๖๓

ฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายพาปิศาจนั้นเหาะมาถึงเขาล้วนเจี๊ยซัวบึงเพ็กปอท้ำก็หยุด เห้งเจียชักไม้ตะบองออกเศกเป่า ก็กลายเปนดาบเล่มหนึ่ง แล้วเอาปิศาจทั้งสองเชือดปากจะมูกผลักลงในบึง แล้วร้องสั่งว่า มึงทั้งสองจงรีบไปโดยเร็วบอกแก่นายมึง อ้ายบ้วนเซี้ยเล่งอ๋องว่า เราคือซีเทียนใต้เซีย ซึงเห้งเจียมารอคอยอยู่ยังปากบึง ให้เล่งอ๋องเอาของวิเศษที่พระเจดีย์ วัดกิมกวางยี่มาส่งให้ทันเดี๋ยวนี้ ก็จะยกโทษานุโทษให้แก่คะณาญาติทั้งปวงปิศาจทั้งสองได้รอดชีวิตรแล้ว แต่หลังยังติดเหล็กร้อยอยู่ ก็พากันดำน้ำลงไป ครั้นถึงวังเล่งอ๋องปิศาจทั้งสอง ก็ตรงเข้าไปบอกใต้อ๋องว่าเหตุไภยใหญ่มาถึงแล้ว

เวลานั้นเล่งอ๋องกำลังเสพสุราอยู่กับบุตรเก๊าเท้าฮู่เบ๊ ได้ฟังสองปิศาจมาบอกดังนั้น จึงถามว่าเหตุไภยอะไรที่ไหน ปิศาจทั้งสองบอกว่า เมื่อคืนวานนี้ข้าพเจ้าทั้งสองไปลาดตระเวร พบพระถังซัมจั๋งกับเห้งเจียขึ้นมากวาดพระเจดีย์ จับข้าพเจ้าได้แล้วเอาเหล็กร้อยผูกข้าพเจ้าไว้ทั้งสอง พอรุ่งเช้าก็นำเข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน แล้วโป๊ยก่ายกับเห้งเจียพาข้าพเจ้ามาถึงปากบึง เอามีดดาบเชื่อดปากเชือดเหนียง แล้วผลักข้าพเจ้าลงน้ำสั่งให้มาบอกใต้อ๋องว่า เธอรอคอยอยู่ที่ปากบึง จะทวงเอาของวิเศษที่ยอดพระเจดิย์ ให้ใต้อ๋องรีบนำไปให้โดยเร็ว จึงจะยกโทษให้

เล่งอ๋องได้ยินออกชื่อซีเทียนใต้เซีย ก็ตกตลึงใจหายกายสั่นระรัว จึงพูดแก่บุตรเขยว่า ถ้าผู้อื่นมาทวงค่อยยังชั่ว นี่ตัวเห้งเจียมาเองเห็นจะลำบาก บุตรเขยหัวเราะแล้วพูดว่า บิดาจงวางใจเถิด ข้าพเจ้าตั้งแต่เล็กมาเคยฝึกหัดฝีมือมวยชำนิชำนาญ เคยประจนแก่คนเก่งชะนะมาหลายคราวแล้ว จะกลัวมันทำไมให้มันดูถูกได้ รอข้าพเจ้าจะไปรบแก่มันดูสักพักหนึ่ง มันก็จะมุดหัวมาขึ้นแก่เรา เก๊าเท้าฮู่เบ๊พูดดังนั้นแล้ว ก็เอาเกราะมาสรวมใส่แต่งตัวเสร็จแล้ว มือถืออาวุธเรียกว่า ง้วยโต รูปดังเดือนครึ่งซีกแต่มีคม ออกจากวังเล่งอ๋องแซกน้ำขึ้นมาแล้ว ก็ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังสองสามคำว่า อ้ายคนไหนชื่อซีเทียนใต้เซียอยู่ที่ไหน จงรีบเอาชีวิตรมามอบให้เราโดยเร็ว

เห้งเจียยกตะบองขยับแล้วพูดว่า ท่านซึงเห้งเจียอยู่นี่ เก๊าเท้าปิศาจพูดว่า เราได้ยินว่าตัวเจ้าไปเปนธุระรักษาการไปอาราธนาพระไตรยปิฎกธรรม ก็อันของวิเศษนั้นเปนของในเมืองเจ๊จ๊ายเราเอามาก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรถึงเจ้า เจ้าจับเอาคนของเราไปเชือดปากตัดเหนียง ยังไม่หนำใจองอาจมาท้าทายทวงถามถึงของวิเศษอีกเล่า เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงด่าว่า อ้ายชาติเดรฉานหัวขะโมย มึงช่างไม่รู้จักการ อันที่จริงเจ้าเมืองเจ๊จ๊ายก๊กนั้นไม่มีบุญคุณอะไรแก่เราก็จริงอยู่ แต่มึงไปลักเอาของวิเศษบนยอดพระเจดีย์ของเธอมา ทำให้ความร้ายนั้นตกอยู่กับพระสงฆ์ในวัดกิมกวางยี่ ได้ต้องโทษธรมาทุกข์ๆ รูปดังนี้ พระสงฆ์ทั้งหลายนั้นย่อมเกึ่ยวข้องอยู่ในการสาศนาเกี่ยวกับเรา ทำไมเราจะไม่ต้องเปนธุระเจ็บร้อนเล่า เพราะฉนั้นจำเปนให้ต้องออกกำลังช่วยชำระให้ได้ความเท็จจริง

เก๊าเท้าปิศาจพูดว่า ถ้าเปนเช่นนั้นก็จะต้องต่อสู้กัน โบราณท่านย่อมว่า ฝีมือไม่ชำนาญก็วิตกในเวลาเดียว จะทำเจ้าให้ถึงแก่ชีวิตร กลัวจะผิดว่าเจ้าจะไปอาราธนาพระธรรม เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็โกรธด่าว่าอ้ายขะโมย มึงจะมีฤทธิ์เดชสักเพียงใด จึงมาโอ้อวดอะหังการอย่างนี้ พูดแล้วก็ยกอาวุธเข้าประหาญฟาดเหวี่ยงกันไปมาที่ข้างเขาล้วนเจี๊ยซัวเสียงอึกกะทึกหวั่นไหว รบกันได้ประมาณสักสามสิบเพลงยังไม่แพ้ไม่ชะนะกัน โป๊ยก่ายเห็นปิศาจกำลังรบชุลมุนอยู่กับเห้งเจีย ก็ย่องเข้าไปยกคราดเหล็กจะสับปิศาจ ๆ ก็เอาง้วยโตค้ำคราดของโป๊ยก่ายไว้ โดยเหตุที่ปิศาจมีตารอบตัวอาจเห็นได้ เพราะมีศีศะถึงเก้าศีศะ ปิศาจเก๊าเท้ามัวรับหน้ารับหลังอยู่ดังนี้เจ็ดแปดครั้ง เห้งเจียโป้ยก่ายก็ระดมรุกรบเข้ามา ปิศาจต้านทานไม่ไหวก็ขะยับตัวเหาะหนีขึ้นบนอากาศ แปลงเปนรูปเดิมคือหนอนเก้าศีศะตัวหนึ่งรูปร่างน่าเกสียด โป๊ยก่ายเห็นจึงพูดแก่เห้งเจียว่า สัตว์อะไรอย่างนี้เกิดมาไม่เคยเห็น หรือจะเปนเล็อดเนื้ออย่างไรมาแต่ต้นเดิม

เห้งเจียพูดว่าสัตว์อย่างนี้พี่ก็ไม่เคยเห็น เราช่วยกันตีมันเสียให้ตายจึงจะได้ เห้งเจียก็เหาะขึ้นบนอากาศ เอาตะบองเข้าตีศีศะสัตว์นั้น ๆ ก็ตลบปีกโผลงยอดเขาพันอยู่ โผล่ศีศะออกมาอีกศีศะหนึ่ง อ้าปากดุจบ่อโลหิตยื่นมาคาบเอาโป๊ยก่ายแล้วลากลงไปในบึงดำลงไปในบาดาร แล้วกลับแปลงกายเปนอย่างเดิม เอาโป๊ยก่ายโยนลงกับพื้น แล้วร้องว่าพวกเล็ก ๆ จงเอาอ้ายคนนี้ไปขังไว้แล้วจงคอยระวังให้จงดี พวกเหล่านั้นก็มาจับฉุดลากโป๊ยก่ายไปขังข้างหลังระเบียง ฝ่ายบ้วนเซี้ยเล่งอ๋อง เห็นดังนั้นก็ดีใจ พูดว่าลูกมีความชอบมาก ทำอย่างไรจึงจับมาได้ เล่งอ๋องจึงให้ยกสุราแลของกินมาเลี้ยงเปนที่รื่นเริง

ฝ่ายเห้งเจียเห็นปิศาจจับเอาโป๊ยก่ายไปได้ ก็เปนทุกข์พูดว่า ปิศาจมันมีฤทธิ์ร้ายแรงมากดังนี้ เราจะกลับไปบอกให้อาจาริย์ทราบก็เห็นว่าเจ้าแผ่นดินจะดูถูกเราได้ ครั้นจะท้าชวนรบก็วิตกว่า เราคนเดียวทั้งในน้ำก็ไม่สู้ถนัด จำเราจะแปลงกายลงไปดูก่อนคิดดังนั้นแล้ว ก็ร่ายคาถาแปลงกายเปนรูปปูน้อยจมน้ำลงไป ลงไปถึงน่าหอที่เคยลงไปลักกิมเจงของงู่ม่ออ๋องนั้น เห้งเจียก็คลานตรงมาที่เล่งอ๋องกำลังพร้อมวงษ์ญาติรื่นเริงเลี้ยงสุรากัน เห้งเจียเห็นแล้วไม่อาจคลานเข้าไป ก็คลานเลยเข้าไปหลังระเบียงข้างทิศตวันออก มีกุ้งปูสี่ห้าตัวกำลังสัพยอกกัน เห้งเจียจึงแอบฟังครู่หนึ่ง แล้วจึงถามพวกเหล่านั้นว่า ท่านฮู่เบ๊จับอ้ายปากยาวมาได้นั้น เห็นจะตายแล้วหรือ พวกนั้นบอกว่ายังไม่ตาย ยังผูกอยู่ที่ระเบยงข้างทิศตวันตกนั้นมิใช่หรือ

เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ค่อย ๆ คลานข้ามไปยังระเบียงทิศตวันตกแลไปก็เห็นโป๊ยก่ายต้องมัดอยู่กับเสาร้องไห้คร่ำครวนอยู่ เห้งเจียเหลียวซ้ายแลขวาก็คลานเข้าใกล้ร้องเรียกว่าโป๊ยก่าย แล้วเอาก้ามหนีบเชือกร้องว่าหนีเถิด โป๊ยก่ายมือหลุดออกแล้วบอกว่าเครื่องมือของข้าพเจ้ายังไม่ได้ ด้วยปิศาจมันเอาไปเก็บไว้บนตำหนักแล้ว เห้งเจียว่าเจ้าออกไปคอยอยู่ที่น่าหอก่อน พี่จะไปค้นคราดได้แล้วจึงจะกลับออกไป โป๊ยก่ายก็ค่อยๆ ออกไป เห้งเจียก็ค่อยๆ คลานขึ้นบนตำหนัก แลไปก็เห็นพิงอยู่ริมฝา เห้งเจียก็ร่ายคาถากำบังกายแอบเข้าไปฉวยคราดได้แล้วก็ออกมายังที่น่าหอ เอาคราดส่งให้โป๊ยก่าย ๆ ได้คราดแล้วก็พูดว่าพี่ไปคอยข้าพเจ้าอยู่ที่ปากบึงก่อน ข้าพเจ้าจะตีขนาบเข้าไป ถ้ามีไชยชะนะก็จะจับพวกบริวารมันทั้งสิ้นแม้ว่าทานกำลังมันไม่ไหว ก็จะถอยกลับออกไปพี่คอยข้าพเจ้าอยู่ที่ปากบึง เห้งเจียก็แซกน้ำกลับขึ้นมาก่อน

ฝ่ายโป๊ยก่ายสองมือจับคราดหันกลับเข้าไป ปากก็ร้องด้วยเสียงอันดังเอาคราดฟันซ้ายฟันขวาไล่บุกรุกเข้าไป พวกบริเวณใหญ่น้อยเหล่านั้นเห็นดังนั้นก็ตกใจพากันวิ่งหนีขึ้นบนตำหนัก ร้องว่าไม่ได้การแล้วอ้ายปากยาวมันดึงเชือกขาดเดี๋ยวนี้กลับตีขนาบบุกเข้ามาในนี้แล้ว เวลานั้นเล่งอ๋องกับบุตรเขยแลพวกบริวารทั้งหลายไม่ทันรู้ตัว ก็วิ่งหนีซ่อนเร้นเอาตัวรอด โป๊ยก่ายก็ไล่รุกขึ้นมาบนตำหนัก เอาคราดไล่สับซ้ายสับขวา ไม่ว่าประตูน่าต่างสิ่งของอะไรสับแตกกระจายหักพังไปทั้งสิ้น ฝ่ายเก๊าเท้าปิศาจก็พาเมียไปซ่อนตัวอยู่ข้างหลังนั้นแล้วฉวยง้าวง้วยโตออกมาร้องตวาดว่า อ้ายชาติหมูป่ามึงทะลึ่งเข้ามาจะค้นหาอะไร ทำให้ในบ้านเราตกเนื้อตกใจดังนี้ โป๊ยก่ายด่าว่าอ้ายสัตว์ขะโมยมึงทำไมจึงเอากูมามัดทำไม อันการธุระของกูมีเพราะมึงเชิญกูมาตีบ้านมึง มึงจงรีบเอาของวิเศษส่งมาให้เรา ๆ จะได้นำไปถวายเจ้าแผ่นดินเมืองเจ๊จ๊ายก๊ก มิดังนั้นชีวิตรพวกมึงก็จะไม่พ้นฝีมือกู เก๊าเท้าปิศาจได้ฟังดังนั้นก็โกรธ กัดฟันตรงเข้ามาเอาง้าวฟันโป๊ยก่าย

ฝ่ายเล่งอ๋องกับพวกบริวารแลวงษ์ญาติก็พากันถืออาวุธเข้าช่วยระดมตีโป๊ยก่าย ๆ เห็นจะเสียการ ก็เอาคราดสับร่นไปทีหนึ่งแล้วก็ถอยหนี เล่งอ๋องพาพวกรุกไล่มาบัดเดี๋ยวก็ขึ้นหลังน้ำ โป๊ยก่ายวิ่งหนีขึ้นบกเล่งอ๋องก็ไล่รุกมา ฝ่ายเห้งเจียยืนคอยอยู่ข้างตลิ่งแลไปในน้ำเห็นไล่โป๊ยก่ายมา เห้งเจียก็เหาะขึ้นบนอากาศเอาตะบองเหล็กพุ่งลงไปถูกศีศะเล่งอ๋องแตกกระจายโลหิตไหลแดงไปทั้งบึง เล่งอ๋องก็ตายศพลอยอยู่ในน้ำ พวกลูกหลานเล่งอ๋องเห็นดังนั้นก็ตกใจ กลับหนีเอาตัวรอด เก๊าเท้าก็เก็บเอาศพเล่งอ๋องกลับลงไปในบาดาร เห้งเจียโป๊ยก่ายก็มิได้ไล่ตามไป นั่งพักอยู่ปากบึงกำลังตรึกตรอง ได้ยินเสียงลมพัดหวิว ๆ มาเมฆหมอกกลับมาข้างทิศตวันออก ข้ามมาข้างทิศอาคะเน เห้งเจียพิเคราะห์ดูโดยละเอียด ก็เห็นยี่หนึงจีนกุนพาพวกเทพารักษ์ทั้งหกอยู่ที่เขาป๋วยซัวไปเที่ยวเล่น ท่านทั้งหกนั้นขี่นกที่ตัวก็มีเครื่องอาวุธทุก ๆ คน ล้วนแต่ธนูน่าไม้สินศรทุก ๆ คน เห้งเจียพูดกับโป๊ยก่ายว่า นั่นคือจีนกุนพี่น้องทั้งเจ็ดมาถึงนี่ดีแล้ว จำเราจะเชิญเธอให้ช่วยเราจึงจะชอบ ด้วยครั้งนี้เปนการลำบาก แต่พี่กระดากแก่จีนกุน เพราะเมื่อครั้งก่อนเธอเคยกำจัดเราครั้งหนึ่งแล้ว โป๊ยก่ายจงไปเชิญเธอให้หยุด แม้เธอหยุดแล้วพี่จึงจะไปหา โป๊ยก่ายก็เหาะขึ้นบนยอดเขาร้องเรียกว่า ท่านจีนกุนหยุดสักหน่อยเถิด ซีเทียนใต้เซียอยากจะพบท่าน จีนกุนได้ยินดังนั้นก็หยุดพร้อมกัน โป๊ยก่ายก็มาคำนับ

จีนกุนถามว่าซีเทียนใต้เซียอยู่ที่ไหน โป๊ยก่ายบอกว่าอยู่ข้างชายเขา จีนกุนจึงเรียกน้องทั้งหกพากันเดินลงไปข้างชายเขา ก็มาพบกับเห้งเจีย จีนกุนจึงมาจับมือเห้งเจียพูดว่า ท่านตั้งแต่พันจากไภยเข้ารักษาธรรมตามทางสัมมาปะฏิบัติ ต่อไปจะได้ขึ้นนั่งแท่นบัวรับซึ่งพระบรมศุข ข้าพเจ้ามีความยินดีด้วยท่านเปนอันมาก เห้งเจียย่อตัวพูดว่า ก็ยังไม่กำหนดได้ยังไม่รู้ว่าเมื่อใดจะสำเร็จ บัดนี้ข้ามมาถึงเมืองเจ๊จ๊ายก๊ก ของวิเศษในพระเจดีย์หายไป ก็ได้ทราบว่าอ้ายปิศาจนี้ลักเอามา แต่ความร้ายตกอยู่แก่สงฆ์ในวัดกิมกวางยี่ต้องโทษทระมาทุกข์ ข้าพเจ้าจึงได้มาทวงเอาของวิเศษก็พอมาพบท่านมาทางนี้ ข้าพเจ้าปราถนามาให้ท่านหยุดช่วยข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่ง ไม่ทราบว่าท่านจะมีความกรุณาหรือไม่ จีนกุนหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าเวลานี้ก็ว่างธุระพาพวกพี่น้องไปเที่ยวไล่โคถึกในป่าพงกลับมา ท่านใต้เซียปราถนาจะให้ข้าพเจ้าช่วย ข้าพเจ้าที่ไหนจะขัดท่านได้เล่า แต่ยังไม่ทราบว่าปิศาจตำบลนี้มีปิศาจอะไร พี่น้องทั้งหกพูดว่าพี่เห็นจะลืมแล้วหรือ ที่นี่เขาล้วนเจี๊ยซัวบึงเพ็กปอท้ำใต้นั้นบ้วนเซียเล่งอ๋องทำวังอยู่ จีนกุนพูดว่าบ้วนเซี้ยเล่งอ๋องนั้นเห็นจะไม่กล้าทำร้าย ทำไมจึงไปลักเอาของวิเศษในพระเจดีย์มาได้

เห้งเจียพูดว่า เธอคบหากับบุตรเขยเก๊าเท้าฮู่เบ๊ไปทำแผลงฤทธิ์ให้ฝนโลหิตตกแล้วจึงลักเอาของวิเศษมา เมื่อตะกี้นี้ข้าพเจ้าตีเล่งอ๋องตาย พวกนั้นเก็บเอาศพลงไปบาดานแล้ว ข้าพเจ้าทั้งสองกำลังคิดกัน ก็พอเห็นท่านเหาะมาทางนี้ จึงได้หาขอให้ท่านช่วยดังนี้ จีนกุนว่าท่านก็ทำร้ายเล่งอ๋องตายแล้ว ควรจะเร่งตีขนาบเข้าไปอย่าให้ทันตั้งตัวได้ ก็จะกำจัดได้หมดทั้งวังจะได้เสร็จการ

โป๊ยก่ายพูดว่าดังนั้นก็จริง แต่ขัดเวลาก็จวนค่ำจะทำการไม่ถนัด จีนกุนพูดว่าไม่เปนไร ข้าพเจ้ามีสุราแลของกินมาพร้อม ว่าแล้วก็นำมาเลี้ยงกันพลางสนทนากันพลาง รอเวลาสว่างแล้วจึงค่อยเข้าต่อสู้ จีนกุนก็ให้คนใช้จัดแจงสุราแลแกล้มเอามาตั้งแล้วจีนกุนก็เชิญเห้งเจียโป๊ยก่ายพร้อมด้วยพี่น้องรับประทาน เวลานั้นกำลังเดือนดาวสว่างไสวรินสุรากินเล่นตามสบาย สนทนากันอยู่จนสว่าง โป๊ยก่ายในคืนวันนั้น เสพสุราหลายถ้วยออกมึนเมา เห็นแสงตวันขึ้นแล้วจึงพูดว่า คอยข้าพเจ้าจะลงน้ำไปท้าชวนรบแก่มัน พูดแล้วก็ถอดกางเกงขึ้นเอาผ้าผูกรัดแน่นดีแล้ว มือถือคราดกระโจนลงน้ำแซกไป พอมาถึงหอน่าโป๊ยก่ายก็ร้องอึกกะทึกขึ้น มือถือคราดตีขนาบซ้ายขวาเข้าไป เวลานั้นลูกชายเล่งอ๋องกำลังไว้ทุกข์ หลานกับบุตรเขยเล่งอ๋องกำลังจัดตั้งแต่งศพเล่งอ๋องโป๊ยก่ายไล่ทะลึ่งขึ้นบนตำหนัก เอาคราดตรงเข้าสับบุตรเล่งอ๋องคว่ำล้มลงตายคาที่ โป๊ยก่ายแกว่งคราดไล่สับขนาบเข้าไป พวกนาคใหญ่น้อยเห็นดังนั้นก็ตกใจวิ่งหนีไปข้างใน เมียเล่งอ๋องวิ่งพลางร้องไห้พลางพูดว่าอ้ายปากยาวมันมาฆ่าลูกข้าพเจ้าตายอิกแล้ว เก๊าเท้าปิศาจก็จับง้าวง้วยโต พาหลานเล่งอ๋องไล่ตีขนาบออกมา โป๊ยก่ายค่อยถอยฬ่อพลางรบพลางจนขึ้นมาพ้นน้ำ

ฝ่ายเห้งเจียกับจีนกุนพี่น้องทั้งเจ็ดคนนั่งคอยอยู่ที่ฝั่ง เห็นปิศาจไล่โป๊ยก่ายมา ก็ตรูกันมาเอาอาวุธคว่างลงไปก็ฟาดฟันเอาหลานเล่งอ๋องตัวขาดออกไปเปนท่อน ๆ เก๊าเท้าปิศาจเห็นท่าจะไม่เปนการก็แปลงเปนรูปเดิมตัวหนอนมีปีกโผบินขึ้นร่อนเร่ จีนกุนเห็นดังนั้นก็เอาศรยิงไปถูกปีก ปิศาจก็โผกลับลงมาคาบเอาจีนกุนที่บั้นเอ็ว แล้วยื่นศีศะออกมาอิกศีศะหนึ่ง สุนักข์ของจีนกุนกระโดดเข้ากัดกระชากลงมาโลหิตปิศาจไหลออกโซม เก๊าเท้าปิศาจถูกเจ็บก็สลัดหลุดแล้วโผหนีไปทางทิศอุดร โป๊ยก่ายจะไล่ตามไป เห้งเจียยึดห้ามไว้บอกว่ามันจนอยู่แล้วอย่าไล่มันไปเลย มันถูกสุนักข์กัดศีศะมันคงถึงแก่ความตาย ไว้พี่จะแปลงตัวเหมือนปิศาจเก๊าเท้า เจ้าแหวกน้ำตามลงไปบาดาลหาก๋งจู๊หลอกมันเอาของวิเศษมาให้ได้ก่อน

จีนกุนว่าถ้าไม่กำจัดมันเสีย ให้มันมีพืชพรรณ์ต่อไป ภายหลังจะทำร้ายแก่มนุษย์ทั้งหลาย โป๊ยก่ายก็ทำตามเห้งเจียสั่งแหวกน้ำลงไป เห้งเจียก็แปลงกายเปนปิศาจเก๊าเท้า เดินน่าโป๊ยก่าย เห้งเจียเดินมาใกล้วังบ้วนเซี้ยเล่งอ๋อง แลไปก็เห็นนางก๋งจู๊ ๆ ถามว่าทำไมจึงกระหิดกระหอบวิ่งมาดังนี้ เห้งเจียบอกว่าอ้ายโป๊ยก่ายมันมีไชยชะนะเราไล่ตามมาแล้ว เจ้าจงหยิบเอาของวิเศษมาให้เราจะได้เก็บซ่อนไว้

ฝ่ายนางก๋งจู๊ก็หารู้ว่าเห้งเจียไม่จึงเข้าไปในห้อง หยิบเอากลักของวิเศษมาส่งให้เห้งเจียแล้วบอกว่า นี่คือของวิเศษของพระพุทธเจ้า แล้วนางส่งให้มาอิกกลักหนึ่งแล้วบอกว่านี่คือของวิเศษเล่งกี่เช้าเห้งเจียรับของวิเศษนั้นแล้วก็เก็บซ่อนไว้ในตัว ให้โป๊ยก่ายแปลงกลับเปนรูปเดิม นางก๋งจู๊ตกใจจะเข้าแย่งของวิเศษคืน โป๊ยก่ายกระโดดเข้ามาเอาคราดสับถูกที่บ่ากระชากล้มลงกับพื้น ยังแต่เมียเล่งอ๋องก็วิ่งหนีเอาตัวรอด โป๊ยก่ายไล่ตามจะเอาคราดสับ เห้งเจียห้ามว่าอย่าเพ่อตีให้ตายก่อน จับเอาไปทั้งเปนให้เจ้าแผ่นดินดู จะได้เห็นความจริงของพวกเรา โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็จับตัวนางเล่งอ๋องพาขึ้นมาพ้นน้ำ เห้งเจียก็ตามหลังมามือถือกลักของวิเศษทั้งสองกลักขึ้นบนบกมาคำนับยี่หนึงจีนกุนพูดว่า ข้าพเจ้าพี่น้องพึ่งบุญท่านมาช่วยเปนกำลังจึงได้ของวิเศษคืนมา แลกำจัดพวกปิศาจได้ราบคาบแล้ว จีนกุนกับพี่น้องทั้งหกพูดว่าบัดนี้ก็สำร็จการแล้ว พวกข้าพเจ้าจะขอลาท่านไปก่อนแล้ว จีนกุนพี่น้องทั้งเจ็ดก็คำนับลาเห้งเจียพากันเหาะไปที่เดิม

ฝ่ายเห้งเจียก็นำของวิเศษสองสิ่งเหาะกลับไป โป๊ยก่ายก็พานางเล่งอ๋องเหาะตามไป บัดเดี๋ยวก็ถึงเมืองเจ๊จ๊ายก๊ก ฝ่ายหมู่สงฆ์อยู่ที่วัดกิมกวางยี่ ก็พากันออกมานอกกำแพงเมืองคอยรับเห้งเจียโป๊ยก่าย พอแลเห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายมาถึงก็พากันคำนับรับเข้าเมือง ฝ่ายเจ้าเมืองเจ๊จ๊ายก๊กได้ทรงทราบก็ลงจากปราสาท มาพร้อมกับพระถังซัมจั๋งแลซัวเจ๋งออกมารับอยู่น่าพระลานมีพระไทยยินดียิ่งนัก เห้งเจียโป๊ยก่ายเข้ามาคำนับแล้ว พระองค์จึงรับสั่งให้พวกเครื่องจัดแจงจะสนองคุณพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสาม พระถังซัมจั๋งพูดว่าให้เห้งเจียนำของวิเศษเข้าพระเจดีย์แล้วจึงค่อยเลี้ยงดูกันจะเปนการดี พระเจ้าแผ่นดินถามนางเล่งอ๋องว่าพูดภาษามะนุษย์ได้หรือไม่ โป๊ยก่ายทูลว่านี่แลภรรยาของเล่งอ๋องทำไมจะพูดไม่ได้

พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าแม้พูดได้ ก็จงแสดงเหตุผลต้นปลายที่ลักของวิเศษในพระเจดีย์ไปนั้นเปนประการใด นางเล่งอ๋องทูลว่าซึ่งลักของวิเศษในพระเจดีย์ไปนั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบเปนความสัตย์จริง คืออ้ายคนสามีข้าพเจ้ามันคบคิดกันกับบุตรเขย มันพากันมาทำเปนฝนโลหิตตกเห็นได้ช่องก็ลักเอาไปไว้ในบาดาร พระเจ้าแผ่นดินถามว่าก็ที่เรียกว่าหญ้าเล่งกี่เช้านั้นเปนสิ่งอะไร นางเล่งอ๋องทูลว่าอันของวิเศษสิ่งนั้นบุตรสาวของข้าพเจ้าขึ้นไปบนสวรรค์ห้องต้ายลาเทียน ลักเอาหญ้าวิเศษเก้ายอดของนางท้าวเจ้าแม่อ๋องโบ๊เนี่ยเนี้ย ได้พระธาตุที่พระเจดีย์กับของวิเศษสองสิ่งอบรมกัน ร้อยพันหมื่นปีก็ไม่ทำลายได้รัศมีศรีแสงก็เจริญรุ่งเรืองขึ้น หากจะเอาหญ้านั้นกวาดลงกับพื้นทีหนึ่งรัศมีก็ฟุ้งขึ้นสายสว่างบัดนี้ของท่านก็คืนแล้ว สามีแลบุตรสาวเขยก็ตายหมดแล้ว ขอท่านได้โปรดยกชีวิตรข้าพเจ้าไว้เถิด

เห้งเจียพูดว่า การทั้งนี้มิใช่จะผิดทุกคนเมื่อไร แต่โทษของเจ้านั้นเราจะยกชีวิตรไว้ให้ แต่จะให้เจ้ารักษาของวิเศษในพระเจดีย์ให้คงนานไปจะรับได้หรือไม่ นางเล่งอ๋องได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงพูดว่าแม้ท่านยกโทษให้ไว้ชีวิตรแล้ว ก็ตามแต่ท่านจะใช้ เห้งเจียจึงได้เอาลวดเหล็กมาร้อยกะดูกสันหลังนางเล่งอ๋องแล้ว บอกให้ซัวเจ๋งเชิญพระเจ้าแผ่นดินเสด็จไปยังวัด จะได้ทอดพระเนตรเห็นพวกเราเอาของวิเศษกลับเข้าบันจุในพระเจดีย์ เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินก็รับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดราชรถ ก็พร้อมด้วยพระถังซัมจั๋งแลขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงพากันไปยังวัดกิมกวางยี่ ฝ่ายเห้งเจียก็นำพระบรมสารีริกธาตุวิเศษขึ้นบันจุ ในชั้นที่สิบสามยอดพระเจดีย์เสร็จแล้ว เห้งเจียก็ร่ายคาถาเรียกพระภูมิเจ้าที่แลเทพารักษ์ที่รักษาในวัดนั้นมาพร้อมกันแล้ว จึงสั่งว่าท่านจงผลัดกันส่งสิ่งของกินให้นางเล่งอ๋องสามวันครั้งหนึ่ง แม้ว่าผิดเวลาจะปรับโทษถึงชีวิตร พระภูมิเจ้าที่รับเทพารักษ์ทั้งหลายรับคำสั่งแล้ว ก็กลับไปยังสฐานที่อยู่แห่งตน ๆ

เห้งเจียจึงเอาเล่งกี่เช้าหญ้าวิเศษ กวาดพระเจดีย์ทุก ๆ ชั้นแล้วปักใส่คุนโทวางอยู่ริมข้างพระบรมสารีริกธาตุ เพื่ออาไศรยความอบรมให้คงทนอยู่สิ้นกาลนาน ครั้นเมื่อเห้งเจียบันจุพระบรมสาริริกธาตุแล้ว รัศมีศรีแสงก็สว่างช่วงโชติออกปรากฎแก่มหาชน ครั้นบันจุแล้วเห้งเจียก็ลงจากพระเจดีย์ เจ้าแผ่นดินจึงมาทำเคารพขอบคุณว่าหากท่านโพธิสัตว์ทั้งหลายมิได้มาถึงนี่ ที่ไหนเลยจะรู้แจ้งเหตุผลได้ดังนี้ เห้งเจียจึงพูดว่า ซึ่งชื่อวัดกิมกวางยี่นั้นไม่ดี เพราะเลื่อนลอยไม่คงทนยั่งยืน ข้าพเจ้าอุสาหะจนสำเร็จ ขอได้เปลี่ยนนามวัดเรียกว่าวัดฮกเล่งยี่ ของวิเศษนั้นจะได้มั่นคงอยู่นาน ส่วนพระองค์ก็จะได้ทรงพระเจริญยิ่งอยู่นาน พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงยินดี จึงโปรดให้เปลี่ยนนามวัดเรียกว่า วัดฮกเล่งยี่ต่อมา ครั้นเสร็จแล้วก็พร้อมกันกลับยังพระราชวัง เสวยโต๊ะเลี้ยงดูกันเปนที่รื่นเริง แล้วรับสั่งให้เจ้าพนักงานอาลักษณ์แต่งหนังสือเดินทาง มอบให้พระถังซัมจั๋งแลให้นำเงินแลของดีมาขอบคุณ ให้พระถังซัมจั๋งกับพวกศิษย์ เพื่อจะได้เปนกำลังเดินทาง พระถังซัมจั๋งก็ไม่รับ มอบคืนกลับเข้าคลังไปตามเดิม

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ