๙๒

มาบัดเดี๋ยวถึงเขาแชหุ้นซัวถ้ำเหี้ยนเองต๋องก็ลดลงยังพื้นแผ่นดิน โป๊ยก่ายคิดจะใคร่ฟันทะลายประตูถ้ำเข้าไป เห้งเจียห้ามว่าอย่าเพ่อวุ่นวายไปก่อน รอให้พี่เข้าไปดูอาจาริย์ว่าจะเปนตายประการใดแล้วจึงค่อยสู้รบกันต่อภายหลัง ว่าแล้วเห้งเจยก็ร่ายพระคาถาขยับตัวแปลงเปนแมลงเม่าน้อยตัวหนึ่ง บินเข้าไปในถ้ำแลเข้าไปก็เห็นปิศาจกระบือนอนหลับกรนออกเกลื่อนกลาดเกะกะกันมิได้รู้สึกสมประดี เห้งเจียก็บินเลยเข้าไปชั้นในเงียบสงัดไม่กระตุกกระตาก มิได้รู้ว่าปิศาจทั้งสามจะอยู่แห่งใด เห้งเจียก็บินเลยเข้าไปหลังห้องได้ยินเสียงคนคร่ำครวญร้องไห้ เห้งเจียเงี่ยหูลงฟังก็ได้ยินเสียงอาจาริย์จำได้ เห้งเจียจึงบินเข้าไปใกล้อาจาริย์ก็ได้ยินเสียงร้องให้คร่ำครวญว่า ตำบลไซทีไม่เหมือนเมืองใต้ถัง ฤดูเดือนสามกำลังร้อนทำไมจึงมีแมลงเม่าบินมาดังนี้ เห้งเจียได้ยินก็อดไว้ไม่ได้ จึงร้องขึ้นคำหนึ่งว่า พระอาจาริย์ข้าพเจ้ามาแล้ว พระถังซัมจั๋งถามว่าแมลงเม่านั้นเปนเห้งเจียหรือ ในทันใดนั้นเห้งเจียกลายกลับเปนรูปเดิมคำนับแล้วจึงพูดว่า พระอาจาริย์ไม่รู้เหตุผลจึงได้พากันชักช้าไปดังนี้ เมื่อกลางวันข้าพเจ้าได้ต่อสู้แก่มันทั้งสามจนเวลาค่ำจึงได้กลับ บัดนี้ข้าพเจ้าผู้ศิษย์พากันมาทั้งสามคน ข้าพเจ้าเห็นเวลาดึกดื่นจะรบพุ่งกันลำบาก แลทั้งยังไม่ทราบว่าอาจาริย์จะดีร้ายประการใด จึงได้แปลงตัวเข้ามาดูเสียให้รู้แน่แก่ใจก่อน ข้าพเจ้าเห็นปิศาจกำลังนอนหลับสนิท อาจาริย์จงขึ้นหลังข้าพเจ้ารีบหนีไปเถิด เห้งเจียอ่านคาถามะหาสะเดาะเอามือลูบที่กุญแจเป่าลงไปทีหนึ่ง กุญแจก็หลุดจากมือพระถังซัมจั๋งทันที เห้งเจียพะยุงอาจาริย์ขึ้นหลังได้แล้ว ก็รีบหนีออกทางประตูถ้ำ เวลาที่เดินออกมานั้นได้ยินเสียงปิศาจใต้อ๋องร้องถามว่า ทำไมไม่ได้ยินพวกเจ้าน้อย ๆ ตีเกราะเฆาะไม้นั่งยาม พากันนอนหลับเสียดังนี้

ฝ่ายพวกปิศาจได้ยินเสียงใต้อ๋องเรียกถามดังนั้น ก็พากันตกใจตื่นลุกขึ้นตีเกราะเฆาะไม้ แลลุกขึ้นเที่ยวเดินตรวจดู บังเอินมาโดนพระถังซัมจั๋งกับเห้งเจียกำลังจะหนีออกไป พวกปิศาจก็พากันร้องขึ้นว่าจะหนีไปข้างไหน เห้งเจียไม่ได้ตอบว่ากระไรชักตะบองออกหวดช้ายหวดขวาล้มตายลงสองสามคน นอกกว่านั้นก็วิ่งหนีกลับเข้าไปในประตูถ้ำร้องเรียกว่าใต้อ๋องรีบลุกขึ้นเถิด อ้ายหน้าขนมันเข้ามาในนี้ตีคนตายเสียหลายคนแล้ว

ฝ่ายปิศาจใต้อ๋องทั้งสามได้ยินบริวารร้องเรียกก็ตกใจลุกขึ้นร้องว่า จับไว้อย่าให้มันหนีไปได้ พระถังซัมจั๋งได้ยินดังนั้นก็ตกใจมือแลเท้าก็อ่อนเปลี้ยไปหมด เห้งเจียไล่ตีพวกปิศาจแตกกระจายเปนช่องออกไปได้ถึงประตูถ้ำ จึงร้องเรียกโป๊ยก่ายซัวเจ๋งให้ช่วย เห้งเจียออกนอกประตูได้แล้วจึงเล่าเหตุในถ้ำให้โป๊ยก่ายซัวเจ๋งฟังทุกประการ

ฝ่ายปิศาจใต้อ๋องไล่มาทันก็เข้าแย่งเอาพระถังซัมจั๋งไปได้ ลากตัวไปล่ามโซ่ไว้อย่างเดิมแล้ว จึงจุดไฟมาส่องถือดาบมายืนถามพระถังซัมจั๋งว่า ทำไมจึงถอดกุญแจมือได้ แลอ้ายลิงนั้นทำไมจึงเข้ามาได้ จงบอกไปตามจริง ถ้าปิดบังอำพรางไว้จะฟันด้วยดาบให้ขาดสองท่อนเดี๋ยวนี้ พระถังซัมจั๋งตกใจกลัวตัวสั่นบอกว่า ใต้อ๋องไม่ทราบ อันสานุศิษย์ของอาตมภาพนั้น มีวิทยาเชี่ยวชาญแปลงกายได้ถึงเจ็ดสิบสองประการ เมื่อกี้นี้แปลงเปนแมลงเม่าเข้ามาช่วย บังเอินใต้อ๋องรู้สึก คนทั้งหลายจึงได้เห็น พากันร้องอึกกะทึกขึ้น เธอจึงทิ้งอาตมภาพเสียหนีเอาตัวรอดไปแล้ว ปิศาจใต้อ๋องทั้งสามได้ฟังก็หัวเราะพูดว่า นี่หากเราตื่นขึ้นจึงหนีไปมิได้ พูดแล้วก็สั่งปิศาจทั้งหลายให้ปิดประตูนอกในให้มั่นคง แลให้เงียบระงับอย่าให้ทำเสียงดังอื้ออึงเซ็งแซ่ไป

ซัวเจ๋งจึงพูดแก่เห้งเจียว่า ปิศาจมันจับเอาอาจาริย์กลับเข้าไปแลปิดประตูน่าต่างแน่นหนาฉนี้ มันจะทำร้ายแก่อาจาริย์เราเปนแน่แล้ว พวกเรารีบพังประตูเข้าไปแก้อาจาริย์จึงจะพ้นอันตราย โป๊ยก่ายว่าจริงแล้ว จึงยกคราดขึ้นสับฟันโดยเต็มกำลังประตูศิลาก็พังทะลายลงละเอียดไปทันที ปากโป๊ยก่ายก็ร้องว่าอ้ายขะโมยน้ำมันมึงจงรีบส่งอาจาริย์ของกูออกมาโดยเร็ว ส่วนปิศาจทั้งสามเมื่อได้ฟังดังนั้นจึงแต่งตัวสวมเกราะมือถืออาวุธสำหรับตัวทั้งสามคน คุมพลออกมายังประตูถ้ำ ต่อสู้กับโป๊ยก่ายแลซัวเจ๋งเห้งเจีย เวลานั้นประมาณสักสามยามท้องฟ้าสว่างด้วยแสงจันทร์ดุจกลางวัน ปิศาจก็ขับพลเข้าไล่ตลุมบอน เห้งเจียก็เข้าสู้กับปิศาจที่ถือขวาน โป๊ยก่ายก็เข้าต่อสู้กับปิศาจที่ถือง้าวใหญ่ ซัวเจ๋งก็เข้าต่อสู้กับปิศาจที่ถือไม้ตะพดหวายใหญ่ รบรอต่อสู้กันโดยสามารถยังไม่แพ้แลชะนะกันได้ ปิศาจใต้อ๋องร้องให้พลทหารระดมรุกรบเข้ามาล้อมจับโป๊ยก่าย ๆ ต่อสู้สับฟันสักเท่าใดพวกปิศาจก็มิได้ถอยหนี ตรงเข้ารวบรัดโป๊ยก่ายลากเอาตัวเข้าไปในถ้ำมัดไว้ ฝ่ายซัวเจ๋งกำลังรบแลไม่เห็นโป๊ยก่าย ก็แกว่งพลองตีปิศาจซิติ๊นใต้อ๋อง หวดไปทีหนึ่งแล้วจะถอยหนี พวกพลปิศาจตรูเข้าล้อมจับซัวเจ๋งได้ลากเอาไปมัดไว้ในถ้ำ เห้งเจ้ยเห็นดังนั้นก็พลันเหาะขึ้นบนอากาศหวนกลับไปยังวัดชื่อหุ้นยี่ พระสงฆ์ในวัดเห็นเห้งเจียกลับมาก็พากันมาต้อนรับ ถามว่าช่วยท่านอาจาริย์ออกมาได้แล้วหรือ เห้งเจียบอกว่าแสนยากช่วยไม่ได้ ด้วยปิศาจเหล่านั้นมีฤทธาเชี่ยวชาญนัก บัดนี้จับเอาน้องข้าพเจ้าไปอีกแล้ว ขอท่านช่วยดูม้าแลเข้าของไว้ ข้าพเจ้าจะขึ้นไปบนสวรรค์ ขอพลทหารเทพบุตรลงมาช่วยจับปิศาจนั้นให้ได้ พระสงฆ์ทั้งหลายว่าท่านไปบนสวรรค์ได้หรือ เห้งเจียหัวเราะแล้วตอบว่า สวรรค์นั้นดุจบ้านเดิมของข้าพเจ้าเคยไปมาเที่ยวเล่นอยู่เสมอๆ พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังก็ยิ่งมีความเกรงแลเลื่อมไสยยิ่งขึ้นกว่าก่อน เห้งเจียสั่งแล้วก็ผละออกจากพระสงฆ์เหาะตรงขึ้นไปบัดเดี๋ยวก็ถึงประตูสวรรค์ ข้างทิศปาจิณก็พบกับท่านทั้ยเป๊กกิมแช ท้าวจัตตุโลกบาลเจงเฉียงที่อ๋อง แลเทพบุตรอึนจูท้อโด้ขุนนางทั้งสี่กำลังนั่งสนทนากัน แลเห็นเห้งเจียขึ้นมาต่างก็ลุกเดินมาต้อนรับถามว่า ท่านใต้เซี้ยจะไปข้างไหนหรือ วันนี้จึงได้ขึ้นมาถึงนี่ เห้งเจียจึงเล่ามูลเหตุที่ถ้ำเหี้ยนเจงต๋องให้ฟังทุกประการ แล้วว่าข้าพเจ้าปราบปรามไม่ไหว เพราะฉนั้นจึงต้องขึ้นมาเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ เพื่อให้ตรวจดูว่ากำเนิดเดิมของปิศาจจะเปนประการใด แลจะได้ขอพลเทพบุตรยกไปช่วยกำจัดปิศาจนั้นเสียให้สิ้น ทั้ยเป๊กกิมแชได้ฟังก็หัวเราะพูดว่าท่านใต้เซี้ยรบกับปิศาจทำไมดูไม่ออกหรือว่ามันมาจากไหน เห้งเจียบอกว่ารู้ก็รู้ได้ว่ามันเปนปิศาจกระบือ แต่มันมีอิทธิฤทธิมากจะเอาไชยชะนะมันก็มิได้จึงต้องขึ้นมาฉนี้ ทั้ยเป๊กกิมแชพูดว่า ปิศาจทั้งสามนั้นคือกระบือ รูปกายประกอบต้องตำราอากาศธาตุแลมันรักษาศีลปฏิบัติมาช้านาน จึงได้สำเร็จภาคเชี่ยวชาญจะเหาะเหินตามลมแลเมฆ หรือแซกน้ำในมหาสมุทก็ได้ทุกประการ แม้จะจับมันให้ได้แล้วก็ต้องเชิญซีบั๊กกิมแชทั้งสี่มา มันเห็นหน้าแล้วมันก็จะยอมแพ้เองไม่สู้รบเห้งเจียก็ยกมือขึ้นคำนับถามว่า ที่ซีบั๊กกิมแชคือใครที่ไหน ขอท่านทั้ยเป๊กกิมแชได้โปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด ทั้ยเป๊กกิมแชหัวเราะแล้วพูดว่า ดาวทั้งสี่นั้นคือที่ตำหนักวิมารเต๊างู่เกงแวดล้อมอยู่ท้องฟ้ารอบนอก ท่านใต้เซี้ยจงรีบไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้จะรู้ได้ตลอด เห้งเจียได้ฟังก็ยกมือขึ้นคำนับขอบคุณ แล้วก็ลาทั้ยเป๊กกิมแชไปเข้าประตูสวรรค์เดินมายังตำหนักทงเม่งเต้ย เข้าหาท่านซี้ใต้เทียนซือ ๆ เห็นก็รีบนำเห้งเจียเข้าไปยังปราสาทเล่งเซียวเต้ย ครั้นเข้ามาถึงน่าพระที่นั่งกระทำคำนับแล้ว ก็กราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ตามซึ่งมีเหตุการให้ทรงทราบทุกประการ เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังจึงรับสั่งให้จัดพลเทพบุตรยกลงไปเปนพาหนะช่วยจับ เห้งเจียจึงทูลว่า ข้าพเจ้าได้พบกับทั้ยเป๊กกิมแช เมื่อตะกี้ท่านบอกว่าปิศาจนั้นคือกำเนิดกระบือ หากได้ดาวทั้งสี่คือซีบั๊กกิมแชไปกำจัดแล้วเปนการง่าย

เง็กเซียงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังเห้งเจียกราบทูลดังนั้น จึงรับสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่ไปที่ตำหนักเต๊างู่เกงวิมารชั้นนอก ให้ซีบั๊กกิมแชทั้งสี่ลงไปเมืองใต้ช่วยเห้งเจียกำจัดปิศาจ ดาวทั้งสี่ดวงคือ กั๊กบั๊กเกาหนึ่ง เต๊าบั๊กเล่ยหนึ่ง โดยบั๊กลั้งหนึ่ง แจบั๊กกันหนึ่ง ถามออกมาว่า ท่านใต้เซี้ยจะให้ข้าพเจ้าไปกำจัดปิศาจที่ไหน เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า อันที่จริงก็พวกของท่านนี่เอง หากทีแรกท่านทั้ยเป๊กกิมแชบอกความจริงว่า หมู่ดาวยี่สิบแปดดวงนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็จะมาเชิญท่านทั้งสี่ จักไม่ต้องไปขอคำสั่งของเง็กเซียงฮ่องเต้ ดาวทั้งสี่พูดว่าแม้ไม่มีรับสั่งพวกข้าพเจ้าก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้เหมือนกัน เมื่อเปนดังนี้แล้วขอท่านจงรีบลงไปเถิด เห้งเจียกับดาวทั้งสี่ก็พากันออกจากประตูสวรรค์เหาะลงไปยังเขาแชเล่งซัว ครั้นถึงหน้าถ้ำเหี้ยนเองต๋องก็หยุดอยู่บนเมฆ ดาวทั้งสี่จึงบอกแก่เห้งเจียให้ลงไปท้ารบฬ่อออกมานอกถ้ำ พวกข้าพเจ้าจะได้ลงมือ เห้งเจียก็เข้าไปเอาพลองกระทุ้งประตูถ้ำ ร้องด่าท้าทายว่าอ้ายพวกขะโมยน้ำมันจงรีบส่งอาจาริย์ของกูออกมาโดยเร็ว พวกปิศาจมิได้รู้สึกว่าจะตายเปนประการใด เมื่อได้ยินเสียงด่าห้าทายดังนั้นก็มีความโกรธ ต่างถืออาวุธพร้อมกันรีบออกมายังประตูถ้ำเห้งเจียแลเห็นก็บันดาลโทษะแกว่งตะบองเข้าตีปิศาจ ๆ ทั้งสามก็ทำสัญญาให้พวกบริวารตีวงเข้าล้อมเห้งเจียไว้ท่ำกลาง ดาวบั๊กกิมแชทั้งสี่ยืนอยู่บนเมฆแลเห็นดังนั้น ต่างก็ชักอาวุธออกแกว่งร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายเดรฉานมึงอย่าหมายทำร้ายเห้งเจีย ปิศาจทั้งสามได้ยินเสียงก็เงยหน้าแลไปเห็นบั๊กกิมแชทั้งสี่ ต่างก็ครั่นคร้ามตกตลึงอยู่แล้วออกปากว่าไม่ดีเสียแล้ว มันไปเอาคู่ปรับเรามาแล้ว จึงร้องบอกพวกบริวารว่า จงรีบพากันหนีเอาตัวรอดไปเถิด ในขณะนั้นก็ได้ยินเสียงเกรียวกราวเอิกเกริกกึกก้อง พวกปิศาจบริวารพากันกลับแปลงกายตามรูปเดิม คือกระบือเผือกแลดำต่าง ๆ วิ่งแตกตื่นกันอลมาน

ฝ่ายปิศาจทั้งสามวางอาวุธแล้วก็แปลงกายกลับเปนรูปกระบือไปตามเดิม เผ่นขึ้นหนีไปทางทิศตวันออกเฉียงเหนือ เห้งเจียกับดาวแจบั๊กกัน แลกั๊กบั๊กเกา ทั้งสองก็รีบไล่กระชั้นตามปิศาจทั้งสามนั้นไป ยังดาวเต้าบั๊กเก่ยแลโดยบั๊กลั้งทั้งสองนั้นเที่ยวไล่จับปิศาจกระบือตามห้วยธารเขาไม่ว่าเล็กแลใหญ่จับฆ่าเสียทั้งสิ้น แล้วเข้าไปในถ้ำเหี้ยนเองต๋อง แก้มัดพระถังซัมจั๋งแลโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ฝ่ายซัวเจ๋งแลเห็นก็จำได้ว่าดาวทั้งสอง จึงถามว่าทำไมท่านจึงรู้ได้มาช่วยพวกข้าพเจ้าเล่า ดาวทั้งสองบอกว่า พวกข้าพเจ้ามาเพราะท่านใต้เซี้ยขึ้นไปกราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ ๆ จึงมีรับสั่งโปรดให้พวกข้าพเจ้าลงมาช่วย พระถังซัมจั๋งถามว่า เห้งเจียบัดนี้ไปอยู่ที่ไหนจึงมิได้เห็นมาเล่า ดาวทั้งสองจึงบอกว่า ปิศาจใต้อ๋องทั้งสามนั้นคือกระบือสามตัว แลเห็นพวกข้าพเจ้ามา มันก็รีบแปลงตัวหนีไปข้างทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดาวทั้งสองกับเห้งเจียรีบติดตามไปจับตัวปิศาจ ข้าพเจ้าทั้งสองเที่ยวกำจัดปิศาจบริวารราบคาบแล้ว จึงเข้ามาช่วยท่านอาจาริย์กับโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง พระถังซัมจั๋งได้ฟังดาวทั้งสองพูดดังนั้นจึงว่าขอบใจท่านมากที่สุดแล้ว ดาวโดยบั๊กลั้งจึงสั่งว่า ท่านพี่น้องง่วนโซ่ยกับท่านกวนเลียมเจียงกุน จงรักษาอาจาริย์ของท่านกลับไปวัดชื่อหุ้นยี่ก่อนพวกข้าพเจ้าจะตามไปช่วยกันจับปิศาจ โป๊ยก่ายว่าดีแล้วเชิญท่านทั้งสองรีบไปเถิด ดาวทั้งสองก็รีบเหาะตามไปข้างทิศตวันออกเฉียงเหนือ

ฝ่ายโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งก็ช่วยกันเอาสิ่งของในถ้ำ คือ เพ็ชร์นิลจินดาแลเงินทองเอาออกกองไว้นอกถ้ำแล้ว นิมนต์พระอาจาริย์ให้ออกไปนั่งพักอยู่นอกถ้ำ โป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งก็ช่วยกันเอาไฟเผาถ้ำเสียสิ้นแล้ว จึงออกมาเก็บของเหล่านั้นใส่บ่ามากับอาจาริย์เดินตัดตรงไปยังวัดชื่อหุ้นยี่

ฝ่ายดาวทั้งสองเหาะตามไปข้างทิศตวันออกเฉียงเหนือ แลค้นหาก็ไม่เห็น จึงเหาะเลยมายังทิศตวันตก แลลงไปในมะหาสมุททะเลใหญ่ก็แลเห็นเห้งเจียอยู่บนหลังน้ำเสียงร้องตวาดอึกกะทึก ดาวทั้งสองก็ลดลงมาหาเห้งเจีย แล้วถามว่าปิศาจนั้นมันหนีไปทางไหน เห้งเจียแลเห็นดาวทั้งสองมาก็มีความโกรธ ถามว่าทำไมท่านไม่ตามมาช่วยกันเล่า ดาวเต๊าบั๊กเก่ยบอกว่า ข้าพเจ้าเห็นใต้เซี้ยกับแจกั๊กสองดาวไล่ตามปิศาจมาก็นึกว่าคงจะจับได้ ข้าพเจ้าทั้งสองช่วยกันกำจัดกวาดล้างพวกปิศาจในถ้ำนั้นราบคาบแล้ว จึงเข้าไปช่วยแก้มัดอาจาริย์กับโป๊ยก่ายซัวเจ๋งออกแล้ว บัดนี้พากันกลับไปยังวัดชื่อหุ้นยี่นานแล้ว ข้าพเจ้าคอยใต้เซี้ยไม่เห็นกลับจึงได้พากันมาถาม เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงพูดว่า ขอบคุณท่านทั้งสองที่มีความลำบากมาก อันปิศาจทั้งสามนั้นข้าพเจ้าไล่กระชั้นมาจวนจะทันมันก็ดำลงทะเลไป ท่านแจกั๊กทั้งสองรีบไล่ตามไป สั่งให้ข้าพเจ้าคอยดักสกัดอยู่ที่นี่ ท่านทั้งสองมาแล้วก็ดี ท่านจงคอยสกัดแทนข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าจะลงไปช่วยท่านทั้งสอง ว่าแล้วเห้งเจียก็แกว่งตะบองร่ายคาถาแหวกน้ำลงไป แลไปเห็นปิศาจกำลังต่อสู้กับดาวทั้งสองโดยศามารถ เห้งเจียเข้าไปใกล้ร้องด้วยเสียงอันดังว่า ข้าพเจ้าเห้งเจียมาแล้ว ปิศาจทั้งสามกำลังชุลมุนต่อสู้ได้ยินเสียงเห้งเจียร้องลงมา ก็ผละหนีกลับไปกลางใจทะเลลึก ด้วยปิศาจทั้งสองมีวิชาสามารถเปิดน้ำได้ มันจึงได้หนีเปิดน้ำไปดังเสียงอู้ ๆ น้ำแตกกระจายเปนช่องทาง เห้งเจียกับดาวทั้งสองก็ไล่กระชั้นติดมา อันเกาะแลทิศตวันตกนี้เปนเขตร์ของพระยาเล่งอ๋องเง่าสุนดูแล เวลานั้นพวกลาดตระเวรเที่ยวตรวจตามชายทะเลฝั่งตวันตก แลเห็นปิศาจกระบือวิ่งแหวกน้ำเปนช่องมา แลผู้ที่ไล่มานั้นก็จำได้ว่าเห้งเจีย คือซีเทียนใต้เซี้ยกับดาวทั้งสอง ก็รีบกลับไปบาดานบอกพระยาเล่งอ๋อง ๆ ได้ฟังดังนั้นก็ให้หม้องั้งบุตรเตรียมพลสัตว์น้ำ แล้วพูดว่าเราคิดดูปิศาจกระบือทั้งสามนี้คงจะไปทำร้ายเห้งเจียเข้าเปนแน่ จึงได้หนีมาถึงเขตร์ทะเลของเรา ๆ จำจะต้องออกไปช่วยเปนกำลัง หม้องั้งบุตรเล่งอ๋องได้ฟังบิดาสั่งแล้วก็รีบคุมพลทหารสัตว์น้ำออกไปจากบาดาน พากันโห่ร้องเสียงเอิกเกริกเข้าขวางสกัดหน้าปิศาจกระบือไว้ ปิศาจก็กลับหวนมา เห้งเจียกับดาวทั้งสองก็สกัดไว้ ปิศาจตกใจแตกกันไปคนละตัว ส่วนปิศาจซิติ๊นใต้อ๋องตกอยู่ในที่ล้อม เห้งเจียร้องสั่งว่าอย่าทำให้มันตายจงจับไว้ทั้งเปน หม้องั้งได้ฟังสั่งก็ตรงเข้าผลักซิติ๊นปิศาจล้มลงเอาเชือกร้อยจมูกแลมัดสี่ขาเอาไปบาดาน พระยาเล่งอ๋องจึงประกาศสั่งให้แยกพลทหารไล่ล้อมสกัดจับให้ได้ หม้องั้งก็พาพวกพลทหารรีบไล่ตามไป ก็แลเห็นแจบั๊กกันแปลงรูปอ้าปากจะกัดกินซิฮั้นใต้อ๋อง หม้องั้งก็ร้องด้วยเสียงอันดังว่า ท่านแจบั๊กกันอย่าทำให้ตาย ท่านใต้เซี้ยสั่งให้จับเปน หม้องั้งร้องหลายคำมาไม่ทันแจบั๊กกันก็กัดเอาศีศะปิศาจขาดออกไป หมองั้งมาถึงก็ให้ทหารหามเอาปิศาจกลับไปบาดาน แล้วก็พากันไล่ตามปิศาจซิซู้ใต้อ๋อง ก็แลเห็นท่านกั๊กบั๊กเกาไล่ปิศาจกลับมา ก็มาพบหม้องั้งกับท่านแจบั๊กกันสกัดไว้ ร้องสั่งให้พลทหารจับ ปิศาจจวนตัวจึงร้องขอชีวิตร์ แจบั๊กกันเข้ามาใกล้จึงจับใบหูไว้แล้วพูดว่า เราไม่ฆ่าท่านจะจับไปให้ท่านใต้เซี้ยจัดแจงชำระ พูดแล้วก็พากันกลับไปยังบาดานแลร้องบอกว่าจับได้มาหมดแล้ว เห้งเจียเห็นศีศะขาดเสียตัวหนึ่ง จึงพูดว่าแผลนี้มิใช่มีดดาบฟัน หม้องั้งไท้จื๊อหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าร้องห้ามไม่ทัน ท่านแจบั๊กกันกัดศีศะขาดเสียแล้ว เห้งเจียพูดว่าถ้ากระนั้นก็ชั่งเถิด จงเอาเลื่อยมาเลื่อยเอาสองเขา แลลอกเอาหนังออกเสียส่วนเนื้อเอาไว้ให้ท่านเล่งอ๋องเลี้ยงกัน แลให้จับปิศาจทั้งสองร้อยจมูกมอบให้ท่านแจบั๊กกันจูงพาขึ้นไปยังเมืองกิมเพ่งฮู้ ให้ขุนนางใหญ่น้อยแลไพร่บ้านพลเมืองดูให้เห็นแก่ตา คือมันแปลงเปนพระพุทธเจ้าหลอกให้ชาวเมืองเพ่งฮู้ได้รับความเดือดร้อนมาช้านานแล้ว จึงจะได้เอาไปให้เขาดูจะได้รู้ทั่วกัน ครั้นเสร็จธุระแล้วเห้งเจียกับดาวทั้งสี่ก็ลาเล่งอ๋องออกจากบาดาน จูงปิศาจทั้งสองมาข้างริมฝั่งทะเลทิศตวันตก มาบันจบพร้อมกับดาวบั๊กเก่ยแลโดยบั๊กลั้งทั้งสองแล้วก็พาลันขึ้นเหยียบเมฆเหาะไปยังเมืองกิมเพ่งฮู้ ครั้นถึงเห้งเจียจึงให้หยุดอยู่กลางอากาศ เห้งเจียจึงร้องด้วยเสียงอันดังว่า ชาวเมืองกิมเพ่งฮู้ทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้าจะชี้แจงให้ฟัง ตัวข้าพเจ้าเปนผู้ถือรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ไปยังเมืองไซทีเพื่ออาราธนาพระไตรยปิฎกธรรม อาจาริย์ข้าพเจ้าเปนพระสงฆ์อันประเสริฐพวกท่านทั้งหลายทุก ๆ ปีจุดโคมไฟบูชาสักการะตามเคย ที่แปลงเปนพระพุทธเจ้ามาให้คุณให้โทษนั้น คืออ้ายปิศาจกระบือนี้เอง เหตุด้วยพวกข้าพเจ้า เมื่อวันเพ็งได้มาเที่ยวดู เห็นปิศาจนี้มาเอาน้ำมันแลลักหอบเอาอาจาริย์ของเราไปด้วย เราจึงต้องไปเชิญหมู่เทพยดาบนสวรรค์มาช่วยกำจัดเสียบัดนี้ก็ราบคาบแล้ว โดยได้เผาถ้ำที่อาไศรยของมันเสียหมดสิ้นแล้ว ต่อไปภายน่าท่านทั้งหลายไม่ต้องจุดโคมไฟเช่นแต่ก่อนอีกต่อไป จะได้ไม่ต้องเที่ยวเร่งรัดเก็บค่าน้ำมันให้ราษฎรเดือดร้อนเหมือนแต่ก่อน

ฝ่ายที่วัดชื่อหุ้นยี่ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งพึ่งพาอาจาริย์มาถึงวัดก็ได้ยินเสียงเห้งเจียพูดชี้แจงอยู่บนอากาศ โป๊ยก่ายก็ผละอาจาริย์เหาะขึ้นบนอากาศ ถามเห้งเจียถึงเหตุการที่จับปิศาจ เห้งเจียบอกว่าปิศาจนั้นถูกแจบั๊กกันกัดตายเสียตัวหนึ่งแล้ว เอาแต่เขากับหนังนั้นมายังอีกสองตัวก็ร้อยจมูกเอามานี้ด้วย โป๊ยก่ายว่ายังอยู่สองตัวก็เอาลงไปให้ชาวเมืองเขาดูจะได้รู้ว่าพวกเราเปนผู้สักสิทธิ์ ขอเชิญแชทุนทั้งสี่ลงไปยังน่าหอศาลาเมืองด้วยเถิด แลเอาปิศาจลงโทษให้รู้ว่าหนักเบา ท่านจะด่วนไปทำไมเล่า ดาวแชกุนทั้งสี่จึงพูดว่าท่านพี่ผ้องง่วนโซ่ยธรรมเนียมกฎหมายซึ่งโทษหนักแลเบาท่านก็ย่อมทราบซึมอยู่แล้ว โป๊ยก่ายพูดว่าข้าพเจ้ารักษาศีลมาได้หลายปีแล้วก็ทราบอยู่บ้างเล็กน้อย ดาวแชกุนทั้งสี่ก็ผลักกระบือทั้งสองลงไปยังน่าหอแล้วก็พากันลงไปยังพื้น

ฝ่ายชาวเมืองกิมเพ่งฮู้ทั้งนอกเมืองแลในเมือง ต่างก็ตกใจทุกบ้านทุกเรือนพากันมาจุดธูปเทียนสักการะบูชานมัศการทุก ๆ คน บัดเดี๋ยวก็แลเห็นพระสงฆ์ในวัดชื่อหุ้นยี่ เอาเกี้ยวหามพระถังซัมจั๋งมายังหอน่าเมือง พบกับเห้งเจีย ๆ ก็เล่าเหตุผลนั้น ๆ ให้อาจาริย์ฟังทุกประการ พระถังซัมจั๋งได้ฟังก็มีความยินดีสรรเสริญขอบคุณยิ่งนัก แลพวกขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยพร้อมกับจุดธูปเทียนแลเผาไม้หอมบูชาพากันตั้งนมัศการโดยความเลื่อมไสย นั่งอยู่สักประเดี๋ยวโป๊ยก่ายนึกขึ้นมาได้ ฉวยมีดโกนตรงเข้าจับกระบือทั้งสอง เชือดฅอขาดตกลงแล้วเอาเลื่อยมาเลื่อยเขาออกทั้งสี่เขา เห้งเจียก็จัดแจงให้ดาวแชกุนทั้งสี่นำเขากระบือนั้นขึ้นไปถวายเง็กเซียงฮ่องเต้ กราบทูลเหตุผลให้ทรงทราบทุกประการ ยังอีกสองเขานั้นแบ่งไว้ที่ศาลาประจำเมืองเขาหนึ่ง ยังอีกเขาหนึ่งจะเอาไปถวายพระพุทธเจ้าที่เขาเล่งซัว

ฝ่ายพวกขุนนางจึงนิมนต์พระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ไว้ จัดเครื่องโต๊ะแจมาถวาย แลป่าวร้องให้สุภาตุลาการมาพร้อมกันคอยผลัดเปลี่ยนกันปฏิบัติ แลออกประกาศให้รู้ทั่วกันว่าปีน่าต่อไปไม่ให้ทำการจุดโคมไฟ แลยกเลิกการเก็บส่วยน้ำมันแลให้ถลกหนังกระบือไว้ทำเกราะ ส่วนเนื้อก็ให้แจกแก่ขุนนางแลราษฎร แลเบิกเงินกลางออกสร้างศาลาบูชาดาวแชกุนทั้งสี่ แลปลูกที่บูชาจารึกจาฤกนามพระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสามไว้เปนที่ระฤกต่อไปภายน่า

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์มีน้ำใจกว้างขวาง รับนิมนต์ชาวบ้านพวกที่เสียส่วยน้ำมันสองร้อยสี่สิบหลังเรือน ทุก ๆ เรือนผลัดเปลี่ยนกันเลี้ยงสมนาคุณไม่ขาดเวลา โป๊ยก่ายได้กินอิ่มหนำพอใจ จึงเอาเพ็ชร์นิลจินดาพลอยสีต่าง ๆ ที่เก็บมาจากถ้ำ ออกแจกจ่ายให้ปันแก่ชาวบ้านไว้ชมเล่น แต่หน่วงเหนี่ยวเลี้ยงดูกันอยู่ประมาณสักเดือนเสศ พระถังซัมจั๋งจึงเรียกเห้งเจียมาสั่งว่า ของที่เก็บมาจากถ้ำยังเหลืออยู่มากน้อยเท่าใด เอาถวายไว้ในวัดหุ้นยี่ พอจวนแจ้งพวกเราออกเดิน อย่าให้ชาวบ้านเห็นจะชักช้าเวลาไป เห้งเจียได้ฟังอาจาริย์สั่งดังนั้น จึงเอาแก้วแหวนเพ็ชร์นิลเหล่านั้นถวายไว้ในวัด พอเวลาค่ำเข้านอน ครั้นเวลาเช้าสามยามพระถังซัมจั๋งลุกขึ้นเรียกโป๊ยก่ายให้ลุกขึ้นผูกม้า

ฝ่ายโป๊ยก่ายเมื่อถึงเวลากลางวันกินอิ่มมาก ก็นอนหลับไหลไม่รู้สึก พูดเพ้อว่าจะผูกม้าทำไมหนอ เห้งเจียตวาดว่าอาจาริย์จะไป โป๊ยก่ายก็บิดตัวเกาหูเกาคางพูดว่า จะมาละทิ้งสองร้อยสี่สิบบ้านไป พึ่งไปกินได้สามสิบบ้านเท่านั้น จะทำเล่นให้ข้าพเจ้าหิวแลอดอยากอีกหรือ พระถังซัมจั๋งบ่นว่าอ้ายพุงกระสอบอย่าพูดเลอะเทอะไปเลย รีบลุกขึ้นเถิดอย่าทำปากกล้าจะให้เห้งเจียเอาตะบองมาตีเสียเดี๋ยวนี้ และโป๊ยก่ายได้ยินว่าจะตีก็ตกใจลุกขึ้น พูดว่าครั้งนี้ทำไมแปรปรวนดังนี้ ตั้งแต่มาป้องกันรักษาข้าพเจ้า ทำไมวันนี้จะใช้ให้เห้งเจียตีข้าพเจ้าเล่า เห้งเจียบอกว่าอาจาริย์เกลียดเจ้าเพราะฝีปากกระทำให้เสียเวลา ยังไม่รีบเก็บเข้าของเล่าจะให้ลงมือจริง ๆ ทีเดียวหรือ โป๊ยก่ายก็รีบลุกขึ้นซัวเจ่งก็ลุกขึ้น พระถังซัมจั๋งโบกมือห้ามว่าให้เบา ๆ อย่าอึกกะทึกไป พระสงฆ์ในวัดจะตกใจตื่น พูดแล้วพระถังซัมจั๋งก็ขึ้นม้า เห้งเจียโป๊ยก่ายก็เปิดประตูวัด อาจาริย์กับศิษย์ก็พากันเดินแอบหนีออกไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ