๑๒

๏ ฝ่ายลิเจ้งซึ่งรักษาด่านตันตึงก๋วนแดนเมืองจิวโก๋ เมื่อยังเด็กอยู่นั้น ลิเจ้งไปเที่ยวเรียนวิชากับผู้วิเศษริมเขากุนหลุนซัวข้างทิศใต้ อาจารย์บอกวิชาให้ถึงห้าประการ เรียกว่ากิ๋มหนึ่ง ปักหนึ่ง จุยหนึ่ง หวยหนึ่ง เทาหนึ่ง ลิเจ้งเรียนได้เท่านั้น ภาษาไทยว่าวิชาดำดินได้ ครั้นนานมาลิเจ้งมีภรรยาคนหนึ่ง ชื่อนางฮึนสี นางฮึนสีเกิดบุตรชายสองคนผู้พี่ชื่อกิมเฉีย ผู้น้องชื่อบกเฉีย และนางฮึนสีนั้นยังมีครรภ์อยู่อีก กำหนดสามปีหกเดือนแล้วยังหาคลอดบุตรไม่ ลิเจ้งเป็นทุกข์นักจึงเอามือชี้เข้าที่ท้องภรรยาว่าท้องนี้นานนักหนาแล้วยังหาคลอดไม่ ถ้าคลอดออกมาเห็นจะเป็นปีศาจ นางฮึนสีได้ยินสามีว่าดังนั้นก็ทุกข์นัก ในเพลากลางคืนวันนั้นนอนมิใคร่จะหลับ ครั้นเพลาสามยามเศษ นางฮึนสีม่อยหลับไป จึงฝันว่ามีฤษีองค์หนึ่ง เดินเข้าไปในห้องที่นอน นางฮึนสีจึงว่าท่านมาแต่ไหนจึงบังอาจเข้ามาในห้องเรานี้ ฤษีจึงว่าเจ้าจงมารับเอาบุตรของเจ้าเถิด นางฮึนสียังมิทันจะตอบประการใด ฤษีก็เอาวางลงที่อกนางฮึนสี นางฮึนสีมิได้ว่าสิ่งอันใดก็ตกใจตื่น แล้วปลุกสามีขึ้นเล่าความฝันให้ฟังยังมิทันสิ้นความ นางฮึนสีก็เจ็บท้อง ลิเจ้งลุกออกไปข้างนอก ให้หญิงคนใช้พยาบาลอยู่

๏ ครั้นเพลาใกล้รุ่งนางฮึนสีก็คลอดบุตรออกมา หญิงคนใช้จึงเข้าไปบอกลิเจ้งว่า ภรรยาท่านคลอดบุตรแล้วแต่หาเป็นรูปคนไม่ ลิเจ้งได้ฟังดังนั้นก็เสียใจ จึงถอดกระบี่เดินเข้ามา แลเห็นในห้องนั้นเป็นรัศมีสว่างแล้วมีกลิ่นหอมประหลาด เห็นบุตรซึ่งคลอดออกมานั้นเป็นก้อนเนื้อกลิ้งอยู่ ลิเจ้งจึงเอากระบี่ฟันก้อนเนื้อนั้นลง พอได้ยินเสียงทารกร้องไห้ ลิเจ้งก็เอากระบี่แหวะออกเห็นทารกรูปงามผิวเนื้อขาวเป็นนวลมีกำไลใส่มืออยู่ข้างหนึ่ง แพรหลินพาดอกอยู่พับหนึ่ง แพรและกำไลนั้นมีรัศมีนัก ทารกนั้นลุกขึ้นเดินได้ ลิเจ้งมีความยินดีจึงเข้าอุ้มเอาบุตร แล้วว่าบุตรของเรานี้ชะรอยจะมาแต่สวรรค์ เมื่อแรกเราสงสัยว่าปีศาจแทบจะฆ่าเสีย ลิเจ้งก็อุ้มเอาบุตรไปให้ภรรยาดู นางฮึนสีก็มีความรักใคร่นัก

๏ ครั้นเวลาเช้านายทหารทั้งปวง ก็ชวนกันไปเยือนลิเจ้งเป็นอันมาก คนใช้เข้าไปบอกลิเจ้งว่า หลวงจีนคนหนึ่งจะเข้ามาหาท่าน ลิเจ้งก็ออกไปคำนับเชิญให้นั่งที่สมควร จึงถามว่าท่านชื่อไรมาแต่ไหน หลวงจีนจึงบอกว่าเราชื่อไทอิดจินหยินอยู่ถ้ำกี๋มกวางตั้ง ณ เขาเขียนซัว ซึ่งมานี้แจ้งว่าภรรยาท่านคลอดบุตร จะขอชมบุตรท่านสักหน่อยหนึ่ง ลิเจ้งได้ฟังดังนั้นก็ใช้ให้คนไปอุ้มเอาบุตรมาให้ไทอิดจินหยิน ไทอิดจินหยินรับเอาแล้วจึงถามว่าบุตรท่านนี้คลอดเพลาไร ลิเจ้งจึงบอกว่าคลอดเมื่อเพลาใกล้รุ่ง ไทอิดจินหยินจึงว่า บุตรท่านคนนี้คลอดเวลาหาดีไม่ ลิเจ้งสงสัยนักจึงว่า บุตรข้าพเจ้าคนนี้เลี้ยงไม่รอดหรือ ไทอิดจินหยินจึงว่าหาเป็นดังนั้นไม่ เราเห็นว่าบุตรท่านคนนี้นานไปเบื้องหน้าจะต้องรบศึกถึงพันเจ็ดร้อยครั้ง แล้วไทอิดจินหยินว่าท่านให้ชื่อบุตรแล้วหรือยัง ลิเจ้งก็บอกว่ายังหาได้ให้ชื่อไม่ ไทอิดจินหยินจึงว่าถ้าท่านให้เป็นศิษย์เรา เราจะให้ชื่อ ลิเจ้งก็ยอมให้ ไทอิดจินหยินจึงถามว่าบุตรท่านมีกี่คน ลิเจ้งบอกว่าบุตรข้าพเจ้ามีสามคน คนหัวปีนั้นชื่อกิมเฉีย ข้าพเจ้าให้เป็นศิษย์ฮวดเทียนจุ๋น อยู่ในถ้ำหันเซียวตัง ณ เขางวนเลงซัว บุตรคนหนึ่งชื่อบกเฉียให้เป็นศิษย์เผาเหียนจินหยิน อยู่ในถ้ำแปะเฮาะตั้ง ณ เขากิวเกงซัว แต่บุตรคนนี้ข้าพเจ้าจะให้เป็นศิษย์ท่าน ตามแต่ท่านจะให้ชื่อเถิด ไทอิดจินหยินจึงให้ชื่อบุตรลิเจ้งว่าโลเฉีย ลิเจ้งก็มีความยินดีนัก จึงแต่งโต๊ะเชิญไทอิดจินหยินกิน ไทอิดจินหยินจึงว่าของอย่างนี้เรากินไม่ได้ แล้วไทอิดจินหยินก็ลาไป

๏ พอมีผู้มาบอกลิเจ้งว่า แดนเมืองหลวงเกิดศึก ลิเจ้งก็ให้ทหารทั้งปวงซ้อมหัดเพลงอาวุธให้ชำนาญ ลิเจ้งไปดูตรวจตราทุกวันมิได้ขาด แต่ลิเจ้งฝึกหัดทหารอยู่ถึงเจ็ดปี จนอายุโลเฉียได้เจ็ดขวบ โลเฉียนั้นสูงหกเซียะ คิดข้างไทยได้สามศอกคืบแปดนิ้ว พอเดือนเจ็ดข้างจีนเป็นฤดูร้อน โลเฉียไม่สบาย จึงเข้าไปคำนับมารดาว่า ข้าพเจ้าจะลาไปเที่ยวเล่นสักหน่อยหนึ่ง นางฮึนสีมีความรักใคร่โลเฉียนัก ครั้นจะห้ามก็กลัวจะน้อยใจ จึงว่าเจ้าจะไปก็ตามเถิดแต่อย่าอยู่ช้านัก บิดากลับมาไม่เห็นเจ้าจะติโทษมารดาได้ โลเฉียจึงว่าข้อนั้นอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าแจ้งอยู่แล้ว โลเฉียก็ชวนบ่าวสี่ห้าคนออกจากบ้าน ครั้นถึงประตูด่าน โลเฉียเห็นแดดร้อนกล้านัก จึงให้บ่าวไปดูว่าทางข้างหน้าจะมีร่มไม้หรือไม่ บ่าวกลับมาบอกโลเฉียว่า ทางข้างหน้านันมีต้นไม้เป็นอันมาก โลเฉียก็ให้บ่าวนำทางไปถึงต้นไม้แล้วโลเฉียเปลื้องเสื้อเสีย นั่งอยู่ใต้ร่มไม้ลมพัดเย็นสบาย โลเฉียจึงว่ากับบ่าวทั้งปวงว่า เมื่อเราฝ่าแดดมานั้นร้อนนัก บัดนี้สบายดังได้อาบน้ำ พอได้ยินเสียงน้ำไหลลงมาจากซอกเขา โลเฉียเดินไปดูเห็นธารน้ำใหญ่กว้าง น้ำก็ใสไหลไปในทะเล มีก้อนศิลาอยู่กลางธารน่านั่งอาบน้ำเล่น โลเฉียจึงว่ากับบ่าวว่า เราจะลงไปอาบน้ำเล่นที่ก้อนศิลาอันนี้ บ่าวก็ว่าจะลงไปอาบน้ำก็ตามเถิด แต่อย่าเล่นให้ช้านัก โลเฉียก็โดดลงไปนั่งที่ก้อนศิลา แล้วเอาแพรปูลงในน้ำแพรก็ลอยอยู่ โลเฉียก็ลงนั่งบนแพรวักน้ำอาบเล่นตามสบาย รัศมีแพรนั้นจับแสงน้ำแดงไปสิ้น แล้วโลเฉียเอาแพรนั้นซักน้ำฟาดเล่นตามประสาเด็ก ก็เป็นคลื่นใหญ่กระเทือนไปถึงที่อยู่พระยานาค พระยานาคก็คิดสงสัยนักจึงให้แหมแฉไปเที่ยวดูว่าเหตุสิ่งใดจึงเป็นดังนี้ แหมแฉขึ้นมาถึงปากอ่าวชเล เห็นเด็กคนหนึ่งเล่นน้ำอยู่ จึงถามโลเฉียว่า ตัวทำประการใดจึงกระเทือนไปถึงที่อยู่พระยานาค โลเฉียได้ยินดังนั้นเหลียวไปดูเห็นแหมแฉหน้าเขียวดังสีเมฆ ผมและหนวดแดงเขี้ยวออกนอกปาก โลเฉียสงสัยนัก จึงถามว่าเองนี้เป็นสัตว์อะไร แหมแฉได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงว่าเราเป็นทหารพระยานาคสำหรับเที่ยวตรวจตราในท้องชเล ซึ่งตัวบังอาจหยาบช้าต่อเรานั้น เราจะประหารชีวิตเสีย แล้วโลดขึ้นไปเอาขวานฟันโลเฉีย โลเฉียหลบทันจึงถอดเอากำไลที่ข้อมือ ขว้างไปถูกแหมแฉศีรษะแตกตาย โลเฉียหัวเราะแล้วว่ากูคิดว่ามีฤทธิ์เดชประการใดเล่า ให้กำไลของกูเปื้อนโลหิตเสียเปล่าๆ โลเฉียก็หยิบเอากำไลมา ส่ายน้ำล้างโลหิตน้ำนั้นก็เป็นคลื่นใหญ่กระเทือนถึงที่อยู่พระยานาคดังจะทำลายลง พระยานาคก็ยิ่งสงสัยนัก พอมีผู้มาบอกพระยานาคว่า แหมแฉซึ่งขึ้นไปตรวจปากอ่าวชเลนั้น ลูกเล็กคนหนึ่งมันตีตายเสียแล้ว พระยานาคแจ้งดังนั้นก็ตกใจนัก จึงว่าแหมแฉคนนี้เทพยดาตั้งไว้สำหรับตรวจท้องทะเล ผู้ใดบังอาจฆ่าเสียได้ แล้วจัดแจงทหารจะยกไปจับตัวผู้ซึ่งฆ่าแหมแฉ

๏ ขณะนั้นเงาเปงซึ่งเป็นบุตรพระยานาคที่สาม เห็นบิดาจัดแจงบ่าวไพร่วุ่นวายอยู่ จึงถามบิดาว่าจะไปรบผู้ใด พระยานาคก็เล่าความให้บุตรฟังทุกประการ เงาเปงจึงว่าการแต่เพียงนี้หาควรบิดาจะไปไม่ ข้าพเจ้าจะอาสาไปจับตัวคนร้ายมาให้ได้ แล้วถือทวนขึ้นหลังนาครีบมาปากอ่าวชเล โลเฉียเห็นละลอกใหญ่นัก แลไปดูเห็นคนถือทวนขี่นาค ร้องขึ้นมาว่าผู้ใดซึ่งฆ่าแหมแฉเสีย โลเฉียจึงตอบว่าเราฆ่าเอง เงาเปงก็โกรธจึงถามว่า ตัวชื่อไรเป็นบุตรผู้ใดจึงบังอาจนัก โลเฉียจึงตอบว่าเราชื่อโลเฉียเป็นบุตรที่สามลิเจ้ง ซึ่งเป็นนายด่านตันตึงก๋วน เรามาอาบน้ำเล่นตามสบาย แหมแฉทำหยาบช้าต่อเรา เราก็ฆ่าเสีย จะผิดชอบกระไรนักหนา เงาเปงก็โกรธด่าโลเฉียเป็นข้อหยาบช้า จึงว่าแหมแฉคนนี้เทพยดาตั้งไว้สำหรับตรวจท้องชเล ตัวฆ่าเสียแล้วยังว่าไม่ผิดเล่า แล้วเงาเปงเอาทวนแทงโลเฉีย โลเฉียหลบได้ เงื้อกำไลขึ้นจะตีเงาเปง แล้วคิดว่าจะฆ่าคนมิได้มีชื่อเสียงนั้น หาเป็นเกียรติยศไม่ ร้องถามว่าท่านชื่อไร เงาเปงจึงบอกว่าเราชื่อเงาเปง เป็นบุตรพระยานาคที่สามอยู่ชเลตะวันออก โลเฉียได้ยินดังนันก็หัวเราะแล้วว่า ซึ่งตัวถือว่าเป็นบุตรพระยานาค จะมาสู้กับเรานั้นเราจะขอดเกล็ดเสียให้จงได้ เงาเปงก็โกรธจึงเอาทวนแทงโลเฉีย โลเฉียหลบได้แล้วเอาแพรหลินโยนขึ้นไปบนอากาศ สีแดงดังเปลวเพลิงตกลงมามัดคอเงาเปง โลเฉียโจนขึ้นเหยียบบ่าไว้แล้วถอดกำไลออกต่อยหน้าผากเงาเปงศีรษะแตกตาย รูปเงาเปงกลับกลายเป็นนาค โลเฉียจึงชักเอาเอ็นมาจากตัวนาคจะเอาไปให้บิดา สำหรับรัดเสื้อเกราะ แล้วโลเฉียก็ขึ้นมาบนตลิ่ง บ่าวซึ่งไปด้วยเห็นโลเฉียถือเอ็นนาคขึ้นมาก็ตกใจ แล้วพาโลเฉียกลับมาบ้าน โลเฉียก็เข้าไปคำนับนางฮึนสีซึ่งเป็นมารดา นางฮึนสีจึงถามว่าเจ้าไปข้างไหนจึงมาต่อเย็นอย่างนี้ โลเฉียจึงบอกว่าข้าพเจ้าไปถึงนอกด่าน แดดร้อนนักจึงกลับมาต่อเย็น โลเฉียบอกแล้วก็เดินเข้าไปในเรือน ลิเจ้งดูซ้อมหัดทหารแล้วก็กลับมาบ้านจึงว่าพระมหากษัตริย์ทุกวันนี้มิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรม ราษฎรได้ความเดือดร้อนและหัวเมืองทั้งปวงก็เป็นกบฏขึ้น ลิเจ้งคิดแล้วก็เป็นทุกข์อยู่มิได้ขาด

๏ ฝ่ายเงาก๋องพระยานาคแจ้งว่าโลเฉียบุตรลิเจ้งฆ่าเงาเปงผู้บุตรเสีย ก็มีความสงสารนัก จึงคิดว่าลิเจ้งคนนี้เป็นศิษย์ไซรกุนหลุน เป็นเพื่อนรักกับเรามาแต่ก่อน ซึ่งบุตรลิเจ้งฆ่าบุตรเราเสียนั้น จำจะบอกลิเจ้งเสียให้รู้ คิดแล้วเงาก๋องก็จำแลงเป็นมนุษย์ รีบมา ณ ด่านตันตึงก๋วน แล้วบอกนายด่านว่าเราชื่อเงาก๋องเป็นเพื่อนรักของลิเจ้งจะเข้าไปสนทนาด้วย นายด่านก็เอาเนื้อความเข้าไปแจ้งกับลิเจ้ง ลิเจ้งก็ออกมารับคำนับกันแล้วพามานั่งที่สมควร ลิเจ้งจึงว่าพี่ท่านกับข้าพเจ้าจากกันไปนานแล้ว พึ่งได้เห็นหน้ากันวันนี้ข้าพเจ้ายินดีนัก ลิเจ้งเห็นหน้าเงาก๋องตึงเป็นทีโกรธ ลิเจ้งก็คิดสงสัยอยู่ เงาก๋องจึงว่าบุตรท่านดีนัก ลิเจ้งมิได้รู้เหตุพาซื่อไป จึงว่าพี่กับข้าพเจ้ามิได้พบกันนานแล้ว ทำไมจึงรู้ว่าบุตรข้าพเจ้าดีเล่า และบุตรข้าพเจ้านั้นมีสามคน บุตรที่หนึ่งชื่อกิมเฉียที่สองนั้นชื่อบกเฉียที่สามชื่อโลเฉีย เป็นศิษย์อาจารย์ทั้งสามแล้วจะดีประการใดก็ยังมิได้ปรากฏ เงาก๋องจึงว่าซึ่งท่านว่ายังมิได้เห็นดีของบุตรท่านนั้นเราสงสัยนัก แล้วเงาก๋องก็เล่าความซึ่งโลเฉียไปเล่นน้ำ แล้วฆ่าแหมแฉกับเงาเปงเสียนั้นให้ลิเจ้งฟังทุกประการ แล้วถามว่าบุตรท่านถืออาวุธสิ่งใดมีฤทธิ์เดชนัก เงาก๋องเล่าความพลางคิดอาลัยถึงบุตรก็ร้องไห้ ลิเจ้งจึงว่าซึ่งท่านว่านี้เห็นจะมิใช่บุตรข้าพเจ้าดอก ด้วยกิมเฉียบุตรที่หนึ่งข้าพเจ้าไปอยู่กับอาจารย์ ณ เขากิวเลงซัว บกเฉียบุตรที่สองก็ไปอยู่กับอาจารย์ ณ เขากิวเกงซัว ยังแต่โลเฉียผู้บุตรน้อยอายุได้เจ็ดขวบ แต่เกิดมาประตูก็ยังมิได้ออกไป เงาก๋องจึงว่าบุตรที่สามชื่อโลเฉียนั้นแหละฆ่าบุตรเราเสีย ลิเจ้งจึงว่าท่านอย่าเพิ่งโกรธบุตรข้าพเจ้าซึ่งชื่อโลเฉียนั้นเด็กนัก ข้าพเจ้าจะไปเรียกมาให้ท่านดู แล้วลิเจ้งก็เดินเข้าไปที่ข้างใน นางฮึนสีจึงถามว่าผู้ใดมาหาท่าน ลิเจ้งจึงบอกว่าเงาก๋อง เป็นเพื่อนเก่าของเรา มากล่าวโทษโลเฉียว่าฆ่าเงาเปงบุตรเขาเสีย เราว่าโลเฉียบุตรเราเด็กนักแล้วยังหาเคยไปไหนไม่ เราจะให้เงาก๋องดูตัว บัดนี้โลเฉียอยู่ไหนเล่า นางฮึนสีได้ยินดังนั้นก็กริ่งใจคิดว่าวานนี้โลเฉียไปเที่ยวเล่นประหลาด แล้วนางฮึนสีจึงบอกว่าโลเฉียเล่นอยู่ข้างหลังบ้าน ลิเจ้งก็เดินไปเรียกหา เห็นที่ดูหนังสือนั้นประตูปิดอยู่ ลิเจ้งก็เปิดเข้าไปพบโลเฉีย จึงว่าทำไมเข้ามาอยู่ในนี้ โลเฉียพลั้งปากบอกออกมาว่าวานนี้ ข้าพเจ้าร้อนนักไปอาบน้ำเล่นหน่อยหนึ่ง ลิเจ้งคิดประหลาดจึงถามว่าเมื่อไปอาบน้ำนั้นมีเหตุประการใดบ้าง โลเฉียก็เล่าความซึ่งรบกับแหมแฉกับเงาเปงให้บิดาฟัง แล้วว่าเงาเปงเมื่อตายนั้นตัวกลับเป็นนาค ข้าพเจ้าคิดว่านาคนั้นเป็นของวิเศษ จึงเอาเอ็นมาหวังจะให้บิดาผูกเสื้อเกราะ ลิเจ้งได้ยินดังนั้นก็ตกใจจึงว่าซึ่งเจ้าทำทั้งนี้จะเกิดความใหญ่แล้ว จงไปหาเงาก๋องเถิด โลเฉียจึงว่าบิดาอย่าวิตกเลย เอ็นนาคซึ่งข้าพเจ้าเอามาก็ยังอยู่ดอก แล้วโลเฉียก็หยิบเอ็นนาคถือออกมาด้วย ลิเจ้งก็ให้โลเฉียคำนับเงาก๋อง โลเฉียก็เข้าไปคุกเข่าคำนับเงาก๋องแล้วว่าซึ่งข้าพเจ้าฆ่าบุตรท่านเสียนั้นอย่าถือโทษข้าพเจ้าเลย แล้วเอาเอ็นนาควางให้เงาก๋อง เงาก๋องเห็นเอ็นเงาเปงผู้บุตรก็ร้องไห้ แล้วว่ากับลิเจ้งว่าบุตรท่านฆ่าบุตรเราเสีย จนเห็นประจักษ์สำคัญอยู่ฉะนี้ท่านยังว่าหารู้ไม่ บุตรเราผู้นี้เทพยดาตั้งไว้สำหรับบันดาลฝนและน้ำค้างให้ตกต้องตามฤดู แหมแฉเล่าเทพยดาก็ตั้งไว้สำหรับตรวจปากอ่าวทะเล เมื่อบุตรท่านฆ่าเงาเปงแหมแฉเสียฉะนี้ เราจะไปทูลพระอิศวรให้ทราบ แล้วเงาก๋องก็ลาไป ลิเจ้งลุกขึ้นกระทืบเท้าแล้วก็ร้องไห้ นางฮึนสีได้ยินเสียงลิเจ้งร้องไห้ จึงให้หญิงคนใช้ออกไปฟังดู หญิงคนใช้กลับมาบอกนางฮึนสีว่า ได้ยินว่าโลเฉียบุตรที่สามท่านไปฆ่าเงาเปงบุตรเงาก๋องเสีย เงาก๋องบิดาเงาเปงจะไปทูลพระอิศวร นางฮึนสีก็ตกใจจึงออกมาจะฟังให้แน่ ลิเจ้งเห็นนางฮึนสีผู้เป็นภรรยาลิเจ้งเช็ดน้ำตาพลางว่าแก่นางฮึนสีว่า เมื่อเราไปเที่ยวเรียนวิชาอยู่นั้น หมายว่าจะเป็นฤษีอาศัยอยู่ภูเขาและถ้ำที่สงัด มิได้คิดว่าจะมีภรรยาและบุตร หากบุญเราน้อยสละไปมิได้จึงมาได้เจ้าเป็นภรรยา จนมีบุตรถึงสามคนแล้ว เราก็มิได้คิดจะกระทำบาปกรรมเลย เมื่อและบุตรเราร้ายกาจฆ่าเงาเปง ซึ่งสำหรับบันดาลฝนและน้ำค้างให้ตกมีคุณแก่แผ่นดินเสียดังนี้ เรากับเจ้าและญาติพี่น้องก็จะพลอยฉิบหายเสียสิ้น นางฮึนสีได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้เอามือชี้เข้าที่โลเฉียผู้บุตร แล้วว่าเสียแรงอุ้มท้องเจ้ามาถึงสามปีหกเดือน ก็มิได้คิดแก่ความลำบากหวังว่าจะได้พึ่งเจ้าผู้บุตร เมื่อเจ้ามาทำการหยาบช้าฉะนี้ มารดาก็จะพลอยตายด้วย แล้วนางฮึนสีก็ร้องไห้ร่ำไรเป็นอันมาก โลเฉียได้ยินมารดาว่าดังนั้นก็ร้องไห้ แล้วว่าซึ่งข้าพเจ้าเกิดมานี้ไม่เหมือนคนทั้งปวง ไทอิดจินหยินอยู่ถ้ำกิมกังตั๋งให้ข้าพเจ้ามาเกิด กำไลกับแพรนี้ก็เป็นของไทอิดจินหยิน ซึ่งเงาก๋องโกรธว่าฆ่าเงาเปงผู้บุตรเสียนั้นหาวิตกไม่ ข้าพเจ้าจะไปหาครูให้ช่วยแก้ไขได้อยู่ บิดามารดาอย่าเป็นทุกข์เลย แล้วโลเฉียคำนับลาบิดามารดาลงมากลางบ้าน โลเฉียไหว้เทพยดาแล้วเอาธาตุดินเป็นกำลังลอยไป ถึงปากถ้ำกิมกังตั๋งยืนคอยไทอิดจินหยินอยู่ กิมแหทองจือซึ่งเป็นเพื่อนศิษย์กันแต่ก่อน เห็นโลเฉียมาก็เข้าไปบอกไทอิดจินหยิน ไทอิดจินหยินก็ให้กิมแหทองจือมาพาโลเฉียเข้าไปในถ้ำ โลเฉียก็คุกเข่าลงคำนับไทอิดจินหยิน ไทอิดจินหยินจึงถามโลเฉียว่าเราให้ไปอยู่ด่านตันตึงก๋วนแล้วตัวกลับมาทำไมเล่า โลเฉียจึงว่าท่านให้ข้าพเจ้าไปอยู่ด่านตันตึงก๋วนได้เจ็ดปีแล้ว แล้วโลเฉียก็เล่าความทั้งปวงให้ไทอิดจินหยินฟังทุกประการ แล้วโลเฉียว่าเงาก๋องบิดาเงาเปงซึ่งข้าพเจ้าฆ่าเสียนั้น จะไปทูลพระอิศวรเพลาเช้าวันนี้ ไทอิดจินหยินได้ฟังดังนั้นนิ่งรำพึงอยู่ช้านานแล้วว่า เงาก๋องเป็นถึงพระยานาครู้แต่จะบันดาลได้ให้ฝนและน้ำค้างตก หาเห็นเหตุว่าโลเฉียกับเงาเปงแหมแฉสามคนนี้เป็นเวรกันไม่ ความแต่เพียงนี้ไม่ควรจะเคืองถึงพระอิศวร ไทอิดจินหยินจึงเรียกโลเฉียเข้าไปใกล้แก้แพรหลินที่พันตัวออกเสีย เขียนยันต์ลงที่หน้าผาก แล้วไทอิดจินหยินก็บอกอุบายให้โลเฉียต่างๆ โลเฉียก็คำนับลาไทอิดจินหยินไป ณ โก๋งเต๊กหมึง ภาษาไทยว่าประตูไกรลาส

๏ ขณะเมื่อโลเฉียไปถึงนั้นเพลาเช้าตรู่โก๋เต๊กหมึงยังไม่เปิด โลเฉียก็แอบชะง่อนเขาคอยอยู่

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ