๘๖

ฝ่ายเห้งเจียรบกับปิศาจที่เนินเขา ปิศาจแพ้แล้วก็หลบหนีไป เห้งเจียหันกลับมาหาพระอาจาริย์ก็ไม่เห็นอาจาริย์ ยังเหลือแต่ม้ากับถุงย่าม เห้งเจียตกใจก็ยกหาบจูงม้าไปเที่ยวหาอาจาริย์ออกรอบเขาก็มิได้พบปะอาจาริย์ แลไปเห็นโป๊ยก่ายกะหืดกะหอบมาถามว่า พี่ร้องเรียกข้าพเจ้าหรือ เห้งเจียบอกว่าอาจาริย์หายไปข้างไหนก็ไม่รู้ น้องได้พบปะบ้างหรือไม่ โป๊ยก่ายบอกว่าข้าพเจ้าตั้งใจเปนสานุศิษย์พระถังซัมจั๋งมา พี่หลอกตั้งให้ข้าพเจ้าเปนนายทหารน่า ใต้เจียงกุนอะไรก็ไม่รู้ ข้าพเจ้าก็ตั้งใจออกกำลังไม่คิดแก่ชีวิตร์รบแก่ปิศาจจนมันพ่ายแพ้ไปแล้วจึงได้กลับมานี่ อาจาริย์นั้นพี่กับซัวเจ๋งเฝ้ารักษาอยู่ บัดนี้หายไปจะกลับมาถามข้าพเจ้า ๆ จะรู้ว่ากะไร พูดยังไม่ทันขาดคำก็แลเห็นซัวเจ๋งกลับมา เห้งเจียจึงถามซัวเจ๋งว่าพระอาจาริย์ไปข้างไหน ซัวเจ๋งพูดว่าพี่ทั้งสองเซ่อปล่อยให้ปิศาจมาจับอาจาริย์ ข้าพเจ้าออกต้านทานรบแก่ปิศาจ พระอาจาริย์ก็นั่งอยู่บนหลังม้า เห้งเจียได้ฟังกระทืบเท้าแล้วพูดว่า พวกเราถูกอุบายของปิศาจเสียแล้ว ซัวเจ๋งถามว่ากลอุบายอะไร เห้งเจียพูดว่า กลอย่างนี้เรียกว่าแบ่งแยกดอกสารพี มันทำอุบายฬ่อเราพี่น้องให้รบแยกกันออกพ้นไปแล้ว มันจึงเข้าจับพระอาจาริย์เราไป แต่คงจะอยู่ในภูเขานื้เอง เราพากันไปเที่ยวค้นหาอย่าให้ช้า พูดดังนั้นแล้วทั้งสามคนก็พากันเที่ยวค้นหา เดินมาก็เห็นที่ตีนเขามีประตูถ้ำ บนประตูมีศิลาจารึกอักษรใหญ่แปดอักษรคือเขาอิ้มบู้ซัว ถ้ำจี๊ขี้เลียนฮ่วนต๋อง เห้งเจียจึงบอกให้โป๊ยก่ายลงมือ ที่ในถ้ำนี้เปนที่ปิศาจอาไศรย์อยู่เปนแน่แล้ว อาจาริย์ก็คงจะถูกมันขังอยู่ในนี้ด้วย โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้น ก็เอาคราดเหล็กสับเข้าที่ประตูถ้ำ กระชากทลายออกเปนรูใหญ่แล้ว จึงตะโกนเรียกว่าอ้ายพวกมารร้าย มึงจงรีบเอาอาจาริย์กูออกมาส่งโดยเร็ว หาไม่ชีวิตร์มึงจะเปนอันตราย

ฝ่ายพวกปิศาจที่เฝ้าประตู ก็ตกใจวิ่งเข้าไปบอกปิศาจใต้อ๋อง ๆ ตกใจพูดว่าไม่รู้ว่าคนไหนมาพังประตูถ้ำ ปิศาจเซียนฮองพูดว่า ไว้ข้าพเจ้าจะออกไปดูจะเปนประการใดแน่ ปิศาจเซียนฮองก็วิ่งออกมาถึงประตู แลไปดูก็เห็นโป๊ยก่ายกำลังแผลงอิทธิฤทธิ์อยู่ จึงร้องบอกแก่ปิศาจใต้อ๋องว่าไม่ต้องวิตก คืออ้ายตือโป๊ยก่ายไม่สู้กะไรนัก วิตกกลัวอยู่แต่ซึงเห้งเจียเท่านั้น โป๊ยก่ายยืนอยู่ริมนั้น ได้ยินปิศาจพูดจึงบอกแก่เห้งเจียว่า พี่มันไม่กลัวข้าพเจ้ามันกลัวแต่พี่เท่านั้น พี่จงมาแผลงฤทธิ์ให้มันเห็นเถิด อาจาริย์เราคงจะอยู่ในนี้เปนแน่แล้ว เห้งเจียเข้ามาใกล้ร้องด่าว่าอ้ายพวกสัตว์เดระฉานมารร้าย ปู่มึงคือซึงเห้งเจียอยู่นี่มึงจงรีบส่งอาจาริย์ของกูออกมาโดยเร็วเถิด จะได้ยกโทษที่มึงทำผิดให้แก่พวกมึง

ฝ่ายปิศาจเซียนฮอง เมื่อได้ยินแลได้เห็นเห้งเจียดังนั้นก็ตกใจบอกว่าใต้อ๋องเห็นจะไม่เปนการแล้ว เห้งเจียนั้นมาถึงอีกคนหนึ่งแล้ว ปิศาจใต้อ๋องได้ฟังปิศาจเซียนฮองบอกดังนั้น จึงพูดแก่ปิศาจเซียนฮองว่า เหตุนี้ก็เพราะเจ้าคิดกลอุบายจึงได้เกิดไภยร้ายเกี่ยวมาถึงบ้านเรือนดังนี้ ปิศาจเซียนฮองพูดว่าใต้อ๋องอย่าเพ่อร้อนใจ ข้าพเจ้าได้ทราบว่าซึงหงอคงนั้น เปนคนใจโอบอ้อมอารีกว้างขวางมีอัทยาไสยอารีมีฤทธิ์อานุภาพกว้างขวางก็จริง แต่เปนคนเสียยอไม่ได้คงจะผ่อนผันได้ เราทำศีศะปลอมเอาออกไปหลอกว่า อาจาริย์นั้นเรากินเสียแล้ว ขอความกรุณาพูดยกยอให้อ่อนหวานก็คงจะเชื่อ ถ้าเธอกลับไปแล้วพวกเราจึงค่อยกินเล่นให้สะบาย ถ้าหากหลอกไม่ได้เราจึงค่อยคิดต่อไป ปิศาจใต้อ๋องถามว่าเราจะได้ศีศะคนเก๊ที่ไหนมาหลอกเขาเล่า เซียนฮองตอบว่าข้าพเจ้าจะทำเอาเอง พูดแล้วจึงไปเอาโคนไม้สนมาถากทำเปนศีศะคน แล้วเอาโลหิตสด ๆ มาใส่ไว้ในถาดแล้วให้ปิศาจบริวารยกออกไปที่ประตูถ้ำ ร้องเรียกว่าท่านเห้งเจียใต้เซี้ยขอท่านจงได้ระงับโทสะก่อน ข้าพเจ้าจะบอกให้ท่านทราบ เห้งเจียได้ยินพวกปิศาจเรียกยกยอว่าเปนใต้เซี้ยดังนั้นก็มีความยินดี จึงร้องห้ามโป๊ยก่ายว่าอย่าเพ่อวุ่นวายก่อน คอยฟังมันจะพูดจาว่ากะไร ปิศาจจึงบอกว่าขอท่านใต้เซี้ยได้ทราบ อาจาริย์ของท่านนั้นใต้อ๋องนายข้าพเจ้าจับมาไว้ในถ้ำ พวกบริวารมิได้รู้ว่าดีชั่วประการใด พากันมากัดกินเนื้อเสียแล้ว ยังเหลือแต่ศีศะเท่านั้น เห้งเจียพูดว่าหากกินเสียแล้วก็ชั่งเถิด จงรีบเอาศีศะนั้นมาให้เราพิจารณาดูจึงจะเชื่อได้ ปิศาจบริวารก็นำศีศะเก๊นั้นคว่างออกมาตามรูทะลุนั้น โป๊ยก่ายแลเห็นก็ร้องไห้โฮ เห้งเจียด่าว่าอ้ายชาติหมูไม่ดูแลให้แน่นอนก่อน ยังไม่ทันไรก็ร้องไห้ไปก่อน นี่คือศีศะปลอมมิใช่ศีศะพระอาจาริย์ มันปาออกมาดังเหมือนไม้ ถ้าศีศะคนจริง ๆ จะดังเสียงอย่างนี้หรือ ถ้าน้องไม่เชื่อพี่จะทำให้ดู จึงยกขึ้นคว่างลงกับศิลาเสียงดังเหมือนเสียงไม้ เห้งเจียยกตะบองกะทุ้งลงไปทีหนึ่ง หัวนั้นก็แตกแยกออกเปนไม้สน โป๊ยก่ายเห็นแก่ตาดังนั้น ก็ร้องด่าว่าเฮ้ยอ้ายหมู่มารร้ายเดระฉาน มึงเอาอาจาริย์กูส้อนไว้ในถ้ำเอาไม้สนมาหลอก ตือโป๊ยก่ายปู่ของเองอย่างนี้ได้หรือ ศีศะอาจาริย์ของกูทำไมจึงกลายเปนท่อนไม้ดังนี้เล่า ปิศาจบริวารได้ยินดังนั้น ก็ตัวสั่นขนลุกขนพองวิ่งกลับเข้าไปบอกใต้อ๋องว่ายาก ๆ เสียแล้ว ปิศาจใต้อ๋องถามว่าทำไมจึงยากนักดังนั้นเล่า ปิศาจน้อยบอกว่าตือโป๊ยก่ายซัวเจ๋งนั้นพอจะหลอกได้ แต่เห้งเจียนั้นเปนคนฉลาดเฉลียวมากนัก เห็นจะหลอกไม่ได้เธอทุบออกดูจึงรู้ว่าศีศะปลอมนั้นเปนไม้ ถ้าได้ศีศะคนจริง ๆ ออกไปให้ดูหากจะเชื่อบ้าง เพื่อจะถอยไปเปนแน่ ปิศาจใต้อ๋องได้ฟังดังนั้น จึงให้เลือกตัดเอาศีศะศนสด ๆ ส่งออกไป พวกบริวารได้ศีศะแล้วก็เอาใส่ถาดออกไป จึงร้องว่าท่านใต้เซี้ย ที่เอามาก่อนนั้นมิใช่หัวจริง ศีศะนี้แลเปนศีศะพระถังซัมจั๋งจริงแล้ว ใต้อ๋องหมายว่าเอาไว้ดูเพื่อกระทำสักการะบูชา บัดนี้ขัดไม่ได้ต้องเอาออกมาให้ท่าน ปิศาจน้อยจึงเอาศีศะคนที่เปื้อนเลือดขว้างออกมา เห้งเจียเห็นแล้วก็ร้องไห้โฮ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พากันร้องไห้สะอึกสะอื้น โป๊ยก่ายพูดว่าเรากลั้นน้ำตาไว้ก่อน รอข้าพเจ้าเอาศีศะไปฝังแล้วจึงค่อยร้องไห้อีกเถิด เห้งเจียพูดว่าน้องว่าดังนั้นถูกต้องแล้ง โป๊ยก่ายก็เข้าอุ้มศีศะนั้นไว้กับอก แล้วเดินไปที่เนินเขาวางศีศะลงแล้ว เอาคราดขุดลงรูหนึ่งเอาศีศะนั้นวางลงในรูแล้วเอาดินกลบ ครั้นฝังเสร็จแล้วก็เดินลงที่ริมห้วยหักกิ่งไม้เส้นสองสามกิ่ง แลเก็บเลือกเอากรวดขาวห้าหกเม็ดเดินกลับมาที่ฝังศพ เอากิ่งสนปักลงข้างริมที่ฝังนั้น แล้วเอาเม็ดกรวดขาววางที่น่าหลุมฝังศพนั้น เห้งเจ้ยเห็นดังนั้นจึงถามว่ากิ่งสนกับกรวดขาวนั้นจะแปลว่ากะไร โป๊ยก่ายบอกว่ากิ่งสนนั้น สมมุติว่าเปนไม้ช่งปั๊ก เพื่อบังร่มฮวงซุ้ยที่ฝัง กรวดขาวนั้นสมมุติว่าเปนเครื่องเส้น เพื่อว่าพี่น้องเรามีความกะตัญญู เห้งเจียว่าอย่าทำเล่นให้ช้าการ เห้งเจียสั่งซัวเจ๋งว่าน้องจงเฝ้าม้าแลเข้าของอยู่ที่นี่ พี่จะไปกับโป๊ยก่ายไล่จับอ้ายบวกปิศาจไม่ว่าเล็กใหญ่ฆ่าเสียให้หมด แก้แค้นให้พระอาจาริย์เรา เห้งเจียพูดแล้วก็จับตะบองออกหน้า โป๊ยก่ายถือคราดตามหลังมา ครั้นเดินมาถึงประตูถ้ำก็มิได้พูดจาว่ากะไร ตรงเข้าตีขนาบเข้าไปพร้อมกับโป๊ยก่ายช่วยกันสับฟันประตูถ้ำก็พังทลายลงหมดสิ้น แล้วร้องประกาศว่าให้เอาชีวิตร์อาจาริย์กูกลับคืนมาให้โดยเร็ว

ฝ่ายพวกปิศาจที่อยู่ในถ้ำก็พากันบ่นด่าเซียนฮองว่า เพราะมันหาเหตุมาจึงได้เกิดความเร่าร้อนมาถึงพวกเราทั้งสิ้นดังนี้ ปิศาจใต้อ๋องถามเซียนฮองว่า บัดนี้จะคิดอ่านแก้ไขประการใด เซียนฮองตอบว่าค่าบูราณท่านย่อมว่า อยากจับปลาในตะกร้าจะหนีคาวที่ไหนได้ ซึ่งการล่วงเกินมาถึงเพียงนี้แล้ว อย่างหนึ่งไม่สู้ อย่างหนึ่งต้องสู้ ต้องเลือกเอาอย่างหนึ่ง ปิศาจใต้อ๋องได้ฟังเซียนฮองว่าดังนั้น ก็ยังไม่ตกลงในใจ จึงพาพวกบริวารน้อยใหญ่ออกไปดูท่าทางแข็งแรง เห้งเจียโป๊ยก่ายเห็นดังนั้น ก็ถอยออกมาหาที่กว้าง ยืนคอยท่ารับปิศาจอยู่ ครั้นเห็นปิศาจมาใกล้เห้งเจียจึงร้องตวาดถามว่า อ้ายคนไหนจับอาจาริย์กูไป ปิศาจใต้อ๋องมือถือสากเหล็กร้องตอบว่า เฮ้ยอ้ายพวกสานุศิษย์สงฆ์ เองอย่ามาวุ่นวายแก่เรา เราคือน่ำซัวใต้อ๋อง เราอยู่ผาศุขมาในที่ตำบลนี้ช้านานหลายร้อยปีแล้ว อาจาริย์ของเจ้าเราจับมากินเนื้อเสียแล้ว เจ้ายังจะว่ากะไรต่อไปหรือ เห้งเจียได้ฟังปิศาจพูดดังนั้น ก็บันดานโทสะด่าว่าอ้ายมารร้าย จะมีบุญฤทธิ์อย่างไรจึงได้มาพูดอวดอ้างวางโตดังนี้ พระยูไลย์ท่านท้ายเสียงท่านขงจู๊เซี้ยหยิน ท่านเหล่านี้เปนที่สุดแห่งโลกควรนิยมนับถือบุญฤทธิ์ของท่าน ๆ ยังไม่อวดอ้างถึงอย่างนี้ ทำไมกับมึงอ้ายเดรฉานมาอวดอ้างว่าน่ำซัวใต้อ๋อง ถ้ามึงเก่งจริงมึงอย่าวิ่งหนี จงมาลองกินตะบองของกูดูสักทีหนึ่ง จะได้รู้สึกว่ารศชาติจะเปนประการใด พูดแล้วเห้งเจียก็ยกตะบองขึ้นตี ปิศาจยกสากเหล็กขึ้นรับรบกัน โป๊ยก่ายก็จับคราดตรงเข้าฟาดฟันโดยสามารถเต็มกำลัง ปิศาจเซียนฮองก็ขับพลปิศาจปริวารเข้าล้อมรบ เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงร่ายพระคาถาถอนขนที่บ่าซ้ายมากำมือหนึ่งเป่าไป แปลงเปนรูปเห้งเจียหลายร้อยหลายพันตน มือถือตะบองเหล็กทุกรูปตรงเข้าทุบตีพวกปิศาจตายลงนับไม่ถ้วน เห้งเจียโป๊ยก่ายก็ไล่รุกปิศาจเข้าไปในถ้ำ พวกปิศาจทั้งหลายถูกตะบองเห้งเจียบ้าง ถูกคราดโป๊ยก่ายบ้างล้มตายเปนจุนไปทั้งสิ้น ปิศาจใหญ่ใต้อ๋องเห็นดังนั้น ก็ตกใจไม่คิดที่จะสู้รบ จึงบันดานเปนหมอกมืดแล้วก็หนีเข้าถ้ำปิดประตูเสียมิได้ออกมาสู้รบ ปิศาจเซียนฮองเปลี่ยนแปลงกายไม่ได้ ถูกเห้งเจียตีด้วยตะบองก็ตายอยู่กับที่ ร่างกายกลายเปนพังพรไป เห้งเจียเห็นได้ไชยชะนะแล้ว ก็เรียกขนกลับเข้าตัว บอกแก่โป๊ยก่ายว่าอย่าช้ารีบไล่เข้าไปในถ้ำ ทวงเอาอาจาริย์ของเราให้จงได้ เห้งเจียโป๊ยก่ายพร้อมกันบุกรุกเข้าไปในถ้ำ

ฝ่ายปิศาจครั้นหนีเข้าถ้ำแล้ว สั่งพวกปริวารที่ยังเหลือตายให้เอาศิลาถมอุดปากถ้ำให้แน่นหนา แล้วก็ไม่โผล่หัวออกมาสู้รบ โป๊ยก่ายเข้ามาถึงประตูร้องตวาดเสียงอึกกะทึกก็ไม่มีผู้ใดโต้ตอบ โป๊ยก่ายก็เอาคราดสับเข้าที่ประตูทีหนึ่งก็ไม่หวั่นไหว เห้งเจียจึงร้องห้ามว่าชั่งมันเถิด มันไม่ออกมาแล้วเรากลับไปที่ฮองซุ้ยก่อนแล้วจึงค่อยคิดอ่านต่อไป พูดดังนั้นแล้วก็พากันกลับไปที่ฝังศีศะอาจาริย์ แลเห็นซัวเจ๋งร้องไห้คร่ำครวนอยู่ โป๊ยก่ายคิดขึ้นมาก็ร้องไห้นอนลงกับที่ฝังศีศะเอามือตบดินแล้วร้องไห้โฮ ๆ เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงห้ามว่าน้องอย่าร้องไห้ไปเลย พวกปิศาจมันปิดประตูแน่นดังนี้ คงจะมีทางเข้าออกข้างหลังถ้ำได้เปนแน่ น้องทั้งสองจงรอคอยพี่อยู่ที่นี่พี่จะไปเที่ยวค้นดู โป๊ยก่ายเช็ดน้ำตาแล้วจึงกำชับเห้งเจียว่าพี่ไปจงระวังให้ดี อย่าให้มันจับเอาพี่ไปได้อีกคนหนึ่ง ข้าพเจ้าทั้งสองจะไม่มีน้ำตาร้องไห้ เห้งเจียว่าอย่าพูดเลอะเทอะไป พูดแล้วก็เดินข้ามเนินเขาไป กำลังเดินมาก็ได้ยินเสียงน้ำไหลสู้ ๆ เห้งเจียหันหน้าไปดู เห็นน้ำในฉะวากหินไหลพุ่งลงในลำห้วย แลไปข้างริมลำห้วยมีช่องน้ำไหลออกมามีสีแดง เห้งเจียเห็นดังนั้นก็นึกแน่ใจว่า ที่ตรงนี้เองเปนทางเข้าออกหลังถ้ำ เห้งเจียจึงแปลงกายเปนหนูน้ำ ดำตามช่องน้ำเข้าไป ครั้นดำเข้าไปถึงชั้นในได้แล้วก็โผล่ขึ้นดูแลเห็นปิศาจน้อยเอาเนื้อแห้งออกผึ่ง เห้งเจียคิดในใจว่าอ้ายพวกนี้เห็นจะกินเนื้ออาจาริย์เรายังไม่หมด จึงได้เอามาตากดังนี้ จำเราจะแปลงกายเข้าไปดู อ้ายปิศาจใต้อ๋องมันจะทำประการใด คิดแล้วก็ขึ้นจากน้ำแปลงกาย เปนแมลงหวี่บินเข้าไปในที่ปิศาจอยู่ เห็นปิศาจใต้อ๋องนั่งอยู่ท่ำกลางกำลังกะสับกะส่ายไม่สบาย มีปิศาจน้อยตนหนึ่งเดินเข้าไปบอกปิศาจใต้อ๋องว่า เราได้ร้อยพันหมื่นในความรื่นเริง ใต้อ๋องถามว่าความรื่นเริงอยู่ที่ไหน ปิศาจน้อยบอกว่าเมื่อตะกี้นี้ข้าพเจ้าออกไปที่หลังถ้ำเที่ยวเดินตรวจดู ได้ยินเสียงคนร้องไห้ ข้าพเจ้าจึงปีนต้นไม้ขึ้นไปดู เห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งนั่งร้องไห้โฮ ๆ อยู่ที่ฝังศีศะคน ท่วงทีเธอจะเข้าใจว่าเปนศีศะของอาจาริย์เธอจริง ๆ จึงได้เอาไปฝังทำฮองซุ้ยนั่งร้องไห้กันอยู่ดังนั้น เห้งเจียฟังได้ความชัดเจนดังนั้นแล้ว ก็คิดดีใจว่าอาจาริย์ของเราคงจะยังไม่ตาย มันจับซ่อนขังไว้ในนี้เปนแน่ จำเราจะเที่ยวค้นหาดูจึงจะได้รู้แน่ คิดแล้วก็บินไปข้างทิศตวันออก แลเห็นที่ตรงนั้นมีประตูเล็กลั่นกุญแจ เห้งเจียจึงบินลอดเข้าไปที่ในสวนก็ได้ยินเสียงคนร้องไห้ แล้วเลยบินเข้าไปที่กลางสวนเห็นที่โคนไม้ใหญ่ผูกมัดคนไว้สองคน จึงบินเข้าไปใกล้ก็จำได้ว่าพระอาจาริย์ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ดีใจ แปลงกายกลับเปนรูปเดิมเดินเข้าไปใกล้ ยกมือขึ้นคำนับเรียกว่าพระอาจาริย์ พระถังซัมจั๋งเห็นเห้งเจียมา จึงพูดว่าเห้งเจียมาแล้วจงช่วยอาตมด้วยเถิด เห้งเจียห้ามว่าพระอาจาริย์อย่าพูดเสียงดังคนมีอยู่ข้างนั้น มันได้ยินเข้าความจะแตกฉาว พระอาจารย์ยังไม่สิ้นชีวิตร์ ข้าพเจ้าคงจะช่วยอย่าได้มีความวิตกเลย พูดแล้วเห้งเจียก็บินกลับไปที่หอใหญ่จับอยู่ที่ขื่อ เห็นพวกปิศาจกำลังชุลมุนวุ่นวาย มีปิศาจผู้หนึ่งพูดขึ้นว่าวันนี้เราถมประตูถ้ำให้แน่นพวกนั้นทำลายไม่ไหว เอาหัวคนกลับไปฝังไว้และทำเปนฮองซุ้ยแล้วก็ร้องไห้กัน เราคอยระวังอยู่คือวันนี้พรุ่งนี้มะรืนนี้ ครบสามวันแล้วเราจึงออกตรวจดู หากพวกมันไปแล้วเราจับพระถังซัมจั๋งออกมาสับให้ละเอียดใส่เครื่องแกงให้อร่อย แจกกันกินคนละคำให้สนุกจะได้มีอายุยืนยาว ปิศาจอีกคนหนึ่งพูดว่า ถ้าฉู่ฉี่กินเห็นจะมีรศ อีกคนหนึ่งพูดว่าเธอเปนคนแปลกปลาด ดองไว้กินนาน ๆ เห็นจะดีกว่านั้น เห้งเจียจับอยู่บนขื่อได้ยินดังนั้น ก็โกรธด่าว่าอ้ายพวกเดรฉาน อาจาริย์กูทำอะไรแก่พวกมึง จึงจะได้กินเลือดเนื้อแลทำต่าง ๆ ดังนี้ เห้งเจียถอนขนที่บ่าซ้ายเสกเป่าไปให้เปนหนอนหาวนอน จับคนละตัว เข้าในรูจมูกปิศาจใต้อ๋องจามทีหนึ่งแล้ว ก็ล้มลงหลับกรนครอก ๆ ทั้งนายแลบ่าวก็หลับไปหมดทั้งสิ้น เห้งเจียเห็นปิศาจหลับสนิทแล้วก็ลงมายังพื้นกลายกลับเปนรูปเดิม ชักตะบองออกจากหูแล้วก็ตีประตูสวนหักพังทลายลง วิ่งเข้าไปเรียกอาจาริย์แลเข้าแก้มัดให้แล้วก็พยุงให้เดินหนี ได้ยินคนที่ต้องมัดนั้นร้องเรียกว่าท่านอาจาริย์ช่วยบอกให้สานุศิษย์ของท่านช่วยข้าพเจ้าด้วย พระถังซัมจั๋งจึงบอกแก่เห้งเจียว่าจงช่วยแก้ให้แก่คนนั้นด้วยเถิด เห้งเจียถามว่าเขาเปนอะไร พระถังซัมจั๋งบอกว่าเธอเปนคนตัดฟืนขาย เธอมีความกะตัญญูมากมีแม่ลูกสองคนเท่านั้น จงช่วยด้วยอีกสักคนหนึ่งเถิด เห้งเจียจึงเข้าไปแก้มัดให้ พามาพร้อมกันออกทางประตูหลังข้ามพ้นห้วยมาแล้ว พระถังซัมจั๋งถามว่าโป๊ยก่ายซัวเจ๋งอยู่ที่ไหน เห้งเจียบอกว่าเธอนั่งร้องไห้ถึงอาจาริย์อยู่ข้างนั้น อาจาริย์เรียกเธอสักคำหนึ่งก็จะขานรับ พระถังซัมจั๋งจึงร้องเรียกว่าโป๊ยก่ายซัวเจ๋งอยู่ที่ไหน โป๊ยก่ายมัวร้องไห้ถึงอาจาริย์จิตร์ใจให้มัวหมองพล้ำเผลอ ได้ยินเสียงเรียกออกชื่อจึงเช็ดน้ำตาบอกแก่ซัวเจ่งว่า พระอาจาริย์สิ้นชีวิตร์แล้ว กลับมาเรียกเราอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เห้งเจียรีบเดินมาถึงก่อนร้องตวาดว่า อ้ายชาติหมูเอ็งว่าวิญญาณสิงอยู่ที่ไหน นี่ไม่ใช่อาจาริย์กลับมาหรือ ซัวเจ๋งแลเห็นก็วิ่งมาคุกเข่าคำนับนะมัศการถามว่า พระอาจาริย์ไปทนทุกข์ธรมานอยู่ที่ไหน พี่เห้งเจียแกจึงไปช่วยมาได้ เห้งเจียจึงเล่าต้นสายปลายเหตุให้ฟังทุกประการ โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็ผุดลุกขึ้นเอาคราดฟันขุดเอาหัวนั้นขึ้นสับฟันเสียจนป่น แล้วพูดแก่พระอาจาริย์ว่าข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่า มันเอาศีศะคนตายที่ไหนมาหลอกให้เราร้องไห้จนเสียงแห้งเสียงเหี่ยวดังนี้ พระถังซัมจั๋งพูดว่าได้พึ่งเธอแทนชีวิตร์ให้อาตม เพราะฉนั้นให้โป๊ยก่ายเอาศีศะนั้นฝังลงเสียอย่างเดิม เพื่อให้เห็นว่าพวกเรามีเมตาจิตร์ โป๊ยก่ายได้ฟังอาจาริย์ว่าดังนั้น ก็เอาศีศะฝังลงไว้อย่างเดิม เห้งเจียว่าขออาจาริย์นั่งพักรอข้าพเจ้าสักประเดี๋ยว จะไปกำจัดเสียให้สิ้นมารร้ายแล้วจึงค่อยไป พูดแล้วก็ถือตะบองรีบเดินข้ามห้วยตรงเข้าไปในถ้ำ ไปเก็บเอาเชือกที่มัดพระอาจาริย์กับคนตัดฟืนนั้นมา แล้วเข้าไปที่น่าหอปิศาจใต้อ๋องกำลังนอนหลับอยู่ไม่รู้สึกตัว เห้งเจียก็เข้ารวบมือแลเท้ามัดหมูไว้ เอาตะบองค่อย ๆ สอดยกขึ้นใส่บ่าหามออกมานอกถ้ำ ไปวางลงตรงหน้าพระอาจาริย์ โป๊ยก่ายเห็นยกคราดขึ้นจะสับ เห้งเจียร้องห้ามว่าอย่า ๆ เพ่อก่อน ปิศาจน้อยบริวารในถ้ำยังมีอยู่มากมายนัก จะตีมันให้ตายเสียก็เสียดายมือ สู้หาไม้ฟืนแห้งเผามันเสียให้สิ้นจึงจะดี คนตัดฟืนได้ยินเห้งเจียว่าดังนั้น จึงนำโป๊ยก่ายไปขนเอาฟืนแห้ง ๆ มาใส่ในประตูหลังถ้ำเต็มแล้ว เห้งเจียจึงเอาไฟจุดโป๊ยก่ายก็เอาใบหูพัดลมให้ไฟลุก เห้งเจียก็ร่ายคาถาเรียกหนอนหาวนอนกลับคืนเข้าตัวไปตามเดิม พวกปิศาจตกใจตื่นเห็นไฟกำลังลุกแรงอย่านึกเลยว่าจะรอดสักคนหนึ่ง ไฟไหม้เปนจุณไปหมดแล้วจึงพากันมาหาอาจาริย์

ฝ่ายปิศาจใต้อ๋องใหญ่พึ่งรู้สึก โป๊ยก่ายกระโดดมายกคราดขึ้นสับถูกปิศาจก็ตายอยู่กับที่ ร่างกายกลายเปนเสือลายตลับไป พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็ขอบใจโป๊ยก่ายเห้งเจียเปนอันมาก จึงจับบังเหียรขึ้นบนหลังม้า

ฝ่ายคนตัดฟืนพูดแก่พระถังซัมจั๋งว่า ขอนิมนต์ท่านไปที่บ้านข้าพเจ้าอยู่ตรงทิศทักสิณไปนั้น ให้มารดาข้าพเจ้าพบกับท่านแลขอบพระคุณท่าน ที่ได้ช่วยข้าพเจ้าให้รอดชีวิตร์แล้วจะส่งท่านขึ้นทางใหญ่ไป พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงลงจากม้าพร้อมด้วยคนตัดฟืนกับเห้งเจียแลโป๊ยก่ายซัวเจ๋งพากันเดินไป ลัดเลี้ยวมาประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึง แลไปในบ้านเห็นยายเฒ่าคนหนึ่งนั่งอยู่บนร้านมีน้ำตาไหลอยู่อาบหน้า นั่งคอยมองดูตามทางมาร้องไห้สอึกสอื้นเรียกฟ้าเรียกดิน

ฝ่ายคนตัดฟืนเห็นมารดา ก็รีบวิ่งมาที่ร้านคุกเข่าลงกับพื้นบอกว่าแม่จ๋าลูกกลับมาแล้ว ยายเฒ่าเห็นลูกมาก็เข้าจับยึดลูกพูดว่าแม่คอยอยู่สองวันไม่เห็นมา คิดว่าเจ้าของภูเขาจับลูกไปฆ่าเสียแล้ว ทำให้แม่อกใจเร่าร้อนทุกข์โทมนัศร้องไห้ ก็ลูกไม่ถูกจับทำไมสองวันจึงไม่กลับมาเล่า คนตัดฟืนจึงบอกแก่มารดาว่า ลูกถูกปิศาจใต้อ๋องมันจับไปมัดไว้กับต้นไม้ ลูกก็นึกว่าคงไม่รอดชีวิตร์ ผ่ายหลังได้พึ่งสานุศิษย์ของพระอาจาริย์ มีฤทธาอานุภาพเธอจับปิศาจใต้อ๋องมาฆ่าเสีย จึงได้ช่วยลูกกับท่านอาจาริย์รอดมาได้ อันพระคุณของท่านเท่าฟ้าเท่าดิน ตั้งแต่นี้ต่อไปบนเขานั้น แม้กลางคืนลูกจะเดินเที่ยวเล่นก็ได้ไม่มีอันตราย

ฝ่ายยายเฒ่าได้ฟังบุตรเล่าดังนั้น ก็เดินออกมานมัศการนิมนต์พระอาจาริย์กับศิษย์ทั้งสามเข้าไปนั่งพักกลางบ้าน แม่ลูกสองคนกราบไหว้แล้ว ก็รีบเข้าไปข้างในจัดแจงตามมีตามเกิด ยกกับเข้าเครื่องแจออกมาถวาย ฝ่ายอาจาริย์กับศิษย์ก็ฉัน ครั้นอิ่มแล้วก็จัดแจงเข้าของจะลาไป คนตัดฟืนก็ออกเดินนำน่าส่งขึ้นทางใหญ่แล้วพูดว่า ท่านอาจาริย์ตั้งแต่นี้ตรงไปทิศไซทีไม่ต้องเปนทุกข์แล้ว ไม่ถึงพันโยชน์ก็เข้าเขตร์เมืองไซที พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็ลงจากม้าคำนับขอบคุณคนตัดฟืนแล้วต่างคนต่างก็ลากันไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ