๘๐

๏ ฝ่ายเกียงจูแหยครั้นไม่เห็นชีไก้กลับมา จึงปรึกษากับทหารทั้งปวงว่า ชีไก้ไปเกลี้ยกล่อมชีหองหากลับมาไม่เห็นผิดอยู่ พอมีผู้มาบอกว่าม้าต๋งคุมทหารมายืนอยู่หน้าค่าย เกียงจูแหยก็ให้โลเฉียคุมทหารออกไป ม้าต๋งครั้นเห็นโลเฉียจึงถามว่าท่านชื่อโลเฉียหรือ โลเฉียจึงว่ารู้จักเราแล้วเป็นไรไม่มาเข้ากับเราเล่า ม้าต๋งจึงว่าอ้ายพวกขบถ ถ้าเราจับตัวได้จะฟันให้เป็นร้อยท่อนพันท่อน โลเฉียได้ฟังก็หัวเราะ แล้วว่าตัวท่านเหมือนกบอยู่ในกลางนา หาควรจะสู้กับเราไม่ จงไปบอกกับชีหองให้จัดทหารที่มีฝีมือดีกว่าท่านมาสู้กับเราเถิด ม้าต๋งได้ฟังก็โกรธจึงบันดาลควันออกมาจากปากมืดกลุ้มไป โลเฉียเห็นดังนั้นก็เหาะขึ้นไปบนอากาศร้องว่าอ้ายม้าต๋ง วันนี้มึงถึงที่ตายแล้ว โลเฉียร่ายมนต์ตบมือเข้า เกิดเป็นมังกรไฟเก้าตัวลงมารัดม้าต๋งตายเป็นจุณไปในที่นั้น

๏ ฝ่ายชีหองรู้ว่าม้าต๋งตาย จึงปรึกษานายทัพนายกองทั้งปวงว่าใครจะอาสาไปสู้ข้าศึกได้บ้าง ลงอันเกียดจึงว่าม้าต๋งนั้น ถือว่าตัวมีความรู้หาเห็นที่ได้ที่เสียไม่ ข้าพเจ้าจะอาสาท่านไปต่อสู้กับข้าศึกเอง ครั้งเช้าลงอันเกียดขึ้นม้าถือขวาน ออกไปยืนอยู่หน้าค่ายเกียงจูแหย เกียงจูแหยก็ให้อึ้งปวยฮอออกไปรบ อึ้งปวยฮอขี่โคห้าสีพาทหารออกมา ลงอันเกียดร้องถามว่าท่านชื่อไร อึ้งปวยฮอบอกว่าเราชื่ออึ้งปวยฮอ เดิมเป็นบูเสงอ๋อง ลงอันเกียดจึงร้องว่าอ้ายขบถวันนี้จะจับตัวให้ได้ ว่าแล้วก็ขับม้ารำขวานเข้าไปไล่ฟันอึ้งปวยฮอ อึ้งปวยฮอก็ขับโคเข้ารบได้ห้าสิบเพลง ลงอันเกียดเห็นจะต้านทานมิได้ จึงหยิบเอากำไลแก้วขว้างไปบนอากาศ กำไลนั้นตกลงมายังแผ่นดินเสียงเหมือนดังฟ้าผ่า ลงอันเกียดจึงร้องว่าอึ้งปวยฮอเห็นของวิเศษของเราแล้วหรือไม่ อึ้งปวยฮอตกใจพลัดตกลงจากหลังโค ลงอันเกียดก็ให้ทหารจับมัดพาตัวอึ้งปวยฮอมาให้ชีหอง ชีหองจึงว่ากับอึ้งปวยฮอว่า เดิมตัวเป็นข้าพระเจ้าติวอ๋อง คิดขบถไปเข้ากับบูอ๋องนั้นโทษตัวถึงสิ้นชีวิต ถ้ากลับใจเสียใหม่คืนมาอยู่กับพระเจ้าติวอ๋อง ยอมทำราชการด้วยเราจะไว้ชีวิต อึ้งปวยฮอจึงว่าอย่าพูดเกลี้ยกล่อมเราเลย เราหายอมไม่ ชีหองก็ให้เอาตัวอึ้งปวยฮอไปจำใส่ตรุไว้กับชีไก้

๏ ฝ่ายเกียงจูแหยครั้นรู้ว่าลงอันเกียดจับอึ้งปวยฮอไปได้ก็เสียใจ จึงให้อังกิ๋มออกไปชวนรบ อังกิ๋มก็ขึ้นม้าถือง้าวออกไปยืนอยู่ที่รบ ลงอันเกียดก็คุมทหารออกมาต่อสู้ อังกิ๋มเห็นลงอันเกียดจึงว่าเดิมเมื่อเราอยู่เมืองจิวโก๋ ตัวเป็นทหารเรา เราได้ใช้สอยอยู่ เหตุไฉนไม่ลงจากม้ามาคำนับเรา ลงอันเกียดจึงว่าท่านเป็นขบถแล้วมิหนำมาว่าเราอีกเล่า อังกิ๋มได้ฟังก็โกรธเงื้อง้าวขึ้นฟัน ลงอันเกียดก็รำขวานเข้ารบกันได้สามเพลง ลงอันเกียดโยนกำไลขึ้นไปตกลงมาดังเสียงฟ้าผ่า อังกิ๋มก็ตกใจพลัดตกจากหลังม้า ทหารลงอันเกียดจับมัดไปให้ชีหอง ชีหองก็ให้เอาไปจำไว้กับชีไก้อึ้งปวยฮอที่ในตรุ ครั้นเช้าลงอันเกียดคุมทหารออกไป ร้องท้าเกียงจูแหยว่าให้ออกมารบกัน เกียงจูแหยให้หลำจงกวดพาทหารออกมาสู้กับลงอันเกียดได้สี่เพลง ลงอันเกียดโยนกำไลแก้วขึ้นไปบนอากาศ หลำจงกวดก็ตกใจพลัดตกลงจากหลังม้า ลงอันเกียดใช้ให้ทหารจับมัดไปให้ชีหองจำใส่ตรุไว้ ตัวยังหากลับเข้าค่ายไม่ เกียงจูแหยให้โลเฉียออกไปรบ ลงอันเกียดจึงคิดว่าโลเฉียมีกำลังมาก จะเข้าสู้ประจันหน้าเห็นไม่ได้ ก็เอากำไลโยนขึ้นไปบนอากาศ ตกลงมาเสียงดังฟ้าผ่า โลเฉียหาเป็นอันตรายไม่ โลเฉียขว้างกำไลทองไปถูกลงอันเกียดตกม้าคอหักตาย แล้วตัดเอาศีรษะไปให้เกียงจูแหย ชีหองครั้นรู้ว่าลงอันเกียดตาย ตกใจจึงปรึกษาชาวด่านทั้งปวงว่า เกียงจูแหยมีทหารดีเป็นอันมาก แลทหารในด่านเราก็สิ้นแล้ว ยังอยู่แต่ฮองงิจินคนเดียว จะสู้ทหารเกียงจูแหยได้หรือ

๏ ขณะนั้นมีผู้มาบอกว่ามีอาจารย์คนหนึ่งจะมาหาท่าน ชีหองให้ไปพามาคำนับแล้วเชิญให้นั่งที่สมควร ชีหองเห็นว่าอาจารย์ผมแดง หน้าเขียวเหมือนสีคราม มีตาสามตาเขี้ยวงอกออกจากปาก ชีหองถามว่าอาจารย์มาแต่ไหน หลีงักจึงบอกว่าเรามาแต่เขากิวเหลงเตา เรากับเกียงจูแหยเป็นคนพยาบาทกัน เรามาหาท่านจะขอยืมทหารท่านออกไปรบกับเกียงจูแหยแก้แค้นเรา ชีหองได้ฟังก็ดีใจจัดแจงทหารให้หลีงัก หลีงักขึ้นม้าถือกระบี่พาทหารออกไปยืนอยู่หน้าค่ายเกียงจูแหย ร้องเรียกเกียงจูแหยให้ออกมารบกัน เกียงจูแหยก็พาทหารออกมาเห็นหลีงักจำได้ต่างคนต่างหัวเราะ แล้วเยาะหลีงักว่าไม่มีอายหนีไปทีหนึ่งแล้วยังกลับมาสู้อีกเล่า หลีงักจึงว่าอย่าเพ่อหัวเราะประมาทเรา ครั้งนี้แลจะได้เห็นฝีมือกัน หลุยจินจู๊ได้ยินก็โกรธ บินขึ้นไปบนอากาศเงื้อกระบองตีหลีงัก หลีงักเอากระบี่รับไว้ กิมเฉีย บกเฉีย โลเฉีย อุยฮอกับทหารทั้งปวงเข้าล้อมหลีงักไว้ หลีงักจึงร่ายมนต์จำแลงตัวเป็นสามหน้าหกมือ ถือตราชื่อเลียดอุนอึ้นขว้างเอาหลุยจินจู๊ตกลงมา พวกทหารเกียงจูแหยกลุ้มกันเข้าช่วย พาเอาตัวหลุยจินจู๊เข้าไปไว้ในค่าย เกียงจูแหยเอากระบองตีถูกหลังหลีงัก หลีงักเจ็บปวดทนมิได้ขับม้าหนีเข้าค่าย ชีหองเห็นหลีงักหนีเข้ามาจึงว่าอาจารย์ออกไปรบเสียทีแก่ข้าศึก ข้าพเจ้าหามีความสบายไม่ หลีงักจึงว่าท่านอย่ากลัวเลย เราจะคอยถ้าเพื่อนเรามีความรู้มาช่วยรบ จับตัวเกียงจูแหยให้ได้ เกียงจูแหยครั้นกลับเข้าค่ายก็เยี่ยมหลุยจินจู๊ หลุยจินจู๊จึงว่า ถ้าข้าพเจ้าหายจะแก้แค้นหลีงักให้ได้

๏ ฝ่ายหลีงักหาออกไปรบไม่ ยับยั้งอยู่ห้าหกวัน พออาจารย์คนหนึ่งชื่อตันเก๋งเหาะมาหาหลีงัก หลีงักพามาหาชีหอง ชีหองถามว่าอาจารย์คนนี้ชื่อไรมาแต่ไหน หลีงักบอกว่าชื่อตันเก๋ง จะมาช่วยท่านรบกับเกียงจูแหย ชีหองได้ฟังก็ดีใจ ให้แต่งโต๊ะมาให้หลีงักกับตันเก๋งกิน หลีงักถามตันเก๋งว่าเครื่องของวิเศษทำแล้วหรือ ตันเก๋งบอกว่าข้าพเจ้าทำแล้ว หลีงักจึงบอกกับชีหองว่า พรุ่งนี้ท่านเกณฑ์ทหารให้เราสักสามพัน เราจะออกไปตั้งค่ายอุยหองติ้น ชีหองถามว่าค่ายอุยหองติ้นนั้นเป็นกลศึกอย่างไร หลีงักจึงบอกกลศึกอันนี้ลึกซึ้งนัก ให้ตั้งค่ายลงแปดทิศ ค่ายกลางนั้นเอามูลดินก่อพูนขึ้นเสมอค่ายทั้งนั้นแล้วเอาอุยหองร่มยี่สิบแปดคัน ของวิเศษของเราปักลงในค่ายแปดทิศค่ายละสองคัน ค่ายกลางห้าคันกับลงยันต์แปดทิศ ถ้าข้าศึกเข้าไปในค่ายร่มนั้นกางขึ้นเอง บันดาลมืดมิดไม่เห็นเดือนตะวัน ข้าศึกหลงตายอยู่ในค่ายสิ้น ชีหองได้ฟังก็ดีใจ เกณฑ์ทหารสามพันให้หลีงัก หลีงักกับตันเก๋งคุมทหารออกไปตั้งค่าย ครั้นเสร็จแล้ว หลีงักขึ้นขี่โลโตพาตันเก๋งกับทหารออกไป ร้องบอกเกียงจูแหยให้ออกมาดูค่ายของเรา เกียงจูแหยขี่ซูปุดเสียงคุมทหารออกมาจากค่าย หลีงักจึงว่ากับเกียงจูแหย ถ้าท่านตีค่ายเราแตกเราจะยอมไปอยู่ด้วยบูอ๋อง ถ้าตีค่ายเราไม่แตกท่านจงมาอยู่กับพระเจ้าติวอ๋อง เกียงจูแหยจึงว่าวันนี้จวนเย็นเราจะกลับไปก่อน พรุ่งนี้จึงจะออกมาตีค่ายท่านแล้วอย่ากลับถอยคืนคำเสีย เกียงจูแหยกับหลีงักต่างคนก็กลับเข้าค่าย เกียงจูแหยปรึกษากับทหารทั้งปวง ใครจะอาสาตีค่ายหลีงักได้บ้าง เอียวเจี้ยนจึงว่าค่ายอันนี้ข้าพเจ้าได้ยินง่วนสีเทียนจุ๋นบอกท่านว่าชื่อค่ายอุยหองติ้น เกียงจูแหยจึงว่าง่วนสีเทียนจุ๋นบอกก็จริงอยู่ แต่ไม่ได้เล่าเรียน จะคิดอ่านอย่างไรดี พูดกันยังไม่ทันขาดคำ มีอาจารย์ผู้หนึ่งชื่อฮุนจงจู๊อยู่เขาจงลำซัว เหาะมาหาเกียงจูแหย เกียงจูแหยก็เชิญเข้าไปในค่าย ฮุนจงจู๊จึงว่าเรารู้ว่าเคราะห์ท่านร้ายนัก เรามาหวังจะรับราชการเป็นแม่ทัพแทนท่าน ต่อพ้นไปได้ร้อยวันท่านจึงจะสิ้นเคราะห์ เกียงจูแหยจึงว่าท่านเมตตาข้าพเจ้าทั้งนี้ขอบใจนัก แล้วมอบกระบี่อาญาสิทธิ์กับตราสำหรับที่แม่ทัพให้ฮุนจงจู๊

๏ ฝ่ายพระเจ้าบูอ๋องรู้ว่าเกียงจูแหยเคราะห์ร้าย มอบตรากับกระบี่ให้ฮุนจงจู๊ว่าราชการแทน พระเจ้าบูอ๋องกับทหารทั้งปวงพากันไปหาเกียงจูแหย พระเจ้าบูอ๋องจึงว่าข้าพเจ้ารู้ว่าท่านเคราะห์ร้ายหามีความสบายไม่ มาหาท่านจะพากันกลับไปเมืองไซรกี ฮุนจงจู๊จึงว่าท่านอย่าวิตกเลย เกียงจูแหยเคราะห์ร้ายก็จริงอยู่ แต่หาเป็นอันตรายไม่ ถ้าครบร้อยวันแล้วจะสิ้นเคราะห์ พระเจ้าบูอ๋องได้ฟังก็นิ่งอยู่

๏  ขณะนั้นหลีเปงอาจารย์ผู้หนึ่งมาหาหลีงัก หลีงักเชิญเข้าไปในค่ายแล้วถามว่า ท่านจะมาช่วยข้าพเจ้ารบเกียงจูแหยหรือ หลีเปงโตหยินจึงว่าเราจะมาห้ามท่านมิให้รบกับเกียงจูแหย ด้วยบูอ๋องเป็นผู้มีบุญ พระเจ้าติวอ๋องหาอยู่ในยุติธรรมไม่ ท่านจะมาตั้งค่ายป้องกันด่านฌ้อฮุนก๋วนไว้ จะประโยชน์อันใดจงกลับไปเขากิวเลงเตาที่อยู่เสียเถิด หลีงักจึงว่าคนทั้งปวงถือบูอ๋องว่าเป็นผู้มีบุญ ท่านคอยดูเถิดข้าพเจ้าจะจับตัวบูอ๋อง เกียงจูแหยส่งขึ้นไปเมืองจิวโก๋ให้จงได้ หลีเปงโตหยินจึงว่าท่านประมาท แต่ค่ายจับเงาะติ้นจูเซียนติ้นเข้มแข็งกว่าค่ายอุยหองติ้นอีก เกียงจูแหยยังตีแตกได้ ท่านคิดดูให้ดีก่อน ว่าแล้วหลีเปงโตหยินก็กลับไปยังที่อยู่ ครั้นเวลาเช้าหลีงักขี่โลโตถือกระบี่พาตันเก๋งไปร้องว่ากับเกียงจูแหย ว่าท่านนัดเราจะตีค่ายเราให้แตกแล้วเป็นไรช้าอยู่เล่า หรือยอมแพ้ก็ออกมาคำนับเราเสีย เกียงจูแหยได้ฟังก็จัดแจงทหารจะออกมาจากค่าย พระเจ้าบูอ๋องจึงห้ามว่าท่านมีเคราะห์อยู่ อย่าเพ่อไปรบกับหลีงักเลย ให้เแต่ทหารออกไปต่อสู้ก่อนเถิด เกียงจูแหยจึงว่าข้าพเจ้าได้นัดไว้กับหลีงัก ครั้งมิออกไปหลีงักจะประมาทได้ ทั้งนี้สุดแท้แต่บุญกับกรรม ครั้นกรรมมาถึงแล้วจะหนีพ้นหรือ พระเจ้าบูอ๋องเห็นจะห้ามมิฟัง จึงว่ากับฮุนจงจู๊ว่า ขอท่านได้โปรดช่วยคุ้มเกรงรักษา อย่าให้เกียงจูแหยเป็นอันตรายเลย ฮุนจงจู๊จึงลงยันต์ปิดศีรษะเกียงจูแหยอันหนึ่ง ปิดหน้าอกอันหนึ่ง ปิดกลางหลังอันหนึ่ง แล้วเอายาเม็ดหนึ่งส่งให้เกียงจูแหยเก็บไว้สำหรับตัว เกียงจูแหยถือกระบี่ขี่ซูปุดเสียง พาพระเจ้าบูอ๋องกับทหารทั้งปวงยกออกไป หลีงักก็ขับโลโตเข้ารบกับเกียงจูแหยเป็นหลายเพลง หลีงักทำเสียทีหนีเข้าค่าย เกียงจูแหยขับซูปุดเสียงตามเข้าไป ร่มยี่สิบแปดคันนั้นกางขึ้นบันดาลให้มืดมิดไปทั้งสิ้น เกียงจูแหยหลงอยู่ในค่าย หลีงักจึงร้องว่าครั้งนี้เกียงจูแหยหนีเราไม่พ้นคงตายเป็นแท้แล้ว หลีงักขับโลโตออกมาทางหลังค่ายร้องว่ากับบูอ๋องว่า เกียงจูแหยเข้าไปอยู่ในค่ายออกไม่ได้ตายเสียแล้ว ท่านจงมายอมเข้ากับเราเสียโดยดีเถิด

๏ ฝ่ายกิมเฉีย บกเฉีย โลเฉีย เอียวเจี้ยน หลุยจินจู๊ ลิเจ้ง ฮุยฮอทหารทั้งเจ็ดนาย ก็เข้าล้อมตัวหลีงักตันเก๋งไว้ โลเฉียเอากำไลทองทิ้งตันเก๋งถูกที่ไหล่ เอียวเจี้ยนแปลงตัวเป็นสุนัขเข้ากัดเอาศีรษะหลีงัก หลีงักก็พาตันเก๋งหนีไป บูอ๋องกับทหารเจ็ดนายกลับเข้าค่าย พระเจ้าบูอ๋องจึงถามฮุนจงจู๊ว่า หลีงักฆ่าเกียงจูแหยตายจริงหรือ ฮุนจงจู๊จึงว่าหลีงักแกล้งลวงดอก เกียงจูแหยหาตายไม่ พระเจ้าบูอ๋องจึงว่าเมื่อไรเกียงจูแหยจะกลับมาเล่า ฮุนจงจู๊บอกว่าครบร้อยวันแล้ว เกียงจูแหยสิ้นเคราะห์แล้วจะกลับมาได้ พระเจ้าบูอ๋องจึงว่ากว่าจะครบร้อยวัน เกียงจูแหยหาได้กินอาหารไม่ ข้าพเจ้ากลัวจะตายเสีย ฮุนจงจู๊จึงว่าท่านลืมไปหรือ เมื่อครั้งท่านไปอยู่ในค่ายอังเสงติ้นร้อยวันเป็นไรจึงไม่ตายเล่า อันเกิดมายังไม่สิ้นบุญแล้วหาตายไม่

๏ ฝ่ายเกียงจูแหยเมื่อหลงเข้าไปอยู่ในค่ายมืดของหลีงักนั้น เดชะด้วยยากับยันต์ของฮุนจงจู๊คุ้มอยู่หาเป็นอันตรายไม่ ฝ่ายหลีงักตันเก๋ง ครั้นมาถึงด่านแล้วก็เข้าไปบอกชีหองว่า เกียงจูแหยเข้าอยู่ในค่ายมืดของเราไม่ได้หลายวัน อดข้าวอดอาหารก็จะตายเอง ชีหองจึงว่าเหตุไฉนบูอ๋องจึงยังไม่ถอยทัพหนีเล่า ข้าพเจ้ามิไว้ใจก่อน หลีงักจึงว่าท่านอย่าวิตกเลย ไว้เป็นธุระเราเอง ท่านให้ทหารคุมเอาตัวชีไก้ อึ้งปวยฮอ อังกิ๋ม หลำจงกวดไปส่งเมืองจิวโก๋จะได้เป็นความชอบแก่ท่าน แล้วให้มีหนังสือบอกไปขอกองทัพมาช่วยด้วย ชีหองก็ให้ฮองหงีจิ๋นเอาทหารสี่นายใส่กรงขังไปส่งเมืองจิวโก๋ กับหนังสือฉบับหนึ่งขอกองทัพมาช่วยตามคำหลีงักสั่ง ฮองหงีจิ๋นคุมทหารสี่นายกับหนังสือมาถึงด่านตงก๋วนไกลด่านฌ้อฮุนก๋วน

๏ ขณะนั้นโตเต๊กจนกุ๋นอยู่เขาแชฮองซัวถ้ำเอียงต๋ง ออกมาจากถ้ำเที่ยวชมสวนดอกไม้ แลเห็นเอียวหยิมเดินตามหลังมา โตเต๊กจินกุ๋นจึงว่าเราจะให้เจ้าไปช่วยเกียงจูแหยตีค่ายฮุยหองติ้น แล้วช่วยแก้ทหารเกียงจูแหยทั้งสี่ ซึ่งฮองหงีจิ๋นจะพาไปส่งเมืองจิวโก๋ด้วย เอียวหยิมจึงว่า ข้าพเจ้าเป็นขุนนางข้างพลเรือน หาเคยรบพุ่งกับใครไม่ โตเต๊กจินกุ๋นได้ฟังก็หัวเราะ จึงว่ายากง่ายอะไรกับรบศึก ถ้าฝึกสอนหัดไปก็จะรู้ มากลับเข้าในถ้ำด้วยกันเถิดเราจะให้ของวิเศษไว้สำหรับตัว โตเต๊กจินกุ๋นก็พาเอียวหยิมกลับเข้ามาในถ้ำ ส่งทวนให้เล่มหนึ่ง โตเต๊กจินกุ๋นก็หัดให้เอียวหยิมรำเพลงทวน เอียวหยิมเป็นคนฉลาด เรียนเพลงทวนประมาณครู่หนึ่งชำนิชำนาญจำได้ โตเต๊กจินกุ๋นเห็นเอียวหยิมหัดรำเพลงทวนได้แล้ว จึงให้ม้าตัวหนึ่งชื่อฮุนแฮสิ้วเหาะได้ กับพัดเล่มหนึ่งทำด้วยไฟทั้งห้า ประสมกันปลุกเสกไว้ถ้าพัดลมไปต้องตัวข้าศึก บังเกิดเป็นไฟกรดไหม้ตาย เอียวหยิมก็คำนับลาโตเต๊กจินกุ๋น ขึ้นขี่ม้าเหาะไปทางประมาณแปดเส้นจะถึงด้านหลิมถองก๋วน เอียวหลิมลงจากอากาศ เห็นฮองหงีจิ๋นคุมตัวอึ้งปวยฮอ หลำจงกวด อังกิ๋ม ชีไก้มา มีหนังสือเขียนธงรายชื่อทหารสี่คนว่าพวกกบฏเมืองไซรกี จะส่งไปเมืองจิวโก๋ เอียวหยิมออกยืนสกัดทางร้องถามว่า จะคุมเอาทหารเกียงจูแหยไปข้างไหน ฮองหงีจิ๋นกับทหารทั้งปวงเห็นหน้าตาเอียวหยิมประหลาด จึงถามว่าท่านชื่อไร เอียวหยิมจึงว่าเราชื่อเอียวหยิมเป็นเสี้ยงไต้ฮูขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองจิวโก๋ บัดนี้พระเจ้าบูอ๋องจะได้เป็นใหญ่ในเมืองไซรกี เราจะมาอยู่กับพระเจ้าบูอ๋อง ท่านจงพาทหารไซรกีไปหาเกียงจูแหยด้วยเรา ฮองหงีจิ๋นจึงว่าเราจะคุมทหารเกียงจูแหยพวกกบฏไปถวายพระเจ้าติวอ๋องเอาความชอบ ตัวท่านจะไปอยู่กับบูอ๋องก็ตามใจ เหตุไรมากั้นสกัดทางไว้ เอียวหยิมจึงว่า ถ้าท่านจะเอาทหารสี่คนไปส่งเมืองจิวโก๋ให้ได้เราก็จะฆ่าท่านเสีย ฮองหงีจิ๋นได้ฟังก็โกรธ จึงว่าอ้ายขโมยป่า จะเอาเลือดมาเส้นทวนเราหรือ ว่าแล้วเงื้อทวนแทงเอียวหยิม เอียวหยิมเอากระบี่รับรบกันหลายเพลง เอียวหยิมเอาพัดๆ เป็นไฟไหม้ ฮองหงีจิ๋นกับม้าที่ขี่ตายสูญไปในที่นั้น ทหารฮองหงีจิ๋นก็หนีกลับไปด่านฌ้อฮุนก๋วน อึ้งปวยฮอจึงถามเอียวหยิมว่า ท่านเป็นมนุษย์หรือเทวดามาช่วยข้าพเจ้าทั้งสี่คนนี้บุญคุณหาที่สุดไม่ เอียวหยิมจึงว่าเราชื่อเอียวหยิม ท่านกับเราก็เป็นขุนนางอยู่เมืองจิวโก๋ด้วยกัน แล้วเล่าความแต่หลังให้อึ้งปวยฮอฟัง บัดนี้โตเต๊กจินกุ๋นให้เราไปช่วยเกียงจูแหย เราจะรีบไปก่อน เอียวหยิมก็ไปด่านหลิมถองก๋วน ชาวด่านแลทหารทั้งปวงเห็นเอียวหยิมหน้าตาผิดคนก็ตกใจ จึงเอาเนื้อความเข้าไปบอกฮุนจงจู๊ ฮุนจงจู๊ได้แจ้งดังนั้นก็รู้ว่า เอียวหยิมมาช่วยเกียงจูแหย จึงออกไปรับพาตัวเอียวหยิมเข้าไปเฝ้าพระเจ้าบูอ๋องให้ฟังทุกประการ แล้วฮุนจงจู๊จึงว่าเกียงจูแหยเข้าอยู่ในกลศึกถึงเก้าสิบเจ็ดวันแล้ว ยังอีกสามวันจะสิ้นเคราะห์ ขอให้ยกออกไปรบกับหลีงักเถิด พระเจ้าบูอ๋องฮุนจงจู๊เอียวหยิมก็พาทหารออกไปยืนอยู่หน้าค่ายหลีงัก หลีงักก็คุมทหารออกไป เห็นเอียวหยิมมีมือยืดออกจากกระบอกตา จึงถามว่าท่านชื่อไร เอียวหยิมบอกว่าเราชื่อเอียวหยิมเป็นศิษย์โตเต๊กจินกุ๋น อาจารย์ให้เรามาช่วยพระเจ้าบูอ่องรบกับท่าน หลีงักจึงว่าอ้ายลูกเล็กเด็กวานซืนนี้บังอาจจะรบกับเรา แล้วเงื้อกระบี่ฟันเอียวหยิม เอียวหยิมเอาทวนรับแล้วแทงถูกหลีงักหลายที หลีงักเห็นจะสู้มิได้ หลีงักก็กลับหนีเข้าในค่ายกล ชื่ออุยหองติ้น มีร่มปักไว้ปลายค่ายยี่สิบคัน หลีงักขึ้นบนหอรบจึงเอาร่มใหญ่ ชื่ออุยฮองกางขึ้นอีกคันหนึ่ง เอียวหยิมเห็นดังนั้น ก็ว่าค่ายปิศาจมิได้ตามเข้าไป จึงเอาพัดซึ่งอาจารย์ให้มาพัดไปเป็นไฟห้าประการ ถูกร่มซึ่งกางอยู่นั้นไหม้เป็นจุณไป แล้วพัดซ้ำไปอีกร่มซึ่งปักไว้ปลายค่ายยี่สิบคันไหม้ไปสิ้น

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ