๑๓

๏ พอเงาก๋องมาถึงมิได้เห็นโลเฉีย ก็เข้าไปยืนอยู่ที่โก๋เต๊กหมึง โลเฉียก็เอากำไลตีเงาก๋องเซไป โลเฉียได้ทีก็ตามตีซ้ำเติมไป จนเงาก๋องล้มลงโลเฉียก็โจนขึ้นเหยียบอกไว้ เงาก๋องจึงว่าอ้ายลูกเล็กฟันน้ำนมยังไม่หมด บังอาจฆ่าเงาเปงแหมแฉเสีย แล้วยังตามมาทำร้ายกูอีกเล่า แล้วด่าโลเฉียเป็นข้อหยาบช้าต่างๆ โลเฉียได้ยินดังนั้นก็โกรธ เราจะมิบอกบัดนี้ตัวก็จะหารู้จักเราไม่ เราเป็นศิษย์ไทอิดจินหยิน อยู่ถ้ำกิมกังตั๋ง ณ เขาเขียนง๋วนซัว ครูเราเห็นว่าแซ่เสี่ยงทางจะสาปสูญแล้ว จึงให้เราลงไปเกิด ณ ด่านตันตึงก๋วน คอยเป็นทหารเกียงจูแหย ช่วยปราบปรามข้าศึก ให้แซ่จิวบูอ๋องรุ่งเรืองขึ้น แผ่นดินจะได้อยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งเราฆ่าเงาเปงกับแหมแฉเสียนั้น หาควรจะมากล่าวโทษเราผู้ซึ่งทำนุบำรุงแผ่นดินไม่ ถึงเราจะซ้ำฆ่าตัวเสียบัดนี้ ครูเราก็หาให้เราเป็นอันตรายไม่ เงาก๋องได้ยินดังนั้นจึงว่า มึงถือตัวว่าเป็นศิษย์ไทอิดจินหยินแล้ว ก็ตามแต่จะทำกูเถิด โลเฉียก็ยิ่งโกรธนัก จึงเอากำไลตีเงาก๋องประมาณยี่สิบที เงาก๋องก็ด่าโลเฉียมิได้ขาดปาก โลเฉียคิดขึ้นได้ถึงคำไทอิดจินหยิน จึงฉีกผลึกเสื้อเงาก๋องออก เห็นที่ใต้รักแร้นั้นมีเกล็ดเป็นอันมาก โลเฉียก็ชักเกล็ดออกประมาณห้าสิบเกล็ดเศษ เงาก๋องเจ็บปวดร้องอ้อนวอนขอโทษตัว โลเฉียจึงว่าตัวยังจะเอาความซึ่งเราฆ่าเงาเปง แหมแฉไปทูลอิศวรหรือไม่ เงาก๋องจึงว่าข้าพเจ้าไม่ทูลกล่าวโทษท่านแล้ว โลเฉียจึงว่า ดังนั้นเราจะเอาตัวไปด่านตันตึงก๋วนด้วย เงาก๋องก็ยอมไป โลเฉียจึงว่าธรรมดานาคย่อมนิมิตตัวได้ต่างๆ ท่านจงแปลงตัวเป็นงูเล็กจึงจะไปด้วยเราได้ เงาก๋องขัดมิได้ก็แปลงตัวเป็นแชจัวะ ภาษาไทยว่างูเขียว โลเฉียก็มีความยินดี หยิบแชจัวะใส่ในมือเสื้อ รีบไป ณ ด่านตันตึงก๋วน ครั้นไปถึงประตูด่าน นายประตูเห็นโลเฉียมา ก็เข้าไปบอกลิเจ้งว่าโลเฉียมาแล้ว ลิเจ้งได้ยินดังนั้นก็ยิ่งเป็นทุกข์นัก ยังมิทันจะได้ว่าประการใด พอโลเฉียเข้ามาคุกเข่าคำนับอยู่ ลิเจ้งถึงถามว่าตัวไปไหนมา โลเฉียจึงว่าข้าพเจ้าไปตามเงาก๋อง ณ โก๋เต๊กหมึง ลิเจ้งก็โกรธจึงว่า ตัวมีฤทธิ์ประการใดจะไปได้ ซึ่งตัวเอาความไม่จริงมาเจรจาดังนี้หน้าแค้นนัก โลเฉียจึงว่าบิดาอย่าเพ่อโกรธก่อน บัดนี้ข้าพเจ้าก็เอาตัวเงาก๋องมาด้วย แล้วโลเฉียก็เอางูเขียวในมือเสื้อทิ้งออกไป งูเขียวก็กลายเป็นเงาก๋อง ลิเจ้งเห็นดังนั้นตกใจนัก จึงถามเงาก๋องว่า มีเหตุประการใดท่านจึงเป็นดังนี้ เงาก๋องก็เล่าความซึ่งโลเฉียทำให้ลิเจ้งฟังทุกประการ แล้วว่า โลเฉียทำโทษแก่เราครั้งนี้ได้ความเจ็บอายนัก เราจะไปบอกพระยานาคซึ่งเป็นใหญ่อยู่ทั้งสามทิศกลับมาแก้แค้นโลเฉียให้ได้ แล้วเงาก๋องก็หายเป็นลมไป ลิเจ้งแจ้งดังนั้นก็ยิ่งทุกข์นัก กระทืบเท้าลงแล้วว่า ตัวฆ่าเงาเปง แหมแฉเสียก็มีโทษอยู่แล้ว บัดนี้มาซ้ำทำเงาก๋องอีกเล่า โทษตัวจะมิมากไปหรือ โลเฉียจึงว่าถึงข้าพเจ้าจะทำความผิดยิ่งกว่านี้ก็หาเป็นไรไม่ ด้วยไทอิดจินหยินครูข้าพเจ้าช่วยแก้ไขอยู่ ลิเจ้งมิได้ตอบประการใด โลเฉียก็เข้าไปคำนับมารดาข้างใน

๏ ครั้นเวลากลางวัน โลเฉียจึงออกทางประตูหลังบ้านขึ้นไปนั่งเล่นบนหอรบ แลเห็นคนซึ่งเดินทางเหงื่อโทรมตัวคนที่นั่งอยู่ร่มไม้และหน้าเรือนนั้นก็ถือพัดโบกอยู่มิได้ขาด ด้วยกำลังแดดร้อน โลเฉียดูแล้วก็หัวเราะคิดว่าเรานั่งอยู่บนหอรบนี้ลมพัดสบายนัก หาลำบากเหมือนคนเหล่านั้นไม่ และหอรบที่โลเฉียขึ้นไปอยู่นั้นมีเกาทัณฑ์อันหนึ่งชื่อเคียนกุ๋นมีลูกสามลูกชื่อจินเทียนจี๋ ภาษาไทยว่ายินไปถึงฟ้า เกาทัณฑ์อันนี้แต่ครั้งแผ่นดินพระเจ้าอึงเต้สืบมา มิได้มีผู้ใดยกไหว

๏ ขณะเมื่อโลเฉียขึ้นไปนั่งเล่นบนหอรบนั้น เหลือบไปเห็นเกาทัณฑ์เข้า โลเฉียจึงคิดว่าไทอิดจินหยินทายไว้ว่าเราจะเป็นทหาร จำจะหัดยิงเกาทัณฑ์ไว้ให้รู้บ้าง โลเฉียก็หยิบเกาทัณฑ์มาขึ้นสายพาดลูกยิงไปข้างทิศตะวันตกเฉียงใต้ เสียงสนั่นดังฟ้าร้อง มีรัศมีเขียวแดงต่างๆ ลูกเกาทัณฑ์ไปถูกเผกอุ๋น ซึ่งอาจารย์ใช้มาเก็บยาล้มลงขาดใจตาย และเผกอุ๋นคนนี้เป็นลูกศิษย์นางเจียกี๋ ซึ่งอยู่ในถ้ำแปะกุฎ ณ เขาเกาเลาซัว ไซอุ๋นเพื่อนศิษย์เห็นดังนั้นก็วิ่งไปบอกนางเจียกี๋ นางเจียกี๋ก็ออกมาเห็นเผกอุ๋นถูกเกาทัณฑ์ตาย และเห็นที่กลางลูกเกาทัณฑ์นั้นมีหนังสือว่าลิเจ้งตันตึงก๋วน นางเจียกี๋ก็โกรธว่าลิเจ้งคนนี้เมื่อมาเรียนวิชาอยู่นั้น เราช่วยว่ากับครูให้ปล่อยตัวลิเจ้งลงไป จะได้เป็นนายด่านตันตึงก๋วน ยังหารู้จักคุณเราไม่ กลับมายิงศิษย์ของเราตายเสียอีกเล่า แล้วนางเจียกี๋จึงสั่งไซอุ๋นศิษย์ให้อยู่รักษาถ้ำ นายเจียกี๋ก็ขึ้นเมฆเหาะไปลอยอยู่ตรงด่านตันตึงก๋วน ร้องเรียกลิเจ้ง ลิเจ้งได้ยินเสียงร้องเรียกก็ลงมาจากเรือนแหงนหน้าขึ้นไปเห็นนางเจียกี๋ ลิเจ้งก็กระทำคำนับ แล้วว่าซึ่งข้าพเจ้าอยู่มิได้มาทันคำนับท่านนั้นขออภัยเสียเถิด นางเจียกี๋ก็โกรธจึงว่าอย่าแต่งพูดเลย ก็เอาผ้าลงยันต์ทั้งที่สุมทิ้งลงไปมัดตัวลิเจ้งเข้า แล้วสั่งให้อึงกี๋นลกสือคุมตัวลิเจ้งไป ณ เขาเกาเลาซัว ครั้นไปถึงเขาเกาเลาซัว นางเจียกี๋ขึ้นนั่งที่สูงแล้วว่าแก่ลิเจ้งว่า ตัวกับเราก็มิได้มีผิดสิ่งใดกัน เหตุใดตัวจึงมายิงศิษย์เราเสีย ลิเจ้งได้ฟังดังนั้นก็ตกใจตะลึงอยู่เป็นครู่ จึงว่าข้าพเจ้าจะได้ยิงผู้ใดนั้นหามิได้ ซึ่งท่านว่านี้ข้าพเจ้ามีความสงสัยนัก นางเจียกี๋จึงว่าที่ลูกเกาทัณฑ์นั้นก็มีชื่อตัวอยู่ยังปฏิเสธไปอีกเล่า แล้วนางเจียกี๋ก็หยิบลูกเกาทัณฑ์มาให้ลิเจ้งดู ลิเจ้งเห็นดังนั้นก็ยิ่งสงสัยนักจึงบอกแก่นางเจียกี๋ว่าเกาทัณฑ์อันนี้แต่ครั้งพระเจ้าอึงเต้สืบมา ทุกวันนี้ผู้ใดยกไม่ไหว ซึ่งเป็นเหตุดังนี้ประหลาดนัก ขอท่านทุเลาให้ข้าพเจ้ากลับไปด่านตันตึงก๋วน จะสืบเสาะดูก่อน นางเจียกี๋ก็ให้แก้มัดลิเจ้งเสีย แล้วว่าท่านจงไปสืบเอาตัวคนร้ายมาให้เราจงได้ ลิเจ้งก็คำนับลานางเจียกี๋กลับไป ณ ด่านตันตึงก๋วน นางฮึนสีภรรยาเห็นลิเจ้งกลับมาได้ก็มีความยินดีนัก จึงถามลิเจ้งว่าเหตุผลประการใดจึงเป็นดังนี้ ลิเจ้งก็เล่าความทั้งปวงให้นางฮึนสีฟังทุกประการ แล้วว่าซึ่งจะยิงเกาทัณฑ์นั้นเราเห็นแต่โลเฉีย นางฮึนสีจึงว่าท่านว่าโลเฉียเป็นคนร้ายกาจอยู่แล้ว จะมีเหตุสิ่งไรมาท่านก็ลงโทษโลเฉีย ลิเจ้งจึงเรียกโลเฉียมาแล้วว่าอาจารย์สิทำนายไว้ว่าเจ้าจะเป็นทหาร เหตุใดเจ้ามิหัดขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์ศึกษาเพลงอาวุธให้ชำนาญเล่า โลเฉียจึงว่าข้าพเจ้ารักจะเรียนอยู่แต่ยังหามีอาจารย์ไม่ เพลาวานนี้ข้าพเจ้าขึ้นไปเล่นบนหอรบเห็นเกาทัณฑ์อันหนึ่งข้าพเจ้ายิงลองดูเสียงดังฟ้าร้อง แล้วมีรัศมีเขียวแดงต่างๆ ลูกเกาทัณฑ์นั้นหายไปในเมฆมิได้รู้ว่าจะไปตกแห่งใด ลิเจ้งได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงด่าโลเฉียว่าอ้ายลูกใจร้าย เกิดมามีแต่จะทำทุกข์ให้ ซึ่งตัวฆ่าเงาเปงกับแหมแฉเสีย เงาก๋องผู้บิดาก็ผูกแค้นอยู่ บัดนี้ตัวมาซ้ำทำความให้อีกเล่า โลเฉียจึงว่าซึ่งข้าพเจ้าทำความให้อีกนั้นด้วยเหตุประการใด ลิเจ้งก็เล่าความทั้งปวงให้โลเฉียฟัง โลเฉียได้ยินดังนั้นจึงว่า ศิษย์นางเจียกี๋อยู่ที่ไหนเล่า ข้าพเจ้าก็มิได้รู้ ลิเจ้งบอกว่านางเจียกี๋อยู่เขาเกาเลาซัว เมื่อลูกเกาทัณฑ์ซึ่งเจ้ายิงไปถูกเขาตายดังนี้ เจ้าจำจะไปหานางเจียกี๋อ้อนวอนขอโทษจึงจะชอบ โลเฉียจึงว่าบิดาจงพาข้าพเจ้าไปเถิด ลิเจ้งก็พาโลเฉียไป ณ เขาเกาเลาซัว ครั้นไปถึงปากถ้ำแปะกุฎ ลิเจ้งจึงให้โลเฉียอยู่แต่ข้างนอก ลิเจ้งก็เข้าไปคำนับนางเจียกี๋ในถ้ำ นางเจียกี๋จึงถามลิเจ้งว่า ท่านไปสืบได้ตัวผู้ซึ่งยิงเผกอุ๋นศิษย์เราได้หรือไม่ ลิเจ้งจึงบอกว่าผู้ซึ่งยิงเกาทัณฑ์นั้นโลเฉียบุตรข้าพเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าก็พาตัวมาด้วย นางเจียกี๋จึงสั่งศิษย์ชื่อไซอุ๋นว่า จงออกไปพาตัวโลเฉียเข้ามา ไซอุ๋นคำนับลาแล้วก็ออกมาปากถ้ำ โลเฉียเห็นไซอุ๋นก็สำคัญว่าจะมาจับตัว โลเฉียก็ถอดกำไลถือไว้ พอไซอุ๋นเดินใกล้เข้ามายังมิทันจะบอกความ โลเฉียก็เอากำไลทิ้งถูกอกไซอุ๋น ไซอุ๋นร้องขึ้นได้คำเดียวก็ล้มลงขาดใจตาย นางเจียกี๋ได้ยินเสียงไซอุ๋นร้องขึ้นก็กริ่งใจ จึงถอดกระบี่เดินออกไปปากถ้ำเห็นไซอุ๋นล้มอยู่ นางเจียกี๋ก็โกรธจึงด่าโลเฉียเป็นข้อหยาบช้าต่างๆ โลเฉียเห็นนางเจียกี๋แต่งตัวเป็นเทพยดาถือกระบี่ออกมาด่าหยาบช้าก็โกรธ จึงเอากำไลขว้างเอานางเจียกี๋ๆ ก็รับไว้ได้ ก็รู้ว่ากำไลนี้ของไทอิดจินหยิน โลเฉียก็โกรธนัก จึงเอาแพรหลินที่พันตัวนั้นทิ้งเอานางเจียกี๋ๆ ก็รับเอาใส่ในมือเสื้อไว้แล้วว่าแก่โลเฉียว่าอาวุธของไทอิดจินหยินครูมึงยังมีอยู่สักเท่าใดจงทิ้งมาให้สิ้น โลเฉียได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงคิดว่านางเทพยดาคนนี้มีฤทธิ์นัก เห็นจะสู้มิได้ แล้วโลเฉียก็รีบหนีไปเขาเขียนงวนซัว นางเจียกี๋เห็นโลเฉียหนีไปแล้ว จึงว่าแก่ลิเจ้งว่าสิ้นธุระท่านแล้ว จงกลับไปด่านตันตึงก๋วนเถิดแล้วนางเจียกี๋ก็รีบตามโลเฉียไป

๏ ฝ่ายโลเฉียครั้นมาถึงเขาเขียนงวนซัว ก็เข้าไปคำนับไทอิดจินหยิน ไทอิดจินหยินเห็นโลเฉียเสลือกสลนมาดังนั้นจึงถามว่าผู้ใดไล่มาหรือ โลเฉียก็เล่าความทั้งปวงให้ไทอิดจินหยินฟัง แล้วว่านางเจียกี๋มาใกล้แล้ว ไทอิดจินหยินจึงด่าโลเฉียว่าอ้ายใจร้ายมีแต่ทำความให้ แล้วขับโลเฉียเข้าไปซ่อนอยู่ในถ้ำ ไทอิดจินหยินก็เดินออกมายืนอยู่ปากถ้ำ นายเจียกี๋ก็ตามโลเฉียมาถึงเขาเขียนงวนซัว เห็นไทอิดจินหยินยืนอยู่ นางเจียกี๋ก็เข้าไปคำนับไทอิดจินหยิน ไทอิดจินหยินก็รับคำนับแล้วถามว่าเจ้ามาด้วยธุระสิ่งไร นางเจียกี๋จึงบอกว่าศิษย์ท่านชื่อโลเฉีย ไปฆ่าเผกอุ๋น ไซอุ๋นศิษย์ข้าพเจ้าเสียทั้งสองคน แล้วเอาวงกำไลกับแพรหลินทิ้งเอาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตามมาจะขอเอาตัวโลเฉีย ถ้าท่านให้ข้าพเจ้าโดยดี ท่านกับข้าพเจ้าก็จะเป็นไมตรีกันสืบไป ถ้าไม่ส่งโลเฉียให้ข้าพเจ้า ท่านกับข้าพเจ้าก็จะผิดใจกัน ไทอิดจินหยินจึงว่า ซึ่งจะเอาตัวโลเฉียนั้น เจ้ากับเราต้องไปหาง่วนสีเทียนจุ๋นอาจารย์เราก่อน ถ้าง่วนสีเทียนจุ๋นให้ส่งตัวโลเฉียแล้ว เราจึงจะส่งให้เจ้าได้ ด้วยโลเฉียคนนี้พระอิศวรให้ลงไปเกิดสำหรับเป็นทหารผู้มีบุญ ซึ่งจะส่งตัวโลเฉียแต่ลำพังเรานั้นไม่ได้ นางเจียกี๋จึงว่าท่านให้ศิษย์ไปเที่ยวทำร้ายเขา แล้วกลับเอาชื่อง่วนสีเทียนจุ๋นมาขู่ข้าพเจ้าอีกเล่า ไทอิดจินหยินจึงว่าครูเราเห็นว่าแผ่นดินเป็นสุขมาช้านาน จนศักราชได้พันห้าร้อยปีแล้ว บัดนี้จะเกิดรบพุ่งฆ่าฟันกัน จึงให้เทพยดาลงไปบังเกิดในแผ่นดิน โลเฉียคนนี้คือเลงจูจือ ภาษาไทยว่าตะเกียงหน้าพระ เทพยดาให้ลงไปเกิดช่วยเกียงจูแหยปราบปรามแซ่เสี่ยงทาง จะยกย่องแซ่จิวบุนอ๋องให้รุ่งเรืองขึ้น ซึ่งโลเฉียไปตีศิษย์ท่านตายนั้น ก็เพราะเป็นเวรกันมาแต่ก่อน อย่าถือโกรธดื้อดึงอยู่เลย พวกเจ้านั้นหารู้จักความสุขความทุกข์ความยินดีไม่ นางเจียกี๋ได้ยินไทอิดจินหยินว่าดังนั้นก็โกรธ ชักกระบี่ออกฟันเอาไทอิดจินหยิน ไทอิดจินหยินก็หลบเข้าไปในถ้ำ หยิบกระบี่กับถุงซึ่งใส่อาวุธวิเศษเป็นหลายสิ่ง แล้วผินหน้าไปทางทิศตะวันออกคำนับอาจารย์ ณ เขากุนหลุนซัวแล้วว่า ข้าพเจ้าแต่รักษาศีลมานี้ มิได้ทำบาปกรรมสิ่งใดเลย เพลานี้ข้าพเจ้าจะลาศีลออกไปรบกับนางเจียกี๋ให้ถึงแพ้และชนะ แล้วไทอิดจินหยินก็ออกมาปากถ้ำ จึงชี้หน้านางเกียจี๋แล้วว่า เจ้าก็อายุน้อยกว่าเรา หาควรจะมาอวดฤทธิ์กับเราไม่ นางเจียกี๋ก็เอากระบี่ฟันไทอิดจินหยิน ไทอิดจินหยินก็รำกระบี่เข้ารบกับนางเจียกี๋ได้สามสิบเพลง นางเจียกี๋จึงเอาผ้าซึ่งทำด้วยหนวดพระยานาคโยนขึ้นไปบนอากาศให้ประหารชีวิตไทอิดจินหยิน ไทอิดจินหยินจึงวิชาเช่นนี้จะทำไมกับเราได้ แล้วร่ายมนต์เอามือชี้ขึ้นไป ผ้านางเจียกี๋ก็ตกลงมา นางเจียกี๋ก็โกรธหน้าแดงดังดอกเซ่ง แกว่งกระบี่ดังสายฟ้าแลบเข้าฟันไทอิดจินหยิน ไทอิดจินหยินสู้พลางคิดว่าถึงกำหนดแล้ว จะต้องปราบปรามนางเจียกี๋เสียจงได้ แล้วไทอิดจินหยินเอาปะรำโยนขึ้นไป นางเจียกี๋เห็นก็ตกใจคิดจะหนีเอาตัวรอด พอปะรำตกลงมาครองตัวไว้ โลเฉียแอบดูอยู่ในถ้ำเห็นดังนั้น จึงคิดว่าถ้าครูให้วิชาอันนี้กับกูแล้ว ที่ไหนจะแพ้แก่นางเจียกี๋เล่า โลเฉียก็ออกมาจากถ้ำ พอไทอิดจินหยินเหลียวเห็น จึงว่าโลเฉียเห็นปะรำมีฤทธิ์จะมาขอกูแล้ว แต่จะให้บัดนี้แต่ใช้ยังหาถึงไม่ ต่อศึกเกียงจูแหยจึงจะให้โลเฉียได้ ไทอิดจินหยินคิดแล้ว จึงเรียกโลเฉียมาบอกว่า พระยานาคทั้งสี่ทิศไปทูลพระอิศวร พระอิศวรมีรับสั่งให้ไปเอาตัวบิดามารดาท่านอยู่แล้ว จงรีบกลับไปด่านตันตึงก๋วนเถิด โลเฉียได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงอ้อนวอนไทอิดจินหยินว่า ซึ่งบิดามารดาได้ความเดือดร้อนทั้งนี้ก็เพราะข้าพเจ้า อาจารย์จงช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด ว่าแล้วโลเฉียก็ร้องไห้ ไทอิดจินหยินก็กระซิบบอกอุบายให้โลเฉีย โลเฉียก็คำนับลาไทอิดจินหยินไป ณ ด่านตันตึงก๋วน นางเจียกี๋อยู่ในปะรำมืดมนนัก มิได้รู้ว่าทิศเหนือและทิศใต้ ไทอิดจินหยินจึงเอามือเคาะปะรำเข้าก็บังเกิดเป็นเปลวเพลิงขึ้นในนั้น นางเจียกี๋ร้อนรนนัก พอฟ้าร้องขึ้นนางเจียกี๋ก็กลายเป็นก้อนศิลาไป แต่ศิลาก้อนนี้เกิดพร้อมกับแผ่นดิน ต้องแสงพระจันทร์พระอาทิตย์มาหลายพันปีแล้วบังเกิดเป็นสตรีขึ้นชื่อนางเจียกี๋ นางเจียกี๋อุตส่าห์รักษาศีลหวังจะเป็นเทพยดาก็ยังหาสมปรารถนาไม่ พอสิ้นบุญนางเจียกี๋ก็กลับเป็นก้อนศิลาไปดังเก่า ไทอิดจินหยินครั้นมีชัยชนะแก่นางเจียกี๋แล้ว ก็เก็บเอาสิ่งของวิเศษทั้งสามสิ่งเข้าไปในถ้ำ

๏ ฝ่ายโลเฉียครั้นมาถึงด่านตันตึงก๋วน ได้ยินเสียงคนอื้ออึงบนตึกบิดา โลเฉียก็รีบขึ้นไปเห็นเงาก๋งหนึ่ง เงาซุนหนึ่ง เงาเปงหนึ่ง เงากิดหนึ่ง ภาษาไทยว่าพระยานาคทั้งสี่ ทุ่มเถียงกันกับลิเจ้งผู้บิดาอยู่ โลเฉียจึงว่าตัวดอกฆ่าเงาเปงผู้บุตรท่านเสีย โทษจะเป็นประการใดก็อยู่กับตัวเรา เราจะผ่าท้องเชือดเนื้อเราออกให้ตายไปตามเงาเปง แหมแฉ อย่าให้เกี่ยวข้องถึงบิดามารดาเราเลย ท่านทั้งสี่จะเห็นประการใดเล่า พระยานาคทั้งสี่ได้ฟังโลเฉียว่าดังนั้น ก็คิดว่าโลเฉียผู้นี้มีกตัญญูต่อบิดามารดานัก ต่างคนจึงว่าถ้าตัวทำได้ดังนั้น เราก็มิให้เกี่ยวข้องถึงบิดาท่าน โลเฉียก็เอากระบี่ผ่าท้องลากไส้ออกมา แล้วเชือดเนื้อจนสิ้นกระดูกโลเฉียก็ตกเรี่ยรายลง พระยานาคทั้งสี่ก็กลับไปทูลพระอิศวรตามที่โลเฉียทำทุกประการ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ