๒๒

๏ นายทหารทั้งสองได้ฟังแล้ว จึงควบม้ามาถึงแลเห็นหลุยจินจู๊อยู่บนอากาศ มิได้รู้จักชื่อและแซ่ ครั้นหลุยจินจู๊ลงมาจึงร้องถามว่าท่านนี้ชื่อใด เหตุไรจึงมาขวางหน้ากองทัพของเราฉะนี้ หลุยจินจู๊จึงบอกว่าเป็นบุตรที่ร้องหนึ่งของบุนอ๋อง บิดาเป็นคนสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินมิได้เป็นกบฏ เหตุใดมึงทำโทษบิดาเราให้เวทนานานถึงเจ็ดปี บัดนี้ก็ปล่อยให้มาแล้ว ใยเล่าจึงชวนกันติดตามมา ตัวเราเป็นศิษย์ของหุนต๋งจู๊ อาจารย์ใช้ให้เรามาช่วยบิดากลับไปเมืองไซรกี ท่านจงพาทหารกลับไปเมืองจิวโก๋เถิด อย่าได้ติดตามเราต่อไปเลย อินโภ้ไป้ได้ฟังแล้วก็หัวเราะแล้วว่า ท่านพูดจาฮึกฮักหมิ่นประมาทเราว่าไม่มีฝีมือหรือ แล้วขับม้าเข้าไปใกล้หลุยจินจู๊ เงื้ออาวุธสั้นแทงไป หลุยจินจู๊จึงรับไว้ด้วยกระบองทอง แล้วขึ้นไปทำฤทธิ์เสียงสนั่นในท้องฟ้า แล้วลงมาตีภูเขาทลายลงร้องว่าหัวท่านแข็งยิ่งกว่าภูเขาหรือ นายทหารทั้งสองได้ฟังตกใจ ว่าเราจะสู้รบก็หาชนะไม่ จำจะกลับไปเมืองจิวโก๋ กราบทูลแก่พระเจ้าติวอ๋องให้ทราบก่อน ก็พาพวกทหารกลับไป ฝ่ายหลุยจินจู๊จึงกลับมาหาบุนอ๋อง บอกว่าทหารกลับไปสิ้นแล้ว ข้าพเจ้าจะพาบิดาเหาะไปให้พ้นด่านทั้งห้า บุนอ๋องบอกว่าตราทองแดงสำหรับตัวบิดาได้มา ถ้าด่านทางเห็นดวงตราแล้ว จะปล่อยบิดาให้ไปโดยเร็วเห็นไม่ช้า เจ้าจะพาบิดาเหาะไปบัดนี้ คิดเสียดายด้วยม้าเป็นเพื่อนยากมาช้านานได้เจ็ดปีแล้ว หลุยจินจู๊จึงว่าครั้งนี้จำจะทิ้งม้าเสียเถิด ข้าพเจ้าจะพาบิดาไปให้เร็ว บุนอ๋องจึงขึ้นสู่ไหล่หลุยจินจู๊ผู้เป็นบุตร ก็พาเหาะไปพ้นด่านทั้งห้า ดังเหมือนเสียงลม บัดเดี๋ยวใจก็ถึงเขากิมเก๋ยกายทอง หลุยจินจู๊วางบิดาลงบอกว่ามาถึงเขานี้แล้ว ข้าพเจ้าจะลาบิดาไป บุนอ๋องจึงว่าท่านมาส่งเราให้ค้างอยู่ที่นี่ บิดาจะไปอย่างไรได้ หลุยจินจู๊จึงว่าพระอาจารย์สั่งข้าพเจ้ามาให้ช่วยส่งบิดาให้พ้นจากด่านทั้งห้า ข้าพเจ้าก็ได้ส่งบิดาพ้นแล้ว จะขอลาไปตามคำอาจารย์สั่ง พ่อลูกทั้งสองต่างคนร้องไห้รักกัน แล้วหลุยจินจู๊ก็ลาบุนอ๋องเหาะกลับไป บุนอ๋องผู้เดียวเดินทางมาวันหนึ่ง ได้ความลำบากด้วยตัวแก่ ครั้งถึงตึกนางแทะเป็นที่สำนักคนเดินทาง จึงเข้าหยุดพักอยู่ที่ตึกนางแทะคืนหนึ่ง ครั้นรุ่งขึ้นบุนอ๋องจะไป เด็กน้อยคนหนึ่งอยู่ที่ตึกก็ทวงเงินค่าเช่ากับเงินค่ากิน บุนอ๋องจึงบอกว่าเราเป็นคนเดินทางขัดอยู่ ขอผัดไปก่อนเมื่อเราไปถึงเมืองไซรกีแล้ว จะใช้คนเอาเงินค่าเช่าตึกคืนหนึ่งมาให้แก่ท่าน เด็กน้อยขัดใจไม่ให้ไป ผู้ใหญ่เจ้าของตึกออกมาถามว่าเถียงกันอื้ออึงด้วยสิ่งใด เด็กน้อยบอกว่ายังหาให้เงินค่าเช่าไม่ แล้วจะไปเสียข้าพเจ้าจึงยึดตัวไว้ เจ้าของตึกเห็นบุนอ๋องรูปร่างแก่แต่ว่าลักษณะเป็นคนมีบุญ จึงถามว่าท่านจะไปเมืองไซรกีด้วยสิ่งใด เราไม่รู้จักท่านหาเชื่อไม่ บุนอ๋องบอกว่าเราคือกีเซียงต้องโทษอยู่เจ็ดปีแล้ว ท่านปล่อยมาได้พบหลุยจินจู๊​ผู้เป็นบุตรช่วยส่งให้พ้นจากด่านทั้งห้า เราหามีเงินทองสิ่งใดติดตัวมาไม่ เจ้าของตึกได้ฟังบุนอ๋องบอกความจึงรู้ว่ากีเซียง ก็ตกใจลงนั่งไหว้ว่าข้าพเจ้าไม่รู้จักขอโทษเสียเถิด แล้วเชิญเข้าไปในตึก ว่าข้าพเจ้าจะส่งท่านไปให้ถึงเมืองไซรกี บุนอ๋องถามว่าท่านชื่อไรเป็นแซ่อันใด เจ้าของตึกจึงบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นแซ่แปะ ชื่อสินเกียดอยู่ที่นี่นานได้ห้าชั่วอายุคนแล้ว บุนอ๋องดีใจจึงว่า เราขอยืมม้าท่านขี่เดินทางสักตัวหนึ่ง ถ้าไปถึงเมืองแล้วจะแทนคุณท่าน แปะสินเกียดจึงบอกว่าที่นี่เป็นบ้านป่า ม้าไม่มีๆ แต่ลาตัวหนึ่ง ก็จัดแจงให้บุนอ๋องขี่ไป แปะสินเกียดก็ตามไปด้วยจนถึงเขาเอียนสาน ใกล้กันกับเมืองไซรกี

๏ ฝ่ายไทเกียงมารดาบุนอ๋อง ในวันนั้นให้คิดวิตกถึงบุนอ๋องยิ่งนัก เห็นเกิดลมพายุสามหนประหลาด จึงสั่งคนใช้ให้จุดธูปบูชาขึ้นเสี่ยงทาย ก็รู้ว่ากีเซียงกลับคืนมา จึงสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยกับไพร่บ้านพลเมืองออกไปรับบุนอ๋อง แต่บรรดาอาณาประชาราษฎรพร้อมกันจุดธูปเทียนบูชาทุกตึกตามหนทาง เหล่าพวกขุนนางทหารพลเรือนล้วนตกแต่งตัว ใส่เสื้อสีใส่หมวกแดงตามกันออกไปเป็นขนัด คอยรับอยู่สองข้างทาง บุนอ๋องกับแปะสินเกียดเดินมาพ้นเขาเอียนสาน แลไปแต่ไกลเห็นผู้คนเป็นอันมาก ครั้นเข้าใกล้จึงเห็นไต้เจียงซุนขุนนางผู้ใหญ่กับขุนนางผู้น้อยสี่สิบแปดคน พอชาวเมืองออกมาคอยรับก็มีความยินดี กีฮวดบุตรที่สองครั้นเห็นบุนอ๋องผู้บิดาก็ดีใจ วิ่งไปคำนับแล้วว่าบิดาได้ความทุกข์อยู่ในเมืองจิวโก๋ช้านาน ข้าพเจ้ามิได้ไปช่วยนั้นผิดนัก ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยต่างคนคำนับแล้วก็ถามความทุกข์ยาก บุนอ๋องเห็นบุตรและขุนนางทั้งปวงก็ร้องให้ว่าเราต้องทนทุกข์อยู่ในเมืองจิวโก๋ถึงเจ็ดปี ได้กลับคืนมาเมืองเหมือนหนึ่งอยู่ที่มืดได้มาเห็นเดือนตะวัน ตั้งแต่นี้ไปจะได้ความสุขสบายแล้ว ซันงีเสงจึงว่าครั้งเมื่อพระเจ้าเซนถงอ๋องนั้น ก็เป็นแต่ขุนนางอยู่ก่อน ภายหลังจึงได้เป็นเจ้าแผ่นดิน ก็เหมือนท่านได้ความลำบากช้านาน บัดนี้กลับมาเมืองได้ความสุขสบายแล้ว จะได้คิดทำศึกกับพระเจ้าติวอ๋องแก้แค้นท่าน บุนอ๋องได้ฟังจึงว่าการอย่างนี้เราหาชอบใจไม่ ด้วยเราเป็นแต่ขุนนางผู้น้อยทำราชการ ควรจะตั้งอยู่ในกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์ ถึงว่าท่านจะลงโทษเรายิ่งกว่านี้ แต่มิได้ประหารชีวิตเสียก็เป็นพระคุณอยู่ บัดนี้ท่านก็ปล่อยเราให้มาเมืองแล้ว ตั้งเป็นอ๋องให้ด้วย ซึ่งท่านมาว่ากล่าวเช่นนี้เหมือนหนึ่งจะให้ขุนนางใหญ่น้อยทั้งปวงติเตียน เราไม่เห็นชอบอย่าว่าต่อไปเลย ซันงีเสงก็นิ่งอยู่ กีฮวดผู้เป็นบุตรก็ให้บิดาผลัดเสื้อเสียใหม่ บุนอ๋องขึ้นนั่งในรถมีทหารแห่ซ้ายขวาเข้าเมือง แปะสินเกียดนั้นก็ตามไปด้วย เมื่อบุนอ๋องเดินรถมาตามทางแลเห็นราษฎรตกแต่งตั้งเครื่องบูชาจุดธูปเทียนทุกหน้าบ้าน ได้ยินเสียงสรรเสริญว่าเจ็ดปีแล้วหาได้เห็นฟ้ารุ่งเรืองไม่ พึ่งได้พบวันนี้ควรจะเป็นขวัญตาแก่ชาวเมืองอยู่ ครั้นบุนอ๋องไปถึงเขาเสียวรงซัวใกล้ประตูเมือง จึงลงจากรถขึ้นม้าเดินไป แลเห็นพวกขุนนางฝ่ายทหารพลเรือน กับทั้งบุตรเก้าสิบแปดคนคอยรับอยู่ที่นั้นอีก มิได้เห็นหน้าบุตรผู้ใหญ่ จึงร้องไห้ถึงบุตรเอามือเสื้อปิดหน้าเข้าแล้วรำพันว่าธรรมเนียมขุนนางควรจะสัตย์ซื่อต่อพระมหากษัตริย์เหมือนหนึ่งเรา พระเจ้าติวอ๋องฆ่าบุตรเสียเอาเนื้อมาให้เรากิน คิดแค้นด้วยความข้อนี้ยิ่งนัก หากว่าเรามีความสัตย์จึงได้กลับคืนมาเมือง บุนอ๋องคิดถึงความหลังให้เสียใจร้องไห้ถึงบุตรจนสลบตกม้าลง ขุนนางกับบุตรทั้งนั้นก็วิ่งเข้ารับบุนอ๋องประคองไว้ช่วยกันแก้ไขให้ฟื้นขึ้น

๏ ขณะนั้นบุนอ๋องรากโลหิตออกสามก้อน เกิดเป็นกระต่ายเผือกสามตัววิ่งไปทิศตะวันตก ขุนนางทั้งปวงเห็นผิดประหลาด ต่างคนต่างนิ่งอยู่มิได้ว่าประการใด พยุงบุนอ๋องเข้าไปจนถึงวัง พวกบุตรทั้งนั้นก็พยาบาลรักษาบุนอ๋องจนหายโรค วันหนึ่งบุนอ๋องออกขุนนาง จึงเรียกซันงีเสงเข้าไปเล่าความทุกข์ยากให้ฟังว่า เราต้องทุกข์ในเมืองจิวโก๋เจ็ดปี ไม่ควรเลย ลูกผู้ใหญ่เราไปตายเสียครั้งนี้ เรามีความอาลัยนัก ซันงีเสงจึงว่าท่านกระทำความชอบไว้ในแผ่นดิน คนทั้งปวงก็รักใคร่สรรเสริญท่านเป็นอันมาก ถ้าจะแบ่งเป็นสามส่วนก็เห็นว่าจะสมัครทำราชการด้วยท่านสองส่วน ยังอยู่ในอำนาจพระเจ้าติวอ๋องแต่ส่วนหนึ่ง ท่านได้กลับมาเมืองไซรกีครั้งนี้ เหมือนปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยมังกรลงน้ำ พระเจ้าติวอ๋องเล่าก็เชื่อฟังนางขันกีกระทำความทุจริตต่างๆ ขนบธรรมเนียมทั้งปวงก็ฟั่นเฟือนไป ข้าพเจ้าเห็นว่าสมบัติในเมืองจิวโก๋ ซึ่งพระมหากษัตริย์แต่ก่อนสะสมมาหลายพระองค์แล้ว จะสาบสูญเสียครั้งนี้ หลำจงกวดจึงว่าเมืองจิวโก๋ก็เป็นถึงเพียงนี้แล้ว ในเมืองไซรกีเล่าก็มีเสบียงอาหารบริบูรณ์ ทหารเอกหกสิบคน ทหารเลวสี่สิบหมื่น ควรจะยกไปกำจัดพระเจ้าติวอ๋องเสีย บ้านเมืองทั้งปวงจึงจะอยู่เย็นเป็นสุข บุนอ๋องจึงว่าเราได้มียศศักดิ์และสมบัติทั้งปวงก็เพราะพระมหากษัตริย์ ถึงพระมหากษัตริย์จะทำโทษประการใดก็เหมือนบิดาทรมานบุตร จะผูกใจเจ็บแค้นนั้นไม่ควร และซึ่งบุตรเราตายนั้นก็เป็นสำหรับกรรมของเขาเอง ขณะเมื่อเราจะไปจากเมืองไซรกี ก็ได้สั่งไว้ว่าอย่าให้ผู้ใดติดตามไป เมื่อบุตรเราไม่ฟังคำเราก็เสียชีวิต ถึงพระเจ้าติวอ๋องกระทำผิดด้วยอย่างธรรมเนียมประการใดก็ดี หัวเมืองขึ้นก็ยังมีเป็นอันมาก ซึ่งจะหมายการเอาโดยง่ายนั้นไม่ได้ ท่านทั้งสองกับเรามียศฐาศักดิ์แต่เพียงนี้ก็เป็นสุขอยู่แล้วอย่าคิดให้ราษฎรได้ความลำบากเลย ซันงีเสงหลำจงกวดก็มิได้ตอบประการใดซบหน้านิ่งอยู่ บุนอ๋องจึงว่าซึ่งเราได้กลับมาเมืองไซรกีนี้เทพยดาช่วยเรา ๆ คิดว่าจะทำลกไต๋ คำไทยว่าที่นั่งเย็นสำหรับบูชาเทวดาและเสี่ยงทายเหตุการณ์ทั้งปวง แต่เกรงว่าไพร่พลเมืองจะได้ความลำบาก ซันงีเสงจึงว่าถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะเขียนหนังสือไปปิดไว้ทุกประตู ถ้าผู้ใดรับจ้างจึงจะให้ทำการลกไต๋ บุนอ๋องก็เห็นชอบด้วย จึงให้เอาหนังสือไปปิดไว้ทุกประตู

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ