๖๒

เดินมาได้วันหนึ่งประมาณทางได้แปดร้อยโยชน์ อาจาริย์กับศิษย์ก็มีความผาศุข เวลาจวนจะสิ้นฤดูฝนเข้าฤดูหนาว ครั้นมาอีกหน่อยหนึ่งแลไปข้างน่าก็เห็นกำแพงขวางอยู่ข้างน่า พระถังซัมจั๋งก็ชักม้าหยุดเรียกเห้งเจียถามว่าข้างน่านั้นจะเปนห้องหอตึกรามหรืออย่างไร ดูรายเรียงเปนลำดับกันอยู่ดังนั้น  เปนสถานที่อันใด เห้งเจียพิจารณาดูแล้วก็บอกแก่อาจาริย์ว่าเปนบ้านเมืองที่มีกระษัตริย์ปกครอง

พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้น ก็ให้ม้าเดินบัดเดี๋ยวก็มาถึงประตูเมือง แลไปดูเห็นถนนหนทางเรียบร้อยมีผู้คนค้าขายเสื้อผ้าแพรพรรณต่าง ๆ เมื่อกำลังเดินมาก็เห็นพระสงฆ์สักยี่สิบรูป ที่ต้องจำขื่อคาโซ่ตรวนทุก ๆ องค์เที่ยวบิณฑบาตดูน่าอุจาดสักเวชแก่ตา พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็ถอนใจใหญ่จึงเรียกเห้งเจียมาสั่งว่า จงไปถามดูว่ามีโทษอะไรจึงต้องพันธนาจำจองเช่นนั้น เห้งเจียเดินเข้าไปใกล้ร้องถามว่าพระสงฆ์เหล่านี้มีโทษอย่างไร จึงได้จำโซ่ตรวนขื่อคาดังนี้ พระสงฆ์เหล่านั้นคุกเข่าลงพูดว่าอาตมภาพทั้งหลายนี้ต้องโทษโดยไม่มีเหตุ อาตมภาพทั้งหลายอยู่วัดกิมกวางยี่ เลี้ยวมุมกำแพงนั้นก็ถึง เห้งเจียก็พาพระสงฆ์พวกนั้นมาหาพระถังซัมจั๋ง ๆ จึงถามว่า ท่านทั้งหลายทำไมจึงต้องจำดังนี้ ขอท่านได้เล่าให้อาตมาฟังบ้าง พระสงฆ์เหล่านั้นพูดว่า พวกข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านมาแต่ไหน ซึ่งข้าพเจ้าต้องจำด้วยเหตุประการใด ข้าพเจ้าไม่อาจเล่าให้ท่านฟังได้ในเวลานี้ ขอให้ท่านไปที่วัดฃข้าพเจ้าเถิด จะได้เล่าให้ท่านทราบเรื่องความทระมาทุกข์ของพวกข้าพเจ้า พระถังซัมจั๋งก็เดินตามพระสงฆ์เหล่านั้นไปถึงประตูวัด แลขึ้นไปดูบนประตูเห็นมีหนังสือตัวทองเจ็ดตัวคือ เซ๊กเกี๊ยนฮู่ก๊กกิมกวางยี่ แปลว่าพระราชทานทรงสร้างชื่อวัดทองสว่าง อาจาริย์กับศิษย์ก็พากันเข้าไปพิจารณาดู เห็นต้นพฤกษาดอกใบร่วงโรยไม่มีใครเก็บ กุฎีวิหารก็ร่วงโรยรกเรี้ยวรุงรังไม่มีพระสงฆ์อยู่ พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็เสียใจ จนน้ำตาไหลโดยมีความสังเวชสลดใจ พวกพระสงฆ์ที่ต้องจำเหล่านั้นก็มาเปิดประตูโบถออก เชิญพระถังซัมจั๋งเข้าไป พระถังซัมจั๋งเข้าไปนมัศการพระพุทธรูปแล้ว ก็ออกจากโบถเดินเข้าไปในกุฎี แลเห็นที่เสาใส่กุญแจเณรอยู่หกเจ็ดรูป พระถังซัมจั๋งไม่อยากจะเห็น เดินเลยเข้าไปในกุฎีใหญ่หมู่สงฆ์ในวัดก็พากันออกมาเคารพ แล้วถามว่าท่านทั้งหลายรูปร่างต่าง ๆ กัน ท่านมาจากเมืองใต้ถังหรือมิใช่

เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าพวกสงฆ์นี้ยามดียังไม่เห็นก็รู้ก่อน ทำไมท่านจึงรู้ได้ พระสงฆ์ทั้งหลายตอบว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายไม่มีฤกษ์ยามอะไรดอก เพราะพวกข้าพเจ้าต้องโทษเปล่า ๆ ดังนี้ ไม่ทราบว่าจะทำประการใด ทุกวันก็พากันร้องฟ้าร้องดินไปดังนั้น หรือจะร้อนถึงเทวดาจึงบันดานให้พวกข้าพเจ้าฝันไปทุกคนว่า พระถังซัมจั๋งอยู่เมืองใต้ถังมาถึงจึงจะช่วยชีวิตรพวกข้าพเจ้าทั้งหลายได้ บังเอินวันนี้ท่านมาถึงที่นี่ ข้าพเจ้าทั้งหลายก็นึกเดาเอาว่าเห็นจะเปนท่านนี่เอง พระถังซัมจั๋งถามว่านี่เมืองอะไร ท่านทั้งหลายต้องรับโทษจองจำอย่างนี้ด้วยเหตุอะไร

พระสงฆ์เหล่านั้นบอกว่าเมืองนี้นามเมืองเรียกว่าเจ่จั๊ยก๊กเปนเมืองใหญ่ มีเมืองขึ้นทั้งสี่ทิศ ๆ อาคะเนชื่อเมืองง้วยท่อก๊ก ทิศอุดรชื่อเมืองโกเชียงก๊ก ทิศบูรพาชื่อเมืองไซรเหลียงก๊ก ทิศปราจิณชื่อเมืองปุ๊นปัวก๊ก เมืองทั้งสี่ทุก ๆ ปี เอาเครื่องบรรณาการเข้ามาถวายมิได้ขาด บ้านเมืองปราศจากศึกสงครามย่อมอยู่เย็นเปนศุข ไม่ต้องไปรบพุ่งชิงไชยเมืองเหล่านั้นก็มาอ่อนน้อมเอง ยกย่องให้เมืองนี้เปนเอกราช พระถังซัมจั๋งถามว่าเปนดังท่านเล่าดังนั้น เห็นขุนนางฝ่ายทหารแลพลเรือนจะเปนผู้ตั้งอยู่ในยุติธรรม เจ้าแผ่นดินก็จะถือศีลตั้งอยู่ในยุติธรรมหรือบ้านเมืองจึงได้อยู่เย็นเปนศุข

พระสงฆ์เหล่านั้นพูดว่า เจ้าแผ่นดินก็ไม่อยู่ในทศพิธราชธรรม ขุนนางก็ไม่มีคนซื่อสัตย์สุจริตมีแต่ทุจริตอะยุติธรรมทั้งนั้น ที่วัดกิมกวางนี้ตั้งแต่เดิมมาพระเจดีย์วิเศษมีเมฆอยู่บนยอด ดุจดังว่ามงคลปกล้อมอยู่เสมอ เวลากลางคืนแสงพุ่งออกไปไกล เวลากลางวันมีรัศมีสีต่าง ๆ ประชาชนทุก ๆ คนก็มีความเลื่อมไสยศรัทธา เพราะฉนั้นจึงมีคำเรียกว่าเมืองสวรรค์ บังเอินเมื่อสามปีก่อนเดือนเก้าขึ้นหนึ่งค่ำเวลาเที่ยงคืนก็มีฝนตกลงมาเปนน้ำโลหิต พระเจดีย์นั้นก็เปื้อนเปรอะไปทั้งองค์ตั้งแต่นั้นก็มืดมัวไม่มีรัศมี ในสองปีก็ไม่มีหัวเมืองเอาบรรณาการมาถวายเจ้าเมืองคิดจะยกทัพไปตี ขุนนางทั้งหลายมีความสงไสยจึงทูลถามว่า พระเจดีย์วิเศษที่ในวัดกิมกวางนั้น พระสงฆ์ทีจะลักเอาของนั้นไป เพราะฉนั้นบรรดาหัวเมืองที่เคยจึงมิได้นำเครื่องบรรณาการมาถวาย

พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังข้าราชการกราบทูลดังนั้นมิได้ทรงตรึกตรอง จึงสั่งให้ขุนนางจับเอาพระสงฆ์ไปเฆี่ยนตีทระมานทำโทษต่าง ๆ ที่จับพวกข้าพเจ้าไปทำโทษนั้นมีสองสามจำพวก จำพวกที่จับไปก่อนนั้นก็คงจะไม่พ้นความตาย ยังจับพวกข้าพเจ้าไปทำโทษให้จำโซ่ตรวนดังนี้อีก ขอท่านอาจาริย์ได้ทราบ พวกข้าพเจ้าที่ไหนจะสามารถลักเอาของวิเศษในพระเจดียไปได้ ขอท่านอาจาริย์ได้แผ่เมตตาจิตรช่วยข้าพเจ้าให้รอดชีวิตรด้วยเถิด

พระถังซัมจั๋งได้ฟังพูดดังนั้นก็ถอนใจใหญ่แล้วพูดว่า การนี้ก็ยากที่จะแจ่มแจ้งได้ จึงถามเห้งเจียว่าเวลานี้เท่าไรกี่โมงแล้ว เห้งเจียบอกว่าประมาณสักสี่โมงแล้ว พระถังซัมจั๋งว่าอยากจะเข้าไปเฝ้าและจะได้ขอเปลี่ยนหนังสือเดินทางด้วย แต่ขัดที่ยังไม่รู้แน่ในเรื่องพระสงฆ์จะเท็จจริงประการใด เมื่อเวลาออกจากเมืองมาก็ได้ตั้งใจว่าถ้าปะศาลเจ้าก็จะจุดธูปบูชา ถ้าพบวัดก็จะนมัศการพระ ถ้าพบพระเจดีย์ก็จะกวาดลานพระเจดีย์ วันนี้มาถึงพบสงฆ์ต้องโทษนั้นก็เพราะเหตุเกิดที่พระเจดีย์ เห้งเจียจงไปจัดทำไม้กวาดให้สักอันหนึ่ง คอยอาตมสรงน้ำแล้วจะขึ้นไปกวาด จะได้พิจารณาดูว่ามีเหตุประการใด แล้วจึงค่อยเข้าไปเฝ้าทูลขอโทษพระสงฆ์ที่ต้องโทษนั้น พระ สงฆ์ที่ต้องทระมาทุกข์ได้ยินดังนั้น ก็รีบไปในครัวเอามีดมาส่งให้โป๊ยก่ายว่า ท่านช่วยงัดเอาตรวนที่เณรออก จะได้ใช้ไปทำครัวเครื่องแจมาถวาย

โป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่าเอามีดพร้ามาทำไม เรามีคนหนึ่งเข้าใจงัดตรวนทีหนึ่ง เห้งเจียเข้าไปใกล้เอามือลูบสองสามทีตรวนก็หลุดออกทั้งสิ้น สามเณรนั้นก็เข้าไปในครัวต้มน้ำทำกับเข้าแจเสร็จแล้วก็ยกน้ำร้อนน้ำชามาถวาย เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็กิน ครั้นเสร็จแล้วเวลาก็พลบค่ำสงฆ์เหล่านั้นก็เอาไม้กวาดมาวางไว้ สามเณรองค์หนึ่งถือโคมไฟมารับพระถังซัมจั๋งไปสรงน้ำ เวลานั้นดาวบนอากาศก็แจ่มแจ้งทั้งท้องฟ้า กลองระฆังก็ตีย่ำค่ำ พระถังซัมจั๋งสรงน้ำแล้วก็ผลัดผ้านุ่งห่มเอาจีวรอาไสยครองเข้าแล้ว มือก็ถือไม้กราดพูดแก่สงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้นว่า ท่านจงไปพักหลับนอนเถิด อาตมาจะไปกวาดพระเจดีย์ เห้งเจียพูดว่าพระเจดีย์ต้องฝนเลือดเปรอะเปื้อนมานานแล้ว เห้งเจียก็ถือไม้กราดนำหน้าไป พากันไปที่โบถใหญ่จุดธูปเทียนบูชาแล้วตั้งอัทธิฐานว่า ข้าพเจ้าแซ่ตั๊นชื่อเหี้ยนจึงได้รับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้ไปประเทศไซทีนมัศการพระพุทธเจ้าของอาราธนาพระไตรยปิฎกธรรม บัดนี้มาถึงเจ่จ๊ายก๊กวัดกิมกวางยี่ เห็นพระเจดีย์เปรอะเปื้อนแลพระสงฆ์ในอารามก็ต้องโทษดังนี้ ข้าพเจ้าขอตั้งศรัทธากวาดพระเจดีย์ ขอพระรัตนไตรยอันศักดิ์สิทธิ์จงบันดานให้ข้าพเจ้าเข้าใจรู้แจ้ง ซึ่งพระสงฆ์ต้องโทษด้วยเหตุประการใด พระถังซัมจั๋งตั้งสัตย์อัทธิฐานแล้ว เห้งเจียก็ไปเปิดประตูพระเจดีย์เข้าไป พระถังซัมจั๋งก็ถือไม้กวาดตั้งแต่ชั้นหนึ่ง แล้วขึ้นไปกวาดชั้นสองต่อ ๆ ขึ้นไปจนกระทั่งชั้นที่เจ็ดเวลานั้นก็ได้ครึ่งคืน พระถังซัมจั๋งก็เมื่อยอ่อนกำลัง เห้งเจียว่าอาจาริย์เมื่อยก็ให้ข้าพเจ้ากวาดแทนให้

พระถังซัมจั๋งถามว่านี่ประมาณสูงกี่ชั้น เห้งเจียตอบว่าสิบสามขั้น พระถังซัมจั๋งว่าถ้าดังนั้นก็ต้องกวาดให้แล้วจึงจะสมความอัทธิฐานก็อุส่าห์กวาดขึ้นไปได้ถึงชั้นสิบ ก็ให้เจ็บหลังกวาดต่อไปไม่ได้จึงเรียกเห้งเจียให้ช่วยกวาดต่อไป เห้งเจียก็จับไม้กวาดกำลังกวาดต่อขึ้นไปชั้นสิบเอ็ดชั้นสิบสองได้ยินเสียงชั้นสุดยอดมีคนพูดกัน เห้งเจียเห็นชอบกลเวลานี้ก็ดึกกว่ายามแล้ว คนที่ไหนมาพูดกันอยู่บนนี้ ชะรอยจะเปนปิศาจผีร้ายเปนแน่ จำเราจะแอบขึ้นไปดูจึงจะรู้แน่ เอาไม้กวาดวางแล้ว ถกกางเกงขุ้นก็ค่อย ๆ ปีนขั้นไปบนยอดพระเจดีย์ แลดูชั้นที่สิบสามแลเข้าไปกลางพระเจดีย์ ก็เห็นปิศาจสองคนนั่งอยู่ มีถาดถ้วยชามของกินแลสุราตั้งอยู่ คนทั้งสองต่างรินสุราส่งให้กันกิน เห้งเจียเห็นดังนั้นก็เอาไม้กวาดทิ้งเสีย ชักตะบองเหล็กออกจากหูกระโดดไปสกัดประตู ร้องตวาดว่าอ้ายพวกผียักษ์ร้ายมึงดีแล้ว มึงสามารถลักของวิเศษในพระเจดีย์ไป คือเหตุนี้เพราะมึงเอง ปิศาจทั้งสองเห็นแลได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็ตกใจ จะเก็บของเหล่านั้นออกหนี เห้งเจียก็เข้ายืนสกัดกั้นไว้มิให้หนีไปได้ เห้งเจียว่าแม้เราจะตีให้ตายเดี๋ยวนี้ก็จะไม่มึใครเปนพยาน จึงถือตะบองเดินรุกเข้าไปใกล้ ปิศาจก็แอบติดผนังจะหนีก็ไม่มีทางจะไปได้ จึงออกปากร้องขอชีวิตรว่า มิใช่เหตุของข้าพเจ้าทั้งสอง ของวิเศษหายไปนั้นมีคนเอาไปมีที่อยู่

เห้งเจียก็รวบจับคนทั้งสองลงมาถึงชั้นที่สิบบอกอาจาริย์ว่าข้าพเจ้าจับขะโมยที่ลักของวิเศษในพระเจดีย์ได้ พระถังซัมจั๋งเวลานั้นกำลังง่วงนอนก็ตกใจตื่นทั้งกลัวทั้งดีใจ จึงถามว่าจับได้ที่ไหน เห้งเจียก็จูงปิศาจมาคุกเข่าลงตรงหน้าพระถังซัมจั๋ง บอกว่ามันกำลังนั่งกินสุรากันอยู่บนชั้นยอดที่สิบสาม ข้าพเจ้าค่อยย่องเบา ๆ แอบขึ้นไปจับได้ พระอาจาริย์จงถามปากคำมัน มันเปนปิศาจที่ไหนลักของวิเศษนั้นไป บัดนี้ของนั้นอยู่ที่ไหน

ฝ่ายปิศาจกลัวตัวสั่นพูดว่า ขอท่านได้กรุณายกชีวิตรให้ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจะเอาความจริงแจ้งให้ท่านทราบ คือข้าพเจ้าทั้งสองนี้อยู่ที่เขาล้วนเจี๊ยซัว ที่บึงเพ็กปอท้ำ พระยานาคบ้วนเซี้ยเล่งอ๋อง ให้ข้าพเจ้าทั้งสองมาลาดตระเวรที่เจดีย์นี้ คนนั้นชื่อโบนปอ ข้าพเจ้าชื่อเชียวปอ โบนปอนั้นเปนปลาขาว เชียวปอปลาดำ เหตุด้วยบ้วนเซี้ยนายข้าพเจ้ามีบุตรสาวคนหนึ่ง มีนามเรียกว่า บ้วนเซี้ยกงจู๊ นางกงจู๊นั้นรูปร่างสะสรวย เล่งอ๋องหาได้บุตรเขยคนหนึ่งนามว่า เก๊าเท้าฮู่เบ๊มีฤทธาอานุภาพ เมื่อปีก่อนมากับเล่งอ๋องที่พระเจดีย์นี้ ทำฝนโลหิตตกลงพรมพระเจดีย์เปื้อนเปรอะไปทั้งสิ้นแล้วก็ลักเอาพระธาตุนั้นไป นางกงจู๊ไปบนสวรรค์ที่ตำหนักเล่งฮือเต้ย ลักเอายาเล่งกีเช้าไปปลูกที่บาดานบึงของเธอ ทุกคืนวันก็จะมีรัศมีต่าง ๆ สว่างไสวออกมา เล่งอ๋องเธอได้ยินว่าคนชื่อเห้งเจียจะไปอาราธนาพระธรรมยังประเทศไซที มีฤทธิ์เชี่ยวชาญเหาะเหินเดินอากาศได้เที่ยวหาแต่คนผิด เพราะฉนั้นเล่งอ๋องจึงให้พวกข้าพเจ้ามาลาดตระเวรที่ตำบลนี้ แม้ว่าปะเห้งเจียมาถึงนี่จะได้ระวังเตรียมตัวก่อน

เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ ด่าว่าอ้ายเดรฉาน มันคิดดังนี้ไม่มีธรรมเนียม ปิศาจทั้งสองพูดว่าเมื่อวันก่อนเล่งอ๋องเชิญงู่ม่ออ๋องมากินเลี้ยง คบคิดกับงู่ม่ออ๋องกระทำการล้วนแต่ไม่ชอบธรรมอยู่เสมอ ๆ จะพรรณาไม่หมดเรื่อง ในทันใดนั้นโป๊ยกายกับสามเณรสองสามองค์หิ้วโคมไฟเดินขึ้นมา โป๊ยก่ายเรียกว่าอาจาริย์กวาดแล้วทำไมไม่ลงไปนอน ท่านพูดอะไรกัน เห้งเจียว่าน้องมาดีแล้ว ของวิเศษในพระเจดีย์หายไปนั้น คืออ้ายบ้วนเซี้ยเล่งอ๋องเอาไป บัดนี้ให้ปิศาจทั้งสองนี้มาเที่ยวลาดตระเวรคอยระวังพวกเรา พี่พึ่งจับมันได้เดี๋ยวนี้เอง โป๊ยก่ายพูดว่าอ้ายปิศาจอย่างนี้ไว้มันทำไมอีกเล่า ว่าแล้วชักคราดออกจะตี เห้งเจียห้ามว่าน้องยังไม่รู้เรื่องตลอด จับตัวมันนำไปกราบทูลต่อพระเจ้าแผ่นดิน แลไว้ให้มันนำไปค้นหาของวิเศษ โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ก็เอาคราดเข้าเก็บไว้เสียแล้วจูงปิศาจนั้นลงมา สามเณรสองสามองค์ก็ดีใจ หิ้วโคมไฟนำน่าพระถังซัมจั๋งลงมา สามเณรองค์หนึ่งกีวิ่งเข้าไปบอกแก่พระสงฆ์เหล่านั้นว่า ดีแล้วพวกเราจะได้พ้นฟ้าเขียวแล้ว คนที่ลักของวิเศษในพระเจดีย์ไปนั้นคือปิศาจ บัดนี้ท่านเห้งเจียจับมาได้แล้ว

เห้งเจียก็ให้เอาเชือกเหล็กมาร้อยกระดูกสันหลัง ใส่กุญแจไว้กับเสา สั่งให้พระนั่งยามคอยระวังไว้ข้าพเจ้าจะไปนอน พรุ่งนี้เข้าจะได้ชำระ พระสงฆ์ทั้งหลายก็เอาใจใส่พากันช่วยระวังอยู่มิได้ไว้ใจ อาจาริย์กับศิษย์ก็ไปนอน ครั้นรุ่งแสงพระอาทิตย์อุไทยแล้ว พระถังซำจั๋งพูดว่าเห้งเจียไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินด้วยกัน จะได้ขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง พระถังซัมจั๋งครองจีวรเสร็จแล้ว เห้งเจียก็ถือหนังสือเดินตามไป โป๊ยก่ายถามว่าทำไมจึงไม่เอาอ้ายสองคนนั้นไปด้วยเล่า เห้งเจียพูดว่าไว้เราทูลให้ทราบก่อนแล้วก็คงรับสั่งได้มาเอาตัวไปเอง

ครั้นพระถังซัมจั๋งเดินมาถึงประตูเมืองชั้นในก็ย่อตัวปราไสยด้วยขุนนางขันธีว่า ขอท่านได้โปรดกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า อาตมภาพมาจากเมืองใต้ถัง มีรับสั่งให้ไปไซทีอาราธนาพระไตรยปิฎกธรรม บัดนี้มาถึงเมืองนี้จะขอเข้าเฝ้า แลจะขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง พวกขุนนางได้ฟังดังนั้นก็นำความเข้าไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้พาตัวเข้าไปเฝ้า พวกขุนนางเห็นรูปร่างเห้งเจียก็พากันครั่นคร้ามหวาดหวั่นแทบทุกคน พระถังซัมจั๋งทำเคารพแล้วก็ให้เห้งเจียยืนแอบอยู่ข้างหนึ่ง มิได้แสดงความหวั่นหวาดพระถังซัมจั๋งทูลแล้วจึงรับสั่งให้ขึ้นมาที่ปราสาทกิมล่วนเต้ย พระถังซัมจั๋งจึงเอาหนังสือประคองถวายขึ้นไป แล้วจึงถอยหลังมานั่งที่อันสมควร พระเจ้าแผ่นดินทรงคลี่หนังสือออกทอดพระเนตรตลอดแล้ว ก็ทรงมีความยินดี จึงตรัสว่าเจ้าเมืองใต้ถังช่างเลือกพระสงฆ์อันประเสริฐมิได้คิดว่าทางใกล้ไกลแลกันดารลำบากอุสาหะมาดังนี้ พระสงฆ์ของข้าพเจ้ามีแต่ตั้งใจคอยจะขะโมยทระยศแก่ข้าพเจ้า

พระถังซัมจั๋ง ถวายพระพรถามว่าพระสงฆ์ของพระองค์ทำประการใดจึงตรัสว่าอะกะตัญญูทระยศต่อเจ้า พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสว่าเมืองข้าพเจ้าเปนเมืองใหญ่กว่าเมืองที่อยู่ใกล้ชิด ทุกปีทั้งสี่ทิศเคยเอาเครื่องบรรณาการมาถวายมิได้ขาด เพราะในเมืองมีวัดกิมกวางยี่มีพระเจดีย์วิเศษมีรัศมีส่องสว่างไสวทุกวันทุกคืน เปนสง่างามหาที่เปรียบมิได้ เหตุพระสงฆ์ในวัดลักเอาของวิเศษนั้นไปเสียทุก ๆ เมืองขึ้นก็มิได้นำเครื่องราชบรรณาการมาถวายเหมือนเช่นเคย ข้าพเจ้ามีความแค้นพระสงฆ์เหล่านี้เปนที่สุด

พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้น จึงถวายพระพรว่า ที่พระองค์ทรงเข้าพระไทยดังนั้น เห็นจะไม่ตรงกับความเปนจริง ด้วยเวลาวานนี้อาตมภาพเดินเข้ามาในประตูเมือง ก็เห็นพระสงฆ์ต้องจำโซ่ตรวน ถามเธอบอกว่าอยู่วัดกิมกวางยี่ ต้องโทษโดยไม่มีความผิด ครั้นอาตมภาพไปขออาไศรยพักแล้วขึ้นไปกวาดพระเจดีย์ก็จับได้ปิศาจที่ลักของวิเศษไปนั้นทั้งสองคน พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็มิได้ทรงถามว่าขะโมยนั้นอยู่ที่ไหน พระถังซัมจั๋งจึงทูลขึ้นว่า บัดนี้สานุศิษย์ของอาตมภาพ ยังใส่กุญแจไว้ที่วัดกิมกวางยี่ จึงพระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้ทหารไปคุมตัวปิศาจทั้งสองนั้นมา

พระถังซัมจั๋งถวายพระพรว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ ถึงมีทหารไปก็จริง แต่ขอให้ศิษย์ของอาตมภาพไปด้วยจึงจะดี จึงพระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่า สานุศิษย์นั้นอยู่ไหน พระถังซัมจั๋งถวายพระพรว่าอยู่ข้างนั้น พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรเห็นรูปร่างเห้งเจียชอบกนก็ตกพระไทยตรัสว่า ท่านอาจาริย์มีลักษณะงดงาม สานุศิษย์ทำไมรูปร่างจึงเปนดังนี้เล่า เห้งเจียได้ยินดังนั้น ๆ ทูลขึ้นว่า แม้พระองค์จะประสงค์แต่รูปลักษณะอันงดงามดังนั้นหาชอบไม่ คำโบราณท่านย่อมว่า คนอย่าเลือกสวยงาม น้ำทะเลจะเอาอะไรตวงไม่ได้ แม้ว่ารักสวยงามทำไมจึงจะจับปิศาจร้ายได้เล่า

พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียทูลดังนั้น ก็ได้พระสะติหายความหวาดหวั่นสดุ้งกลัว ทรงมีความยินดีแล้วตรัสว่าท่านพูดเห็นจริง ข้าพเจ้าจะเลือกเอาคนมีวิชาการ ถ้ากระนั้นก็ขอให้ได้ของวิเศษเถิด จึงรับสั่งให้ขุนนางกับทหารรักษาองค์ ไปกับเห้งเจียยังวัดกิมกวางยี่ เอาตัวปิศาจทั้งสองนั้นมา พวกขุนนางก็จัดการตามรับสั่ง จึงให้คนหามเกี้ยวแปดคน เห้งเจียก็ขึ้นนั่งในเกี๊ยว คนทั้งแปดก็หามไป พวกทหารก็ตามแห่ล้อมไป มีคนนำหน้าห้ามผู้คนแลไล่มิให้กีดขวางสี่คน มาบัดเดี๋ยวใจก็ถึงวัดกิมกวางยี่ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งได้ยินคิดว่าขุนนางเจ้านายมาวัดจะจัดแจงออกมารับ แลไปเห็นเห้งเจียนั่งอยู่ในเกี้ยว โป๊ยก่ายหัวเราะพูดว่าพี่ได้ศุขกายแล้ว เห้งเจียลงจากเกี้ยว ถามว่าเราได้ศุขกายอย่างไร โป๊ยก่ายว่าพี่ได้นั่งเกี้ยวแปดคนหามแลมีสับปะธนกั้นให้ด้วย แลมีทหารแห่ห้อมล้อมน่าหลัง ก็เปนที่ขุนนางใหญ่ เพราะฉนั้น ข้าพเจ้าจึงพูดว่าเปนศุขกาย

เห้งเจียพูดว่าจงรีบช่วยกันแก้ปิศาจนั้นจงโดยเร็ว นำพาเข้าไปถวาย พระเจ้าแผ่นดินท่านจะได้พิจารณา โป๊ยก่ายก็แก้คนหนึ่ง ซัวเจ๋งก็แก้คนหนึ่ง เห้งเจียขึ้นเกี้ยวพากลับเข้าพระราชวังใน โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็จูงปิศาจคนละคนตามเห้งเจียไป บัดเดี๋ยวก็ถึงพระราชวังตรงเข้าไปที่น่าพระลาน พระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จมาพร้อมด้วยพระถังซัมจั๋งแลขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย พิจารณาดูปิศาจทั้งสองคน คนหนึ่งแก้มขาวเกล็ดดำปากแหลมฟันคม คนหนึ่งหนังเลี่ยนท้องโตปากกว้างหนวดยาว แม้มีเท้าก็จริงแต่หากอาไศรยแปลงตัวได้ พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรแล้ว จึงตรัสถามว่า มึงเปนผู้ร้ายอยู่ที่ไหนมาลักเอาของวิเศษไปเมื่อไร พวกเจ้ามีมากน้อยเท่าใด ชื่อเสียงอย่างไร จงให้การไปแต่ตามจริง ปิศาจทั้งสองได้ฟังรับสั่งถาม ก็คุกเข่าลงคำนับทูลว่า เมื่อสามปีก่อน เดือนเก้าขึ้นค่ำหนึ่งบ้วนเซี้ยเล่งอ๋องพระยานาค มีพวกพ้องบริวารมากอยู่ที่เขาล้วนเจี๊ยซัวในบึงเพ็กปอท้ำ ในเขตรแขวงเมืองนี้ จากนี้ไปประมาณร้อยโยชน์ บ้วนเซี้ยเล่งอ๋องมีบุตรสาวคนหนึ่งรูปร่างงดงาม ยกให้เก๊าเท้าเปนภรรยา เก๊าเท้าคนนี้มีฤทธิ์เดช รู้ว่าที่พระเจดิย์มีของวิเศษ จึงพร้อมกันมาที่พระเจดีย์ ทำอำนาจแผลงฤทธิ์ให้ฝนตกเปนน้ำโลหิต แล้วลักเอาพระธาตุไปไว้ในบาดาน บัดนี้ยังอยู่มีรัศมีสว่างไสวหาที่เปรียบมิใด อันนางบุตรีสาวของบ้วนเซี้ยเล่งอ๋องนั้นขึ้นไปลักเอาหญ้าเล่งกี่วิเศษ ของแม่นางอ๋องโบ๊เนี่ยเนี้ยบนสวรรค์ลงไปไว้ในบาดาน ข้าพเจ้าทั้งสองไม่ใช่ผู้ร้าย เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าถูกจับก็ต้องบอกตามจริงดังนี้ ขอพระองค์ได้โปรด พระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่า ทำไมชื่อของตัวไม่บอกมาเล่า ปิศาจจึงทูลว่า ข้าพเจ้าชื่อโบนปอท้ำ คนโน้นชื่อเชียวปอท้ำ

พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งให้ขุนนางพาตัวปิศาจทั้งสองไปจำไว้แล้ว ก็โปรดปล่อยพระสงฆ์วัดกิมกวางยี่ให้พ้นโทษไปทุก ๆ องค์ แลรับสั่งให้ขุนนางจัดเครื่องโต๊ะมาถวายพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสาม ยังที่ตำหนักกีเลนเปนที่ขอบคุณที่จับผู้ร้ายได้ พวกขุนนางก็จัดเครื่องโต๊ะทั้งสองคาวแลแจ ตั้งเปนลำดับตามรับสั่งแล้ว ครั้นเสร็จการเลี้ยง พระเจ้าแผ่นดินจึงนิมนต์พระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสามขึ้นยังตำหนักกีเลนประทับแล้ว  ทรงถามพระถังซัมจั๋งว่าชื่อไรแซ่ใด พระถังซัมจั๋งทูลว่า อาตมภาพเมื่อยังเปนฆราวาศ แซ่ตั๊นชื่อเหี้ยนจึง พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานเปนแซ่ถัง ชื่อซัมจั๋ง พระเจ้าแผ่นดินทรงถามสานุศิษย์ทั้งสาม พระถังซัมจั๋งทูลนามแลแซ่ทุกๆ คน ครั้งพระองค์ได้ทรงทราบแล้ว จึงรับสั่งให้มะโหรีมาสำรอง เลี้ยงโต๊ะคราวนี้ตั้งแต่เวลาสามโมงเช้าจนเวลาห้าโมงจึงเลิก พระเจ้าแผ่นดินจึงนิมนต์พระถังซัมจั๋งเข้าไปในตำหนักเกี๊ยมเจียงข้างในฉันน้ำร้อนน้ำชา ครั้นอาจาริย์กับศิษย์เข้าไปนั่งพร้อมแล้ว พระเจ้าแผ่นดินจึงยกถ้วยน้ำชามาถวายพระถังซัมจั๋งแล้วตรัสว่า ข้าพเจ้าขอท่านผู้ใดได้ยกพลทหารไปปราบจับซึ่งปิศาจร้ายนั้น พระถังซัมจั๋งถวายพระพรว่า ต้องให้เห้งเจียไปจึงจะได้ เห้งเจียก็คำนับรับว่าจะไป พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งถามว่า ท่านจะเอาพลทหารไปมากน้อยสักเท่าใด

โป๊ยก่ายได้ฟังอดไม่ได้จึงพูดขึ้นว่า จะต้องเอาพลทหารไปทำไม เวลากินก็อิ่มหนำแล้ว ข้าพเจ้าจะไปช่วยพี่เห้งเจียอีกคนหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่า ท่านทั้งสองไม่เอาพลทหารไป เครื่องมือจะพอใจอย่างไร โป๊ยก่ายหัวเราะแล้วทูลว่า ข้าพเจ้าพี่น้องมีอาวุธติดตัวสำหรับมือทุกคน ไม่ต้องการอะไร พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานนำสุรามาสองแก้วใหญ่ จะได้ส่งท่านทั้งสองไป เห้งเจียจึงให้เอาปิศาจมา เพื่อให้มันนำทางไป แล้วเห้งเจียก็ร่ายคาถา พาปิศาจเหาะขึ้นบนอากาศพร้อมด้วยโป๊ยก่ายหมายทิศตวันออกเฉียงใต้ เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินแลขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อย เห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายเหาะเหินเดินอากาศได้ ก็ทราบว่าศิษย์แลอาจาริย์เปนพระสงฆ์อันวิเศษจริง ต่างก็ยกมือเคารพทุก ๆ คน พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ข้าพเจ้าเปนมนุษย์ปุถุชน มีแต่ไนตาเนื้อไม่มีจักษุแก้ว ไม่รู้จักหมายว่าสานุศิษย์ใหญ่ของท่าน มีฝิมือเสมอจับปิศาจเท่านั้น หารู้ว่าท่านเปนผู้วิเศษเหาะเหินเดินอากาศได้ไม่ จึงเคารพยกย่องว่าพระถังซัมจั๋งเปนพระสงฆ์อันประเสริฐ ขุนนางแลราษฎรทั้งเมืองก็พากันรื่นเริงทุกทั่วหน้า

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ