๙๖

อาจาริย์กับศิษย์ทั้งสามมาในเวลานั้นเปนเดือนหกเข้าฤดูคิมหัน กลางวันก็เดินกลางคืนก็หาที่พัก เดินมาประมาณครึ่งเดือน แลไปข้างน่าก็เห็นป้อมกำแพงเมือง พระถังซัมจั๋งถามเห้งเจียว่า กำแพงเมืองข้างน่านั้นจะเปนเมืองใดตำบลใด เห้งเจียตอบว่าไม่ทราบ โป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า หนทางนี้พี่ก็เคยมาถึงแล้ว ทำไมจึงพูดว่าไม่รู้เล่า เห็นจะพูดหลอกพวกข้าพเจ้าเล่นดอกกะมัง เห้งเจียด่าว่าอ้ายชาติหมูพูดไม่ตรึกตรองได้ข้ามมาถึงก็จริง แต่มาทางอากาศมิได้ลงแผ่นดิน เมื่อไม่มีธุระอะไรก็มิได้ไต่ถามจึงมิได้รู้เรื่อง จะมาหลอกลวงเอาประโยชน์ผลอะไร พูดกันพลางเดินมาตามถนนใหญ่ แลไปที่กำแพงเห็นตาเฒ่าสองคนนั่งพูดกันอยู่ พระถังซัมจั๋งสั่งให้ศิษย์ทั้งสามคนยืนรออยู่ ส่วนตัวพระถังซัมจั๋งเดินเข้าไปใกล้ปราไสยถามว่า ท่านผู้เฒ่าทั้งสองข้าพเจ้าอยากจะใคร่ทราบว่า ที่ตำบลนี้เรียกว่าเมืองอะไร แลในที่นี้จะมีคนใจบุญกุศลศรัทธาบ้างหรือไม่ รูปปราถนาจะใคร่บิณฑบาตอาหารกินสักมื้อหนึ่งด้วย เฒ่าทั้งสองตอบว่า ตำบลนี้เรียกว่าเมืองตั้งท่ายฮู้ หลังเมืองนี้มีบ้านหนึ่งเรียกว่า (ตี้เล่งกุ้ย) แม้ว่าท่านอยากจะบิณฑบาตจังหันฉันก็นิมนต์ไปเถิดตรงไปทางนี้มีป้ายข้างทิศตวันตก หันน่าไปข้างทิศตวันอก มิประตูบ้านเจ้าของบ้านชื่อญ่วนหลายเสรษฐี เธอมีศรัทธากล้าหาญถวายทานแก่สงฆ์วันละหมื่นรูป เหมือนเช่นท่านมาแต่ทางไกลเปนอาคันตุกะอย่างนี้ ก็ตามแต่จะต้องการเถิด นิมนต์ไปเถิดข้าพเจ้าจะเสียเวลาพูดกัน พระถังซัมจั๋งก็ลาสองเฒ่ากลับไปบอกแก่สานุศิษย์แล้วก็พากันตรงไป เวลาที่เดินมาตามทางใหญ่ พวกชาวเมืองก็พากันมาล้อมดู ที่บางคนก็กลัวจนตัวสั่นแลคิดสงไสยไปต่าง ๆ พระถังซัมจั๋งเห็นผู้คนกลุ้มกันมากมายดังนั้น จึงร้องสั่งสานุศิษย์ว่าจงสำรวมระวังกิริยาอย่าให้ฟุ้งส้าน เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งได้ยินอาจาริย์สั่งดังนั้น ต่างคนก็เดินก้มหน้าสำรวมอินทรีย์มิได้เหลียวซ้ายแลขวา ครั้นอาจาริย์กับศิษย์พากันเดินมาพอสุดทางถนนใหญ่ แลไปที่ประตูเห็นมีอักษรใหญ่สี่ตัวว่าไม่ขัดขืนสงฆ์ พระถังซัมจั๋งเห็นแล้วก็พยักหน้าพูดว่าประเทศไซทีเปนพุทธภูมิ์คำพูดไว้ไม่ผิด โป๊ยก่ายเห็นแล้วก็จะตรงเข้าไป เห้งเจียร้องห้ามว่าอ้ายกินรำหยุดก่อน รอให้มีคนออกมาไต่ถามให้ได้ความแล้วจึงค่อยเข้าไป อาจาริย์กับศิษย์พากันนั่งพักอยู่ บัดเดี๋ยวมีบุรุษย์หนุ่มน้อยผู้หนึ่งเดินออกมา มือหนึ่งถือตะกร้ามือหนึ่งถือคันชั่งแลเห็นคนทั้งสี่ก็ตกใจ ทิ้งสิ่งของที่ถือวิ่งหนีหกล้มลุกคลุกคลานกลับเข้าไปในบ้าน ร้องบอกนายว่าข้างนอกมีพระสงฆ์สี่รูปหน้าตาแปลกปลาดจริง ๆ

ฝ่ายเช่าญ่วนหลายเสรษฐี เวลานั้นกำลังถือไม้เท้าเดินบริกรรมภาวนาเจริญพระพุทธคุณอยู่ในลานบ้าน เมื่อได้ยินบ่าวมาบอกดังนั้นก็รีบไปรับ เห็นอาจาริย์กับศิษย์สามคนก็มิได้เกรงกลัวครั่นคร้าม ร้องว่าเชิญท่านเข้ามาเถิด พระถังซัมจั๋งก็เดินเข้าไป เสรษฐีเดินนำน่าเข้ามาในตรอกเล็ก เสรษฐีจึงชี้ว่าหอนี้เปนที่บูชาพระพุทธเจ้า ที่สองบูชาพระธรรม ที่สามสำหรับพักพระสงฆ์ ที่ต่อไปนั้นเปนที่ข้าพเจ้ากับบุตร์ภรรยาแลญาติพี่น้องอยู่ พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็มีความสรรเสริญ จึงครองผ้าเรียบร้อยแล้วก็ขึ้นไปนมัศการพระพุทธ พระธรรม เสรษฐีจึงนิมนต์ให้เปลื้องผ้ากาสาวะภัตแล้วก็นั่งสนทนากัน ศิษย์ทั้งสามก็เข้ามาพร้อมกัน เสรษฐีจึงให้คนใช้จูงม้าไปผูกไว้ที่เฉลียงแลเก็บหาบเข้าของไปไว้เรียบร้อยแล้ว เสรษฐีจึงถามถึงเหตุการที่จะมาธุระนั้น พระถังซัมจั๋งจึงพูดว่า อาตมภาพมาจากเมืองใต้ถังข้างทิศตวันออก โดยมีรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้อาตมภาพมายังเขาเล่งซัวนมัศการพระพุทธเจ้า ชออาราธนาพระไตรยปิฎก วันนี้มาถึงตำบลนี้ทราบว่าท่านเสรษฐีมีจิตร์ศรัทธา อาตมภาพจึงเข้ามาโดยประสงค์จะบิณฑบาตจังหันสักมื้อหนึ่งแล้วก็จะลาไป

ฝ่ายเสรษฐีได้ทราบความดังนั้น ก็มีใจโสมนัศยินดีเปนที่ยิ่งแล้ว หัวเราะพูดว่า ข้าพเจ้าแส้เข่าชื่อต้ายดวนอายุได้หกสิบปี ได้ตั้งใจอัทธิฐานเลี้ยงพระสงฆ์หมื่นองค์ มาถึงวันนี้ได้ยี่สิบสี่ปีพึ่งได้เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบหกรูปยังขาดอยู่สี่รูปจะได้หมื่นหนึ่ง มาวันนี้ท่านทั้งสี่ลงมาจากฟ้าสี่รูป ก็พอครบจำนวนของข้าพเจ้าอัทธิฐานไว้ ขอท่านผ่อนพักสักเดือนหนึ่งก่อน ข้าพเจ้าจะทำการครบกำหนดหมื่นองค์ เมื่อเสร็จธุระการฉลองแล้ว ข้าพเจ้าจะให้คนใช้ของข้าพเจ้าเอาเกี้ยวหามไปส่งท่าน ตั้งแต่นี้ไประยะทางแปดร้อยเส้นเสศไม่สู้ไกลนัก พระถังซัมจั๋งได้ฟังเสรษฐีว่าดังนั้น มีความยินดีก็ยอมพักอยู่

ฝ่ายเศรษฐีจึงให้คนใช้ผ่าฟืนหาบน้ำ แลจัดแจงหุงต้มเครื่องคาวหวานที่จะถวายพระสงฆ์ ผู้คนทำงานการอึกกะทึกก็ตกใจถึงท่านยายเสรฐีจึงถามว่าพระสงฆ์มาแต่ข้างไหนหรือ คนใช้บอกว่ามีพระสงฆ์สี่รูปดูปลาด ท่านตาถามเธอ ๆ บอกว่าอยู่เมืองใต้ถัง พระเจ้าแผ่นดินให้ไปเขาเล่งซัวอาราธนาพระไตรยปิฎกธรรม มาถึงบ้านเรานี้ไม่รู้ว่าทางมาจะไกลสักเท่าใด เพราะฉนั้นท่านตาจึงสั่งพวกข้าพเจ้าให้จัดแจงทำเครื่องแจคาวหวานถวายพระสงฆ์ ยายเสรษฐีได้ฟังก็มีความรื่นเริงดีใจ จึงเรียกบ่าวให้เอาเสื้อผ้ามาผลัด ครั้นจัดแจงแต่งตัวนุ่งห่มแล้วก็ออกมาดู พวกคนใช้บอกว่าท่านแม่ดูได้แต่องค์เดียว ยังอีกสามรูปนั้นดูไม่ได้รูปดุร้ายนัก ทั้งน่าเกลียดน่ากลัวดูปลาดดุจลงมาจากฟ้า ท่านยายจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นจงรีบไปบอกแก่ท่านตาให้ทราบก่อน คนใช้ก็รีบไปบอกแก่เสรฐีว่าท่านยายจะออกมา พระถังซัมจั๋งได้ฟังก็ลงจากอาศน์ ท่านยายเสรฐีก็พอมาถึงน่าหอ แลไปเห็นพระถังซัมจั๋งมีลักษณอันงาม หันไปแลเห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งรูปร่างมิใช่คนธรรมดา แม้ว่าจะเปนคนอยู่เบื้องบนลงมาก็จริง แต่ดูรูปก็ให้ครั่นคร้ามในใจ ยายเฒ่าพิจารณาดูแล้วก็ลดกายลงกระทำคำนับ พระถังซัมจั๋งก็ย่อตัวปราไสยถามทักว่าลำบากแก่ท่านยายมาก ๆ ยายเฒ่าจึงถามสามีว่า ท่านทั้งสามนั้นทำไมจึงไม่นั่งเสมอกัน โป๊ยก่ายชิงตอบว่า ข้าพเจ้าทั้งสามนี้เปนสานุศิษย์ เสียงโป๊ยก่ายพูดขึ้นคำหนึ่งดุจภูเขาจะพัง ทำให้ยายเฒ่าตกใจไหวหวั่นครั่นคร้าม กำลังพูดกันอยู่นั้น แลเห็นหนุ่มน้อยนักเรียนสองคนเดินขึ้นมา ลดกายลงทำเคารพต่อพระถังซัมจั๋ง พระถังซัมจั๋งแลเห็นก็ตกใจ ย่อตัวลงปราไสยถามทัก เสรฐีลุกเดินมาจับบุตร์ทั้งสองแล้วบอกว่า สองคนนี้บุตร์ของข้าพเจ้าเอง คนใหญ่นามเรียกว่าเข่าเหลียง คนเล็กเรียกว่าเข่าต๊ง อยู่ที่โรงเรยนพึ่งกลับมากินเข้ากลางวัน ทราบว่าใต้เท้ามานี่จึงได้มานมัศการ พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี สรรเสริญว่าชอบแล้วชอบแล้ว อยากให้มีความเจริญต้องทำการกุศลแลเล่าเรียนให้รอบรู้ขนบธรรมเนียม นักเรียนทั้งสองจึงถามบิดาว่า ท่านอาจาริย์นี้อยู่ถึงไหนมา ท่านเสรฐีหัวเราะแล้วพูดว่ามาจากทางไกลอยู่ณะเมืองใต้ถังข้างทิศตวันออก พระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้ไปที่เขาเล่งซัวอาราธนาพระไตรยปิฎกธรรม

นักเรียนทั้งสองพูดว่า ข้าพเจ้าได้ดูในหนังสือลิ้มก้วงกิว่า ในใต้หล้านี้มีสี่ทวีปสี่ทิศ ๆ ที่เราอยู่นี้เรียกว่า ปาจิณทิศท่านมาจากทิศบูรพากว่าจะมาถึงนี่ไม่ทราบว่าสักกี่ปีแล้ว พระถังซัมจั๋งหัวเราะแล้วตอบว่า อาตมภาพเดินมาทรมาความทุกข์มากวันมากคืน แลต้องถูกปิศาจร้ายราวีที่กันดานต่าง ๆ เหลือที่จะพรรณาให้สิ้นสุดได้ แต่รวมจำที่เดินนั้นคิดได้สิบสี่ปีจึงได้มาถึงตำบลนี้ นักเรียนทั้งสองได้ฟังพระถังซัมจั๋งว่าดังนั้นจึงสรรเสริญว่า ท่านอาจาริย์เปนผู้วิเศษสำเร็จภาคจึงได้มาได้ดังนี้ กำลังสนทนากันอยู่ พวกคนใช้ก็ยกเครื่องจังหันแจมาถวาย ท่านเสรฐีจึงให้ท่านยายกับบุตร์ทั้งสองกลับบ้าน เสรฐีจึงนิมนต์พระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ฉันอาหารเครื่องแจทั้งคาวหวานจัดหาล้วนแต่สิ่งที่โอชารสมีเครื่องเทียบแลเพิ่มเติมทุก ๆ สิ่ง โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็ดีใจกินดุจลมพัดหอบเมฆ อาจาริย์กับศิษย์กระทำพัตตากิจเสร็จแล้ว พระถังซัมจั๋งก็ลุกออกมาจากที่มีความสรรเสริญขอบคุณเสรษฐีที่สุดแลจะใคร่ขอลาไป เสรฐีพูดว่า ท่านอาจาริย์จงยั้งหยุดพักก่อนคำโบราณท่านย่อมว่า ต้นยากปลายง่าย คอยรอข้าพเจ้าทำการฉลองแล้ว ข้าพเจ้าจะจัดการส่งท่านโดยความปรกติ พระถังซัมจั๋งได้ฟังเสรฐีอ้อนวอนดังนั้น โดยความเลื่อมไสยศรัทธาก็ไม่รู้จะขัดอย่างไรได้ จึงได้ยอมพักอยู่ห้าหกวัน เสรฐีจึงตั้งพิธีแลนิมนต์พระสงฆ์ยี่สิบสี่รูปสวดมนต์ฉลอง

ฝ่ายพระสงฆ์ทั้งหลายก็จัดแจงทำตามกิริยาพิธีธรรมสามวันสามคืนเสร็จแล้ว

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งเห็นการเสร็จแล้ว จิตร์เปนห่วงที่จะไปยังเขาเล่งซัว จึงปราไสยแก่ท่านเสรฐี ๆ คำนับแล้วพูดว่าอาจาริย์ทำไมรีบร้อนจะไปนัก หรือทำการหลายวันจะไม่สบายใจดอกกระมัง พระถังซัมจั๋งตอบว่า อาตมภาพได้รับความปฏิบัติของท่านเสรฐีโดยความเอื้อเฟื้อ ไม่รู้ว่าจะได้สิ่งใดตอบแทนสนองพระเดชพระคุณไม่มีความรำคารขัดข้องแต่อย่างใดเลย แต่เมื่อพระเจ้าถังไทยจงฮ่องเต้เสด็จมาส่งอาตมภาพได้ตรัสถามว่าเวลาใดจึงจะได้กลับเมือง อาตมภาพได้ทูลผิดไปว่าสามปี โดยเหตุที่ไม่ทราบว่าหนทางจะลำบากยากเย็นถึงเพียงนี้ มาถึงวันนี้ก็ได้สิบสี่ปีแล้ว จะอาราธนาพระธรรมได้หรือมิได้ก็ไม่รู้ ทั้งเวลากลับก็จะถึงสิบสองสิบสามปีอีกดังนี้ จะไม่มีความผิดคาดหมายไปหรือ ขอท่านได้อนุกูลให้ข้าพเจ้าไปเถิด ถ้าได้พระธรรมแล้ว จะกลับมาอยู่สักกี่เวลาก็ได้ โป๊ยก่ายได้ฟังอดพูดไม่ได้ จึงพูดออกด้วยเสียงอันดังว่า อาจาริย์คิดผิดไปเสียแล้วไม่ผ่อนตามใจคน ท่านก็เปนผู้มั่งมีใหญ่โต ทั้งตั้งใจอธิฐานถวายสังฆทานแก่สงฆถึงหมื่นรูปก็ครบแล้ว แลจะมีจิตร์ศรัทธานิมนต์ไว้ ควรจะอยู่สักปีหนึ่งก็จะไม่ต้องเปนทุกข์อะไร จะรีบเร่งไปทำไมไม่อยู่กินให้พอ จะเที่ยวไปขอเขากินนั้นจะดีอย่างไร พระถังซัมจั๋งได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นจึงตวาดว่าหาความคิดมิได้ เห็นแต่จะกินมิได้คิดที่จะได้มรรคผล เพราะฉนั้นเปนมนุษย์แล้วแลจะต้องกลับเปนเดรฉานเพราะความอยากความปราถนาในสันดานแห่งตน เจ้าจะใคร่อยู่กินให้สบายก็จงอยู่เถิดพรุ่งนี้ข้าจะไป เห้งเจียเห็นอาจาริย์มีสีหน้ามัวหมองดังนั้น ตรงมาเอากำหมัดทุบศีศะโป๊ยก่ายทีหนึ่ง แล้วด่าว่าอ้ายชาติหมูไม่รู้ดีแลชั่ว ทำให้อาจาริย์โกรธแค้นเคืองใจ โป๊ยก่ายไม่อาจพูดอะไรต่อไป

ฝ่ายเสรฐีเห็นอาจาริย์กับศิษย์วุ่นวายกันดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่า ท่านอาจาริย์อย่าร้อนใจวันนี้จงพักก่อน พรุ่งนี้ข้าพเจ้าจัดแจงขอแรงชาวบ้านมาพร้อมกันจะได้แห่ส่งท่านไป เวลาเมื่อเสรฐีกำลังพูดอยู่นั้น ท่านยายเฒ่าก็มาถามว่า ท่านอาจาริย์มาพักอยู่ที่นี่กี่วันแล้ว พระถังซัมจั๋งตอบว่าอาตมภาพมาพักอยู่ได้สิบห้าวันแล้ว ยายเฒ่าพูดว่าครึ่งเดือนนี้เปนส่วนกุศลของท่านตา ข้าพเจ้ามีทรัพย์สินเล็กน้อยจะขออะธิฐานทำแจถวายสักครึ่งเดือน ยายเฒ่าพูดยังไม่ทันจะขาดคำลง บุตร์ชายชื่อเข่าเหลียงเข่าต๊งทั้งสองคนเข้ามาพูดว่า ท่านอาจาริย์ บิดาข้าพเจ้าทำแจถวายสงฆ์ยี่สิบปีก็ยังไม่เคยพบท่านผู้วิเศษ วันนี้มาพบท่านผู้วิเศษทั้งสี่มาถึงบ้านข้าพเจ้า ก็เปรียบดุจเรือนแฝกมีแสงสว่าง ข้าพเจ้ายังเด็กเล่าเรียนน้อยก็เคยฟังในคำภีร์มรรคผลว่า ตาทำ ตาก็ได้ของตา ยายทำ ยายก็ได้ของยาย ใครไม่ทำผู้นั้นก็ไม่ได้ บิดามารดาข้าพเจ้าอยากได้กุศล พี่น้องข้าพเจ้าก็อยากได้กุศลบ้าง มีทรัพย์บ้างเล็กน้อยจะขอทำถวายท่านอาจาริย์สักครึ่งเดือน การทำบุญเสร็จแล้วข้าพเจ้าทั้งหลายจะพร้อมกันไปส่งท่านอาจาริย์ไป พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ท่านตาท่านยายนิมนต์ยังรับไม่ได้เปนอันขาดจะรับนิมนต์ท่านทั้งสองไม่ได้ วันนี้กำหนดแน่จะลาไปอย่าถือผิดข้าพเจ้าเลย หากมิฉนั้นก็มีโทษที่ผิดรับสั่งก็ถึงที่ตายเหมือนกัน

ฝ่ายท่านยายกับบุตร์เห็นเธอไม่รับนิมนต์เปนแน่แล้ว ก็มีความโกรธว่าเราตั้งใจนิมนต์เธอไว้ เธอก็ไม่ยอมอยู่จะใคร่ไปก็ไปเถิด จะอ้อนวอนทำไมให้ป่วยการปากลำบากใจ พูดดังนั้นแล้วแม่ลูกก็พากันกลับไป ฝ่ายเสรฐีเห็นอาจาริย์กับสานุศิษย์มีความเศร้าหมองก็ไม่อาจอ้อนวอนให้อยู่ จึงออกไปที่ห้องเสมียนสั่งให้เขียนจดหมายเชิญพวกเพื่อนบ้านใกล้เคียงกันในวงษ์ญาติว่า เวลาพรุ่งนี้จะส่งท่านอาจาริย์ถังซัมจั๋งไป สั่งให้พวกโรงครัวจัดเครื่องโต๊ะให้พรักพร้อมแลให้จัดหาม้าฬ่อกับธงเทียว แลเครื่องพิณพาทย์มโหรีสีซอฆ้องกลองแลขับร้อง แลให้นิมนต์พระสงฆ์พวกหนึ่งมาในกำหนดวันพรุ่งนี้ ถวายเข้าสงฆ์เสร็จจะได้ส่งท่านอาจาริย์ถังซัมจั๋ง เสมียนทนายรับคำสั่งแล้วก็ไปจัดการตามสั่ง ครั้นเวลาพลบค่ำก็พากันไปพักหลับนอน พวกพนักงานของเสรฐีก็จัดการจนรุ่งสว่าง ทุกสิ่งทุกอย่างก็พร้อมเสร็จทั้งสิ้น

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสามคน ลุกขึ้นเก็บรวบรวมเข้าของใส่หาบสำรองจะออกเดิน เสรฐีก็มานิมนต์ไปที่โรงใหญ่ข้างบ้าน ในนั้นจัดเครื่องโต๊ะแจไว้พร้อมทั้งคาวหวาน จัดที่สูงต่ำตามลำดับ เสรฐีนิมนต์อาจาริย์กับศิษย์เข้านั่งที่แล้ว พวกวงษ์ญาติใหญ่น้อยกับแขกบ้านใกล้ไกลที่เสรฐีเชิญมานั้นพร้อมกันแล้ว ก็ต่างคนนมัศการพระถังซัมจั๋งทุก ๆ คน แล้วมโหรีพิณพาทย์ก็ดีดสีตีเป่าขึ้นพร้อมกัน ครั้นเลี้ยงเสร็จแล้ว พระถังซัมจั๋งก็ลาเสรฐี ฝ่ายคนทั้งหลายที่มานั้นก็พากันตามหลังพระถังซัมจั๋งมายังที่ประตูนอก แลไปตามทางจัดแจงถือธงทิวแลม้าฬ่อฆ้องกลองรออยู่พร้อมกันคอยรอท่า พอพระถังซัมจั๋งออกมาก็โห่ร้องตีม้าฬ่อฆ้องกลองขึ้นอึกทึกโกฬาหล พวกผู้คนหญิงชายใหญ่น้อยตามหลังแห่ห้อมล้อมมา ยังพวกหญิงชายชาวเมืองผู้ใหญ่เด็กพากันมาดูตามสองข้างทางนั่งยืนยัดเยียดเบียดกันตลอดมา เวลานั้นเสรฐีคุกเข่ายอมถวายไทยทานส่งพระถังซัมจั๋งสิ้นทรัพย์เปนอันมาก หาผู้ใดจะทำเสมอมิได้ มีทั้งพวกขับร้องสรรเสริญเปนเพลงกลอนต่าง ๆ แลทั้งมีพระสงฆ์ตามส่งสวดมนต์แลคาถาต่าง ๆ ตามไปส่งด้วย เปนระยะทางประมาณสองร้อยเสศ เสรฐีจัดคนล่วงน่าไปตั้งเลี้ยงน้ำร้อนน้ำชา ครั้นถึงเสรฐีก็นิมนต์พระถังซัมจั๋งเข้าหยุดพัก เสรฐียกถ้วยน้ำชามาประเคนให้พระถังซัมจั๋ง น้ำตาคลอตาแล้วพูดว่า แม้ท่านไปอาราธนาพระธรรมกลับมาแล้ว นิมนต์ท่านแวะบ้านข้าพเจ้าให้จงได้ จะเปนที่พอใจข้าพเจ้าสมแก่ที่มีศรัทธาเลื่อมไสย พระถังซัมจั๋งปราไสยขอบคุณเสรฐีเปนที่ยิ่ง พูดว่าอาตมภาพไปถึงเขาเล่งซัว อาราธนาพระธรรมได้แล้ว ก็คงจะยกกุศลผลทานของท่านใหญ่ยิ่ง หากเวลากลับอาตมภาพจะแวะขอบคุณท่าน ครั้นสั่งเสียกันเสร็จธุระแล้ว พระถังซัมจั๋งก็ลาเสรฐีออกเดินไป ประมาณทางไกลได้สี่ร้อยเส้นเสศเวลานั้นก็จวนค่ำ พระถังซัมจั๋งพูดว่า เวลาก็จวนค่ำจะหาที่พักแห่งใดดี โป๊ยท่านพูดเสียงดังขึ้นว่าเครื่องขบฉันก็มีพร้อม ตึกรามห้องหอก็มีสำรองไว้ ให้อยู่ไม่อยู่ไม่กิน อยากแต่จะไปให้ได้เดี๋ยวนี้จะไปหาที่ไหนอิกเล่า พระถังซัมจั๋งได้ฟังโป๊ยก่ายว่าดังนั้น จึงด่าว่าอ้ายสัตว์เดระฉานยังจะมาขัดเคืองเสียดายอะไรอยู่อิก คำโบราณท่านย่อมว่า แม้เปนศุขสำราญก็จริงแต่มิใช่บ้านเรือนของเราจะอยู่นานก็ไม่ควร รอเราพากันไปเขาเล่งซัวพบพระพุทธเจ้าขออาราธนาพระธรรมได้แล้วกลับไปเมืองใต้ถังจะทูลแก่พระเจ้าแผ่นดิน ขอเอาเครื่องเสวยจะกินสักกี่ปีหรือจะกินให้จนท้องแตกก็ตามแต่ใจ เจ้าหัวใจสัตว์จะให้เจ้าเปนปิศาจผีตายอยาก โป๊ยก่ายได้ฟังพระอาจาริย์ด่าดังนั้นก็หัวเราะแต่ในใจ ไม่อาจโต้ตอบออกไปอีก เห้งเจียแลเห็นที่ข้างทางมีห้องเล็ก ๆ สองสามห้องจึงพูดแก่อาจาริย์ว่า ที่ตรงนั้นเห็นจะพักได้ พูดดังนั้นแล้วก็พากันเดินไปดู แลเห็นเปนประตูเก่า ข้างบนมีป้ายเก่ามีอักษรสี่ตัว คือ (ฮัวกองเห้งอี) พระถังซัมจั๋งก็ลงจากม้าพูดว่า ฮัวกองนามนี้ คือพระปฏิมากรที่บูชา ในนี้คงจะมีศาลาจึงพากันตรงเข้าไปข้างใน เห็นห้องหอเซซุดหักพังไปทั้งสิ้น ไม่เห็นมีผู้คนเงียบสงัดหญ้าแลเถาวัลขึ้นพันรกเรี้ยว เห็นดังนั้นแล้วก็คิดจะถอยออกมาไปหาที่อื่น ก็บังเอินมืดฟ้ามัวฝน ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่จนไม่รู้ที่ว่าจะหลบหนีไปทางไหน มีห้องพังอยู่ข้างนั้นก็แอบเข้าไปหนีฝน พากันระงับเงียบไม่อาจพูดเสียงดัง กลัวว่าจะมีปิศาจยักษ์ร้ายนั่งนอนไม่เปนศุขทั้งคืน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ