๕๔

ประมาณได้สี่สิบโยชน์ แลไปข้างน่าเห็นกำแพงเมือง พระถังซัมจั๋งชี้ว่านี่ก็ใกล้กำแพงเมืองไซเหลียงก๊กมีแต่ผู้หญิงทั้งเมือง พวกเราจงสำรวมอิริยาบถอย่าให้เพลิดเพลินไปด้วยรูปแลสี ศิษย์ทั้งสามก็ฟังอาจาริย์สั่ง เดินมาประเดี๋ยวก็ถึงต้นถนนทางทิศตวันออก เห็นผู้คนกำลังแออัด บ้างสาวบ้างแก่บ้างขายบ้างซื้อ ล้วนแต่ผู้หญิงทั้งนั้น พอแลเห็นอาจาริย์กับศิษย์ทั้งสี่คนเดินมา คนเหล่านั้นก็พากันรื่นเริงดีใจพูดกันว่า พระมนุษย์มาแล้ว พระมนุษย์มาแล้ว บัดเดี๋ยวก็พากันมาดูแน่นหลามไปทั้งถนน พูดหัวเราะกันออกแซ่หู พระถังซัมจั๋งอยู่บนหลังม้าเดินไปไม่ได้ โป๊ยก่ายร้องว่าข้าเชื้อหมู ข้าเชื้อหมู เห้งเจียร้องห้ามว่าอย่าพูดเลอะเทอะไป จงออกกิริยาหยาบ ๆ จึงจะดี โป๊ยก่ายก็ตั้งใบหูชันขึ้น ขนหัวพองยื่นปากออกร้องเสียงดังคำหนึ่ง พวกผู้หญิงเหล่านั้นก็พากันหกล้มคว่ำหงายวิ่งหนีแหวกทางออกกว้าง พระถังซัมจั๋งก็ขับม้ารีบเดินไป มาได้อีกสักประเดี๋ยวแลเห็นสองข้างถนนมีตึกรามห้องหอเปนลำดับเรียงรายดูงดงาม บ้างขายสุราแลยาของกินแลสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ อาจาริย์กับศิษย์พากันเดินไปพอถึงที่เลี้ยว แลไปเห็นขุนนางหญิงคนหนึ่ง ร้องเรียกว่าท่านเปนแขกเมืองมาจากทางไกล อย่าเพ่อเข้าไปในเมือง เชิญไปพักที่หอรับแขกที่ประตูเมืองนั้นก่อน เอาชื่อเสียงลงบาญชีแล้ว ข้าพเจ้ากราบทูลแล้วจึงจะเซ็นอะนุญาตให้ไป

พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็ลงจากม้า แลไปที่ประตูเห็นมีแผ่นป้ายหนังสือใหญ่สามตัวว่า หอเงงเอี๊ยงเปนที่สำหรับพักแขกเมือง พระถังซัมจั๋งบอกแก่เห้งเจียว่า ยายเฒ่านั้นได้บอกว่าที่ประตูเมืองมีหอเงงเอี๊ยงที่รับแขกก็มีจริงดังที่ยายเฒ่าบอก ซัวเจ๋งหัวเราะแล้วพูดว่าพี่โป๊ยก่ายไม่ไปส่องท้องดูจะมีสองรูปหรือเปล่า ยายเฒ่าบอกว่าที่นี่มีบ่อส่องท้อง โป๊ยก่ายว่าอย่าพูดเลอะไป เรากินน้ำทำลายเสียแล้วจะไปส่องดูอะไรอิกเล่า พระถังซัมจั๋งบอกว่าจงระงับไว้บ้าง หญิงขุนนางก็มานิมนต์ขึ้นบนหอนั่งที่สมควรแล้ว จึงให้ยกน้ำชามาถวาย อันคนใช้เหล่านั้นล้วนแต่เปนผู้หญิงทั้งสิ้น ทั้งมีแต่สาว ๆ ทั้งนั้น ทั้งรูปร่างก็สอาดสำอางนุ่งห่มแต่งตัวก็ล้วนแต่แพรสีต่าง ๆ หญิงขุนนางจึงถามว่า ท่านอาจาริย์เปนชาวเมืองไหนพากันมาจะไปข้างไหน เห้งเจียตอบว่าพวกข้าพเจ้าอยู่ทิศตวันออกเมืองใต้ถัง มีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้ไปเมืองไซทีอาราธนาพระไตรยปิฎกธรรม ท่านอาจาริย์นั้นคือพระเจ้าน้องยาเธอนามเรียกถังซัมจั๋ง ข้าพเจ้าทั้งสามนี้คือสานุศิษย์ของเธอ รวมทั้งม้าข้าพเจ้าเปนห้าด้วยกัน แลมีหนังสือเดินทางสำหรับตัวมาด้วย ขอท่านได้พิจารณาเถิด

ขุนนางหญิงได้ฟังแล้วจึงจับปากกาเขียนลงสารบบ ลงจากที่คุกเข่าทำความเคารพพระถังซัมจั๋ง ข้าพเจ้าขออะนุญาตข้าพเจ้าคือขุนนางพนักงานน่าที่รับแขกเมือง ไม่ทราบว่าท่านผู้ใหญ่จะได้ออกไปรับแต่ไกล ทำความเคารพแล้วก็ลุกขึ้น เรียกคนพนักงานเลี้ยงมาสั่งให้จัดเข้ากับมาเลี้ยง พนักงานก็จัดมาพร้อมตามสั่งเสร็จ หญิงขุนนางจึงพูดว่า นิมนต์ท่านอาจาริย์ฉันจังหัน ข้าพเจ้าจะนำความเข้าไปกราบทูลเปลี่ยนหนังสือให้ท่านไปไซที พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็ดีใจจึงนั่งลงฉัน

ฝ่ายหญิงขุนนางนั้นครั้นถวายแล้ว ก็ไปแต่งตัวเข้าในพระราชวังในตำหนักเง้าห้องเล้าบอกแก่พวกขันธีว่า ข้าพเจ้าขุนนางรับแขกเมืองมีกิจธุระจะเข้าเฝ้าพระองค์ ขันธีก็เข้าไปกราบทูลจึงมีรับสั่งให้เข้าไปชั้นใน ขันธีก็ออกมานำเข้าไป ครั้นถึงก็ถวายคำนับตามธรรมเนียม เจ้าผู้หญิงจึงถามว่าเข้ามามีกิจธุระอะไรหรือ หญิงขุนนางกราบทูลว่าข้าพเจ้ารับผู้อยู่เมืองใต้ถัง นามเรียกพระถังซัมจั๋งเปนน้องของพระเจ้าแผ่นดินใต้ถัง มีสานุศิษย์มาสามคนกับม้าด้วยหนึ่งม้ารวมเปนห้า จะขึ้นไปไซทีอาราธนาพระไตรยปิฎก จะมาขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง

เจ้าหญิงได้ฟังดังนั้นก็มีความเลื่อมไสยโสมนัศยินดี จึงตรัสแก่ขุนนางทั้งปวงว่า เมื่อคืนนี้เราฝันเห็นไปว่า ขวดทองมีลายสีระยับอย่างงดงามส่องแสงสว่างไสว พิเคราะห์ดูก็สมแก่เหตุอันนี้เปนการดีหาที่เปรียบมิได้ ขุนนางซ้ายขวากราบทูลถามว่า พระองค์ทรงเห็นว่าด้วยประการใด เจ้าหญิงจึงตรัสว่า เมืองใต้ถังคือเปนผู้ชายแลพระถังซัมจั๋งพระเจ้าน้องยาเธอ อันเมืองเรานี้ตั้งแต่มีฟ้ามีดินมีเมืองนี้มา ที่เปนเจ้าต่อ ๆ มาก็ไม่เคยเห็นผู้ชายมาถึงเมืองนี้ บัดนี้มีน้องชายพระเจ้าแผ่นดินใต้ถังมาคิดดูจะเปนเทวะดาดนใจให้มา เราจะยกราชสมบัติให้เธอเปนเจ้าเมือง เราจะยอมเปนอรรคมะเหษีร่วมรักแก่เธอให้เกิดบุตรเกิดนัดดาต่อเชื้อต่อวงษ์ต่อๆ กันไป เราคิดอย่างนี้ท่านทั้งหลายจะเห็นเปนประการใด พวกขุนนางผู้หญิงได้ฟังดังนั้น ต่างก็สรรเสริญขึ้นพร้อมกันว่าควรแล้ว ขุนนางพนักงานรับแขกจึงทูลขึ้นว่า ซึ่งพระองค์ทรงคิดการนั้นก็ดีอยู่แล้ว แต่วิตกว่าพระถังซัมจั๋งเธอมีสานุศิษย์สามคน มีลักษณะไม่สมเปนรูปมนุษย์

เจ้าหญิงถามว่า ก็รูปร่างน้องยาเธอนั้นเปนอย่างไรบ้าง ขุนนางรับแขกกราบทูลว่า น้องยาเธอนั้นรูปลักษณะสมควรเปนเจ้าคนนายคนผิวพรรณผ่องไสย คนทั้งสามนั้นหน้าตาดุร้ายรูปร่างหยาบคายคล้ายปิศาจยักษ์มาร เจ้าหญิงว่าถ้ากระนั้นก็ให้เธอทั้งสามรับหนังสือเดินทางไปไซที เอาไว้แต่พระถังซัมจั๋งองค์เดียวอย่างนี้จะไม่ดีหรือ ขุนนางผู้หญิงทั้งหลายพร้อมกันทูลว่า พระองค์ทรงคิดอย่างนี้ดีแล้ว พวกข้าพเจ้าเห็นชอบด้วยแล้ว แต่ยังขัดอยู่ที่จะจัดวิวาหะการ จะต้องมีเฒ่าแก่จึงจะเปนการถูกต้อง เจ้าหญิงตรัสว่าตามแต่ท่านจะเห็นควรอย่างไร ครั้นตรัสเสร็จแล้ว จึงสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่ที่จัตุสดมไปกับขุนนางรับแขก แล้วจึงจะให้ราชรถไปรับ ขุนนางทั้งสองก็ออกมาจากพระราชวังไปยังหอรับแขก

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับศิษย์พักอยู่ที่หอพอฉันเข้าแล้วแลเห็นคนมามาก จึงถามสานุศิษย์ว่าเขาจะมาทำไมกัน โป๊ยก่ายว่าเห็นจะเปนเจ้าหญิงใช้ให้มารับพวกเราดอกกระมัง เห้งเจียว่า เห็นจะไม่ใช่มาเชิญ ชะรอยจะเปนเฒ่าแก่

พระถังซัมจั๋งถามว่า ถ้าหากว่าจะข่มขืนเราโดยเหตุนั้น เราจะขัดขวางโต้ตอบอย่างไร เห้งเจียพูดว่าแม้เปนดังนั้นจริง พระอาจาริย์ต้องผ่อนผันตามการ ข้าพเจ้าจะคิดแก้ไขต่อภายหลัง พูดยังไม่ทันขาดคำขุนนางทั้งสองก็พอมาถึง เข้ามาแล้วก็คุกเข่าลงเคารพ พระถังซัมจั๋งย่อตัวลงปราไสยพูดว่า อาตมภาพไม่มีบุญวาศนาอะไร ท่านทั้งสองต้องลงคุกเข่าดังนี้ ขุนนางทั้งสองสอดตาดูพระถังซัมจั๋งเห็นลักษณะรูปร่างงดงามมีราศรีเปล่งปลั่งสมควรจะเปนสามีของเจ้าเรา เห็นดังนั้นแล้วก็มีความพอใจพูดว่า ถ้าดังนี้ในเมืองของเราก็จะมีความเจริญขึ้น ขุนนางทั้งสองก็ลุกขึ้นพนมมือ ยืนอยู่สองข้างพูดว่า ข้าพเจ้าทั้งสองเห็นท่านน้องยาเธอก็มีความยินดีที่สุด

พระถังซัมจั๋งย่อตัวปราไสยว่า อาตมภาพเปนผู้ถือบวชจะมีอะไรที่ไหนยินดีเล่า ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองพูดว่าที่เมืองนี้ คือเมืองไซเหลียงก๊ก ล้วนแต่เปนผู้หญิงทั้งเมือง ตั้งแต่เดิมมาก็หามีผู้ชายมาถึงนี่ไม่ มาบัดนี้ท่านมาถึงนี่ก็เปนบุญ จึงได้พบปะแก่ท่าน ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งของเจ้าแห่งข้าพเจ้า ให้มาขอท่านเปนสามีของเจ้าข้าพเจ้า

พระถังซัมจั๋งพูดว่า อาตมาภาพมาถึงเมืองนี้ ก็มีสานุศิษย์มาด้วยสามคน ใจฅอหยาบช้าไม่ทราบว่าท่านจะประสงค์คนไหน ขุนนางรับแขกพูดว่า ข้าพเจ้าได้นำความเข้าไปกราบทูลแล้ว เจ้าของข้าพเจ้าก็มีความยินดีที่สุด ตรัสว่าเมื่อคืนนี้พระองค์ทรงพระสุบินไปว่า พระองค์เห็นขวดทรงมีรัศมีเปนดอกดวงดูงดงาม แลบานกระจกทรงมีแสงส่องฟุ้งออกสว่างไสว เพราะฉนั้นพระองค์ทราบว่าท่านมาถึงเมืองนี้ ก็เปนที่นิยมของพระองค์ จะใคร่ผูกสมรรคร่วมรักษ์แก่ท่านเปนสามีภิริยา แลจะยกราชสมบัติให้แก่ท่านครอบครองเปนเจ้าเมือง ส่วนเจ้าหญิงจะยอมเปนพระมเหษี จึงให้ขุนนางผู้ใหญ่มาพูดให้ข้าพเจ้าเปนเฒ่าแก่ฝ่ายชาย เพื่อจะได้กระทำการวิวาหะมงคล

พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก้มหน้านิ่งมิได้โต้ตอบประการใด ขุนนางผู้ใหญ่พูดว่า แม้ว่าเชื้อผู้ชายพบปะเวลาอย่างนี้แล้ว ไม่ควรจะให้คลาดเคลื่อน เพราะอย่างนี้จะไปหาที่ไหน ธรรมดาเขาจะให้ครอบครองบ้านเมือง ควรท่านจะต้องมีความยินดียอมรับไมตรีเถิด พวกข้าพเจ้าจะได้ไปกราบทูล พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งงงงวยดุจคนบ้าหาสติมิได้ โป๊ยก่ายยืนอยู่ข้างนั้นอดไม่ได้ ก็ร้องว่าท่านจัตุสดมจงกลับไปกราบทูลเถิด ว่าพระอาจาริย์ของข้าพเจ้าปฏิบัติบวชมาก็สำเร็จแล้ว เปนอันขาดไม่รับซึ่งราชสมบัติบริโภคกามคุณ ท่านไม่มีความยินดีในการบ้านเรือนของฆราวาศแล้ว ชอให้รีบไปเปลี่ยนหนังสือเดินทางให้ไปไซที ข้าพเจ้าจะอยู่รับธุระนี้ท่านจะเห็นเปนประการใด

ขุนนางจัตุสดมครั้นได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น อกใจก็สร้านเสียวรัวสั่นไปทั้งกาย มิได้อาจตอบโต้ประการใด จึงขุนนางรับแขกพูดแก่โป๊ยก่ายว่าตัวท่านเปนผู้ชายก็จริง แต่รูปร่างหยาบคายไม่เปนที่พอพระไทยของเจ้านายเรา โป๊ยก่ายว่าท่านยังไม่เข้าใจของหยาบก็ตามหยาบจะต้องใช้ได้ทั้งสิ้น เห้งเจียตวาดว่าอย่าพูดให้เลอะเทอะไปตามแต่ความพอใจของพระอาจาริย์ควรไปก็ไปควรอยู่ก็อยู่ พระถังซัมจั๋งถามเห้งเจียว่าพูดอย่างไรจึงจะดี เห้งเจียว่าถ้าอย่างใจข้าพเจ้าคิดก็ได้อาจาริย์อยู่ที่นี่ดี พบเนื้อคู่ไกลร้อยโยชน์ดังนี้ก็นับว่าเปนนิไสยอันใหญ่ พระถังซัมจั๋งพูดว่า ถ้าอยู่รับราชสมบัติที่นี่แล้ว ใครเล่าจะไปไซที การของพระเจ้าแผ่นดินใต้ถังจะมิล้มละลายหรือ

ขุนนางจัตุสดมพูดว่านางพระยาให้ข้าพเจ้ามาพูดแก่ท่านว่า ต่อตามความประสงค์ของพระองค์ แล้วจึงจะเปลี่ยนหนังสือเดินทางให้ท่านทั้งสามไปไซทีอย่างนั้นจะไม่ดีหรือ เห้งเจียว่าท่านคิดดังนั้นเห็นจะสำเร็จได้ พวกข้าพเจ้าไม่ขัดข้องจะยอมให้อาจาริย์อยู่เปนสามีของเจ้าท่าน ขอท่านจงเปลี่ยนหนังสือให้ข้าพเจ้าพี่น้องไปไซที อาราธนาพระธรรมกลับมาแล้ว จึงจะแวะขอสะเบียงอาหารกลับไปเมืองใต้ถัง ขุนนางจัตุสดมแลขุนนางรับแขกก็คำนับเห้งเจียแล้วพูดว่า มีความขอบใจท่านเปนที่สุด โป๊ยก่ายว่าบัดนี้พวกข้าพเจ้าพี่น้องก็พร้อมใจยอมแล้ว ท่านจงไปกราบทูลแก่นางพระยาเจ้าของท่าน ให้จัดเครื่องโต๊ะมาให้พวกข้าพเจ้าพี่น้องรับประทานสักเวลาหนึ่งจะได้ลาไปไซที ขุนนางจัตุสดมพูดว่าข้าพเจ้าจะจัดมาให้ตามท่านต้องการ ว่าแล้วก็สั่งเจ้าพนักงานให้จัดทำเครื่องโต๊ะมาให้ พวกเจ้าพนักงานก็ไปจัดมาตั้งพร้อมตามสั่งของขุนนางผู้ใหญ่ ๆ มีความยินดีกลับไปกราบทูล

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งเห็นขุนนางทั้งสองกลับไปแล้ว ก็มาจับมือเห้งเจียพูดว่าเห้งเจียทำดังนี้จะมิคิดฆ่าเราเสียหรือ ทำไมจึงรับเขาว่าจะให้เราอยู่ทำการวิวาหะเปนผัวเมียแก่เจ้าหญิง พวกเจ้าจะไปไซทีถ้าดังนั้นอาตมภาพตายเสียดีกว่า เห้งเจียว่าท่านอาจาริย์จงวางใจเถิดข้าพเจ้ามิใช่จะไม่รู้กิริยาจิตรของท่านเมื่อไรมี เพราะมาพบมะนุษย์อย่างนี้จำเปนจะต้องเอากลซ้อนกลจึงจะได้ พระถังซัมจั๋งถามว่าอย่างไรจึงเรียกว่าเอากลซ้อนกล เห้งเจียพูดว่าถ้าหากถือมั่นไม่ยอมเธอก็จะไม่เปลี่ยนหนังสือให้ไป บางทีจะกลุ้มรุมมาจับอาจาริย์จะเชือดเนื้อเถือหนัง พวกข้าพเจ้าที่ไหนจะยอมให้ทำ ก็คงจะต้องเกิดวิวาทรบพุ่งกันขึ้นพวกข้าพเจ้ามีอาวุธไม้มือหนัก ที่เมืองนี้ก็เพียงเปนมะนุษย์มิใช่ปิศาจยักษ์ร้ายอะไร ส่วนพระอาจาริย์ก็ตั้งแต่เมตาจิตรสัตว์เล็กใหญ่ก็ไม่ทำให้ถึงแก่ชีวิตร แม้ว่าเกิดตีรันรบพุ่งมะนุษย์ก็คงจะตายนับไม่ถ้วน ที่ไหนอาจาริย์จะยอมให้ทำได้ พระถังซัมจั๋งพูดว่าที่เห้งเจียคิดได้ดังนี้ก็เปนความดีที่สุดอยู่แล้ว แต่วิตกว่าถ้าแต่งการวิวาหะแล้วนางจะให้ร่วมประเวณีด้วยเธอดังนั้น อาตมจะยอมให้เสียพรหมจรรย์ได้หรือ เมื่อไม่ยอมแล้วการก็จะไม่สำเร็จอยู่เอ็งจะทำประการใด

เห้งเจียพูดว่าวันนี้ทำยอมตามเร็ว ๆ คงจะแต่งตามธรรมเนียมของกระษัตริย์มีราชรถมารับท่าน ๆ อย่าขัดขืนจงขึ้นราชรถเข้าไปในวัง ขึ้นนั่งที่บัลลังก์แก้วแล้ว เรียกเอาตรามาประทับหนังสือมอบให้พวกข้าพเจ้าแล้ว ท่านรับสั่งให้จัดราชรถจะตามส่งพวกข้าพเจ้า แลให้จัดโต๊ะเลี้ยงแล้วจึงขึ้นราชรถส่งไป ท่านจึงบอกแก่นางเจ้าว่าจะส่งสานุศิษย์ออกจากเมืองแล้ว จึงกลับมาทำการวิวาหะมงคลอยู่กับนางพระยา กระทำให้พวกเจ้าแลขุนนางมีความยินดีไม่ขัดขวาง แต่พอส่งออกนอกเมืองแล้ว พระอาจาริย์ลงจากราชรถให้ซัวเจ๋งพยุงขึ้นม้าออกเดิน ข้าพเจ้าจะร่ายคาถาทำให้คนทั้งหลายนั้นยืนอยู่ที่เดียว พวกเราเดินไปสักคืนหนึ่งวันหนึ่งแล้ว ข้าพเจ้าจะเรียกคาถาถอนปล่อยให้คนเหล่านั้นกลับรู้สึกตัวคืนเข้าเมือง ซึ่งทำการตามที่ข้าพเจ้าคิดนี้เปนประโยชน์สองประการ คือหนึ่งไม่เปนอันตรายแก่ชีวิตรมะนุษย์ สองไม่เสียพรหมจรรย์ของพระอาจาริย์ อย่างนี้เรียกกลสนิทคิดหนีออกจากอันไภย ทั้งสองฝ่ายก็ไม่เปนอันตราย พระถังซัมจั๋งได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ดุจบุคคลอันเสพย์สุราเมาแล้วสร่าง หรือหนึ่งนอนหลับฝันแล้วตื่น สรรเสริญเห้งเจียว่าขอบคุณสานุศิษย์ มีความลึกซึ้งอย่างนี้ดีที่สุดแล้ว

ฝ่ายขุนนางทั้งสองกลับเข้าไปเฝ้า ครั้นถึงจึงถวายคำนับแล้วกราบทูลว่า ที่พระองค์ทรงพระสุบิณนั้นเปนการตรงแก่เหตุการเปนมงคลหาที่เปรียบมิได้ นางพระยาได้ฟังขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองเข้ามากราบทูลดังนั้นมีพระไทยใสโสมนัศสา จึงลงจากพระแท่นที่ประทับทรงพระสรวลยิ้มแย้ม ตรัสถามว่าท่านทั้งสองออกไปถามพระอนุชาพระเจ้าแผ่นดินถังพูดว่ากระไรบ้าง ขุนนางผู้ใหญ่กราบทูลว่าข้าพเจ้าออกไปถึงที่รับแขก ก็กระทำคำนับพระอนุชาพระเจ้าแผ่นดินใต้ถัง ๆ ได้ปราไสยรับรองตามกิริยาแขกเมืองแล้ว ข้าพเจ้าชักนำพูดถึงวิวาหะการท่านก็ยังไม่ยอมตกลง สานุศิษย์ใหญ่เอออวยยอมให้อาจาริย์เปนสามีของพระองค์ ขอให้เปลี่ยนหนังสือเดินทางให้เธอทั้งสามไปไซทีอาราธนาพระไตรยปิฎก เมื่อขากลับจะแวะขอสะเบียงอาหารแล้วจะลากลับไปเมืองใต้ถัง

นางพระยาถามว่า พระเจ้าน้องยาเธอได้พูดจาว่ากระไรบ้างหรือเปล่า นางขุนนางจัตุสดมทูลว่า พระอนุชาเจ้าแผ่นดินใต้ถังหาได้พูดจาว่ากระไรไม่ ยอมตามความประสงค์ของพระองค์ แต่สานุศิษย์ทั้งสามของเธอจะขอให้เลี้ยงโต๊ะก่อน นางกษัตริย์ได้ฟังดังนั้นมีความปลุกปลื้มโสมนัศยินดี จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดโต๊ะแลจัดราชรถออกไปรับพระอนุชาพระเจ้าใต้ถัง

ฝ่ายขุนนางทั้งหลาย ซึ่งเปนเจ้าพนักงานทุกน่าที่ก็จัดการตามสั่งแลจัดรถพระที่นั่งพร้อม ครั้นได้เวลานางพระยาก็ขึ้นทรงรถ ขุนนางผู้หญิงก็แห่ห้อมล้อมตามเสด็จออกจากพระราชวัง มาถึงที่หอรับแขกขุนนางรับแขกเมือง ก็บอกแก่พระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ให้ทราบว่าเสด็จมาแล้ว พระถังซัมจั๋งก็จัดแจงแต่งตัวคอยรับ พอราชรถถึงนางกระษัตริย์ก็แหวกพระวิสูตรลงจากราชรถตรัสถามว่า ไหนพระอนุชาพระเจ้าแผ่นดินใต้ถัง ขุนนางจัตุสดมทูลว่าที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะนั่นแล นางกระษัตริย์ทอดพระเนตรพิเคราะห์ดูพระถังซัมจั๋งโดยละเอียด เห็นว่าสมควรเปนผู้มีวาศนาที่จะครอบบ้านครองเมืองได้ แลทั้งรูปโฉมก็เปนที่น่าเสน่หา นางให้มีความปะฏิพัตลุ่มหลงจนลืมพระองค์ตรัสเชิญว่า ขอเชิญพระเจ้าน้องยาเธอขึ้นประทับบนราชรถ พระถังซัมจั๋งให้มีความอดสูละอายแก่ใจ โดยเหตุที่มิได้คุ้นเคยในการประโลมโลกย์ แลปราศจากความยินดีในรูปเสียงกลิ่นรศ จึงไม่มีความกระสัญพันธ์ผูกพิศไสมยในนาง แต่โป๊ยก่ายเปนคนหนักอยู่ในกามเปนนิศไสยนอนจมอยู่ในสันดาน เมื่อได้เห็นรูปโฉมนางพระยาโสภาผ่องใสน่าพึงชม ก็ให้เกิดความปะฏิพัตกำหนัดในการสังวาศ ที่สุดไม่ควรกล่าว จนน้ำลายโป๊ยก่ายไหลลืมสะติตลึงไป เวลานั้นมือแลเท้าโป๊ยก่ายอ่อนเพลียลง ดุจพระยาสีหะราชถูกน้ำค้างเข้าผิงไฟ บัดเดี๋ยว่ใจก็เหือดแห้งไปหมด

ฝ่ายนางพระยาไม่สามารถจะอดกลั้นความเสน่หาอยู่ได้ก็ตรงเข้าจับมือพระถังซำจั๋งพูดว่า ท่านจงขึ้นราชรถเสด็จเข้าไปในพระราชวังด้วยข้าพเจ้าเถิด พระถังซัมจั๋งได้ฟังนางพูดดังนั้น จิตรใจให้หวั่นหวาดอุธัจสธกสะท้านพูดไม่ออกตัวสั่น เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงพูดว่า พระอาจาริย์จะเกรงกลัวอะไรนักหนา ขอท่านจงขึ้นรถเข้าไปในพระราชวังเถิด จะได้เปลี่ยนหนังสือเดินทางให้พวกข้าพเจ้า พระถังซัมจั๋งได้ยินเห้งเจียพูดเตือนให้สะติดังนั้น จึงขืนใจเดินออกมาเคียงกับนางขึ้นราชรถเดียวกัน เคลื่อนรถเข้าในพระราชวัง เห้งเจียให้ซัวเจ๋งยกหาบใส่บ่าจูงม้าตามรถไป โป๊ยก่ายก็วิ่งไปก่อนเข้าไปที่ตำหนักเหงาฮ่องเล้า บ่นว่าถาวรสะบายดีจริง แต่ไม่ได้การทำไมไม่เห็นมีเหล้ายากับแกล้มเล่า

ขุนนางเจ้าพนักงานผู้หญิง เห็นโป๊ยก่ายมาร้องทวงกินดังนั้นก็ตกใจ ไม่กล้าจะเข้าไปจึงกลับมายังราชรถกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทราบ ที่เหงาฮ่องเล้ามีคนปากยาวร้องทวงกินเหล้ากินแกล้มอยู่อึกกระทึก นางพระยาได้ทราบดังนั้น จึงถามพระถังซัมจั๋งว่า คนปากยาวหูใหญ่นั้นเปนศิษย์คนใหญ่มิใช่ พระถังซัมจั๋งตอบว่า เปนศิษย์ที่สองของอาตมภาพ เธอท้องใหญ่กินจุ เปนห่วงแต่การกินกลัวจะไม่พอเพียงเท่านั้น ชอนางเจ้าได้ให้เจ้าพนักงานจัดหาเลี้ยงเธอก่อน นางกระษัตริย์จึงตรัสถามเจ้าพนักงานว่า ได้จัดหาไว้พร้อมแล้วหรือ เจ้าพนักงานทูลว่าได้จัดหาไว้บนตำหนักพร้อมแล้วทุกประการทั้งสองอย่าง นางจึงถามว่าจัดอะไรไว้ทั้งสองอย่าง นางขุนนางจึงทูลว่า คือจัดไว้ทั้งเครื่องแจแลเครื่องโช

นางกษัตริย์จึงถามพระถังซัมจั๋งว่า ท่านจะกินแจหรือจะกินโช พระถังซัมจั๋งตอบว่าอาตมภาพก็กินแจสานุศิษย์ทั้งสามก็กินแจทั้งสามคน พูดยังไม่ทันขาดคำลงขุนนางจัตุสดมก็มาเชิญขึ้นตำหนักเลี้ยงโต๊ะ พูดว่าวันนี้วันดีเลี้ยงโต๊ะแล้วจะได้ทำการวิวาหะมงคล พรุ่งนี้จะได้ยกพระถังซัมจั๋งขึ้นเปนกระษัตริย์ครองราชสมบัติ เมื่อนางกระษัตริย์ได้ฟังขุนนางกราบทูลดังนั้น มีพระไทยใสโสมนัศสาหาที่เปรียบมิได้ จึงจูงมือพระถังซัมจั๋งลงมาจากราชรถขึ้นสู่พระที่นั่งตังก๊อกเดินเข้าไปเห็นที่ข้างตำหนักมีพวกมโหรีพิณพาทย์นั่งคอยท่าอยู่ สองข้างโต๊ะมีหญิงรุ่นกำหนัดผัดหน้าทาแป้งแต่งตัวนุ่งแพรห่มสี ยืนเรียงรายกันอยู่ดุจนางเทพธิดา ที่กลางตำหนักก็จัดไว้สองที่ ข้างขวาโต๊ะแจ ข้างซ้ายโต๊ะโช ลดลงชั้นล่างล้วนแต่เครื่องโชทั้งนั้น นางกระษัตริย์เห็นจัดเสร็จแล้ว จึงรินสุราใส่ถ้วยมาเชิญให้พระถังซัมจั๋งกิน เห้งเจียพูดว่า อาจาริย์แลพวกข้าพเจ้ากินแจทั้งนั้น จงเชิญอาจาริย์นั่งโต๊ะแจนั้นเถิด พวกข้าพเจ้านั่งชั้นล่างก็ได้

นางขุนนางพูดชมว่าดีอย่างนี้แลควรแล้ว อาจาริย์กับศิษย์ก็เหมือนบิดากับบุตรไม่ควรนั่งเสมอกัน ขุนนางพนักงานก็รีบจัดลดลงอีกสามที่เสร็จแล้ว นางพระยาก็ยกถ้วยสุราเชิญพระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสาม เห้งเจียขยิบตาอาจาริย์ให้ยกถ้วยตอบคำนับ พระถังซัมจั๋งลุกจากเก้าอี้ยกถัวยมาเชิญนาง ๆ รับถ้วยสุรามานั่งโต๊ะที่หนึ่งแล้ว บันดานางขุนนางใหญ่น้อยก็ทำคำนับแล้วพร้อมกันเข้านั่งตามลำดับยศ พวกมโหรีพิณพาทย์ก็กระทำเพลงบำเรอขับร้อง

ฝ่ายโป๊ยก่ายเสพสุราแลอาหารมากสิ้นสุราเจ็ดแปดถ้วย แล้วร้องว่าเอามาขวดใหญ่ ๆ จะกินให้สบายใจ แล้วจะได้ต่างคนต่างไปตามมีธุระอย่ามาหลงกินให้มากจะเสียการ เรารีบกินจะได้เปลี่ยนหนังสือเดินทาง นางกระษัตริย์ได้ยินโป๊ยก่ายพูดดังนั้น จึงสั่งเจ้าพนักงานให้เอาสุราขวดใหญ่มาให้โป๊ยก่ายกินตามสบาย เจ้าพนักงานก็เอาสุราปั้นใหญ่มารินให้โป๊ยก่ายกินอิกถ้วยหนึ่ง

พระถังซัมจั๋งก็ย่อตัวลุกขึ้นเดินมาที่โต๊ะนางพูดว่า อาตมภาพมีความขอบใจเปนที่สุด ส่วนที่เลี้ยงก็พอแล้ว ขอเชิญขึ้นพระที่นั่งจะได้เปลี่ยนหนังสือเดินทางให้แก่สานุศิษย์ไป นางกระษัตริย์ก็ลุกออกจากที่จับมือพระถังซัมจั๋งพากันเดินขึ้นบนปราสาทใหญ่ นางอะนุญาตให้พระถังซัมจั๋งขึ้นบนพระที่นั่ง พระถังซัมจั๋งว่าไม่ควรตามท่านเสนาบดิจัตุสดมว่า วันพรุ่งนี้เปนวันมหามงคลฤกษ อาตมภาพจึงจะขึ้นนั่งได้ แต่วันนี้ขอจงเปลี่ยนหนังสือประทับตราส่งให้เธอทั้งสามไปเสียก่อน นางพระยาก็ประทับบนเก่าอี้แล้วเรียกเอาหนังสือเดินทางเห้งเจียก็หยิบหนังสือออกส่งให้ นางพระยาทรงรับมาคลี่ดูโดยละเอียดก็เห็นมีดวงตราของพระเจ้าแผ่นดินใต้ถังประทับอยู่ข้างบน รองลงมาตราเมืองโป๊เชียงก๊ก รองลงมาตราเมืองโอเกยก๊ก รองลงมาตราเมืองเซียตี้ก๊ก ทรงพิเคราะห์ดูตลอดแล้วก็ยิ้มสรวล แล้วตรัสว่าท่านนี้แซ่ตั๊นหรือ

พระถังซัมจั๋งบอกว่าแซ่ตั๊นชื่อเหี้ยนจึง แต่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้โปรดให้เปนพระอนุชา จึงพระราชทานให้แซ่ถัง นางกระษัตริย์ทรงถามว่าในหนังสือนี้ทำไมไม่มีชื่อสานุศิษย์ทั้งสามเล่า พระถังซัมจั๋งตอบว่า ศิษย์ทั้งสามคนนี้มิใช่คนในเมืองใต้ถัง อาตมภาพได้เมื่อมาตามทาง เพราะฉนั้นจึงไม่มีชื่ออยู่ในหนังสือ นางกระษัตริย์ตรัสว่า ถ้ากระนั้นท่านกับข้าพเจ้าเติมชื่อเธอทั้งสามลงในหนังสือจะมิดีหรือ พระถังซัมจั๋งว่าแล้วแต่จะทรงเห็นควร นางจึงเรียกให้พนักงานนำภู่กันกับน้ำหมึกมาแล้ว จึงถามชื่อแลแซ่คนทั้งสามนั้นแล้วก็เขียนลงท้ายหนังสือชื่อซึงหงอคง แลหงอเหนง ซัวหงอเจ๋ง เขียนชื่อคนทั้งสามเสร็จแล้ว ก็ประทับตราเข้าผนึกส่งให้เห้งเจีย ๆ ก็รับหนังสือพลัน ส่งให้ซัวเจ๋งเก็บสิ่งของเข้าห่อเสร็จแล้ว จึงรับสั่งให้ขันธีเอาทองคำมาถาดหนึ่ง รางวัลให้แก่เห้งเจียแล้วตรัสว่า จงเอาไปเปนเสบียงใช้สรอยตามทาง เมื่อไปอาราธนาพระไตรยปิฎกกลับมาแล้วจะขอบคุณท่านให้จงหนัก

เห้งเจียว่าพวกข้าพเจ้าเปนผู้บวช อันเงินทองไม่ต้องเอาติดไป ไปตามทางถึงแห่งหนตำบลใดก็บิณฑบาตเขากินต่อ ๆ ไป นางเห็นเห้งเจียไม่รับทอง จึงมีรับสั่งให้เอาแพรมาสิบม้วน แล้วรับสั่งว่าจะทำก็ไม่ทันเวลา จงเอาไปทำเสื้อผ้านุ่งห่มกันหนาวเถิด เห้งเจียว่าคนถือบวชจะนุ่งห่มแพรสีไม่ควร ผ้าผ่อนก็ยังมีอยู่ขอพระองค์อย่ามีความวิตกเลย นางกษัตริย์เห็นเห้งเจียไม่รับแล้ว จึงรับสั่งให้ขันทีนำเข้าสารมาสามถัง แล้วพูดแก่เห้งเจียว่า ของเหล่านั้นไม่รับไปก็ตามทีเถิด จงเอาเข้าสารไปจะได้หุงกินตามทาง โป๊ยก่ายก็รับเข้าสารใส่ย่ามเสร็จแล้ว ก็พร้อมกันทั้งสามคนมาคำนับนางพระยา

พระถังซัมจั๋งจึงพูดแก่นางว่า ขอเชิญพระองค์เสด็จไปกับอาตมภาพเพื่อส่งคนทั้งสามออกไปจากเมือง อาตมภาพสั่งเสียเธอเสร็จแล้วจะได้กลับมากับพระองค์ ครองราชสมบัติเปนบรมศุขอยู่สิ้นกาลนาน ส่วนนางกระษัตริย์พาซื่อมิได้รู้สึกในกลอุบาย จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดราชรถเสร็จแล้ว ก็ขึ้นทรงรถพร้อมด้วยพระถังซัมจั๋ง นางขุนนางใหญ่น้อยก็ตามเสด็จ บันดาพวกชาวเมียก็ตั้งโต๊ะบูชาตลอดสองข้างทาง ชาวเมืองตั้งใจจะคอยดูราชรถนางพระยาแลพระถังซัมจั๋ง ครั้นชาวเมืองได้เห็นก็พากันสรรเสริญออกแส้เสียงทั้งสองข้างทาง ประเดี๋ยวรถพระที่นั่งก็มาถึงประตูเมืองด้านข้างทิศปราจิณ เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งเตรียมตัวเสร็จแล้ว ก็เดินมาใกล้ราชรถร้องด้วยเสียงอันดังว่า พระองค์ไม่ต้องไปส่งไกลดอก พวกข้าพเจ้าจะขอทูลลาที่นี้ นางจึงให้รถหยุดพระถังซัมจั๋งก็ลงจากรถทำคำนับพูดว่า ขอพระองค์จงเสด็จกลับไปเถิด อาตมภาพจะขอถวายพระพรลาไปไซทีอาราธนาพระธรรม

ฝ่ายนางกระษัตริย์ เมื่อได้ทรงฟังพระถังซัมจั๋งพูดดังนั้นก็ตกตลึงจับพระถังซัมจั๋งไว้แล้วก็ตรัสว่า พระเจ้าน้องยาเธอ ข้าพเจ้ายกราชสมบัติให้จะขอท่านไว้เปนพระราชสามี พรุ่งนี้ฤกษดีก็จะได้ขึ้นเสวยราชสมบัติแล้ว เหตุใดจึงได้มาแปรปรวนไปดังนี้เล่า โป๊ยก่ายได้ยินนางตรัสดังนั้น ก็เดินตรงเข้ามาที่ข้างรถยกหัวขึ้นทำหูชันตวาดด้วยเสียงอันดังว่าพวกข้าพเจ้าถือบวช ใครจะมาร่วมรักกับกระดูกแห้งอย่างนั้นได้หรือ จงปล่อยอาจาริย์เราไปเถิด เมื่อนางได้เห็นรูปร่างโป๊ยก่ายน่าเกลียดน่ากลัวดังนั้น แลทำเสียงดังออกท่าดุร้ายดังนั้นก็ตกพระไทยล้มเข้าไปในรถ ซัวเจ๋งก็เข้าอุ้มอาจาริย์ออกจากหมู่คนแล้วพยุงให้ขึ้นม้า เห็นผู้หญิงคนหนึ่งร้องตวาดว่า พระเจ้าน้องยาเธอจะหนีไปข้างไหนเราจะมาร่วมรักแก่ท่าน

ซัวเจ๋งร้องด่าว่าอีขะโมยมึงไม่รู้จักหรือ จึงชักไม้ตะบองออกตีลงไปที่ศีศะหญิงนั้น ๆ ก็อันตะระธานกลายเปนลมใหญ่มืดมัว หอบเอาพระถังซัมจั๋งไปทางไหนก็ไม่ทันรู้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ