๒๔

๏  มารดาบูกิดจึงว่า ท่านที่ทำนายเจ้านั้น เห็นจะเป็นผู้มีความรู้ เจ้าจงไปอ้อนวอนให้ท่านช่วยแก้ไข บูกิดก็รีบไปหาเกียงจูแหย เกียงจูแหยจึงถามว่าท่านกลับมาทำไมเล่า บูกิดก็เล่าความซึ่งเอาปลายคานไปตำตาอองเสียงนายประตูตายนั้นให้ฟังทุกประการ แล้วว่าท่านจงช่วยชีวิตข้าพเจ้าด้วย เกียงจูแหยจึงว่าธุระแต่เพียงนี้ไม่พอเป็นไรนัก แล้วบอกว่าท่านจงกลับไปบ้าน ขุดหลุมลงที่หัวนอนให้ลึกสี่ศอก เวลาพลบลงนอนในหลุม แล้วให้มารดาตามตะเกียงทั้งหัวนอนปลายตีน แล้วเอาข้าวสารกับเกลือโปรยลงในหลุมเอาหญ้าปิดปากหลุมเสีย ท่านทำให้ได้คืนหนึ่งก็จะพ้นอันตราย บูกิดก็มีความยินดีนัก คำนับเกียงจูแหยแล้วกลับมาบ้าน

๏ ครั้นเวลาพลบค่ำก็ทำตามคำเกียงจูแหย ฝ่ายเกียงจูแหยขณะเมื่อบูกิดกลับไปแล้ว เวลาค่ำก็ถือกระบี่นั่งบริกรรมช่วยบูกิดยังรุ่ง ครั้นเวลาเช้าบูกิดก็ขึ้นจากหลุม รีบไปหาเกียงจูแหย เกียงจูแหยจึงว่าทุกวันนี้พระเจ้าติวอ๋องมิได้อยู่ในยุติธรรม หัวเมืองใหญ่ก็เป็นกบฏ ยกมาตีด่านถึงสองตำบล ในเมืองไซรกีนี้ไม่ช้าแล้วก็จะยกไปตีเมืองจิวโก๋ ท่านจงเรียนวิชาทหารไว้จะได้ช่วยบำรุงแผ่นดิน บูกิดก็มีความยินดี อยู่เรียนวิชากับเกียงจูแหย

๏ ฝ่ายซันงีเสงครั้นถึงกำหนดเดือนเก้าเดือนสิบแล้ว มิได้เห็นบูกิดมา จึงเข้าไปว่ากับบุนอ๋องว่า คนโทษซึ่งปล่อยไปนั้นหาเห็นกลับมาไม่ ขอท่านจงเสี่ยงทายดู บุนอ๋องก็ทำตามสังเกต แล้วบอกซันงีเสงว่า คนโทษซึ่งปล่อยไปนั้นมันโดดเหวตายเสียแล้ว อย่าคอยหามันเลย ครั้นถึงเดือนสี่เดือนห้า บุนอ๋องจึงว่ากับขุนนางทั้งปวงว่า เดือนนี้เป็นฤดูดอกไม้บาน เราคิดจะใคร่ไปชมป่าเล่นให้สบาย ซันงีเสงจึงว่าถ้าท่านไปเที่ยวป่าเห็นจะพบคนดีเหมือนความฝัน บุนอ๋องก็มีความยินดี แล้วให้หลำจงกวดล่วงหน้าไปทำทางที่ประทับ ครั้นเวลาเช้าบุนอ๋องก็ยกทหารออกจากเมือง ไปถึงป่ารำเก๋าเที่ยวเด็ดดอกไม้แล้วชมภูเขาเล่น เหล่าทหารก็ไปล้อมสัตว์ทั้งปวงกันเข้ามาเป็นอันมาก บุนอ๋องเห็นดังนั้นจึงถามว่าทหารล้อมสัตว์ไว้จะทำประการใด ซันงีเสงจึงว่าหลำจงกวดจะให้ทหารเกาทัณฑ์ยิงชมฝีมือเล่น บุนอ๋องจึงว่าซึ่งทำการอย่างนี้เราหาชอบไม่ ครั้งเมื่อพระเจ้าฮกฮีนั้น ขุนนางพวกทหารยิงสัตว์มาถวาย พระเจ้าฮกฮีหาเสวยเนื้อสัตว์ไม่ จึงตรัสว่าธรรมดาสัตว์เกิดมาในโลกย่อมรักชีวิตเป็นที่สุด ก็ย่อมรู้อยู่ด้วยกัน เหตุไรจึงจะเอาเนื้อเลือดเขาเลี้ยงชีวิตของตนเล่า และครั้งแผ่นดินพระเจ้าฮกฮีห้ามปรามเป็นอย่างอยู่แล้ว ครั้งนี้บ้านเมืองเราบริบูรณ์อยู่เย็นเป็นสุขของอื่นก็มีมากพอจะเลี้ยงชีวิตได้ ถ้าเราอภัยให้สัตว์รอดจากความตายไม่ประเสริฐหรือ ขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็ปล่อยสัตว์เสีย แล้วบุนอ๋องก็พาขุนนางทั้งปวงไปเที่ยวชมดอกไม้เล่น พอได้ยินเสียงคนทำเพลงเดินมา บุนอ๋องจึงเรียกเข้ามาถามว่าเพลงนี้ตัวคิดทำเองหรือจำของผู้ใดได้ คนทำเพลงจึงบอกว่าข้าพเจ้าจำของตาแก่คนหนึ่งได้ บุนอ๋องจึงถามว่าตาแก่นั้นอยู่แห่งใด ผู้นั้นจึงบอกว่าตาแก่นั้นนั่งตกเบ็ดอยู่ริมแม่น้ำผวนเข ทางแต่นี้ไปไกลประมาณสี่ร้อยสามสิบเจ็ดเส้น บุนอ๋องจึงว่าผู้มีปัญญาอยู่ในแดนเมืองเรา เพลงดีจึงแพร่มาดังนี้ ซันงีเสงจึงถามว่า ซึ่งเพลงดีนั้นเป็นอย่างไร บุนอ๋องจึงว่าครั้งแผ่นดินพระเจ้าเหงียวอ๋อง จะไปเที่ยวหาผู้มีบุญ คือพระเจ้าซุนเต้นั้น พระเจ้าเหงียวอ๋องคิดว่า บุตรเราหาควรครองราชสมบัติไม่ พระเจ้าเหงียวอ๋องก็แปลงพระองค์เป็นไพร่ ไปเที่ยวหาผู้มีสติปัญญาจะให้ครองแผ่นดิน จึงไปพบชายคนหนึ่ง นั่งอยู่ริมฝั่งน้ำ เอาทะนานลงลอยหมุนเล่น พระเจ้าเหงียวอ๋องจึงถามว่ ท่านนี้เป็นอย่างไรจึงเอาทะนานหมุนเล่น ผู้นั้นจึงตอบว่า เราเห็นการชั่วดีในเมืองมนุษย์แล้วจึงมิได้รักสมบัติและบุตรภรรยา จะไปเที่ยวอยู่ที่สงัด หาแต่ลูกไม้ใบไม้เลี้ยงชีวิต พระเจ้าเหงียวอ๋องจึงคิดว่า ท่านผู้นี้มีปัญญานัก ควรจะมอบสมบัติให้ แล้วว่าเรานี้คือพระเจ้าเหงียวอ๋อง เที่ยวมาทั้งนี้หวังจะหาผู้มีสติปัญญา เราเห็นท่านเป็นคนดีรู้การในแผ่นดิน ท่านจงไปครองสมบัติบ้านเมืองของเราเถิด ชายผู้นั้นได้ยินว่าจะให้สมบัติ ก็ลุกขึ้นเอาเท้ากระทืบทะนาน แล้วเอามือปิดหูทั้งสอง ก็เดินลงไปริมฝั่งวักน้ำล้างหูเสีย ชายผู้หนึ่งจูงกระบือลงมา เห็นประหลาดจึงถามว่าท่านล้างหูทำไม ผู้ล้างจึงบอกว่า พระเจ้าเหงียวอ๋องจะยกสมบัติให้เรา หูเราได้ยินก็เป็นที่โสโครกแปดเปื้อน เราจึงมาล้างหูเสีย ชายผู้นั้นได้ฟังก็จูงกระบือไปกินน้ำเสียข้างเหนือน้ำ ชายล้างหูจึงถามว่า ทำไมท่านจูงกระบือไปกินเหนือน้ำ คนจูงกระบือจึงบอกว่าท่านล้างหูไว้ที่ตรงนี้ ควายเรากินน้ำเข้าไป ความโสโครกจะพลอยเปื้อนปากควายเราด้วย ขุนนางทั้งปวงได้ยินดังนั้นจึงว่า ธรรมเนียมซึ่งท่านเหล่านี้ว่าดีนัก แล้วบุนอ๋องก็รินสุราแจกให้ขุนนางทั้งปวง แล้วขับม้าเที่ยวไปในป่า พอได้ยินเสียงคนทำเพลงมาอีก บุนอ๋องจึงคิดว่าเพลงอันนี้ประหลาดนัก ชะรอยผู้มีสติปัญญาอยู่ที่นี่เป็นมั่นคง แล้วให้สินกะไปสืบดูผู้มีปัญญาจะอยู่ที่ตำบลใด สินกะไปเห็นแต่พวกหาบฟืนอยู่เป็นหลายคน จึงถามว่าในพวกนี้ผู้มีสติปัญญาบ้างหรือไม่ บุนอ๋องจะใคร่สนทนาด้วย คนตัดฟืนจึงบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นคนตัดฟืนดอก หาเป็นผู้มีสติปัญญาไม่ พอบุนอ๋องมาทันเข้า สินกะจึงบอกว่า ข้าพเจ้าไปไล่เลียงดูแล้ว หาได้ผู้มีสติปัญญาไม่ บุนอ๋องก็สงสัยนัก จึงถามว่าคำที่ว่าในเพลงไว้นี้ต่อผู้มีสติปัญญาจึงทำได้ คนตัดฟืนจึงบอกว่า เพลงอันนี้ข้าพเจ้าจำของตาแก่ที่ตกเบ็ดอยู่ริมแม่น้ำผวนเข ทางแต่นี้ไปประมาณร้อยยี่สิบห้าเส้น บุนอ๋องก็เดินตามทางไป พอเห็นคนเดินทำเพลงมาอีก ซันงีเสงจึงว่า ซึ่งคนเดินทำเพลงมานี้ ข้าพเจ้าเห็นเหมือนบูกิด ซึ่งเป็นคนโทษถึงตาย บุนอ๋องจึงว่าบูกิดนั้น เราเสี่ยงทายดูเห็นว่าโดดเหวตายเสียแล้ว เหตุไรจึงมาว่าฉะนี้เล่า ท่านจำคนไม่ได้ดอกกระมัง สินเปียนก็พาคนทำเพลงเข้ามา บุนอ๋องเห็นจำได้ว่าบูอิดก็โกรธ จึงว่าเอ็งเป็นคนคดหาซื่อตรงต่อเราไม่ และตำราเสี่ยงทายก็ผิดเสียแล้วผู้ใดจะนับถือเราเล่า บูกิดได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้แล้วว่าซึ่งข้าพเจ้าล่วงอาญาท่านนั้นเพราะเกียงจูแหยสอนให้ข้าพเจ้าลงนอนในหลุม แล้วบูกิดก็เล่าความทั้งปวงให้ฟังทุกประการ ซันงีเสงจึงว่าซึ่งบูกิดว่านี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าเกียงจูแหยจะมีสติปัญญาจริง ถ้าท่านได้ไปไว้ก็จะสมกับความฝัน บุนอ๋องก็มีความยินดีนัก จึงว่าแก่บูกิดว่า ท่านจงไปเชิญเกียงจูแหยมาให้พบกับเรา บูกิดก็คำนับลาไป

๏ ฝ่ายบุนอ๋องครั้นบูกิดไปแล้วยังคิดกริ่งใจอยู่ จึงขับม้าพาขุนนางทั้งปวงตามไปด้วย ครั้นใกล้ที่อยู่เกียงจูแหย จึงห้ามทหารทั้งปวงให้หยุดอยู่ แล้วบุนอ๋องกับซันงีเสงก็ลงจากม้าเดินเข้าไป จึงถามบูกิดว่าพบเกียงจูแหยหรือไม่ บูกิดจึงบอกว่าหาพบไม่ บุนอ๋องจึงว่าเคยไปเที่ยวแห่งใดบ้าง บูกิดก็บอกว่าเคยไปอยู่เรือนน้อยริมเขา บุนอ๋องก็ให้บูกิดนำทางไป ครั้นไปถึงเรือนน้อย บุนอ๋องจึงเข้าไปเคาะที่ประตู ว่าท่านอาจารย์อยู่หรือไม่ เด็กน้อยจึงบอกว่าท่านอาจารย์หาอยู่ไม่ บุนอ๋องจึงถามว่าท่านมีธุระไปแห่งใด เด็กน้อยจึงบอกว่าเพื่อนท่านมาชวนไปเที่ยวเล่น บุนอ๋องจึงว่าเมื่อไรจะกลับมาเล่า เด็กน้อยจึงตอบว่าซึ่งจะมาช้าและเร็วนั้นข้าพเจ้าไม่แจ้ง ซันงีเสงจึงว่าวันนี้มาเที่ยวเล่นหาได้ตั้งใจมาหาอาจารย์ไม่ เชิญท่านกลับเข้าไปเมืองไซรกีก่อนเถิด ต่อวันดีจึงค่อยกลับมาให้เหมือนเมื่อครั้งพระเจ้าสินหวงไปเชิญตัวเสียงสง บุนอ๋องก็เห็นชอบด้วย จึงพาบูกิดและขุนนางทั้งปวงกลับมาเมืองไซรกี แล้วสั่งให้ขุนนางรักษาศีลกินถั่วงา ครบสามวันเราจึงจะไปรับอาจารย์ หลำจงกวดจึงว่าที่แม่น้ำผวนเขนั้นเป็นแต่ชาวประมง ซึ่งผู้มีสติปัญญาจะอยู่ที่นั้นข้าพเจ้ายังแคลงอยู่ เกลือกว่าถ้าไปมิพบชาวเมืองทั้งปวงจะหัวเราะเล่น เวลาพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะไปเอาตัวตาแก่ซึ่งไปตกเบ็ดอยู่ริมแม่น้ำนั้นมาไล่เลียงดูก่อน ถ้าเห็นว่าดีจริงแล้วจึงค่อยแต่งการคำนับ ซันงีเสงจึงว่าแผ่นดินทุกวันนี้เป็นจลาจลต่างๆ เพราะพระเจ้าติวอ๋องมิได้ตั้งอยู่ในสัตย์ธรรม ผู้มีสติปัญญาจึงเที่ยวซุ่มซ่อนอยู่ทุกตำบล แต่ออกชื่อว่าเกียงจูแหย ข้าพเจ้าก็เห็นสมกับความฝัน ท่านอย่าได้ทัดทานเลย บุนอ๋องจึงว่าซึ่งซันงีเสงว่านี้ต้องกับความคิดเรา แล้วตั้งบูกิดให้เป็นที่บูเต๊กเจียงกุ๋น แปลว่าขุนนางฝ่ายทหาร ครั้นครบสามวันแล้ว บุนอ๋องก็ขึ้นรถพาขุนนางทั้งปวงออกจากเมืองไซรกี ไปแม่น้ำผวนเข ครั้นใกล้ที่อยู่เกียงจูแหย จึงห้ามทหารและขุนนางทั้งปวงให้หยุดอยู่ บุนอ๋องกับซันงีเสงก็ลงจากม้าเดินเข้าไป เห็นเกียงจูแหยนั่งตกเบ็ดอยู่ เกียงจูแหยนั้นทำเป็นไม่เห็นบุนอ๋อง จึงอ่านโคลงว่าลมตะวันตกพัดกล้า เมฆหมอกในอากาศก็เกลื่อนไป  เราตกเบ็ดอยู่นานแล้วหามีใครรู้จักไม่ ปีเดือนก็ล่วงไปแล้ว เมื่อไรหงส์ห้าตัวร้องขึ้นจะได้เห็นผู้มีบุญ บุนอ๋องได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีนัก เห็นว่าเกียงจูแหยเป็นผู้มีสติปัญญาแท้ จึงว่าท่านอาจารย์สบายอยู่หรือ เกียงจูแหยเหลียวมาเห็นบุนอ๋องลักษณะเป็นคนผู้มีบุญ ทิ้งคันเบ็ดเสีย คุกเข่าลงคำนับแล้วว่า ข้าพเจ้ามิทันรู้ว่าท่านมา ซึ่งมิทันคำนับนั้นขออภัยเสียเถิด บุนอ๋องก็ยุดเอามือเกียงจูแหยไว้ แล้วว่าข้าพเจ้าได้ยินออกชื่อท่านมานานแล้ว มาครั้งก่อนก็หาพบไม่ ครั้งนี้มาพบท่านข้าพเจ้ายินดีนัก แล้วบุนอ๋องกับเกียงจูแหยก็พากันมานั่งที่เรือนน้อยบนเนินเขา บุนอ๋องจึงว่าข้าพเจ้าอุตส่าห์มาทั้งนี้หวังจะเชิญท่านไปช่วยบำรุงแผ่นดิน เกียงจูแหยจึงว่าตัวข้าพเจ้าก็แก่ชราแล้ว จะคิดสิ่งไรก็ฟั่นเฟือน ซึ่งท่านมาทั้งนี้ก็เห็นจะป่วยการเสียเปล่า ซันงีเสงจึงว่าท่านอย่าถ่อมตัวเลย บุนอ๋องนายข้าพเจ้าตั้งจิตมาเชิญท่าน และเครื่องบูชาก็จัดแจงมาพร้อมแล้ว และทุกวันนี้พระเจ้าติวอ๋อง มิได้สมาคมคนมีสติปัญญาเลี้ยงแต่คนพาล หัวเมืองใหญ่ก็เป็นกบฏยกมาตีด่านถึงสองตำบล ราษฎรได้ความเดือดร้อนนัก และบุนอ๋องนายข้าพเจ้าตั้งใจจะทำนุบำรุงแผ่นดิน ให้ไพร่บ้านพลเมืองเป็นสุข ท่านจงไปช่วยนายข้าพเจ้าเถิด แล้วยกเครื่องบูชาทั้งปวงมาคำนับเกียงจูแหย เกียงจูแหยก็ให้ศิษย์รับไว้ แล้วซันงีเสงจึงให้เลื่อนรถเข้ามารับเกียงจูแหย เกียงจูแหยก็คำนับบุนอ๋อง แล้วว่าแต่ท่านเอาสิ่งของมาให้ข้าพเจ้านั้นพระคุณก็นักหนาอยู่แล้ว ซึ่งจะให้ข้าพเจ้าขึ้นรถนั้นหาควรแก่ข้าพเจ้าไม่ บุนอ๋องก็อ้อนวอนเป็นหลายครั้ง เกียงจูแหยก็บิดพริ้วอยู่ ซันงีเสงจึงว่ากับบุนอ๋องว่า ท่านอาจารย์มิขี่รถแล้ว จงเอาม้าที่ท่านขี่มานั้นให้อาจารย์ขี่เถิด เกียงจูแหยก็ขึ้นขี่ม้า บุนอ๋องก็มีความยินดี ขึ้นรถพาเกียงจูแหยกับขุนนางทั้งปวงกลับมาเมืองไซรกี แล้วตั้งเกียงจูแหยให้เป็นอิวหลงโจเส้งเสี้ยว ว่าเป็นที่ขุนนางผู้ใหญ่ว่าราชการทั้งฝ่ายทหารพลเรือน ราษฎรชาวเมืองทั้งปวงก็มีความยินดีนัก ต่างคนพูดกันว่าผู้มีสติปัญญามาอยู่ในเมืองไซรกีแล้ว เราท่านทั้งปวงก็จะได้ความสุข

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ