๗๙

ฝ่ายพวกขุนนางมหาดเล็กแลขันที ครั้นได้ตัวพระถังซัมจั๋งแล้วก็ห้อมล้อมพาตัวมายังพระราชวังใน ครั้นถึงน่าพระที่นั่งขุนนางทั้งหลายก็พากันคำนับ แต่พระถังซัมจั๋งแปลงยืนนิ่งอยู่ไม่คำนับ ร้องถามไปว่าเจ้าแผ่นดิน ปี๊เปียก๊กจะหาตัวอาตมภาพมาว่าอะไรหรือ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงพระสวนแล้วตรัสว่าข้าพเจ้าป่วยเปนโรคมาช้านานแล้วไม่หาย บัดนี้ท่านก๊กเชียงประกอบยาวิเสศได้ เครื่องยาทั้งหลายก็พร้อมแล้ว ยังขาดแต่สิ่งเดียว เพราะฉนั้นจึงนิมนต์ท่านเข้ามา จะใคร่ขอกระสายยาแก่ท่านสักสิ่งหนึ่ง แม้โรคหายปรกติแล้ว ข้าพเจ้าจะปลูกศาลบูชาท่านทุก ๆปี ไว้เปนที่นับถือหลักถานของบ้านเมืองต่อไป เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อาตมภาพก็เปนสมณะตัวเปล่ามาถึงนี่ไม่มีอะไร มหาบพิธโปรดถามก๊กเชียงดูว่าจะต้องประสงค์สิ่งใด พระเจ้าแผ่นดินตอบว่าจะต้องประสงค์หัวใจท่านเท่านั้น สิ่งอื่นก็มีพร้อมแล้ว พระถังซัมจั๋งปลอมถวายพระพรว่า อาตมภาพก็ไม่ปิดบัง ซึ่งพระองค์มีพระราชประสงค์หัวใจนั้นจะเอารูปสีอย่างไหน ก๊กเชียงนั่งอยู่ที่นั้นจึงบอกแก่พระถังซัมจั๋งปลอมว่า จะต้องการหัวใจดำของท่านประสมยาเปนกระสาย เห้งเจียจึงตอบว่า ถ้ากระนั้นก็ได้เอามีดมาแหวะเอาเดี๋ยวนี้ อาตมภาพจะแหวะให้ ถ้ามีหัวใจดำก็จะถวายตามพระราชประสงค์ ส่วนพระเจ้าแผ่นดินเมื่อได้ทรงฟังดังนั้นก็ดีพระไทย จึงรับสั่งให้ขันธีเอามีดมาให้พระถังซัมจั๋งปลอม เห้งเจียรับมีดมาแล้ว ก็แหวกเสื้อออกจนแลเห็นท้อง มือขวาก็เอามีดแทงเข้าที่ท้องดังเสียงผลัวะกระชากแหวะออก แลเห็นในท้องมีหัวใจไหลออกมาเปนดวงใหญ่อยู่กับพื้น พวกขุนนางทั้งหลายแลเห็นดังนั้น ต่างคนมีความหวาดเสียวสดุ้งจิตรไปทุกคน ก๊กเชียงแลเห็นดังนั้นก็ตกตลึง พูดว่าพระสงฆ์รูปนี้ทำไมจึงมีหัวใจมากอย่างนี้ พระถังซัมจั๋งปลอมทำเปนเอามือค้นหา กำลังโลหิตแดง ๆ ดังนั้น เห็นมีแต่หัวใจแดงหัวใจขาวหัวใจเหลือง หัวใจกระหนี่เหนียวแน่น หัวใจลาภยศหัวใจอิจฉา หัวใจเล่ห์กลหัวใจอยากชนะ หัวใจอยากให้สูง หัวใจหมิ่นประมาทหัวใจเหี้ยมโหด หัวใจดุร้ายหัวใจกลัวเกรง หัวใจมักน้อยหัวใจมิจฉาทิฐิ หัวใจส้อนเร้นมืดมัวหัวใจไม่ยุติธรรม เว้นแต่หัวใจดำนั้นไม่มี ส่วนพระเจ้าแผ่นดินเมื่อได้ทอดพระเนตร์เห็นดังนั้น ก็ตกประหม่าพระองค์สั่นสทกสท้าน ตรัสด้วยพระสุระเสียงอันดังว่าเก็บเอาไปเถิด ๆ เห้งเจียก็เรียกหัวใจกลับเข้าในกายตามปรกติเดิมแล้วก็แปลงกลับเปนรูปเดิม ร้องบอกแก่พระเจ้าแผ่นดินว่าพระองค์ชั่งไม่มีพระเนตรเลย พวกข้าพเจ้าอยู่ในทางสัมมาปฏิบัติล้วนแต่กุศลจึงไม่มีหัวใจดำ อันหัวใจดำนั้นมีแต่ก๊กเชียง จงเอาออกมาทำกระสายยาเถิดจึงจะดี แม้ท่านไม่เชื่อ ข้าพเจ้าจะช่วยควักออกให้ประเดี๋ยวนี้

ฝ่ายก๊กเชียงพิเคราะห์ดูเห็นรูปเห้งเจียแปลก มิใช่รูปเดิมก็จำได้ว่าซึงหงอคง มีความกลัวก็เหาะหนีขึ้นแซกอยู่ในกลีบเมฆ เห้งเจียก็เหาะขึ้นตามไปร้องตวาดว่ามึงจะหนีไปไหน กลับมากินตะบองสักทีก่อน ฝ่ายปิศาจก๊กเชียงเห็นจะหนีไม่พ้น จึงหันหน้ากลับมาต่อสู้เอาไม้เท้าตีแลป้องกัน รบกันด้วยกำลังแข็งแรงได้ยี่สิบเพลง ทานกำลังเห้งเจียไม่อยู่ก็บันดานเปนสายรุ้ง พุ่งเข้าไปยังตำหนักนางมุ้ยเฮ้าในพระราชวัง ก็หอบนางออกจากตำหนักหนีไป เห้งเจียก็ลดลงยังปราสาทกิมล่วนเต้ยถามขุนนางทั้งปวงว่า ท่านทั้งหลายเห็นความดีของก๊กเชียงหรือไม่ ขุนนางทั้งหลายก็พากันเคารพเห้งเจียทั้งสิ้น เห้งเจียถามว่า พระเจ้าแผ่นดินเสด็จไปข้างไหน พวกนนางบอกว่าพระองค์เห็นกำลังรบกัน ตกพระไทยกลัวไม่ทราบว่าจะไปแอบส้อนอยู่ที่ไหน เห้งเจียบอกว่าพวกท่านจงรีบไปเที่ยวค้นหา จะไปอยู่ที่ตำหนักนางมุ้ยเฮ้าดอกกระมัง พวกขุนนางทั้งหลายก็พากันไปเที่ยวค้นหาแรกก็ไปหาที่ตำหนักนางมุ้ยเฮ้า ก้ไม่เห็นทั้งพระเจ้าแผ่นดินแลนางมุ้ยเฮ้า พวกนางสนมกำนันในก็พากันกราบไหว้เห้งเจียทุกๆ คน เห้งเจียก็เชิญให้ลุกขึ้น แล้วบอกว่าอย่าช้าให้ช่วยกันรีบเที่ยวค้นหาพระเจ้าแผ่นดิน ในขณะนั้น ก็เห็นพวกขันธีสามสี่คนพยุงพระเจ้าแผ่นดินออกมาจากห้องพระตำหนักใน พวกขุนนางทั้งหลายแลเห็นก็พากันคุกเข่าลงคำนับกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบการทั้งนี้หากได้พึ่งพระสงฆ์ผู้วิเศษจึงได้แจ้งว่าก๊กเชียงนั้นคือปิศาจยักษ์ร้าย แลทั้งนางมั้ยเฮ้าก็มิได้เห็น พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังขุนนางกราบทูลดังนั้นแล้ว จึงเชิญให้เห้งเจียออกไปข้างน่ายังบัลลังก์แก้ว ทรงคำนับขอบคุณเห้งเจียแล้วถามว่าเมื่อแรกเข้ามาเห็นรูปร่างงดงาม บัดนี้ทำไมจึงเปนรูปดังนี้เล่า เห้งเจียหัวเราะแล้วจึงทูลว่า เมื่อแรกเข้ามาเปลี่ยนหนังสือนั้น แลคืออาจาริย์ข้าพเจ้า ซึ่งเปนพระอนุชาของพระเจ้าแผ่นดินใต้ถัง คือพระเจ้าถังไทยจงฮ่องเต้ ตัวข้าพเจ้าคือซึ่งหงอคงสานุศิษย์ใหญ่ ยังอีกสองคนคือตือโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง บัดนี้ยังพักอยู่หอกิมเต๊ง เพราะทราบว่าพระองค์หลงเชื่อฟังคำปิศาจมารร้าย จะใคร่เอาหัวใจของอาจาริย์ข้าพเจ้าทำน้ำกระสายยา ข้าพเจ้าจึงต้องแปลงเปนรูปอาจาริย์เข้ามากำจัดปิศาจ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น  รับสั่งให้ขุนนางออกไปนิมนต์พระอาจาริย์กับสานุศิษย์เข้ามายังพระราชวัง

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งอยู่ที่หอกิมเต๊ง ได้ยินเห้งเจียรบกับปิศาจอยู่ในอากาศ จิตรใจหวั่นหวาดไม่อยู่กับตัว พอเห็นขุนนางมานิมนต์ก็ยิ่งไม่มีความสบาย โป๊ยก่ายหัวเราะพูดว่าครั้งนี้นิมนต์เข้าไปไม่ใช่จะเอาหัวใจดอก พระอาจาริย์อย่าตกใจเลยเห็นพี่เห้งเจียจะมีไชยชนะปิศาจแล้ว จะนิมนต์เข้าไปขอบคุณเปนแน่ พระถังซัมจั๋งว่าหากมีไชยชะนะจะนิมนต์เข้าไปขอบคุณก็เอาเถอะ แต่น่ากากยังใส่อยู่อย่างนี้จะไปเฝ้าอย่างไรได้ โป๊ยก่ายพูดว่าข้อนั้นไม่เปนไร เข้าไปถึงแล้วพี่เห้งเจียอยู่ที่นั่นมีวิธีแก้ไขได้ พระถังซัมจั๋งได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะมีวิธีแก้ไขได้อย่างไร ก็ต้องจำใจจำไปเดินเกาะบ่าโป๊ยก่ายซัวเจ๋งออกจากห้อง พวกขุนนางแลเห็นก็ตกใจถามว่าอาจาริย์ทำไมรูปร่างจึงแปรเปนดังนี้ไปเล่า ท่านทั้งสองรูปร่างก็น่ากลัว ซัวเจ๋งพูดว่า ท่านอย่าวิตกรูปร่างไม่สวยไม่งามก็ตามกุศลตกแต่งกำเนิดมาอย่างนั้น พวกขุนนางก็พาศิษย์กับอาจาริย์เดินมา ครั้นถึงน่าพระลานในพระราชวัง เห้งเจียแลเห็นก็ลงมารับพระอาจาริย์ เอามือถอดน่ากากออกแล้ว ร่ายคาถาเป่าไปทีหนึ่ง รูปพระถังซัมจั๋งก็กลายกลับเปนรูปเดิม

พระเจ้าแผ่นดินเสด็จลงจากพระแท่น มานิมนต์ขึ้นนั่งที่อันสมควรแล้ว เห้งเจียจึงทูลถามพระเจ้าแผ่นดินว่า พระองค์ได้ทรงทราบหรือไม่ว่าปิศาจนั้นมันอยู่ที่ไหน ถ้าทราบแล้วข้าพเจ้าจะได้ไปกำจัดเสียจะได้สิ้นไภยร้ายต่อผ่ายหลัง พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียถาม ก็ให้คิดอดสูในพระไทย ตอบว่าเมื่อสามปีก่อนข้าพเจ้าได้ถามเธอบอกว่า จากเมืองไปไม่ไกลอยู่ข้างทิศอาคะเน ไปประมาณเจ็ดสิบโยชน์ก็ถึง ที่นั้นมีเนินแห่งเรียกว่าเนิน ลิ้วกีพา ตำบลเชงฮวยจึง เฒ่าก๊กเชียงไม่มีบุตรชาย จึงพาบุตรเมียน้อยรุ่นสาวคนหนึ่งอายุสิบหกปีมายกให้เปนสนม ข้าพเจ้ารับไว้ในตำหนัก จึงได้เกิดโรคมากขึ้น พวกหมอหลวงก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ก๊กเชียงเธอบอกว่ามียาวิเสศของเทวดา จะต้องเอาตับเด็กเปนน้ำกระสายยา ข้าพเจ้าก็ไม่ดีไปหลงเชื่อฟัง จึงได้สั่งให้เลือกเอาเด็กบุตร์ของราษฎร กำหนดวันนี้จะลงมือผ่าเอาตับ ก็บังเอินพระสงฆ์ผู้วิเสศมาถึงนี่ บันดาทารกที่อยู่ในกรงนั้นก็หายไปทั้งสิ้น เธอจึงบอกว่าพระสงฆ์นั้นบวชมาสิบชาติแล้ว แม้ได้หัวใจมาทำกะสายยา ดีกว่าตับเด็กเหล่านั้นหมื่นเท่า ข้าพเจ้าก็หลงเชื่อเอาเปนจริง ก็บังเอินได้พึ่งท่านผู้วิเศษรู้แจ้งได้ว่าเปนปิศาจมารร้าย ขอท่านได้ไปรดกำจัดเสียให้สิ้นเชิง อย่าให้มีความร้ายต่อไปข้าพเจ้าจะแบ่งบ้านเมืองสนองคุณท่าน เห้งเจียได้ฟังจึงทูลว่า อันเด็กในกรงนั้นพระอาจาริย์ของข้าพเจ้ามีจิตร์เมตตา จึงให้ข้าพเจ้าเอาไปส้อนเสีย พระองค์อย่าวุ่นวายอะไรเลยไว้ธุระข้าพเจ้าจะกำจัดปิศาจเอง ไม่ต้องตอบแทนอะไร แล้วเห้งเจียพูดแก่โป๊ยก่ายว่าเจ้าต้องไปด้วยกัน โป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าก็จะไปแต่ขัดด้วยท้องเปล่าไม่มีกำลัง พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งแก่เจ้าพนักงานให้จัดเข้าปลาอาหารมาให้โป๊ยก่ายรับประทาน โป๊ยก่ายกินอาหารเสร็จแล้ว ก็จัดแจงแต่งกายมั่นคงแข็งแรง เสร็จแล้วก็เหาะตามเห้งเจียไปในอากาศ

ฝ่ายพวกสนมนางในแลขุนนางทั้งหลาย เห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายเหาะเหินเดินอากาศมีฤทธิ์เดชดังนั้น ก็พากันสรรเสริญยกมือขึ้นคำนับทุกคนแล้วพูดว่า นี่คือเทพยดาลงมาโปรดพวกเรา

ฝ่ายเห้งเจียกับโป๊ยก่ายพากันเหาะตรงมายังทิศอาคะเน มาได้ประมาณเจ็ดสิบโยชน์ ก็ลดลงยังพื้นดินเที่ยวค้นหาที่อยู่แห่งปิศาจ เดินมาก็เห็นลำห้วยน้ำใสสอาด ทั้งสองฟากห้วยมีต้นสนเปนทิวแถว แต่ไม่เห็นที่เชงฮวยจึง เห้งเจียก็เที่ยวค้นหามิได้พบ จึงร่ายพระเวทเรียกพระภูมิ์เจ้าที่ ๆ ก็มาคุกเข่าคำนับอยู่ตรงหน้า เห้งเจียถามว่าที่เนินลิ้วกีปอนี้ที่เชงอวยจึงนั้นอยู่ที่ไหน พระภูมิ์บอกว่ามีแต่ถ้ำเชงฮวยต๋อง บ้านเชงฮวยจึงนั้นไม่มี ท่านใต้เซี้ยข้ามฟากห้วยไปข้างโน้น ที่ต้นสนเก้ากิ่งนั้นที่โคนต้นมีศิลาอยู่ก้อนหนึ่ง จับศิลานั้นกลับไปมาสามทีแล้ว เอาสองมือตบที่ต้นสนแล้วเรียกให้เปิดประตู สามคำก็จะเห็นถ้ำเชงฮวยต๋อง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็ให้พระภูมิ์กลับไปยังที่เดิม จึงพาโป๊ยก่ายข้ามห้วยไปเที่ยวค้นหาต้นสน ก็เห็นมีจริงเหมือนคำพระภูมิ์บอก เห้งเจียจึงบอกให้โป๊ยก่ายยืนอยู่แต่ห่าง ๆ พี่จะเข้าไปเรียกปิศาจให้เปิดประตู จะได้เข้าไปไล่ปิศาจออกมาน้องจงคอยสะกัดไว้ โป๊ยก่ายก็ออกมายืนแอบอยู่ห่าง ๆ เห้งเจียก็ทำตามพระภูมิ์บอก เดินรอบต้นไม้สนสามรอบแล้ว ก็หันก้อนศิลาสามรอบ เอาสองมือตบเข้าที่โคนต้นสนร้องเรียกให้เปิดประตูสามคำ บัดเดี๋ยวก็ได้ยินเสียงลั่น บานประตูก็เปิดต้นสนก็หายไปทันที แลเข้าไปในประตูมีแสงสว่างแต่ไม่เห็นคน เห้งเจียเดินเข้าไปเห็นมีแผ่นศิลาจารึกอักษรสี่ตัว คือ (เชงฮวยเซียนฮู้) แปลว่าสำนักเทพยดา เห้งเจียก็เดินหลีกเข้าไปข้างใน แลเห็นตาเฒ่านั่งกอดหญิงสาวอยู่กับอก กำลังพูดกะหืดกะหอบถึงเรื่องเจ้าเมืองปี๊เปียก๊กว่าสามปีมาแล้ววันนี้จะสำเร็จความคิด บังเอินอ้ายหัวลิงมันมาทำให้ความแตก เห้งเจียตรงเข้าไปยกตะบอกเงื้อแล้วร้องตวาดว่า กูดูมึงดุจสัตว์หน้าขน มึงมานั่งบ่นนินทาว่าอะไรกู ตาเฒ่าก็ปล่อยนางสาวมือจับไม้เท้าขึ้นต่อสู้กับเห้งเจีย รบกันอยู่ที่น่าถ้ำโป๊ยก่ายยืนอยู่ข้างนอกให้คันมือ อดไมให้ก็ลากคราดเข้าไปสับกระชากเอาต้นสนใหญ่นั้นสามสี่ที มีโลหิตไหลออกมาจากต้นสนสด ๆ โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นจึงคิดว่าต้นไม้นี้นานปีเข้าก็กลายเปนปิศาจไป ควรเราจะทำลายมันเสียจึงจะดี แลเห็นเห้งเจียกำลังฬ่อปิศาจออกมา โป๊ยก่ายก็ไม่รู้จะพูดจาว่ากะไร จับคราดเข้าสับเอาปิศาจ ๆ แลเห็นโป๊ยก่ายก็ตกใจถอยหนี บันดานเปนแสงรุ้งหนีไปข้างทิศตวันออก เห้งเจียโป๊ยก่ายก็รีบเหาะตามไป จวนจะฆ่าปิศาจได้ก็ได้ยินนกการะเวกขันมีรัศมีเฟื่องฟุ้งสว่าง เงยหน้าแลไปดูก็เห็นท่านน่ำก๊กดาวสิ้วแชสกัดกั้นสายรุ้งนั้นไว้ ร้องว่าท่านใต้เซี้ยช้าก่อน ท่านพี่ผ้องหง้วนส่วยยั้งก่อนข้าพเจ้าขอคำนับ เห้งเจียคำนับตอบแล้วถามว่าน้องจะไปข้างไหนโป๊ยก่ายหัวเราะว่า ตาเฒ่าหัวเนื้อสกัดกั้นสายรุ้งไว้คงจะจับปิศาจนั้นได้เปนแน่ สิ้วแชจึงพูดว่าข้าพเจ้าอยู่นี่คอยขอชีวิตร์ให้มันสักครั้งหนึ่งเถิด เห้งเจียพูดว่าเฒ่าปิศาจนั้นก็มิได้เกี่ยวข้องแก่น้อง ทำไมจึงต้องมาอ้อนวอนขอโทษมันด้วยเล่า สิ้วแชหัวเราะแล้วพูดว่า ปิศาจนั้นคือของข้าพเจ้าไว้สำหรับขี่ ข้าพเจ้าเผลอไปมันจึงได้หนีมาเปนปิศาจดังนี้ เห้งเจียพูดว่าถ้ามันเปนปิศาจของน้อง ก็ให้มันแปลงกลับเปนรูปเดิมให้ข้าพเจ้าดูสักทีหนึ่ง สิ้วแชได้ฟังดังนั้นจึงปล่อยสายรุ้งนั้นออกแล้วร้องตวาดว่า อ้ายสัตว์เดรฉานจงรีบกลับกลายเปนรูปเดิมจะได้รอดชีวิตร์ ปิศาจก็พลิกตัวทีหนึ่งกลับเปนรูปกวางไป สิ้วแชด่าว่าอ้ายสัตว์เดรฉานลักไม้ท้าวมาด้วย ฝ่ายกวางนั้นหมอบอยู่กับพื้นปากพูดไม่ได้ เอาศีศะคำนับร้องไห้อยู่อย่างนั้น สิ้วแชก็ขึ้นขี่ลาเห้งเจียกลับไป เห้งเจียรีบมาจับสิ้วแชไว้แล้วพูดว่า ท่านน้องอย่าเพ่อไปก่อนมีกิจธุระอยู่สองอย่างยังไม่เสร็จ สิ้วแชถามว่ายังจะมีธุระอะไรอีกเล่า เห้งเจียพูดว่ายังนางปิศาจสาวนั้นไม่ได้ตัว ไม่ทราบว่ามันเปนปิศาจอะไร แลขอเชิญท่านน้องเข้าไปในเมืองปี๊เปียก๊ก สำแดงกายชักนำประชาชนทั้งหลาย สิ้วแชว่าถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะหยุดรอก่อน ท่านจงรีบพากันไปจับปิศาจสาวได้แล้ว จะได้พร้อมกันเข้าไปในเมือง เห้งเจียจึงพาโป๊ยก่ายกลับมายังถ้ำเชงฮวยต๋อง พากันเข้าไปในถ้ำโห่ร้องอึกกะทึก

ฝ่ายนางปิศาจเมื่อได้ยินดังนั้นมีความกลัวจนตัวสั่น จึงเข้าแอบอยู่ในประตูไม่มีทางจะหนีได้ โป๊ยก่ายไล่รุกร้องตวาดว่ามึงจะหนีไปไหน นางปิศาจจวนตัวก็บันดานเปนสายรุ้งหนีออกไป เห้งเจียเห็นก็มาสกัดสายรุ้งไว้ ตีด้วยตะบองทีหนึ่งถูกปิศาจเจ็บปวดยั้งตัวไม่อยู่ก็ล้มลงกับพื้น กลับมาเปนเสือปลาขาวไปตามเดิม โป๊ยก่ายอดไม่ได้ก็ยกคราดสับลงอีกทีหนึ่ง เห้งเจียร้องว่าเท่านั้นเถิดอย่าสับให้ละเอียดเลย เอาไว้นำไปให้พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตร์ให้ทราบเหตุ โป๊ยก่ายก็สับติดกับคราดยกใส่บ่าเดินตามเห้งเจียออกมา ก็แลเห็นสิ้วแชกับกวางยืนคอยอยู่ที่น่าถ้ำ โป๊ยก่ายเอาเสือปลาวางที่น่ากวาง ถามว่านี่ลูกสาวของเองใช่หรือไม่ กวางนั้นก็ทำศีศะปะหงก ๆ รับเหมือนบอกว่าใช่ ยื่นปากร้องเสียงดังว่าเป๊ก ๆ ดูดุจแสดงว่ามีใจรักใคร่แลห่วงอาไลยต่อกัน

สิ้วแชเอามือตบศีศะทีหนึ่งแล้วด่าว่า อ้ายเดรฉานตัวของเองรอดชีวิตร์แล้วก็แล้วกันจะมาห่วงไยอะไรด้วยอีกเล่า สิ้วแชจึงแก้ผ้าคาดพุงออกผูกฅอกวางนั้นแล้ว จึงพูดแก่เห้งเจียว่าเรารีบพากันไปหาพระเจ้าแผ่นดินเถิด เห้งเจียว่าจะต้องจัดแจงถ้ำเสียให้เรียบร้อยก่อน หาไม่วันหลังก็จะเกิดปิศาจขึ้นอีก เห้งเจียจึงเรียกพระภูมิ์เจ้าที่มาสั่งให้หาฟืนแห้ง ๆ มาเผาถ้ำเสียให้หมด ครั้นเผาถ้ำแล้วก็พร้อมกันเหาะกลับมาเมือง โป๊ยก่ายก็หิ้วเสือปลานั้นติดคราดเหาะตามมา ครั้นถึงก็ลงยังพระราชวังข้างน่า กำลังพวกขุนนางอยู่พร้อมกัน

ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินกับขุนนางทั้งหลายแลพวกสนมใน แลเห็นต่างก็ตกใจคุกเข่าลงกับพื้นกราบไหว้ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็พยุงพระเจ้าแผ่นดินให้ลุกขึ้น แล้วหัวเราะพูดว่าท่านอย่าเพ่อคำนับข้าพเจ้าก่อน กวางตัวนี้เฒ่าก๊กเชียงพ่อตา ท่านจงคำนับเสียก่อนจึงควร พระเจ้าแผ่นดินมีความอดสูพระไทยเปนนี่สุดจึงตรัสว่า ข้าพเจ้าได้พึ่งบารมีของท่านได้โปรดช่วยทารกทั้งเมืองให้รอดชีวิตร พระเดชพระคุณหาที่เปรียบมิได้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ขุนนางจัดโต๊ะเลี้ยงท่านสิ้วแชกุนพระถังซัมจั๋งแลศิษย์ทั้งสาม ขุนนางพนักงานก็ไปจัดการตามรับสั่งทุกประการ

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งก็มาคำนับท่านสิ้วแช ซัวเจ๋งก็มาคำนับถามว่ากวางนี้ของท่านหรือ เหตุใดจึงมาถึงที่นี้ทำร้ายแก่ชาวเมืองดังนั้น สิ้วแชหัวเราะแล้วตอบว่า ท่านตังฮวยตี้กุนข้ามมาที่เขาข้าพเจ้า ๆ เชิญท่านหยุดพักเล่นหมากรุกยังหาทันแล้วกระดานไม่ กวางนี้ก็หันมา พอสิ้นเวลาแขกไปแล้วหาก็ไม่เห็น ข้าพเจ้าจับยามดูก็รู้ได้ว่ามันหนีมาอยู่ตำบลนี้ จึงได้ตามมาค้นหา บังเอินมาปะใต้เซียกำลังแผลงฤทธิ์อยู่ หากข้าพเจ้ามาช้าไปอีกสักหน่อย สัตว์นี้ก็จะสิ้นชีวิตร์เสียแล้ว พูดยังไม่ทันแล้วก็พอเจ้าพนักงานมาเชิญเข้านั่งโต๊ะ ครั้นนั่งตามลำดับพร้อมกันแล้ว พระเจ้าแผ่นดินก็มารินสุราอย่างดีส่งให้สิ้วแชหนึ่งถ้วย เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งคนละถ้วย พวกดนตรีก็ขับขานบันเลงขึ้นพร้อมกัน ครั้นเสร็จการเลี้ยงแล้วสิ้วแชก็ขอลา พระเจ้าแผ่นดินเดินมาไกล้คุกเข่าลงคำนับแล้ว ก็ขอยาแก้โรคอายุวัฒนะ สิ้วแชพูดว่าข้าพเจ้ามาตามกวาง หาได้เอายาติดมาด้วยไม่ ข้าพเจ้าก็อยากจะบอกตำราแพทย์อันพิเศษ แต่ขัดด้วยตัวของท่านมีโรคมากจะไม่พอรู้ได้ บัดนี้ข้าพเจ้ามีแต่พุดซามาสามผลเปนของท่านตังฮวยตี๊กุนให้ข้าพเจ้า ๆ ยังไม่ได้รับประทาน ขอให้พระองค์เอาไว้เสวยเถิดพระโรคก็ค่อยธุเลาลง ผ่ายหลังอายุก็จะได้ยืนนานเพราะพุดซาสามผลนี้ ครั้นถวายผลพุดซาพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ก็ลาขึ้นนั่งบนหลังกวางตวาดทีหนึ่งกวางก็เหาะขึ้นแซกเมฆไป พวกชาวเมืองปี๊เปียก๊กไม่ว่าชายหญิงเด็กผู้ใหญ่แลเห็นดังนั้นต่างก็จุดธูปเทียนบูชาทุก ๆ บ้าน

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ ก็จัดเก็บเข้าของจะได้ลาไป พระเจ้าแผ่นดินอ้อนวอนว่าให้อยู่ช่วยสั่งสอนก่อนก็ไม่ยอมอยู่ เห้งเจียจึงพูดเตือนสะติพระเจ้าแผ่นดิน ว่าขอพระองค์จงบันเทาความกำหนัดแลความโลภให้เบาบางลง จงตั้งพระไทยในกุศลธรรมปลงพระกรรมฐานภาวะนา ทรงผ่อนผันดูการที่ควรหนักแลเบาพระโรคก็จะบันเทาพระชนมายุก็จะยืนยาว ขอพระองค์จำไว้อย่าลืม พระเจ้าแผ่นดินมีความชอบพระไทยเปนอันมาก จึงรับสั่งให้ขุนนางเจ้าพนักงานนำทองคำมาสองถาด ถวายเปนสเบียงเดินทาง พระถังซัมจั๋งก็มิได้รับ คืนให้เอาไว้สำหรับบ้านเมือง พระเจ้าแผ่นดินก็เปนอันจนพระไทยไม่รู้ที่ว่าจะทำประการใด จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดพระราชรถเข้ามาแล้ว ก็นิมนต์พระถังซัมจั๋งขึ้นบนราชรถ พระเจ้าแผ่นดินกับพระญาติพระวงษ์ แลพระสนมนางในก็พากันตามส่งพระถังซัมจั๋งจนนอกเมือง

ฝ่ายชาวเมืองปี๊เปียก๊ก ต่างก็ตั้งโต๊ะจุดธูปเทียนบูชาส่งพระถังซัมจั๋งทุกๆ บ้าน ในเวลาที่เจ้าเมืองกับขุนนางใหญ่น้อยแลชาวเมืองแออัดอยู่นั้น ได้ยินเสียงลมบนอากาศพัดมา เห็นกรงห่านที่ใส่เด็กอยู่กลางถนน เด็กเหล่านั้นก็หัวเราะร่าเริงอยู่ทุกๆ คน แลได้ยินเสียงบนอากาศร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่าท่านใต้เซี้ย ได้สั่งให้ข้าพเจ้าเอาเด็กไปส้อนนั้นบัดนี้ท่านจัดการเสร็จแล้ว ข้าพเจ้านำเด็กมาส่งตามเดิมแล้ว พระเจ้าแผ่นดินแลขุนนางข้าราชการฝ่ายน่าฝ่ายใน แลราษฎรชาวเมือง พากันกราบไหว้นับถือสรรเสริญเห้งเจียแหงนหน้าขึ้นบนอากาศขอบคุณแล้ว จึงร้องบอกแก่พวกชาวเมืองว่า บุตร์ของใครก็ให้มารับเอาบุตรของตัวไป

ฝ่ายราษฎรทั้งหลาย เมื่อได้บุตรของตนแล้วก็มีความยินดีแลขอบใจยิ่งนัก จึงพากันร้องนิมนต์ว่า ขอพระผู้เปนเจ้าอยู่อย่าเพ่อไปก่อน จงอยู่ให้พวกข้าพเจ้าฉลองพระเดชพระคุณตอบแทนบ้าง พวกราษฎรบางคนก็เข้าอุ้มเอาพระถังซัมจั๋ง บางคนก็เข้าหามเห้งเจียแลโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ไปยังบ้านเรือนจัดของแจแลเย็บตัดจีวรแลเสื้อกางเกงถวาย บางคนก็เอาม้าไปเลี้ยง แต่ทำการชักช้าอยู่ดังนั้นประมาณเดือนหนึ่ง จึงได้ส่งพระถังซัมจั๋งออกจากเมือง พระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์สามคน ออกจากเมืองปี๊เปียก๊กไปประมาณห้าสิบเส้น จึงได้ขอบคุณลาจากไป ฝ่ายเจ้าเมืองกับขุนนางแลราษฎรก็พากันกลับเมือง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ