๓๖

ครั้นเดินไปได้หลายเวลาถังซัมจั๋งแลไปข้างน่าเห็นมีภูเขาใหญ่ขวางอยู่ พระถังซัมจั๋งจึงเรียกสานุศิษย์มาถามว่า นั้นภูเขาอะไรขวางน่าอยู่ จะมีอะไรบ้างดอกกระมัง พวกเราจงระวังระไวเกลือกว่าจะมีผีปิศาจยักษ์อยู่บ้าง

เห้งเจียพูดว่า ท่านอาจาริย์อย่าวิตกคิดวุ่นวายไป จงตั้งจิตรให้แน่วแน่ลงเปนหนึ่ง สาระพัดเหตุการก็จะไม่มีอยู่เอง พระถังซัมจั๋งถามว่า หนทางที่จะไปไซที ทำไมจึงมีความลำบากอย่างนี้ อาตมาจำได้ตั้งแต่ออกจากเมืองมา คิดได้สี่ห้าปีแล้วก็ยังไม่ถึง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ไม่ช้าไม่เร็ว ยังมิได้จากประตูเลย ท่านอาจาริย์อย่าได้เอามารำพึงเปนอารมณ์เลย จงวางอารมณ์ตั้งน่าไปเถิด แม้มีความเพียรแล้ว ความประสงค์อย่างใดก็คงสำเร็จดังความปราถนาทั้งสิ้น พูดกันพลางศิษย์กับอาจาริย์ก็พากันเดินมาเวลาก็จวนจะใกล้ค่ำ แลไปเห็นที่ริมปากช่องเขา มีตึกห้องหอเรียงระดับกันเปนแถวๆ พิศดูเห็นเปนอารามวัดใหญ่ พระถังซัมจั๋งก็ลงจากม้าพากันเดินเข้าไป ครั้นมาถึงประตูใหญ่ แลขึ้นไปเห็นมีอักษรใหญ่ห้าตัวบอกนามวัดว่า (กือเซ็กซูโป๊ลิ้มยี่) คือวัดหลวงสร้าง

เห้งเจียถามว่าใครจะเข้าไปขออาไศรย์นอน ถังซัมจั๋งว่า อาตมจะเข้าไปเอง ว่าแล้วก็จัดครองจีวรนุ่งห่มเรียบร้อยเปนปริมณฑลแล้ว ก็เดินเข้าไปในประตูชั้นที่หนึ่ง มองเข้าไปก็เห็นมีรูปเจ้ากิมกังบูชาอยู่ เดินเข้าไปในประตูชั้นที่สอง เห็นมีรูปเจ้าท้าวจัตตุโลก หลังรูปเข้าไปในประตูชั้นที่สาม แลไปเห็นมีไม้สนต้นใหญ่สี่ต้น มีต้นหนึ่งมีพุ่มออกสาขาปกคลุมร่มรื่น แลไปข้างนั้นมีพระอุโบสถใหญ่ พระถังซัมจั๋งสำรวมกริยาแล้ว ก็เดินเข้าไปนมัศการพระพุทธรูป แล้วก็เดินไปทางข้างหลังพระอุโบสถ แลไปเห็นอุบาสกคนหนึ่งเดินออกมา พระถังซัมจั๋งจึงพูดว่า อาตมภาพมาจากเมืองไต้ถังจะไปไซที บัดนี้มาถึงตำบลนี้ก็จวนค่ำแล้ว จะขออาไศรย์พักสักคืนหนึ่ง รุ่งเช้าก็จะลาไป

อุบาสกผู้นั้นตอบว่า ข้าพเจ้ามิใช่เจ้าของวัด เปนแต่คนกวาดล้าง เจ้าวัดท่านยังมีอยู่ข้างใน ข้าพเจ้าจะเรียนถามท่านก่อน ถ้าท่านยอมให้อาไศรย์ ข้าพเจ้าจะมานิมนต์เข้าไป อุบาสกนั้นรีบกลับเข้าไปบอกว่า ขอท่านได้ทราบข้างนอกมีแขกมาหา ท่านเจ้าอาวาสก็เดินออกมา แลไปเห็นพระถังซัมจั๋ง ก็เกิดโทโสพูดดุอุบาสกว่า คนเช่นนี้เฆี่ยนเสียจึงจะดี ตัวไม่รู้หรือเราเปนพระสงฆ์ราชาคณะมีเกียรติยศ ถ้ามีขุนนางมีวาศนายศศักดิ์ควรเราจะออกมารับ นี่เปนแต่พระสงฆ์อาคันตุกะจรมา ทำไมจึงต้องให้เราออกมาเชื้อเชิญเล่า ทั้งพิเคราะห์ดูกิริยาก็เปนพระสงฆ์เดินหน เวลานี้ก็จวนจะค่ำเธอจะใคร่มาขออาไศรย์พัก ในกุฎีนี้จะให้เธอเฃ้าอาไศรย์ได้หรือ บอกเธอให้ออกไปตามแต่จะโลดเต้นที่ข้างนอกระเบียงนั้นเถิด ตัวมาบอกทำไม พูดดังนั้นแล้วก็ห้นหน้าเดินกลับเข้าไปข้างใน

เมื่อพระถังซัมจั๋งได้ฟังพระสมภารพูดดูถูกอย่างนั้น ก็ให้เกิดความโทมนัศจนน้ำตาไหลอาบหน้า จึงบ่นว่าอนิจจังอนิจจา เหมือนคำบูราณว่า ออกจากบ้านแล้วก็มีแต่ความต่ำช้า อาตมนี้อุปสมบทมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ก็ยังหาได้ประพฤติผิดธรรมวินัยไม่ แลมิได้รู้ว่าชาติปางก่อน ทำผิดแก่ฟ้าแลดินไว้อย่างไรหรือ จึงบันดานให้เรามาปะพบซึ่งผู้ไม่ชอบธรรมเช่นนี้ สมภารมิให้เราพักก็ตามทีเถิด เหตุไรจะถือตัวแลบอกให้เราไปโลดเต้นข้างระเบียงนั้นเล่า อันตามธรรมเนียมจะต้องมีความเคารพเปนต้น จำเราจะต้องตามเข้าไปถามดูสักคำหนึ่ง พระถังซัมจั๋งคิดแล้วก็เดินเข้าไปน่ากุฎี แลไปเห็นสมภารกำลังนั่งสีหน้ากำลังโกรธอยู่ พระถังซัมจั๋งยืนอยู่กลางประตูกุฎีใหญ่ ยกมือขึ้นเคารพพูดด้วยคำสูภาพว่า ข้าพเจ้าขอเคารพท่านอาจาริย์

สมภารแลไปไม่อยากจะโต้ตอบ เห็นเคารพก็ไม่รู้ที่จะทำอย่างไร ต้องเคารพตอบแลถามว่า นี่ท่านมาแต่ข้างไหนจะไปข้างไหนหรือ พระถังซัมจั๋งบอกว่าอาตมนี้ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มีรับสั่งให้ไปไซที อาราธนาพระไตรยปิฎกธรรม บัดนี้ข้ามมาถึงตำบลนี้เวลาก็จวนจะพลบค่ำ อาตมภาพจะขออาไศรยพักในอารามของท่านสักคืนหนึ่ง รุ่งเช้าก็จะลาไป ขอท่านอาจาริย์ได้กรุณาด้วย ท่านสมภารได้ฟังดังนั้น พูดว่าท่านจะไปไซทีอาราธนาพระธรรม ทำไมจึงไม่ไปตรงทางทิศตวันตก มีแห่งหนึ่งประมาณห้าสิบเส้น ที่นั้นมีห้องเตี้ยมค้าขายข้าวแกงบริบูรณ์ ทั้งที่ห้องพักก็ดี อาตมาให้พักไม่ได้ เพราะเปนพวกสงฆ์เดินทาง คำบูราณท่านย่อมว่าเสือร้ายเข้ามาถึงต้องปิดประตูบ้าน แม้ว่ามิได้กัดคน แต่เมื่อก่อนได้ทำให้เสียชื่อ พระถังซัมจั๋งได้ฟังสมภารพูดดังนั้น จึงย้อนถามว่าท่านอาจาริย์ว่าครั้งก่อนได้เสียชื่อนั้น คือเหตุผลเปนประการใด

พระสมภารตอบว่า เมื่อคราวก่อนมีพวกพระสงฆ์เดินทางมานั่งพักที่นอกประตูใหญ่ อาตมาเห็นเธอขัดสนเสื้อผ้าขาดพะรุงพะรัง จึงนิมนต์เข้ามาพักข้างใน ยกข้าวแจมาเลี้ยงแลเอาจีวรมาถวายให้องค์ละผืน ให้พักอยู่สองสามวัน ก็มิได้ทราบว่าจิตรเธอโลภด้วยความกินนอน เธอก็มิได้คิดที่จะไปก็พักอยู่ได้เจ็ดแปดปี ครั้นเห็นอยู่สะบายแล้ว ก็กระทำธุราจารไม่ชอบธรรมต่าง ๆ

พระถังซัมจั๋งถามว่า เธอประพฤติไม่ชอบธรรมนั้น เธอทำประการใด สมภารบอกว่าท่านจงคอยฟัง เวลาสนุกก็เอาอิฐแลกระเบื้องมาขว้างปาเล่น เวลาไม่สนุกก็เที่ยวเจาะไชตามฝาผนังแลกำแพง เวลาหนาวก็หักไม้ประตูมาติดไฟผิง เวลาร้อนก็เปิดประตูทิ้งไว้เกะกะ ผ้าธงท่งฮอนก็เอาฉีกมัดทำเกือก แลลักธูปลักเทียนลักหม้อลักไหสาระพัดไม่อาจกำหนดได้ พระถังซัมจั๋งได้ฟังสมภารเล่าให้ฟังดังนั้น จึงมาคิดแต่ในใจว่า คิดสงสารแต่ตัวเรามิใช่จะเปนเช่นเขาอย่างนั้นเมื่อไร คิดดังนั้นแล้วก็เดินกลับออกมา มีหน้าอันเต็มไปด้วยน้ำตา เห้งเจียเห็นพระอาจาริย์เดินกลับออกมามีสีหน้าเศร้าโศกดังนั้น จึงถามว่าพระสงฆ์ในวัดตีด่าว่ากระไรพระอาจาริย์หรือ จึงมีความเศร้าโศกดังนี้

พระถังซัมจั๋งบอกเห้งเจียว่าเขาไม่พอใจ เห้งเจียว่าท่านไปไม่สำเร็จ ข้าพเจ้าจะไปเองจึงจะสำเร็จ ว่าแล้วเห้งเจียก็ถือไม้กระบองเหล็กเดินตรงเข้าไปยังโบถใหญ่ แลไปเห็นอุบาสกนั้นกำลังจุดธูปบูชาพระอยู่ เห้งเจียร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง อุบาสกคนนั้นตกใจก็ล้มลงแล้วลุกขึ้นแลไปดู เห็นหน้าตาเห้งเจียดังนั้นก็ให้หวาดหวั่น กระโดดวิ่งหนีออกไปทางหลังพระอุโบสถเข้าไปในกุฎีใหญ่บอกว่า ข้างนอกนั้นมีพวกพระสงฆ์มาอิกแล้ว สมภารได้ฟังอุบาสกพูด จึงว่าเฆี่ยนเสียเห็นจะดี บอกว่าให้เขาไปข้างนอกระเบียงนั้น ยังจะเข้ามาบอกทำไมอีกเล่า ถ้าขืนมาบอกอีกจะเฆี่ยนยี่สิบที อุบาสกบอกว่าคนนี้ไม่เหมือนพระสงฆ์คนก่อน หน้าตาล้วนแต่ขนทั้งสิ้น ดูดุจรามสูรมือถือกระบองดูสีหน้ามีความโกรธจะใคร่หาคนตี สมภารได้ฟังอุบาสกพูดชี้แจงดังนั้น จึงเปิดประตูออกมาดู ก็พอเห้งเจียเข้ามาถึง สมภารเห็นรูปร่างดุร้ายดังนั้น ตกใจกลัวก็ปิดประตูเสียทันที เห้งเจียเดินตรงเข้าไปเอากระบองกระทุ้งประตูบานหักไปบานหนึ่ง แล้วบอกว่าให้รีบจัดแจงห้องให้สะอาดพันห้อง เราจะได้พักนอน สมภารแอบอยู่ในห้องพูดแก่อุบาสกว่า ดูรูปร่างดุร้ายแรกมาก็พูดดุดันหักโค่นเอาอย่างนี้ ในวัดของเรานี้มีห้องแต่สามร้อยห้อง มันจะเอาพันห้องเราจะเอาที่ไหนมาให้มันพอ

อุบาสกพูดว่า ข้าพเจ้ากลัวแทบจะขาดใจ ท่านอาจาริย์จงช่วยพูดแก้ไขเถิด สมภารก็รัวสั่นไปทั้งตัว อุส่าห์ขืนใจพูดด้วยเสียงอันดังว่า ท่านที่มาขออาไศรยพักนั้น วัดข้าพเจ้าอยู่ในป่าดอน ขอเชิญท่านไปหาที่พักที่อื่นเถิด

เห้งเจียได้ฟังพระสมภารพูดดังนั้น ก็เอากระบองแปลงเท่าอ่างใหญ่ ยืนอยู่หน้ากุฎีพูดว่า สมภารไม่พอใจก็ขนของออกไปให้หมด สมภารพูดว่าในวัดนี้สี่ห้าร้อยชื่อ จะให้ข้าพเจ้าขนไปไว้ที่ไหน เห้งเจียว่า ถ้าไม่มีจะขนไปให้ออกมานี่สักคนหนึ่ง จะตีด้วยกระบองเปนตัวอย่าง สมภารบอกให้อุบาสกออกไปให้เธอตีเปนตัวอย่างสักทีหนึ่งก่อน อุบาสกพูดว่า กระบองใหญ่เท่าอ่าง จะให้ออกไปรับตีจะทนได้หรือ เห้งเจียพูดว่า แม้ทนไม่ได้ข้าจะหาของอื่นตีให้ดูเปนตัวอย่างจะได้รู้สึก เห้งเจียแลไปเห็นสิงห์โตศิลาตัวหนึ่งตั้งอยู่ จึงเอากระบองตีลงทีหนึ่ง สิงโตก็แตกละเอียดไปทั้งสิ้น สมภารอยู่ในห้องแอบมองตามช่องฝาเห็นดังนั้น ก็ตกตลึงมือแลเท้าก็อ่อนเปลี้ยไปทั้งตัว จึงร้องออกมาว่ากระบองนั้นหนักนัก อาตมภาพจะยอมพอใจแล้ว เห้งเจียพูดว่าเราจะไม่ตีแต่เราจะถามว่า พระสงฆ์ในวัดนี้มีสักเท่าใด สมภารบอกว่ารวมทั้งสิ้นที่ได้รับฉัยยาแล้วห้าร้อยรูป เห้งเจียว่าสมภารจงรีบไปบอกห้าร้อยสงฆ์นั้น ให้ครองผ้าให้เรียบร้อยพร้อมกัน ออกไปรับพระถังซัมจั๋งเข้ามา สมภารว่าแม้ท่านไม่ตีแน่แล้ว ข้าพเจ้าจะออกไปรับเข้ามา เห้งเจียว่าจงรีบไปจัดแจงเถิด สมภารจึงสั่งอุบาสกให้ตีระฆังแลกลองสัญญา อุบาสกก็ไม่กล้าออกไปทางประตูจึงมุดลงช่องใต้ถุนออกไป เดินมาที่โบถขึ้นตีกลองแลระฆังสัญญา ประชุมสงฆ์สามแม่สามลูก

ฝ่ายพระสงฆ์ในอาราม ได้ยินระฆังแลกลองสัญญา ก็พร้อมกันไปที่โบถ อุบาสกจึงบอกว่า ท่านเจ้าคณะสั่งให้ครองผ้าพร้อมกันออกไปน่าวัดรับพระถังซัมจั๋งซึ่งมาจากเมืองใต้ถัง พระสงฆ์ทั้งหลายก็จัดแจงครองผ้าเรียบร้อยพร้อมกันแล้ว ออกมายืนคอยอยู่หน้ากุฎีใหญ่ สมภารก็นำน่าออกมายังประตูใหญ่ ครั้นถึงพระถังซัมจั๋งก็พร้อมกันคุกเข่าลงคำนับแล้ว พูดว่าขอเชิญท่านอาจาริย์เข้าไปพักในกุฎีใหญ่เถิด

พระถังซัมจั๋งเห็นพระสงฆ์มาคำนับพร้อมกันดังนั้น ก็ไม่อาจนิ่งได้จึงพูดว่า นิมนต์ท่านทั้งหลายลุกขึ้นเถิด พระสงฆ์ทั้งหลายต่างลุกขึ้น ต่างก็ช่วยกันจูงม้ายกหาบเข้าไปข้างใน พระถังซัมจั๋งโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็เก็บเข้าไปข้างในมายังกุฎีใหญ่ พระถังซัมจั๋งเข้านั่งกลาง พระสงฆ์ทั้งหลายก็จัดแจงน้ำร้อนน้ำชามาถวายเสร็จแล้ว พระถังซัมจั๋งมีความขอบใจสมภารแลลูกวัดทั้งหลาย พระถังซัมจั๋งจึงบอกแก่พระสมภารว่า ขอท่านจงไปพักผ่อนระงับกายเถิด สมภารบอกว่าไม่เปนไรดอก พระถังซัมจั๋งถามว่าจะให้อาตมภาพนอนที่ไหน สมภารพูดว่าท่านอาจาริย์อย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจะจัดแจงให้เรียบร้อย ว่าแล้วก็สั่งอุบาสกหาหญ้าให้ม้ากิน แลให้ออกไปจัดแจงให้เรียบร้อย อุบาสกได้ฟังแล้วก็ออกไปจัดแจงทุกประการ เสร็จแล้วจึงกลับเข้ามานิมนต์พระถังซัมจั๋งออกไปพัก พระถังซัมจั๋งกับเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งเดินออกไปยังหอธรรม ครั้นถึงพระถังซัมจั๋งพิเคราะห์ดูเห็นในนั้นมีตามตะเกียงไฟสว่างไสว มีเตียงอยู่สี่เตียง พระถังซัมจั๋งให้อุบาสกจูงม้ามาผูกที่ริมนั้น แลให้เอาหญ้าม้ามาไว้พร้อมแล้ว จึงอนุญาตให้อุบาสกไปพักหลับนอน อุบาสกก็คำนับลาไป

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งก็เข้านั่งอยู่กลางหอ พระสงฆ์ทั้งหลายก็มาเฝ้าอยู่ พระถังซัมจั๋งจึงย่อตัวบอกว่า ขอนิมนต์ท่านทั้งหลายกลับไปพักเถิด พระสงฆ์เหล่านั้นก็คำนับลากลับไป พระถังซัมจั๋งเห็นพระสงฆ์ไปหมดแล้ว ก็เดินไปข้างนอกจึงแหงนหน้าขึ้นดูบนฟ้าเห็นดาวเดือนสว่างไปทั้งฟ้า จึงเรียกเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งออกมาดู ในเวลานั้นท้องฟ้าก็ไสสอาดไม่มีเมฆหมอกแลดูรอบฟ้าก็โชดช่วง พระถังซัมจั๋งจึงบอกแก่สานุศิษย์ทั้งสามว่า เดินมาเมื่อยขบก็จงไปหลับนอนก่อนเถิด อาตมภาพจะสวดมนต์สักพักหนึ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าอาจาริย์บวชตั้งแต่เล็กมาจนบัดนี้จำไม่ได้หรือจึงต้องสวดอีก แลรับๆสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จะไปอาราธนาพระธรรม พระพุทธเจ้าก็ยังมิได้เห็น พระธรรมก็ยังไม่ได้เห็น พระอาจาริย์จะสวดพระคัมภีร์อะไร พระถังซัมจั๋งว่าอาตมภาพตั้งแต่ออกจากเมืองมาทางเดินลำบากกันดารไม่มีความศุข อันพระธรรมนั้นเรียนมาตั้งแต่เล็ก วิตกกลัวจะลืมเสีย เวลานี้พอมีความศุขได้บ้าง อาตมภาพจึงจะหัดสวดซ้อมไว้ให้ชัดเจน เห้งเจียว่าถ้ากระนั้นพวกข้าพเจ้าจะพากันไปนอนก่อน ทั้งสามคนก็พากันเข้าไปนอนคนละเตียง ๆ พระถังซัมจั๋งก็เข้ามาปิดประตูแล้วจึงมาที่โต๊ะกลาง จุดธูปเทียนบูชาแล้วก็นั่งสวดบริกรรมไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ