัว หลุยจินจู๊จึงไปที่เงื้อมเขาหาแผ่นศิลาไม่พบ จึงบังเอิญเหตุลมพัดหอมเหลือใจที่เงื้อมเขานั้นสารพัดผลไม้มีวิเศษต่างๆ หลุยจินจู๊จึงเห็นผลโหง๊เหง๊งผะวาจีน แล้วเก็บกินเข้าไปผลหนึ่ง จะเอาไว้ฝากอาจารย์ผลหนึ่ง หลุยจินจู๊กินเข้าไปรู้สึกรสอร่อย แล้วซ้ำกินที่จะเอาไปให้อาจารย์เสียด้วย ครั้นกินผลไม้สองผลหมดแล้ว ก็เกิดขนปีกซ้ายขวางอกออกทั้งสองข้าง จมูกยาวยื่นเป็นปากนก หน้าเขียวดำคล้ำปากนั้นมีเขี้ยวงอกโง้งตัวสูงใหญ่ได้แปดศอก ผมแดงดูประหลาดผิดมนุษย์ หลุยจินจู๊ดูตัวแล้วก็ตกใจ พอกิมแฮต๋งตามออกมาจึงแลเห็นรูปร่างหลุยจินจู๊ แล้วถามว่าเป็นไรท่านจึงเป็นอย่างนี้ พระอาจารย์ใช้ให้เราเที่ยวตามหาแผ่นศิลา หลุยจินจู๊จึงบอกว่าเราหาแผ่นศิลาไม่พบ เห็นแต่ผลไม้จึงเก็บกินรูปร่างเราจึงเป็นนก เราอายเข้าไปไม่ได้ หลุยจินจู๊ว่าไม่ไปแต่ปากในใจคิดถึงอาจารย์อยู่จึงตามกิมแฮต๋องมาจนถึงสำนักพระอาจารย์ พระอาจารย์ครั้นเห็นหลุยจินจู๊กลายเป็นนกดีใจ จึงพาไปสวนดอกไม้ให้กระบองทองอันหนึ่ง แล้วลงอักษรประทับไว้ในตัวหลุยจินจู๊ทั้งซ้ายขวาว่าชื่อรามสูรและลมฝน หลุยจินจู๊จึงเหาะขึ้นไปลองฤทธิ์ในอากาศกลับหัวหกลงมาทำขยับปีกดังสนั่นประหนึ่งเสียงอสุนีบาต ครั้นลองฤทธิ์แล้ว หลุยจินจู๊ลงมากราบไหว้พระอาจารย์ แล้วว่าโปรดข้าพเจ้าครั้งนี้พระคุณหาที่สุดมิได้ หุนต๋งจู๊จึงสั่งว่าท่านจงไปช่วยบิดาให้พ้นด่านทั้งห้า แต่อย่าฆ่าพวกทหารเสียให้ตายแล้วกลับมา เราจะพาท่านไปเขาจงลำซัวสอนศิลปศาสตร์ให้อีก หลุยจินจู๊ก็กราบลาพระอาจารย์ไปถึงที่ด่านต๋องก๋วน จึงขึ้นยืนอยู่บนยอดเขา เห็นบุนอ๋องขี่ม้าเดินมาก็หารู้จักว่าเป็นบิดาของตัวไม่ จึงถามว่าท่านชื่อกีเซียงหรือ บุนอ๋องได้ยินเสียงจึงหยุดม้าแหงนดูก็ไม่รู้ว่าหลุยจินจู๊เป็นลูก แล้วขับม้ารีบเร็วไป หลุยจินจู๊ก็ถามอีกถึงสองหนจึงรู้จักว่าบุนอ๋องเป็นบิดาแน่แล้วจึงลงมากราบไหว้ ว่าข้าพเจ้ามาช่วยบิดาช้าไป โทษข้าพเจ้าผิดขอขะมาโทษเสียเถิด บุนอ๋องจึงว่าท่านเรียกเราว่าบิดาผิดเสียดอกกระมัง ลูกเรารูปร่างหาอย่างนี้ไม่ หลุยจินจู๊จึงบอกว่า ข้าพเจ้าอยู่เขาเอียนสานเป็นบุตรของบุนอ๋องแล้ว เป็นไรบิดาลืมข้าพเจ้าเสียไม่รู้จักหรือ บุนอ๋องจึงว่าลูกเราแต่ก่อนรูปร่างหาอย่างนี้ไม่ ก็ท่านและหรือไปเรียนศิลปศาสตร์อยู่ในสำนักหุนต๋งจู๊เจ็ดปี ก็เหตุไรจึงมาอยู่บนยอดเขา หลุยจินจู๊จึงนำเหตุแต่หลังเล่าให้บิดาฟัง แล้วบอกว่าหุนต๋งจู๊ผู้เป็นอาจารย์ใช้ให้ข้าพเจ้ามาช่วยบิดาให้พ้นจากด่านห้าแห่ง จึงได้มาคอยท่านบิดาอยู่ที่เขา บุนอ๋องแจ้งความซึ่งบุตรเล่าก็ยินดี ว่ามิเสียทีฝากลูกให้เรียนความรู้ มีฤทธิ์มากจึงคิดว่า แม้นมิพบพวกทหารติดตามมาฆ่าเขาเสียโทษเราจะหนักไป จึงกำชับว่าท่านอย่าฆ่าพวกทหารเสียเลย หลุยจินจู๊ก็รับคำว่าอาจารย์ข้าพเจ้าสั่งมาเหมือนคำบิดา พูดกันยังมิทันขาดคำ พอแลเห็นธงสลอนมา พวกทหารติดตามอื้ออึงใกล้เข้ามาแล้วได้ยินเสียงม้าล่อ หลุยจินจู๊ก็เหาะขึ้นไปกระทำฤทธิ์ร้องห้ามเหล่าพวกทหารว่าอย่าไป พวกทหารแหงนหน้าขึ้นดูเห็นรูปร่างประหลาดผิดมนุษย์ก็ตกใจกลัว จึงวิ่งไปบอกแก่อินโภ้ไป้และหลุยไขสองนายว่า หนทางเบื้องหน้านั้นมีเทพยดาผู้หนึ่งอยู่บนอากาศ ร้องห้ามพวกทหารไว้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ