๘๕

ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อได้เห็นขุนนางทั้งหลายไม่มีผมก็ทรงนิ่งอยู่ พวกขุนนางจึงกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบเปนที่อรรศจรรใจที่สุดอยู่ดี ๆ เมื่อคืนนี้ พวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายผมหายไปหมดสิ้นด้วยกันดังนี้ ไม่ทราบว่าจะเปนด้วยเหตุใด

พระเจ้าแผ่นดินทรงรับหนังสือที่ขุนนางถวายแล้ว ลงจากพระที่นั่งเสด็จมาทอดพระเนตร์ดูพวกขุนนาง เห็นแล้วจึงตรัสว่าเราแลพระมะเหษีนางในทุกคนก็เปนดังนี้ด้วยกันทั้งสิ้น แต่จะเปนด้วยเหตุผลประการใดก็รู้ไม่ได้ ตรัสดังนั้นแล้วก็ทรงพระกันแสง พวกขุนนางข้าราชการใหญ่น้อยทั้งปวงก็พากันร้องไห้ทุกคน พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งว่าตั้งแต่นี้ต่อไปเบื้องน่าเปนอันขาด อย่าได้ฆ่าพระสงฆ์อีกเลย ตรัสดังนั้นแล้วก็เสด็จขึ้นประทับบนพระที่นั่ง พวกข้าราชการใหญ่น้อยซ้ายขวาก็เฝ้าอยู่ตามตำแหน่ง

ฝ่ายขุนนางองครักษ์พนักงาน จึงประกาศว่าท่านผู้ใดมีธุระด้วยกิจราชการอันใดจงกราบทูลเถิด ถ้าไม่มีราชการแล้วจะได้เสด็จกลับฝ่ายใน จึงขุนนางฝ่ายทหารกรมม้ากราบทูลขึ้นว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ พวกข้าพระพุทธเจ้าได้เที่ยวลาดตระเวรรอบกำแพงพระนคร เมื่อคืนนี้มีผู้ร้ายลักสิ่งของ ๆ ราษฎรหามตู้มาทิ้งไว้พวกผู้ร้ายหลบหนีจับหาได้ไม่ ได้แต่ม้าขาวกับตู้ ๆ หนึ่งที่พวกอ้ายผู้ร้ายทิ้งไว้ จึงพระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้ยกตู้เข้ามาถวายเพื่อจะทอดพระเนตร์ พวกขุนนางนายทหารก็ให้ทหารไปยกตู้เข้ามาในพระราชวัง

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งอยู่ในตู้จิตร์ใจไม่เปนสมประดีตัวสั่นขวัญหนีดีฝ่อ พูดว่าเราไปถึงพระเจ้าแผ่นดินจะพูดว่ากะไร เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าพระอาจาริย์อย่าบ่นไปเลย ข้าพเจ้าจัดการไว้เรียบร้อยแล้ว หากเปิดตู้ออกเห็นพวกเราจะต้องคำนับยกพวกเราว่าเปนครู ครั้นแล้วพวกขุนนางนายทหารจึงกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่าตู้นั้นยกเข้ามาแล้ว จึงพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งให้เปิดตู้ พวกขุนนางก็ช่วยกันงัดกุญแจเปิดออก โป๊ยก่ายทะลึ่งออกมาก่อน พวกขุนนางทั้งหลายเห็นโป๊ยก่ายก็พากันตกตลึงพูดไม่ออก แลเห็นเห้งเจียพยุงพระถังซัมจั๋งออกจากตู้ ซัวเจ่งก็เก็บถุงย่ามแลเข้าของตามกันออกมา โป๊ยก่ายแลเห็นขุนนางนายทหารถือม้าขาวอยู่ ก็ตรงเข้ามาร้องตวาดว่าม้าของเราเองจงเอามาให้เราโดยเร็ว พวกขุนนางตกใจล้มคว่ำลงกับพื้น อาจาริย์กับศิษย์ทั้งสี่คนก็ยืนอยู่ตรงน่าพระที่นั่ง ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินเห็นคนทั้งสี่เปนพระสงฆ์ก็ลงจากพระที่นั่ง พร้อมด้วยพระมะเหษีแลนางกำนันฝ่ายใน ทั้งพวกขุนนางข้าราชการฝ่ายน่า ก็คุกเข่าลงนมัศการกราบไหว้ทุก ๆ คนแล้ว จึงสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งถามว่า พระผู้เปนเจ้าทั้งสี่มาจากประเทศใดเมืองใดจึงได้มาถึงนี่ ฝ่ายพระถังซัมจั๋งจึงถวายพระพรว่า อาตมภาพอยู่เมืองใต้ถังทิศตวันออก สมเด็จพระเจ้าถังไทยจงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้อาตมภาพไปไซทีนมัศการพระพุทธเจ้า ขออาราธนาพระไตรยปิฎกธรรม พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งถามว่าท่านมาแต่เมืองไกลเหตุใดจึงได้เข้าไปอยู่ในตู้ดังนี้เล่า พระถังซัมจั๋งถวายพระพรว่า อาตมภาพได้ทราบว่ามหาบพิธทรงอะธิฐานไว้ว่า ถ้าพบปะพระสงฆ์ก็จะให้ฆ่าเสีย เพราะฉะนั้นอาตมภาพไม่อาจจะเข้ามาในเมืองเวลากลางวัน ครั้นมาถึงในเมืองเข้าอาไศรยร้านเตี้ยมก็ยังวิตกว่าผู้คนพลุกพล่าน จะรู้เห็นว่าพวกอาตมภาพเปนพระสงฆ์ จึงอุบายเข้าอาไศรยช่อนตัวอยู่เสียในตู้ดังนี้ ก็บังเอินมีพวกโจรกรรมลักหามเอาตู้ไป พวกขุนนางจึงได้จับเอาตัวมาดังนี้ บัดนี้ได้เข้ามาเฝ้าพระราชสมภารแล้ว ก็เปรียบประดุจว่าแหวกเมฆออกเห็นดวงพระจันทร์อันแจ่มแจ้งแล้ว ขอให้พระองค์ได้ทรงพระกรุณาแก่อาตมภาพปล่อยไปโดยสวัสดิ์เถิด เพื่อเปนพระราชกุศลอันยิ่งใหญ่ของมหาบพิธพระราชสมภาร

สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ท่านเปนพระสงฆ์อันบริสุทธิ์มาจากเมืองบนมาได้ถึงเมืองนี้ ก็ย่อมมีอภินิหารบาระมีแก่กล้าเชี่ยวชาญเปนอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าไม่รู้สึกมิได้รับรองให้สมควรนั้น ขอพระผู้เปนเจ้าได้อนุญาตเถิด เมื่อปีที่ล่วงไปแล้วนั้น เปนเหตุด้วยพระสงฆ์มีความหมิ่นประมาทติเตียนข้าพเจ้าเปนข้ออยาบช้า ข้าพเจ้าจึงได้ตั้งสัจจาอะธิทฐานขอฆ่าพระสงฆ์หมื่นรูป ในเวลาคืนนี้บันดานให้ข้าพเจ้ากับขุนนางข้าราชการใหญ่น้อย แลพระมะเหษีนางกำนันพระสนมใน มีผมอันหายไปทุก ๆ คนดังนี้ ขอท่านได้กรุณาโปรดให้โอวาทสั่งสอน แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายชายหญิงจะยอมเปนสานุศิษย์กระทำตามถ้อยคำแห่งท่าน โป๊ยก่ายได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินตรัสดังนั้น จึงพูดว่าแม้พระองค์จะยอมเห็นสานุศิษย์นั้น จะมีสิ่งของอันใดมาคำนับบูชาหรือ สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า แม้ว่าท่านได้กรุณาอนุเคราะห์สั่งสอนแล้ว ข้าพเจ้าจะนำสิ่งของแก้วแหวนเงินทองมากระทำสักการบูชาโดยความเคารพอย่างยิ่ง เห้งเจียได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินตรัสดังนั้น จึงทูลว่าพระองค์จะตรัสไปทำไมถึงแก้วแหวนเงินทอง พวกข้าพเจ้าเปนสมณะไม่ยินดีในทรัพย์สมบัติเงินทอง มีความต้องการอยู่ก็แต่ที่จะขอให้พระองค์โปรดเปลี่ยนหนังสือเดินทาง พระราชทานอนุญาตให้ไปประเทศไซทีได้แล้ว ก็เปนพอใจสมแก่ความปราถนาของข้าพเจ้าทั้งหลาย อานิสงษ์ที่พระองค์ได้ทรงพระราชสงเคราะห์ หากจะบันดานให้บ้านเมืองของพระองค์มีความเจริญยิ่งยืนอยู่สิ้นกาลนานในฝ่ายน่า สมเด็จพระเจ้าพระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานจ้ดเครื่องโต๊ะแจถวาย ครั้นเสร็จแล้วก็ทรงเคารพพร้อมกันทั้งขุนนางข้าราชการฝ่ายใน แลฝ่ายน่าทรงนับถือว่าเปนผู้วิเศษบริสุทธิ์ประเสริฐ ครั้นแล้วก็ทรงประทับตราเปลี่ยนหนังสือเดินทาง ถวายให้พระถังซัมจั๋งไป พระเจ้าแผ่นดินจึงขอให้พระถังซัมจั๋งเปลี่ยนนามแผ่นดินให้เสียใหม่ เห้งเจียจึงทูลว่านามเมืองของพระองค์ก็ดีอยู่แล้ว ขัดแต่อักษรที่ว่าทำลายนั้นไม่ดี ควรจะแปลงเปลี่ยนให้เรียกว่าเมืองรักษาธรรม หากจะเปนศิริมงคลแก่พระองค์แลพระวงษานุวงษ์ข้าราชการแลราษฎรทั้งหลาย จะมีแต่ความศุขความเจริญอันยิ่ง สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินได้ฟังดังนั้น มีพระไทยโสมนัศยินดีเปนที่ยิ่ง ทรงกระทำความเคารพขอบคุณเปนอันมาก แล้วจึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานรถจัดรถเพื่อจะได้ส่งพระถังซัมจั๋ง ครั้นเจ้าพนักงานจัดรถเสร็จแล้ว ก็เชิญพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสามขึ้นนั่งรถ พระเจ้าแผ่นดินกับข้าราชการฝ่ายน่าฝ่ายใน ก็ตามส่งไปจนนอกพระนคร แล้วก็พากันกลับเข้าเมือง

ฝ่ายอาจาริย์กับศิษย์ ครั้นออกจากเมืองรักษาธรรมแล้ว พระถังซัมจั๋งอยู่บนหลังม้ามีความโสมนัศยินดียิ่งนัก จึงสรรเสริญเห้งเจียว่าคิดการครั้งนี้กระทำให้สำเร็จประโยชนได้สองฝ่าย ซัวเจ๋งถามว่าพี่ไปหาช่างโกนผมที่ไหนมา กระทำการให้ทันแก่ความต้องการได้รวดเร็วดังนี้ เห้งเจียจึงเล่าให้ฟังตามที่ได้กระทำมาทุกประการ อาจาริย์กับศิษย์ได้ฟังเห้งเจียเล่า ก็พากันหัวเราะทุกคน เวลากำลังเดินอยู่นั้น แลไปข้างหน้าเห็นภูเขาสูงเทียมเมฆขวางน่าอยู่ พระถังซัมจั๋งยอม้าให้หยุด ชี้บอกว่าสานุศิษย์จงดูข้างน่านั้น มีภูเขาสูงพวกเราจงระวังให้ดี เห้งเจียได้ฟังอาจาริย์สั่งดังนั้น จึงพูดว่าพระอาจาริย์จงวางใจเถิด ข้าพเจ้าจะป้องกันรักษามิให้เปนอันตราย พระถังซัมจั๋งพูดว่าท่านอย่าว่าไม่เปนไร อาตมคิดดูที่ยอดเขาสูงนั้นมีหมอกฟุ้งขึ้นสำแดงอาการว่าเปนไอร้าย ใจฅออาตมภาพไม่สบายให้หวาดหวั่น เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าพระอาจาริย์เห็นจะลืมพระคาถาของพระโอเซ้าเสียแล้วหรือ พระถังซัมจั๋งว่ายังจำได้ไม่ลืม เห้งเจียว่าถึงจำได้ก็จริงแต่คำอรรถ คาถาสี่บทนั้นเห็นจะจำไม่ได้ พระถังซัมจั๋งถามว่าคาถาสี่บทนั้นอย่างไร เห้งเจียจึงอ่านคำอรรถขึ้นว่า ฮุดตัวเล่งซัวบ๊อกอ้วนคิ้ว เล่งซัวจี๊ตัวนี้ซิบเท้า นั้ง ๆ อู่ไก๋เล่งซัวถะเอ้ซีว บทที่หนึ่งแปลว่าพุทธอยู่ยังเขาเล่งซัวอย่าหาไกล บทสองว่าเขาเล่งซัวอยู่ที่หัวใจท่าน บทที่สามว่าทุกๆคนก็มีเจดีย์เล่งซัว บทที่สี่ว่าหากได้ดีก็บวชให้เจดีย์เล่งซัว พระถังซัมจั๋งจึงพูดว่ามิใช่จะไม่รู้เมื่อไร แม้ว่าเราทั้งหลายอาไศรยคาถาสี่บทนี้ รักษาธรรมร้อยหมื่นคำภีร์ก็จะต้องรักษาจิตร์เปนต้น เห้งเจียพูดว่าการทั้งนั้นไม่ต้องแสดง จิตร์บริสุทธสว่างไส จิตร์สำรวมลงเปนหนึ่ง สาระพัดจะไสสอาดทั้งสิ้น ถ้าปล่อยให้เคลื่อนคลาดเพราะความเกียจคร้าน ร้อยพันหมื่นปีก็จะไม่สำเร็จไต้ จะต้องอาไศรยความตั้งจิตร์ตรงอย่างเดียว วัดลุ่ยอิมยี่ก็อยู่ต่อจักษุนั้นเอง ทำจิตร์ครั่นคร้ามหวั่นหวาดสทกสท้านอยู่เหมือนอาจาริย์ดังนั้น มรรคผลก็ไกลวัดลุ่มอิมยี่ก็ไกล อาจาริย์อย่ามีความสงไสยเคลือบแคลง จงตั้งจิตร์ตามข้าพเจ้าไปเถิด พระถังซัมจั๋งได้ฟังเห้งเจียชี้แจงให้ฟังดังนั้น จิตร์ใจก็ค่อยสว่างหายความวิตกวิจารณ์ทุกข์ร้อน อาจาริย์กับศิษย์สี่คนก็ตั้งหน้าพากันเดินไป มาประเดี๋ยวก็ขึ้นเขา เวลากำลังเดินอยู่ก็ได้ยินเสียงลมพัดมาดังอู้ ๆ พระถังซัมจั๋งตกใจร้องว่าลมเกิดแล้ว เห้งเจียพูดว่าลมก็มีต่าง ๆ กันทั้งสี่ฤดูจะวิตกหวั่นหวาดกลัวอะไรแก่ลมเล่า พูดยังไม่ทันจะขาดคำลง แลไปก็เห็นหมอกที่ยอดเขาฟุ้งขึ้นออกกลุ้ม เห้งเจียร้องว่าอย่าวุ่นวายนิมนต์อาจาริย์ลงจากม้าก่อน น้องทั้งสองคอยรักษาอาจาริย์ไว้ให้ดีพี่จะไปดูก่อนจะมีเหตุร้ายดีประการใด เห้งเจียเหาะขึ้นไปกลางอากาศเอามือป้องหน้าเหนือคิ้ว สอดตาพิเคราะห์ดูลงไปที่เนินเขา ก็เห็นที่ข้างเพิงเขาที่ลาดมีปิศาจยักษ์ใหญ่นั่งอยู่ท่ามกลาง ปิศาจน้อย ๆ ห้าหกสิบตน ปิศาจยักษ์กำลังเป่ามนต์แผลงฤทธิ์พ่นเปนหมอก เห้งเจียคิดว่าถ้าเราจะเอาตะบองกระทุ้งถูกมันตายก็จะได้ แต่หากจะเปนที่คะระหาติเตียนได้ว่าเราลอบทำร้ายเขา ไม่กล้าสู้ตรงหน้า อย่าเลยเราจะกลับไปให้โป๊ยก่ายมาต่อสู้แก่มันดูก่อน แม้ว่าโป๊ยก่ายจะไม่พอใจมารบสู้แก่ปิศาจ เราก็จะหาอุบายให้มาจงได้ คิดดังนั้นแล้วก็ลดลงยังพื้นเดินมาหาอาจาริย์ พระถังซัมจั๋งเห็นเห้งเจียกลับมา จึงถามว่าท่านไปดูที่เกิดหมอกนั้น ได้เห็นว่ามีเหตุดีหรือร้ายประการใด เห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าไปดูโดยละเอียดแล้วไม่มีเหตุร้ายอะไรที่ไหน พระถังซัมจั๋งพูดว่าเห็นจะเปนดังนั้นจริง ดูความหวาดหวั่นได้ค่อยคลายลงแล้ว เห้งเจียหัวเราะพูดว่าข้าพเจ้าเคยพิจารณาเหตุการเนือง ๆ ก็ไม่ใคร่จะผิด มาครั้งนี้ดูก็ผิดไปมาก ที่หมอกลมเกิดนั้น หากจะมีปิศาจร้ายอะไรสักอย่างหนึ่ง อันที่จริงก็หาใช่ไม่ พระถังซัมจั๋งถามว่าไม่ใช่ยักษ์ร้ายก็จะเปนอะไรเล่า เห้งเจียตอบว่าที่ข้างน่านั้นไม่สู้ไกลมีหมู่บ้านคนใจบุญให้ทาน ที่หมอกขึ้นขาวนั้นคือเขาหุงเข้านึ่งขนมต้มแกงถวายพระสงฆ์ จึงมีไอควันฟุ้งขึ้นดังนั้น

โป๊ยก่ายได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น จึงมาจับมือเห้งเจียกระซิบถามว่า พี่ไปกินมาอิ่มแล้วหรือ เห้งเจียบอกว่าได้กินบ้างแต่ยังไม่อิ่มเพราะกับเข้าเขาทำมันเค็มมากไปจึงกินไม่ได้มาก โป๊ยก่ายพูดว่าตามทีเถิดถึงจะเค็มก็ไม่ว่า ขอให้ข้าพเจ้ากินให้อิ่มท้องก็แล้วกัน เห้งเจียถามว่าเจ้าอยากจะกินหรือ โป๊ยก่ายตอบว่าอย่างนั้นซี ท้องข้าพเจ้าออกจะหิวอยากจะไปกินได้หรือไม่ เห้งเจียพูดว่าบุราณท่านย่อมว่า บิดายังอยู่ไม่ควรจะทำล่วงเกิน อธิบายว่าพระอาจาริย์ยังอยู่นี่เราจะล่วงไปก่อนได้หรือ โป๊ยก่ายหัวเราะว่าหากพี่ไม่พูดขึ้นข้าพเจ้าก็จะไปได้ เห้งเจียว่าเอาเถอะพี่จะไม่พูดเจ้าจะทำอย่างไรไปให้ได้ โป๊ยก่ายเข้าใจมีอุบายมาก จึงเดินมาที่ตรงหน้าอาจาริย์แล้วพูดว่า พระอาจาริย์พี่เห้งเจียแกบอกว่าที่ข้างหน้านั้น มีบ้านคนใจบุญสุนทานเลี้ยงพระ พระอาจาริย์จงดูม้าไว้ข้าพเจ้าจะไปดูบางทีจะมีหญ้า ถ้ามีข้าพเจ้าก็จะเกี่ยวมาให้ม้ากินจะไม่เสียเวลา ๆ นี้หมอกนั้นก็สงบแล้ว อาจาริย์รอนั่งสักประเดี๋ยว ข้าพเจ้ากลับมาแล้วพระอาจาริย์จึงเข้าไปบิณฑบาตฉันต่อทีหลัง พระถังซัมจั๋งได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็มีความยินดี จึงพูดว่าไปมาเร็ว ๆ จงระไวระวังไห้มาก ๆ อย่าประมาท โป๊ยก่ายดีใจหัวเราะแล้วก็ออกเดิน เห้งเจียเดินตามไปสั่งว่า ที่บ้านเลี้ยงพระสงฆ์นั้น ล้วนแต่รูปร่างงาม ๆ รูปร่างไม่อยาบช้าเช่นรูปเจ้า น้องจงแปลงกายให้สวยงามไปจึงจะดี โป๊ยก่ายก็เชื่อเห้งเจียจึงเดินเข้าแอบที่ฉวากเขา ร่ายพระเวทคาถาแปลงกายเปนพระสงฆ์องค์หนึ่ง รูปร่างต่ำเตี้ยท้องโตมือถือประคำเดินมาปากก็ภาวนาพลาง แต่หาใช่พระธรรมไม่ บ่นว่าบ้านคนใจบุญเลี้ยงพระสงฆ์เท่านั้น

ฝ่ายปิศาจ เรียกลมเรียกหมอกกลับแล้วก็สั่งบริวารให้ไปตั้งกองสกัดปากทางใหญ่ คอยคนเดินทางมาถึงที่นั่นจะได้จับเอาตัวไว้

ฝ่ายโป๊ยก่ายรื่นเริงในใจเดินมาประเดี๋ยวหนึ่งก็ถึงที่พวกปิศาจตั้งกองสกัดอยู่ พวกปิศาจแลเห็นก็กรูกันเข้าล้อมจับโป๊ยก่าย ๆ ร้องว่าไว้ให้เรากินของเลี้ยงพระสงฆ์ก่อน พวกปิศาจถามว่าจะไปกินเลี้ยงที่ไหน โป๊ยก่ายพูดว่าพวกบ้านแกเลี้ยงพระสงฆ์มิใช่หรือ พวกปิศาจว่าเจ้ายังไม่รู้สึกพวกเราจะมาคอยกินเนื้อพระสงฆ์ ใครจะเลี้ยงพระสงฆ์ที่ไหน พวกปิศาจสำแดงเหตุต่อไปว่า พวกเราสำเร็จภาคเปนเซียนอยู่ในที่นี้ ตั้งใจคอยจับพระสงฆ์เอาไปถึงที่อยู่แล้วล้างใส่กะทะต้มให้สุกจะได้สู่กันกิน เจ้ากลับจะมากินเครื่องเลี้ยงอีกหรือ โป๊ยก่ายได้ฟังปิศาจพูดดังนั้นก็ให้คิดแค้นเห้งเจียว่า อ้ายเป๊กเบ๊อุนคนนี้ไม่มีดีจริง ๆ มันหลอกเราว่าที่ตรงนี้เขาเลี้ยงพระสงฆ์ อันความจริงก็คือที่รังปิศาจนั้นเอง พวกปิศาจก็รีบจับดึงไป โป๊ยก่ายทนไม่ได้ก็กลับเปนรูปเดิม ชักคราดเหล็กออกสับฟาดถูกพวกปิศาจแตกกระจัดกระจายไปทั้งสิ้น พวกปิศาจบริวารก็วิ่งไปบอกแก่นายของตนว่า บัดนี้มีพวกพระสงฆ์องค์หนึ่งเดินมา พวกข้าพเจ้าเข้าจับไว้แล้ว จะเอามาต้มแกงกินเนื้อมัน ไม่รู้เลยว่ามันแปลงกายได้ มันมีอาวุธไล่สับฟันพวกข้าพเจ้าต้านทานไม่ไหวต้องหลบหนี

ฝ่ายปิศาจใหญ่ได้ฟังข่าวบอกดังนั้นจึงถามว่า มันเปลี่ยนแปลงกายได้อย่างไร พวกบริวารบอกว่าแปลงเปนรูปคนมีปากยาวใบหูใหญ่มีขนที่ท้ายทอยรุงรัง สองมือถือคราดเหล็ก พวกข้าพเจ้าเห็นมีกำลังวังชาเชี่ยวชาญมาก ก็พากันวิ่งหนีกลับมาบอกใต้อ๋องให้ทราบ ปิศาจใหญ่ได้ฟังก็จับเครื่องมือถือสากเหล็กอันหนึ่งเดินออกไป เห็นโป๊ยก่ายรูปร่างอยาบคายน่าเกลียด จึงร้องตวาดถามว่าเจ้ามาจากไหน ชื่อเรียงเสียงไรบ้านช่องอยู่ที่ไหนจงรีบบอกมาโดยเร็ว เราจะยกชีวิตร์ให้เจ้า โป๊ยก่ายได้ฟังก็หัวเราะแล้วตอบว่า อ้ายลูกแก้วเองจำปู่ตาไม่ได้แล้วหรือ เราคือเปนสานุศิษย์ของพระถังซัมจั๋ง พระอนุชาของพระเจ้าถังไทยจงฮ่องเต้ นามเราชื่อว่าตือโป๊ยก่ายเจ้าไม่รู้หรือ ปิศาจว่าอ่อเจ้าเข้าเปนสานุศิษย์ถังซัมจั๋งหรือข้าเข้าใจแล้ว เราได้ยินว่าเนื้อถังซัมจั๋งกินอร่อยนัก เจ้าอย่าหนีไปจงดูสากเหล็กนี้ก่อน โป๊ยกายได้ยินดังนั้นก็เกรียมตัวเข้มแข็งแล้ว ก็เฃ้ารบกับปิศาจ ๆ ก็ร้องให้บริวารล้อมจับโป๊ยก่าย พวกบริวารปิศาจได้ยินนายสั่งดังนั้น ก็เข้ากลุ้มรุมกันอยู่

ฝ่ายเห้งเจียยืนอยู่ข้างหลังพระอาจาริย์นึกถึงโป๊ยก่ายเผลอไปก็หัวเราะขึ้น ซัวเจ๋งถามว่าพี่หัวเราะอะไรที่ไหน เห้งเจียบอกว่าอ้ายโป๊ยก่ายอ้ายชาติตะกละ ได้ยินพูดถึงของกินมันก็อยาก พี่จึงหลอกให้มันไป ๆ ก็นานแล้วยังไม่เห็นกลับมา หากว่ามันรบกับปิศาจได้ไชยชำนะก็คงกลับมาก็จะมีความชอบว่ารบชะนะปิศาจ ถ้าหากมันแพ้แก่ปิศาจ ๆ จับไปได้ไม่รู้ว่ามันจะบ่นด่าพี่สักกี่กะบุง เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วจึงกำชับซัวเจ๋งว่าน้องอย่าพูดให้อาจาริย์รู้เหตุ พี่จะไปตามดูโป๊ยก่ายจะเปนประการใด เห้งเจียสั่งซัวเจ๋งแล้ว ก็ถอนขนที่ท้ายทอยออกหนึ่งเส้น เสกให้เปนรูปเห้งเจียปลอมนั่งอยู่ข้างหลังอาจาริย์ แล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศแลไปดูเห็นพวกปิศาจกำลังล้อมโป๊ยก่ายอยู่ท่ามกลาง เพลงอาวุธดูถ้าจะเกะกะไม่ได้การ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ลดลงกับพื้นร้องบอกโป๊ยก่ายว่าพี่มาแล้วอย่าวิตก โป๊ยก่ายได้ยินเสียงก็จำได้ว่าเห้งเจีย ก็เกิดกำลังขึ้นทันทีตรงเข้าฟาดฟันโดยความกล้าหาญ ฝ่ายปิศาจใต้อ๋องเห็นโป๊ยก่ายรบรุกกระชั้นเข้ามารอรับไม่อยู่ก็พาพวกบริวารถอยหนีไปยังสำนัก เห้งเจียเห็นปิศาจพ่ายแพ้ไปแล้วก็มิให้โป๊ยก่ายเห็นตัวเลยเหาะกลับยังที่ โป๊ยก่ายมีไชยชะนะปิศาจแล้วก็กลับมาหาอาจาริย์ ปากจมูกน้ำมูกน้ำลายไหลยืดยาดเปนฟอง เหงื่อก็ไหลออกโซมตัวหายใจกระหืดกระหอบวิ่งกลับมาถึงร้องเรียกอาจาริย์ พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงถามว่า โป๊ยก่ายไปเกี่ยวหญ้าม้าทำไมจึงมีกิริยาวุ่นวายกลับมาดังนี้ โป๊ยก่ายทิ้งคราดลงกับพื้นแล้วทุบอกกระทืบเท้าพูดว่า พระอาจาริย์จะพูดออกมาก็อายตาย พี่เห้งเจียแกทำหลอกข้าพเจ้าว่า ข้างน่านั้นมีบ้านคนใจบุญ ที่มีหมอกขึ้นขาวนั้นคือเขาต้มหุงนึ่งขนมถวายพระสงฆ์ ในท้องข้าพเจ้ามีความหิวโหยคิดจะได้กินก่อนจึงได้เอาเหตุหญ้านั้นเปนประธาน ไม่รู้เลยว่าเปนที่ปิศาจ มันพากันล้อมข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าบุกบั่นสู้รบกับปิศาจพักหนึ่ง หากไม่มีพี่เห้งเจียตามไปร้องเรียกให้เกิดกำลัง ที่ไหนเลยข้าพเจ้าจะลอดพ้นแหอวนมาได้ เห้งเจียยืนอยู่ข้างหลังหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายชาติหมูพูดเลอะเทอะ หากเจ้าไปเที่ยวทำหัวขะโมยเอาความร้ายมาใส่ให้ผู้อื่นดังนั้นหรือ ข้านั่งเฝ้ารักษาพระอาจาริย์อยู่ยังไม่ได้เคลื่อนที่ไปข้างไหน พระถังซัมจั๋งจึงพูดว่าเห้งเจียนั่งอยู่กับอาตมที่นี่ ทำไมจึงว่าเขาไปข้างไหน โป๊ยก่ายกระโดดมาพูดว่าพระอาจาริย์ไม่เข้าใจ พี่เห้งเจียแกมีตัวแทนได้ พระถังซัมจั๋งถามเห้งเจียว่ามีตัวแทนได้จริงดังนั้นหรือ เห้งเจียไม่กล้าจะปดจึงว่าจริง ข้าพเจ้าเห็นว่าปิศาจไม่สู้รุนแรงมันไม่สามารถจะทำร้ายพวกเราได้ จึงหลอกให้โป๊ยก่ายไปก่อน เห้งเจียพูดแล้วจึงเรียกโป๊ยก่ายสั่งว่า จะมอบให้น้องเปนคนตรวจดู พวกเราจะรักษาป้องกันอาจาริย์ ข้ามที่ดุร้ายฉุกเฉินดังคุมพลทหารฉนั้น โป๊ยก่ายถามว่าคุมพลทหารอย่างไร ข้าพเจ้ายังไม่สู้เข้าใจแน่ขอพี่ชี้แจงให้เข้าใจก่อน เห้งเจียพูดว่าน้องต้องออกน่าเช่นทหารทัพน่าน่าทางแลนำพล บางทีจะมีผีแลยักษ์ร้ายมากั้นกางน้องเข้ารบประทะน่าชะนะปิศาจได้จะคิดความชอบให้น้องเปนที่หนึ่ง โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็ตรึกตรองอยู่ในใจว่า ปิศาจนั้นฝีมือก็ไม่เกินเราไปได้ จึงรับแก่เห้งเจียว่าถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะขอรับนำทางเอง เห้งเจียจึงนิมนต์อาจาริย์ขึ้นม้า ซัวเจ๋งหาบของตามหลังโป๊ยก่ายออกนำน่าเดินขึ้นเขา

ฝ่ายปิศาจรบแพ้โป๊ยก่ายแล้วก็หนีกลับไปยังที่ ขึ้นนั่งบนแท่นหินไม่พูดจาว่ากะไร พวกบริวารจึงเข้ามาถามว่า ทุก ๆ ครั้งออกไปกลับเข้ามาย่อมมีความรื่นเริง วันนี้กลับเข้ามาทำไมจึงมีแต่ความโศกเศร้าดังนี้ ปิศาจใต้อ๋องจึงพูดแก่บริวารว่า เราเคยทุก ๆ ครั้งออกไปเที่ยวตามภูมิ์เขาไม่ว่ามะนุษย์หรือสัตว์ คงได้กินเนื้อเล่นตามสบายใจ วันนี้เราออกไปบังเอิญไปพบคนซึ่งคู่ต่อสู้กัน พวกบริวารถามว่า คู่ต่อสู้แก่ใต้อ๋องนั้นคือใครที่ไหน ปิศาจใต้อ๋องบอกว่าคือสานุศิษย์ของพระถังซัมจั๋ง อยู่เมืองใต้ถังจะไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมณประเทศไซที คนนั้นชื่อว่าตือโป๊ยก่าย ถือคราดเหล็กเปนอาวุธ เราต่อสู้ไม่ไหวจึงได้หนีมา เรายังมีความร้อนใจด้วยได้ยินว่าพระถังซัมจั๋งบวชเรียนบริสุทธิ์มาสิบชาติแล้ว หากผู้ใดได้กินเนื้อเธอก้อนหนึ่ง อายุจะยืนยาวไปได้ช้านาน เข้าใจว่าถ้าเธอมาถึงเขานี้ก็จะได้จับต้มกิน ไม่รู้ว่าเธอมีสานุศิษย์มีฝีมือเชี่ยวชาญดังนี้ พูดยังไม่ทันจะขาดคำลงในหมู่บริวารนั้นมีปิศาจตนหนึ่งพูดขึ้นว่า ใต้อ๋องพูดว่าจะใคร่กินเนื้อถังซัมจั๋งนั้นเห็นจะไม่สำเร็จ ปิศาจใต้อ๋องถามว่าทำไมจะไม่สำเร็จ ปิศาจน้อยตอบว่าหากสำเร็จได้พระถังซัมจั๋งก็จะมิได้มาถึงนี่ พวกปิศาจยักษ์ร้ายทั้งหลายในที่อื่น ๆ ก็คงจะกินเสียแล้ว พระถังซัมจั๋งเธอมีศิษย์สามคน คนที่หนึ่งชื่อซึงหงอคง คนที่สามชื่อซัวเจ๋ง คนที่สองซึ่งมารบแก่ใต้อ๋องนั้นชื่อตือโป๊ยก่าย ใต้อ๋องถามว่าฝีมือซัวเจ๋งกับตือโป๊ยก่ายใครจะดีกว่ากัน พวกปิศาจบริวารบอกว่าแพ้กันไม่ไกล ใต้อ๋องถามว่าสองคนนี้กับเห้งเจียใครจะดีกว่ากัน ปิศาจบอกว่าข้าพเจ้าไม่อาจจะบอกได้ ซึ่งเห้งเจียนั้นมีฤทธาอานุภาพเชี่ยวชาญเปลื่ยนแปลงกายได้ต่างๆ เมื่อห้าร้อยปีก่อนเคยขึ้นไปบนสวรรค์ทำสงครามแก่เทพบุตรทั้งหลาย หมู่เทพยดาไม่มีผู้ใดจะต่อต้าน ทำไมใต้อ๋องจะอาจกินเนื้อถังซัมจั๋งได้ ปิศาจไต้อ๋องถามว่าเหตุใดเจ้าจึงรู้ได้โดยละเอียดดังนี้เล่า ปิศาจน้อยตอบว่า เดิมข้าพเจ้าเคยอยู่ที่เขาชื่อท่อซัวถ้ำซือท่อต๋อง ใต้อ๋องซือท่อคือพระยาสิงห์โตเธอไม่รู้ร้ายดีอยากจะกินเนื้อถังซัมจั๋ง ถูกมือเห้งเจียเอาตะบองเหล็กตีรุกเฃ้ามาในถ้ำ ประตูแลหลังหอน่าต่างหักพังทะลายละเอียดไปทั้งสิ้น ข้าพเจ้าจึงได้หนีออกทางประตูข้างหลัง จึงได้รอดชีวิตร์มาอาไศรยอยู่กับใต้อ๋องจนทุกวันนี้ เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจึงได้ทราบเรื่องโดยละเอียดดังนื้ ปิศาจใต้อ๋องได้ฟังบริวารชี้แจงให้ฟังดังนั้น ก็มีจิตร์หวาดหวั่นครั่นคร้าม ในขณะนั้นมีปิศาจน้อยตนหนึ่งพูดขึ้นว่า ใต้อ๋องอย่ามีความวิตกเลย แม้ว่าใต้อ๋องอยากกินเนื้อถังซัมจั๋งแล้ว ข้าพเจ้าจะคิดจับตัวให้จงได้ ใต้อ๋องถามว่าเจ้ามีสะติปัญญาความคิดอย่างไรจึงจะสามารถจับพระถังซัมจั๋งได้ ปิศาจน้อยตนนั้นจึงชี้แจงว่า ข้าพเจ้ามีกลอุบายอยู่ประการหนึ่งเรียกว่า ปุนเปียนบ้วนฮวยเก๋ย ปิศาจใต้อ๋องถามว่าแปลว่ากะไรจึงเรียกปุนเปียนบ้วยฮวยเก๋ย ปิศาจไต้อ๋องถามว่าแปลว่ากะไรจึงเรียก ปุนเปียนบ้วยฮวยเก๋ย ปิศาจน้อยตอบว่า ในหมู่บริวารของเรานี้ เรียกมาให้พร้อมกันแล้วเลือกคัดเอาสักสามคน ให้เข้าใจในการแปลงกายได้ แปลงปลอมให้เหมือนรูปใต้อ๋องทั้งสามคนแล้ว ถือสากเหล็กทั้งสามคน ไปคอยดักอยู่ตามทางให้คอยเข้ารบกับเห้งเจียคนหนึ่ง รบกับโป๊ยก่ายคนหนึ่ง รบกับซัวเจ๋งคนหนึ่ง สามคนแยกกันรบกับพี่น้องให้ออกคนละต่างหากกันแล้ว ฝ่ายใต้อ๋องอยู่กลางอากาศเอื้อมมือลงมาจับเอาถังซัมจั๋งไปจะยากอะไร เปรียบเหมือนล้วงของในถุงฉนั้น ปิศาจใต้อ๋องได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี พูดว่าความคิดอันนี้ดีจริง ถ้าจับถังซัมจั๋งได้เราจะตั้งให้เปนเซียนฮ่องแม่ทัพน่า จึงสั่งให้ประชุมพวกบริวารในถ้ำมาพร้อมกัน คัดเลือกได้สามคนในการที่เปลี่ยนแปลงกายได้ จึงให้แปลงเปนใต้อ๋องถือสากเหล็กทั้งสามคน ให้ไปคอยดักซุ่มอยู่ตามทางเสร็จแล้ว

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งจิตร์ใจก็ไสยบริสุทธิ์เดินตามหลังโป๊ยก่ายขึ้นเขามา เดินมาได้สักครู่ใหญ่ก็ได้ยินเสียงร้องตวาดด้วยเสียงอันดังตรงเข้ามาจะจับตัวพระถังซัมจั๋ง เห้งเจียแลไปที่ข้างทางเขาแลเห็นจึงร้องว่า ปิศาจยักษ์มาแล้วเหตุใดไม่รีบลงมือเล่า โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็ชักคราดออกฟาดฟันปิศาจ ๆ ก็ถือสากเหล็กเข้าต่อสู้แก่โป๊ยก่าย ต่างรบกันชุลมุนอยู่ที่ข้างเนินเขา แลเห็นปิศาจอิกตนหนึ่งอยู่ในพุ่มไม้ กระโดดออกมาร้องตวาดด้วยเสียงอันดังตรงเข้าไล่จับพระถังซัมจั๋ง เห้งเจียแลเห็นจึงร้องว่าโป๊ยก่ายทำไมจึงปล่อยให้ปิศาจมาจับอาจาริย์ดังนี้เล่า เห้งเจียจึงชักตะบองออกจากหูสกัดตีปิศาจ ๆ ก็ไม่พูดจาว่ากะไร ถือสากเหล็กเข้ารบกับเห้งเจียอยู่ที่ข้างทาง เห้งเจียกำลังรบอยู่ข้างนี้ก็ได้ยินเสียงข้างหลังเขามีปิศาจออกมาสกัดจับพระถังซัมจั๋งอิกตนหนึ่ง ซัวเจ๋งเห็นดังนั้นก็ตกใจ จับพลองเหล็กออกไปสกัดไว้ ปิศาจปลอมก็เข้ารบกับซัวเจ๋งตามอุบายที่คิดกันไว้ รบกันชุลมุนวุ่นวายทั้งสามคน ปิศาจรบพลางล่อพลาง ซัวเจ๋งไล่ออกห่างพระถังซัมจั๋ง

ฝ่ายปิศาจไต้อ๋องอยู่บนอากาศ เห็นพระถังซัมจั๋งนั่งอยู่บนหลังม้าแต่ผู้เดียว จึงยื่นมือลงมาจับรวบเอาพระถังซัมจั๋งไปได้ แล้วก็รีบเหาะกลับไปยังถ้ำ แล้วก็เรียกปิศาจน้อยที่คิดอุบายให้นั้น ให้เปนเซียนฮองในทันใดนั้น

ฝ่ายปิศาจน้อยพูดถ่อมตัวว่า ข้าพเจ้าไม่สามารถจะเปนเซียนฮองได้ ปิศาจใต้อ๋องจึงพูดว่า เราได้ลั่นวาจาออกไปแล้วว่าจะตั้งให้ท่านเปนเซียนฮอง ดุจดังผ้าขาวย้อมสีดำจะกลับได้ที่ไหน พวกเจ้าจงไปจัดแจงล้างหม้อแลกะทะให้สะอาด แล้วจงต้มถังซัมจั๋งให้สุกเราจะได้สู่กันกินคนละก้อน อายุพวกเราจะได้ยืนอยู่ตั้งหมื่นปีมิได้รู้จักแก่เฒ่า ปิศาจเซียนฮองจึงห้ามว่า อันพระถังซัมจั๋งนั้น ใต้อ๋องไม่ควรกิน ปิศาจใต้อ๋องพูดว่า ก็จับมาได้แล้วเหตุไฉนจะไม่ควรกินอิกเล่า ปิศาจเซียนฮองพูดว่า ถ้าใต้อ๋องจะกินเนื้อถังซัมจั๋งแล้วต้องระวัง คือโป๊ยก่ายซัวเจ๋งไม่สู้กะไรนัก สำคัญที่สุดเพียงเห้งเจียนั้นร้ายแรงเหลือเกิน เธอรู้เข้าแล้วก็จะมารบแก่พวกเรา จะเอาตะบองเหล็กกะทุ้งยอดเขาให้ทะลุ ภูเขาก็จะแยกทะลายออกไปพวกเราก็จะไม่มีที่อาไศรย ปิศาจใต้อ๋องจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นเราจะทำประการใดดี เซียนฮองจึงพูดว่า ถ้าหากตามความคิดของข้าพเจ้านั้น ต้องเอาถังซัมจั๋งไปมัดไว้กับต้นไม้ที่ลับหลังสวน รอสักสามวันถ้าสานุศิษย์เธอไม่มาตามแล้ว เวลานั้นเราจึงค่อยเอาถังซัมจั๋งมาต้มแกงกินให้สบายใจ ปิศาจใต้อ๋องได้ฟังเซียนฮองแนะนำดังนั้นก็พลอยเห็นชอบไปด้วย จึงสั่งให้พวกบริวารเอาตัวถังซัมจั๋งไปไว้ที่หลังสวนตามความคิดของเซียนฮอง

++ฝ่ายพระถังซัมจั๋งต้องมัดธรมาอยู่กับต้นไม้ คิดขึ้นมาถึงตนก็ร้องไห้คร่ำครวญว่า สานุศิษย์เอ๋ยเจ้าทั้งสามมัวรบอยู่กับปิศาจข้างโน้น เรามาต้องรับทุกข์เวทนาอยู่ข้างนี้ วันใดจะได้พบกันอีก คิดไปดูเห็นเราจะสิ้นชีวิตร์เสียในครั้งนี้เปนแน่ กำลังร้องไห้สอึกสอื้นอยู่ดังนั้น ได้ยินเสียงคนร้องเรียกถามอยู่บนต้นไม้ว่า ท่านพระสงฆ์ท่านมาแล้วหรือ พระถังซัมจั๋งร้องถามไปว่า ท่านที่มาเรียกถามนั้นอยู่ที่ไหนคือใคร คนนั้นจึงตอบว่าข้าพเจ้าคนตัดฟืนขาย ปิศาจมันจับมามัดไว้ได้สามวันแล้ว มันจะต้มกินเนื้อข้าพเจ้าวันใดก็ยังไม่รู้ พระถังซัมจั๋งพูดว่า ถึงท่านจะตายในวันนี้ก็ไม่มีห่วง เพราะจะตายไปแก่ผู้เดียวไม่เปนห่วงอะไร แต่อาตมจะตายไม่สดวก คนตัดฟืนถามว่าท่านเปนคนบวชเรียน แลเปนสงฆ์ทำไมจะตายไม่สดวกเล่า พระถังซัมจั๋งว่า อาตมจะไปไซทีอาราธนาพระธรรม เพราะได้รับคำสั่งของพระเจ้าถังไทยจงฮ่องเต้ ให้ไปนมัศการพระพุทธเจ้ารับพระไตรยปิฎกไปทำพิธีสวดแผ่กุศล ช่วยโปรดสัตว์ในเมืองนรกที่ไม่มีญาติให้พ้นทุกข์ อาตมภาพจะเอาชีวิตร์มาทิ้งเสียดังนี้ จะมิไม่สำเร็จประโยชน์อันใหญ่หรือ พวกผีที่ตายในการข้าศึกยังมิได้ผุดเกิดนั้น จะไม่ตั้งใจคอยหรือ จะเสียการไปทั้งสิ้นจะตายสดวกที่ไหนได้เล่า คนตัดฟืนจึงพูดว่า ท่านเปนสงฆ์ก็ห่วงถึงการดังนั้นก็จริงแล้ว แต่ข้าพเจ้าก็แสนจะช้ำใจ ด้วยตั้งแต่เล็กมาบิดาก็ตาย อยู่กับมารดาก็ขัดสนจนยาก ต้องตัดฟืนขายเลี้ยงชีวิตร์ตัวกับมารดาเท่านั้น ปีนี้มารดาอายุก็แปดสิบสามแล้ว มีแต่ข้าพเจ้าผู้เดียวหาเลี้ยงมารดาอยู่ แม้ข้าพเจ้าตายเสียแล้วใครจะหาเลี้ยงต่อไปเล่า พระถังซัมจั๋งได้ฟังคนตัดฟืนก็ยิ่งมีความเศร้าโศกทวีมากขึ้นอิก จึงพูดแก่คนตัดฟืนว่า เมื่อคิดไปแล้วก็ยิ่งแสนเวทนา ท่านห่วงถึงมารดา ข้าพเจ้าห่วงถึงเจ้านายที่มีพระคุณอันยิ่ง พูดดังนั้นแล้วก็พากันร้องไห้ไม่หยุดทั้งสองคน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ