๑๖

พระถังซัมจั๋งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงชักม้าเดินตรงเข้าไปถึงประตูวัด พิจารณาดูเห็นเปนพระอารามใหญ่ พระถังซัมจั๋งลงจากม้าแล้วก็เดินเข้าไปในวัด เห็นหลวงจีนเดินออกมาสามสี่องค์ พระถังซัมจั๋งจึงยืนหยุดอยู่ข้างทางแล้ว ครั้นหลวงจีนเข้ามาใกล้พระถังซัมจั๋งจึงคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้ามาแต่เมืองถังเวลานี้ก็ค่ำแล้ว ข้าพเจ้าขออาไศรยพักค้างในวัดสักคืนหนึ่งเถิด หลวงจีนเหล่านั้นได้ฟังดังนั้นก็เชิญพระถังซัมจั๋งเข้าไปในวัด พระถังซัมจั๋งร้องบอกเห้งเจียให้จูงม้าเข้ามาข้างใน หลวงจีนเหล่านั้นเห็นเห้งเจียปลาดกว่าคนทั้งหลายจึงถามว่า คนที่จูงม้ามานั้นเปนคนอะไรข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเลย

พระถังซัมจั๋งจึงบอกว่า ท่านพูดแต่เบา ๆ ด้วยเขาเปนคนใจน้อย ถ้าได้ยินพวกท่านพูดไม่ชอบใจก็จะโกรธมุทะลุขึ้น คนนั้นหรือคือเปนสานุศิษย์ของข้าพเจ้าเอง

หลวงจีนทั้งหลายได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ทำไมท่านจึงได้หาสานุศิษย์อย่างนี้รูปร่างไม่น่าดูเลย

พระถังซัมจั๋งตอบว่าถึงรูปร่างไม่ดีก็จริง แต่ต้องการก็ใช้ได้ หลวงจีนทั้งหลายได้ฟังดังนั้นก็ยังหาได้ตอบประการใดไม่ จึงพาพระถังซัมจั๋งเดินเข้ามาถึงในโบถ

พระถังซัมจั๋งแลขึ้นไปเห็นกระดานป้ายน่าประตู จารึกอักษรใหญ่สี่ตัวว่า (กวนอิมเซียนยี่) เห็นแล้วก็เดินตามหลวงจีนเข้าไปข้างใน ครั้นถึงน่าพระประธาน ก็คุกเข่าลงกราบพระพุทธรูป หลวงจีนทั้งหลายก็ตีกลองเปนสัญญานมัศการพระ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็วิ่งเข้าฉวยไม้ไปเคาะระฆัง ครั้นพระถึงซัมจั๋งนมัศการพระแล้ว หลวงจีนก็หยุดตีกลอง แต่เห้งเจียหาหยุดตีระฆังไม่ หลวงจีนทั้งหลายจึงร้องว่าอาจาริย์ไหว้พระแล้วจงหยุดตีระฆังเถิด

เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านไม่เข้าใจบวชเปนพระได้วันหนึ่งก็เคาะระฆังทีหนึ่ง จึงจะถูกตามแบบอย่าง ว่าดังนั้นแล้วก็ตีระฆังหาหยุดไม่

หลวงจีนทั้งหลายที่อยู่ในวัดได้ยินเสียงระพังตีไม่หยุดานวายต้งพ๎ ต่างคนก็ตกใจวิ่งมาดูแล้วพูดว่าอ้ายคนปาอยู่ที่ไหนจึงมาตระพังอย่างนื้

เห้งเจียได้ยินเสียงหลวงจีนร้องพูดมาดังนั้น จึงปล่อยไม้ตีระฆังเสีย กระโดดออกมาพูดว่าไม่ใช่ใครมาตีดอก คือเราเปนตาของพวกท่านทั้งหลายมาตีระฆังเอง

หลวงจีนทั้งหลายเห็นเห้งเจียร่างน่ากลัวดังนั้น ต่างคนตกใจวิ่งหลบถลาหกล้มบ้าง ก็ร้องว่ารามสูรย์หรือยักษ์มาแล้ว

เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงร้องว่า รามสูรย์นั้นเปนหลานของเราเอง พวกท่านทั้งหลายจงลุกขึ้นเถิดอย่าวิ่งหนีไปให้ได้ความลำบากยากเหนื่อยเลย ข้าพเจ้าคืออยู่ประเทศจีนใต้ถังมาด้วยท่านอาจาริย์ถังซัมจั๋งอย่าตกใจไปเลย ไม่ทำอันตรายดอก

หลวงจีนทั้งหลายได้ฟังดังนั้นก็เหลียวไปเห็นพระถังซัมจั๋ง จึงค่อยมีสะติลุกขึ้นมาเคารพกันตามกิจแห่งหลวงจีน พระถังซัมจั๋งจึงได้ออกจากโบถมายังกุฎีใหญ่ หลวงจีนทั้งหลายจึงเชิญพระถังซัมจั๋งให้นั่งที่อันสมควรแล้วก็ยกน้ำชามาเลี้ยง

ขณะนั้นเห็นเด็กพะยุงหลวงจีนผู้เฒ่าออกมา พระถังซัมจั๋งจึงย่อตัวลงคำนับ อาจาริย์เจ้าวัดก็คำนับตอบ แล้วพูดว่าข้าพเจ้ามีความยินดีด้วยได้ยินเขาพูดกันว่าพระใต้ถังมาถึงนี่ จึงได้ออกมาคำนับแลอยากจะใคร่พบท่านว่า มาจากเมืองถึงนี้ระยะทางใกล้ไกลสักเท่าใด

พระถังซัมจั๋งจึงตอบว่า ข้าพเจ้ามาจากเมืองเชียงอานสิ้นเขตรนั้นห้าพันโยชน์กว่า จากเขาเหลียงกัยซัวต่อแดนนั้นมา ข้ามเมืองไซฮวนปิ๊ดก๊ก จนมาถึงที่นี่ประมาณสักหกพันโยชน์กว่า

อาจาริย์ผู้เฒ่าได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ระยะทางก็ไกลท่านยังอุส่าห์มาถึงนี่ อันตัวข้าพเจ้าทั้งชาติก็มิได้ออกไปข้างไหนเลยเปรียบเหมือนนั่งอยู่ในบ่อ แลเห็นแต่ฟ้าเท่านั้นเอง

พระถังซัมจั๋งจึงถามว่าพระอาจาริย์อายุเท่าใดแล้ว หลวงจีนผู้เฒ่าจึงตอบว่าอายุข้าพเจ้าได้สองร้อยเจ็ดสิบปีแล้ว

เห้งเจียนั่งอยู่ข้างริมนั้น ครั้นได้ยินเจ้าวัดบอกดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ท่านยังเปนคราวแก่หลานเหลนโหลนของเราอยู่ พระถังซัมจั๋งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ทำขึงตาไม่ให้เห้งเจียพูด เห้งเจียเห็นพระอาจาริย์ทำไนตาดังนั้นก็นิ่งอยู่มิได้พูดต่อไป

ในขณะนั้นพอเด็กศิษย์ยกถาดที่ชาซึ่งทำด้วยหยกแลถ้วยชาสำริดสามถ้วยมาวางบนโต๊ะ แล้วมีเด็กอิกคนหนึ่งยกกาปั้นทองฃาวมารินน้ำชาสามถ้าย พระผู้เฒ่าจึงเชิญพระถังซัมจั๋งให้ฉัน

พระถังซัมจั๋งแลเห็นดังนั้นจึงชมว่า ของใช้ของท่านแต่ล้วนมีราคาทั้งนั้น หลวงจีนผู้เฒ่าจึงพูดว่าสิ่งของเล็กน้อยอย่างนี้ท่านชมเสียสายตาเปล่า ๆ ไม่ปลาดอะไรนักหนา ท่านมาจากเมืองหลวงมีสิ่งของอะไรปลาดบ้าง ฃอให้ข้าพเจ้าผู้บ้านนอกชมบ้างพอเปนขวัญตา

พระถังซัมจั๋งจึงตอบว่าข้าพเจ้ามาจากเมืองหลวงก็จริง แต่มิได้เอาของอะไรมา เพราะหนทางแสนที่กันดานลุ่มดอนโขดเขาทั้งเหลือที่จะไกลมากนัก

เห้งเจียครั้นได้ฟังพระอาจาริย์พูดดังนั้น ก็ร้องบอกแก่พระถังซัมจั๋งว่า ของเรามีของวิเศษคือผ้ากาสาวะภัตร เอาออกมาอวดกับเขาบ้างไม่ได้หรือ

หลวงจีนทั้งหลายได้ยินเห้งเจียว่าดังนั้น ก็พากันหัวเราะเปนที่เย้ย เห้งเจียเห็นหลวงจีนทั้งปวงพากันหัวเราะ จึงถามว่าท่านหัวเราะอะไรกัน

หลวงจีนรูปหนึ่งบอกแก่เห้งเจียว่า ได้ยินท่านพูดว่าผ้ากาสาวะภัตรวิเศษของท่านมี หลวงจีนทั้งหลายเขาจึงพากันหัวเราะ อันผ้ากาสาวิเศษนั้นของข้าพเจ้าทั้งปวงนี้ก็มีคนละสามสี่สิบผืน แต่ของท่านอาจาริย์ใหญ่นั้นไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดร้อยผืน ซึ่งเก็บไว้เราจะให้คนยกมาให้ท่านดู พูดดังนั้นแล้วก็เรียกคนรักษาสั่งมาว่า ให้ไปเอาผ้ากาสาที่เก็บไว้ในตู้ทั้งสิบสองตู้มาที่นี่ คนใช้ก็ไปเปิดตู้ขนเอาผ้าออกมาห้อยจนเต็มราวที่น่ากุฎีใหญ่ หลวงจีนผู้เปนสมภารรองจึงเชิญให้พระถังซัมจั๋งดู

พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นจึงชมว่า ผ้ากาสาเหล่านี้งามดีทุก ๆ ผืนล้วนแต่แพรจินเจา ที่ประดับประดาต่างสีดูระยับระย้างามหาที่เปรียบมิได้

เห้งเจียแลเห็นดังนั้นก็เกิดมานะขึ้น จึงพูดว่าดีแล้ว ๆ เราจะเอาของเราออกให้ดูบ้าง พระถังซัมจั๋งเห็นอาการเห้งเจียดังนั้น จึงกระหยิบตาว่าจะเอาจีวรออกประกวดแก่เขาทำไม เราสองคนมาจากทางไกล โบราณท่านว่า อันเพ็ชร์นินจินดาของงามของดีไม่ต้องจะให้คนเห็น ถ้าจิตรไม่ดีแล้วจิตรนั้นจะเกิดความโลภขึ้นมีความหยากได้ ก็จะคิดกลอุบายกระทำร้ายแก่เราต่าง ๆ

เห้งเจียจึงพูดว่า พระอาจาริย์จงวางใจเถิด ไว้เปนธุระข้าพเจ้าเอง ว่าแล้วจึงไปเอาถุงย่ามนั้นมาแก้ออก ยกเอาห่อผ้านั้นออกมาแล้ว ก็แก้ห่อผ้านั้นออก เอาผ้ากาสาวะภัตรคลี่ขึงออกให้หลวงจีนทั้งหลายดู หลวงจีนทั้งหลายเหล่านั้น ต่างพิจารณาดูผ้ากาสาวะภัตร เห็นเปนรัศมีสว่างไปทั้งกุฎีดูปลาดอรรศจรรย์งามหาที่เปรียบมิได้ ต่างออกปากร้องชมกนออกแซ่ไปว่า งามหาที่เปรีนบมิได้ เปนบุญตาของพวกเราจึงได้มาเห็นของวิเศษอย่างนี้

ฝ่ายสมภารผู้เฒ่า เมื่อได้เห็นดังนั้นก็บังเกิดจิตรโลภขึ้นในทันใดนั้น จึงลุกจากที่นั่งมายืนตรงหน้าพระถังซัมจั๋ง คำนับแล้วคุกเข่าลงพนมมือร้องไห้พูดว่า ข้าพเจ้าไม่มีนิไสยแต่ชาติก่อนจึงมิได้พบของวิเศษอย่างนี้ มาบัดนี้ได้เห็นของวิเศษอันปลาด ขอโอกาศให้ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด

พระถังซัมจั๋งจึงประคองตัวหลวงจีนผู้เฒ่าขึ้นแล้ว ถามว่าท่านอาจาริย์จะมีกิจธุระพูดอะไรหรือ

หลวงจีนผู้เฒ่าจึงพูดว่า อันผ้ากาสาวะภัตรของท่านเอาออกให้ข้าพเจ้าดู เวลาก็จวนจะค่ำอยู่แล้ว ไนตาข้าพเจ้าก็มืดนักจะดูก็ไม่เห็นทั่วทั้งผืน ข้าพเจ้ามีความเสียใจนัก ถ้าแม้ท่านมีจิตรกรุณาแก่ข้าพเจ้าแล้วขอให้ข้าพเจ้ายืมไปในห้องดูสักคืนหนึ่งเถิด พรุ่งนี้จะส่งคืนไม่ทราบว่าท่านจะกรุณาหรือไม่

พระถังซัมจั๋งได้ยินดังนั้นในใจให้หวาดเสียวแล้วกลับคิดแค้นเห้งเจีย จึงหันหน้ามาพูดว่า เหตุนี้เปนเพราะเจ้าเองจึงได้เกิดความอย่างนี้ขึ้น

เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วตอบพระอาจาริย์ว่า พระอาจาริย์วิตกอะไรจงให้เอาไปเถิด ถ้าเปนเหตุประการใดแล้ว ข้าพเจ้าจะรับประกันเอง เห้งเจียพูดดังนั้นแล้ว ก็หยิบผ้ากาสาวะภัตรนั้นส่งให้หลวงจีนผู้เฒ่าไป หลวงจีนผู้เฒ่ามีความยินดีเปนที่สุด รับเอาผ้ามาแล้วจึงสั่งให้หลวงจีนทั้งปวงจัดกุฎีให้พระถังซัมจั๋งอยู่ข้างนอก ครั้นสั่งเสร็จแล้วก็ถือผ้ากาสาวะภัตรเดินเข้าไปยังห้องข้างใน

ฝ่ายหลวงจีนลูกวัดก็พาพระถังซัมจั๋งไปยังศาลาที่พัก จัดแจงห้องแลของเครื่องใช้สอยให้พระถังซัมจั๋งแล้วก็ลากลับไป

ฝ่ายเห้งเจียครั้นหลวงจีนทั้งหลายพากันกลับไปแล้ว ก็เอาผ้ามาผูกทอดหญ้าฟางไว้เสร็จแล้ว ยกหาบมาวางไว้ในห้อง จัดแจงที่นอนให้อาจาริย์แล้วก็ปิดประตูลั่นกลอน อาจาริย์กับศิษย์เหนื่อยมาก็นอนหลับไป

ฝ่ายหลวงจีนผู้เฒ่าได้จีวรวิเศษไปแล้ว ก็เข้าห้องจุดตะเกียงคลี่ผ้ากาสาวะภัตรออกดูโดยละเอียด จึงคิดว่าของสิ่งนี้เปนของวิเศษยากที่ผู้ใดจะหาได้ ถึงเราอยากได้ก็เห็นจะไม่สมประสงค์ ทำอย่างไรดีหนอจึงจะได้ผ้านี้เปนของเรา ยิ่งนึกไปก็ไม่เห็นท่าทางที่จะคิดฉ้อโกงเอาได้ ลงจนใจก็ลงสิ้นแต้มร้องไห้สอึกสอื้นอยู่ ฝ่ายหลวงจีนทั้งหลายได้ยินเสียงร้องไห้ดังนั้นก็พากันเข้าไปดู เห็นท่านเจ้าวัดร้องไห้อยู่ดังนั้นจึงถามว่า เหตุใดท่านจึงได้ร้องไห้ดังนี้ อาจาริย์ผู้เฒ่าจึงบอกว่าตัวข้าไม่มีนิไสยที่จะดูผ้ากาสาวะภัตรอันนี้ของพระถังซัมจั๋งแล้ว

ศิษย์ทั้งหลายจึงพูดแนะนำว่า ผ้ากาสาวะภัตรอยู่กับมือแล้วมิใช่หรือ ทำไมจึงต้องร้องไห้ดังนั้น

อาจาริย์ผู้เฒ่าจึงพูดว่า ถึงดูได้ก็จริงแต่มิได้ไว้ชม เหตุฉนี้ข้าจึงเสียใจนัก อายุข้านี้ก็ได้สองร้อยเจ็ดสิบแล้วได้เก็บเอาผ้าเหล่านั้นไว้เปนหลายร้อยก็ไม่เห็นมีประ โยชน์อะไร ผ้ากาสาวะภัตรผืนนี้หากจะได้ครองวันหนึ่งแล้วก็ตายก็ยังเปนที่พอใจอยู่

หลวงจีนศิษย์ทั้งหลายจึงพูดว่า แม้ท่านปราถนาจะใคร่ครองดูก็จะไม่ยากอะไร จงชักชวนให้หลวงจีนถังซัมจั๋งรอหยุดพักอยู่อีกสักวันสองวันก็ได้ ท่านอาจาริย์คงจะได้ครองจีวรตามประสงค์ จะมาทุกข์ร้อนอะไรให้ป่วยการเสียเปล่า ๆ

หลวงจีนผู้เฒ่าว่าถึงอยู่สักปีหนึ่ง ถ้าเขาจะไปก็ต้องคืนให้เขา จะเอาของเขาไว้อย่างไรได้

ขณะนั้นยังมีเถรโค่งรูปหนึ่งชื่อกวั๊งตี๊จึงพูดว่า ถ้าอยากจะได้ผ้ากาสาวะภัตรไว้เปนของเราให้ยืดยาวนั้นจะยากอะไร ไม่เห็นจะต้องวิตกเลย

อาจาริย์ผู้เฒ่าได้ยินดังนั้นก็ดีใจเปนอันมาก จึงถามว่าหลานเห็นอย่างไรหรือ เถรโค่งตอบว่า พระถังซัมจั๋งเปนคนเดินทางมาเหน็จเหนื่อยมาก บัดนี้ก็หลับสนิทแล้ว พวกเราหลายคนด้วยกัน พร้อมมือช่วยกันงัดกลอนเปิดประตูเข้าไปจับคนทั้งสองฆ่าเสีย แล้วม้ากับของในหาบ แลผ้ากาสาวะภัตรก็จะตกอยู่ในมือเรา อย่างนี้จะไม่ยืดยาวหรือ

อาจาริย์ผู้เฒ่าได้ยินดังนั้น ก็มีความยินดีเปนที่สุด เอาผ้าเช็ดน้ำตาแล้วพูดว่าดีแล้วคิดอุบายอย่างนี้ จึงสั่งให้กวั๊งตี๊จัดแจงเตรียมอาวุธ

ยังมีเณรโค่งอีกองค์หนึ่งชื่อกวั๊งบู๊ เห็นกวั๊งตี๊จัดแจงอาวุธวุ่นวาย จึงมาพูดแก่อาจาริย์ว่า ซึ่งคิดจะฆ่าเขานั้นต้องดูให้แนบเนียน คนที่เปนอาจาริย์นั้นไม่สู้กระไร วิตกแต่อ้ายคนหน้าขนที่เปนสานุศิษย์ ดูเหมือนหากเราทั้งร้อยคนก็จะสู้มันไม่ได้ อุบายอย่างนี้เห็นจะไม่สู้ดี ถ้าไม่สำเร็จซ้ำจะเกิดไภยแก่พวกเรา ข้าพเจ้ามีอุบายอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ต้องถึงใช้อาวุธก็ได้

อาจาริย์ผู้เฒ่าจึงถามว่า อุบายของเจ้านั้นอย่างไร ขอให้ชี้แจงให้เราฟัง

กวั๊งบู๊จึงบอกว่า ความเห็นของข้าพเจ้านั้น ให้พวกเราเก็บไม้แห้งที่เปนเชื้อไฟให้มาก เอามาสุมไฟเผากุฎีที่คนทั้งสองนอนอยู่ทั้งคนทั้งม้าก็จะเปนจุลไปหมด ถึงพวกชาวบ้านเขาเห็นเขาก็คงเข้าใจว่าผู้ที่มาอาไศรยทำไฟให้ติดขึ้นไหม้กุฎีแลไหม้ตัวเอง ความก็จะไม่อื้อฉาวเงียบสูญไป ผ้ากาสาวะภัตรก็จะตกอยู่แก่เราจะไปไหนเสีย ข้าพเจ้าคิดอย่างนี้จะเห็นดีด้วยหรือไม่ อาจาริย์เจ้าวัดได้ยินดังนั้นก็ตบมือหัวเราะก๊าก ๆ แล้วชมว่าความคิดของเจ้าดีแท้ เออ อย่างนั้นซิกาสาวะภัตรจะได้เปนของเราได้ยืดยาว ว่าแล้วก็สั่งสานุศิษย์ที่ร่วมใจให้รู้ทั่วทุกคน

ฝ่ายสานุศิษย์ทั้งหลาย ต่างคนต่างก็เตรียมตัวคอยท่าอยู่ ได้เวลาก็จะเอาไฟเผากุฎีตามที่คิดกันไว้

ฝ่ายเห้งเจียจิตรใจเปนกายสิทธิ์ ผิดกว่าธรรมดามนุษย์แลสัตว์ทั้งหลายทั่วโลกย์ ถึงจะนอนหูก็ไวรู้สึกได้ง่าย ทั้งเปนธรรมดาของวานรทั้งหลายหูไวเปนที่สุด ทั้งพระถังซัมจั๋งก็นับเนื่องเข้าในพระโพธิสัตว์แลเปนผู้ประกอบด้วยบุญญาภิสังขารมาก ย่อมมีธรรมรักษาอยู่เสมอ

เวลานั้นเห้งเจียกำลังนอน ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบอยู่ข้างนอกก็มีความสงไสยเปนอันมาก ผุดลุกขึ้นจะเปิดประตูออกไปดู ก็กลัวอาจาริย์จะตกใจ จึงสำร่วมจิตร่ายพระเวทแปลงกายเปนแมลงผึ้งบินลอดออกมาทางช่องน่าต่าง ก็แลเห็นหลวงจีนทั้งหลายกำลังพากันขนเอาไม้แห้งแลฟางฝอยมากองรอบกุฎี สังเกตดูคงจะเอาไฟเผาคลอกเรากับอาจาริย์เปนแน่ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะแต่ในใจนึกว่าไม่ผิดคำพระอาจาริย์ที่พูดไว้เลย หลวงจีนเหล่านี้มันคิดอุบายจะเผาเรา เพราะมันอยากได้ผ้ากาสาวะภัตรของอาจาริย์เท่านั้น มันจึงได้คิดร้ายอย่างนี้ ถ้าเราจะตีก็จะตายเสียทั้งสิ้นแต่วิตกว่าพระอาจาริย์จะว่าเราดุร้าย อย่าเลยเราจะต้องเอากลซ้อนกลเห็นจะดี คิดดังนั้นแล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นไปยังประตูสวรรค์น่ำทีหมึง ครั้นถึงจึงเดินเข้าไปในหมู่เทวดาที่ประตูสวรรค์อยู่นั้น เทวดาทั้งหลายเหล่านั้นพากันตกใจร้องบอกกันวุ่นวายว่า ให้รีบหนีโดยเร็วเถิด ครั้งก่อนก็ได้มาทำวุ่นวายให้พวกเราเดือดร้อนทีหนึ่งแล้ว บัดนี้ก็มาอิกแล้ว พวกเทวดาเหล่านั้นพากันตื่นวิ่งหนีกระจายไป

เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงโบกมือห้าม แล้วร้องว่าท่านทั้งหลายอย่ากลัวเลย ข้าพเจ้าจะมาหาท่านกวั๊งหมุดทีอ๋องดอก หาได้มาคิดทำร้ายแก่ท่านทั้งหลาย กำลังเห้งเจียพูดยังไม่ทันจะขาดคำลงก็พอกวั๊งหมุดทีอ๋องก็เดินออกมา เห้งเจียแลเห็นกวั๊งหมุดทีอ๋องก็คำนับแล้วพูดว่า บัดนี้พระถังซัมจั๋งเดินทางมาพักนอนที่ในวัด หลวงจีนใจร้ายจะเอาไฟคลอกเผาเสียให้ตาย การก็จวนเต็มทีแล้ว ข้าพเจ้ามาทั้งนี้ ปราถนาจะยืมลูกบังไฟไปช่วยพระถังซัมจั๋งสักครั้งหนึ่ง ถ้าการสำเร็จแล้วจะเอากลับมาคืนส่งให้โดยเร็ว

กวั๊งหมุดทีอ๋องได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นจึงกลับถามว่า ถ้าคนร้ายจะเอาไฟคลอกชอบแต่จะเอาน้ำแก้ จึงจะต้องด้วยแบบแผน ทำไมท่านจะเอาลูกบังไฟไปทำไมเล่า

เห้งเจียจึงชี้แจงว่า ท่านหาทราบในความคิดของข้าพเจ้าไม่ คือถ้าเอาน้ำช่วยไฟก็จะไม่ติดขึ้นได้ พวกคนร้ายก็จะไม่สมความคิด ข้าพเจ้าปราถนาจะให้พวกคนร้ายเขาสมความคิดของเขา ข้าพเจ้าจึงมายืมลูกไฟไปช่วยแต่พระถังซัมจั๋งองค์เดียวเท่านั้น นอกนั้นตามแต่เขาจะเผากันให้ไหม้อย่างไร ก็ตามแต่ยะถากรรมของเขาเถิด ขอท่านได้รีบให้ข้าพเจ้าโดยเร็วเถิด ถ้าช้าอยู่ก็จะเสียการ

กวั๊งหมุดทีอ๋องได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วนึกว่าวานรตัวนี้มีความคิดจะเอาแต่ตัวรอดไม่เอาธุระของใคร คิดดังนั้นแล้ว กวั๊งหมุดทีอ๋องก็หยิบลูกบังไฟส่งให้ แล้วกำชับว่า ถ้าเสร็จธุระแล้วจงรีบเอามาส่ง

เห้งเจียรับลูกบังไฟแล้วมีความยินดีคำนับลากวั๊งหมุดทีอ๋อง รีบออกจากประตูสวรรค์เหาะกลับมาลงยังวัด ครั้นถึงเห้งเจียจึงเอาลูกบังไฟ คลี่ออกคลุมกุฎีที่พระถังซัมจั๋งนอนกับทั้งม้าแลหาบเสบียงอาหารเสร็จแล้ว เห้งเจียก็ออกไปที่หลังกุฎีใหญ่ที่อาจาริย์ผู้เฒ่าใจร้ายอยู่นั้น นั่งแอบคอยระวังผ้ากาสาวะภัตร แลคอยดูหลวงจีนใจร้ายจะลงมือทำการเมื่อไร ก็จะประสมเข้าทำด้วย

ฝ่ายหลวงจีนทั้งหลายเมื่อเห็นได้เวลาสมควรแล้ว จึงเอาไฟมาจุดฟางที่ใต้ถุนกุฎีพระถังซัมจั๋งกับเห้งเจียนอนอยู่นั้น ให้ลุกขึ้นไฟโพลงโดยรวดเร็ว เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็ร่ายพระคาถาเรียกลมเป่าประสมซ้ำช่วย ไฟก็ยิ่งลุกพลุ่งโพลงเลยไปติดกุฎีแลที่ใกล้เคียงต่อ ๆ ไปอีกเปนอันมาก ฝ่ายหลวงจีนทั้งหลายเมื่อเห็นดังนั้นก็พากันตกใจ ต่างวุ่นวายไปทั้งวัด ช่วยกันหามตู้แลหีบขนของเครื่องใช้ร้องเรียกกันเสียงอึกกะทึกไปทั้งวัด ในเวลานั้นไฟก็ยิ่งลุกออกแดงไปในท้องอากาศก็สว่างไปจนถึงถ้ำปิศาจยักษ์

ในที่ใกล้นั้นมีปิศาจตนหนึ่ง อยู่ทางทิศอาคะเณ มีภูเขาหนึ่งเรียกว่า เขาเฮ๊กฮองซัว มีถ้ำ ๆ หนึ่งเรียกว่าเฮ๊กฮองต๋อง เวลาเมื่อไฟไหม้วัดนั้น แสงไฟถ่อไปถึงถ้ำเฮ๊กฮองต๋อง ปิศาจยักษ์นอนอยู่ในถ้ำ พลิกกลับตัวหันหน้าออกมาทางปากถ้ำ ได้ยินเสียงลมพะยุห์หวั่นไหว แลไปดูเห็นแสงไฟสว่างส่องมาถึงน่าถ้ำ ก็ตกใจลุกขึ้นเดินออกมาดู เห็นไฟไหม้สว่างอยู่ข้างทิศอุดร ก็นึกว่าเห็นไฟจะไหม้ที่วัดกวนอิมเซียนอื๊อแน่แล้ว จำเราจะต้องไปช่วยดับไฟจึงจะชอบ คิดแล้วก็รีบเหาะมายังวัด ครั้นถึงก็พิจารณาดูเห็นกุฎีใหญ่นั้นไฟหาไหม้ไม่ แลข้างหลังกุฎีใหญ่มีคนนั่งภาวะนาเรียกลมอยู่ เมื่อปิศาจยักษ์เห็นดังนั้น จึงร่ายมนต์กำบังตัวลอยลงแอบเข้าไปในกุฎีใหญ่ เห็นมีห่อผ้าแพรวางอยู่บนโต๊ะมีรัศมีสว่างออกมาเปนสีแสงต่าง ๆ ก็นึกอรรศจรรย์ใจยิ่งนัก จึงเดินเข้าไปใกล้หยิบห่อผ้าแก้ออกดู ก็เห็นผ้ากาสาวะภัตรวิเศษงามยากที่จะหาสิ่งใดมาเปรียบได้ มีความยินดียิ่งนัก เดิมคิดจะมาช่วยดับไฟ ครั้นมาเห็นผ้ากาสาวะภัตรเข้า จิตรก็กลับไม่คิดที่จะช่วยดับไฟ จึงหยิบเอาผ้ากาสาวะภัตรนั้นได้แล้ว ก็ออกจากห้องกุฎีเหาะกลับไปยังถ้ำที่อยู่ของตนตามเดิม

ครั้นไฟโซมลงแล้ว ฝ่ายหลวงจีนทั้งหลายในวัดนั้นต่างคนต่างร้องไห้ด้วยความเสียดายเข้าของที่ไหม้ไฟหมดด้วยกันทุก ๆ คน เปนที่น่าสังเวชยิ่งนัก สมด้วยคำบูราณท่านกล่าวไว้ว่า (ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นกลับมาลงตัวเห็นทันตา)

ฝ่ายเห้งเจียเห็นไฟโซมลงแล้ว จึงเปิดลูกบังไฟนั้นออกจากกุฎีที่พระถังซัมจั๋งอยู่ ก็รีบเหาะไปยังสวรรค์เอาลูกบังไฟไปส่งกวั๊งหมุดทีอ๋อง แล้วก็รีบเหาะกลับลงมาก็พอสว่าง จึงคิดเห็นว่าพระอาจาริย์ถังซัมจั๋งยังไม่ตื่น จึงแปลงกายเปนแมลงผึ้งบินลอดเข้าไปในช่องหน้าต่าง ครั้นเข้าไปแล้วก็กลายเปนรูปเดิมเดินเข้ามาปลุกพระอาจาริย์

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งเมื่อรู้สึกแล้ว ลุกขึ้นครองผ้าเปิดประตูเดินออกมาแลไปทั้งสี่ทิศ ไม่เห็นห้องหอแลกุฎีศาลา เห็นแต่กำแพงพังทลายไฟไหม้เปนเถ้าถ่านไปหมดสิ้น ครั้นเห็นดังนั้นแล้วก็มีความตกใจจึงถามเห้งเจียว่า นี่เปนด้วยเหตุผลประการใด

เห้งเจียจึงแกล้งตอบว่า พระอาจาริย์เห็นจะนอนฝันไปดอกกระมัง เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าหนีไฟแทบจะไม่พ้นเสียแล้ว

พระถังซัมจั๋งยิ่งมีความฉงน จึงถามว่าทำไมอาตมภาพจึงไม่รู้เล่า เห้งเจียจึงพูดว่าข้าพเจ้าคอยแต่ระวังรักษาแต่กุฎีที่เราอยู่ จะปลุกพระอาจาย์ก็กลัวจะตกใจ

พระถังซัมจั๋งพูดว่าทำไมจึงไม่ช่วยรักษาที่อื่นบ้างเล่า เห้งเจียว่าข้าพเจ้าจะบอกให้พระอาจาริย์ทราบ ที่เกิดเหตุขึ้นทั้งนี้นั้น ก็เหมือนดังคำที่พระอาจาริย์ว่าเมื่อวานนี้ เพราะพวกหลวงจีนเหล่านี้คิดอยากจะได้ผ้ากาสาวะภัตรของเรา จึงได้คิดจะเอาไฟเผาเราให้ตายเสีย ถ้าเราตายเสียแล้ว ผ้าจะได้ตกอยู่แก่เขา นี่หากว่าข้าพเจ้ารู้สึกเสียก่อนแล้ว จึงมิได้เปนอันตราย หาไม่ป่านนี้ก็จะเหลือแต่กระดูก ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าพวกนี้หามีหิริโอตับปะไม่ ข้าพเจ้าจึงไม่ช่วย เลยซ้ำเรียกลมมาให้พัดส่งใหญ่ไฟจึงได้ลุกลามมากมายไปดังนี้ เพื่อให้สมน้ำหน้าแลพอใจของพวกคนพาลที่มุ่งร้ายหมายจะทำแก่เรา

พระถังซัมจั๋งพูดว่า ธรรมดาไฟจะต้องเอาน้ำดับจึงจะชอบ นี่ท่านกลับเอาลมมาประสมดังนี้จะควรหรือ

เห้งเจียว่า คำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า (ตัวเปนคนอย่าคิดร้ายแก่เสือ เสือก็อย่าคิดร้ายแก่คน) ถ้าเขาไม่ใช้ไฟเราก็ไม่เรียกลม เห้งเจียพูดแล้วก็หัวเราะ

พระถังซัมจั๋งจึงพูดว่า ถ้าดังนั้นผ้ากาสาวะภัตรจะมิไหม้ไฟเสียแล้วหรือ เห้งเจียว่าเห็นจะไม่เปนไร ด้วยผ้ากาสาวะภัตรอยู่ที่กุฎีใหญ่ไฟมิได้ไหม้ไปถึงได้ จำเราจะไปทวงเอาผ้ากาสาวะภัตรของเราเถิด พระถังซัมจั๋งจึงจูงม้าเดินมายังกุฎีใหญ่ เห้งเจียยกหาบใส่บ่าเดินตามมา

เวลานั้นหลวงจีนทั้งหลายกำลังนั่งคร่ำครวนทุกข์ร้อนอยู่ พอแลเห็นพระถังซัมจั๋งกับศิษย์เดินตามกันมา ต่างคนก็ตกใจสำคัญว่าปิศาจคนทั้งสองที่ไฟไหม้ตายมาทวงชีวิตร ต่างคนก็คุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่าขอท่านได้โปรดเถิด คนที่คิดร้ายต่อท่านนั้น หาใช่พวกข้าพเจ้าไม่ ท่านอย่ามาทวงเอาชีวิตรแก่ข้าพเจ้าเลย

เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงตวาดว่า พวกเดรฉานไม่รู้จักคน พวกเจ้าจะต้องถึงแก่ความตาย นึ่ใครมาทวงชีวิตรแก่พวกเจ้าเล่า จงรีบไปเอาผ้ากาสาวะภัตรนั้นมาให้โดยเร็วเราจะได้ไป

ขณะนั้นหลวงจีนทั้งหลายพากันตลึงไปหมดไม่รู้ที่ว่าจะตอบประการใด มีหลวงจีนสองรูปเปนคนใจกล้าจึงถามว่า เมื่อคืนนี้ท่านพักนอนอยู่ในกุฎี ไฟไหม้ตายแล้วยังมาทวงจะเอาผ้ากาสาวะภัตรดังคนเปนฉนี้ผีหรือคน เรามีความสงไสยอยู่

เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าไฟที่ไหนไม่เห็นไหม้ตัวเรา จงพากันไปดูที่กุฎีนั้นซี ไฟไหม้หรือไม่ไหม้จะได้รู้แน่

พวกหลวงจีนเหล่านั้นก็พากันออกไปดูที่กุฎี ก็เห็นกุฎีนั้นยังดีอยู่มิได้ไหม้เกรียมหรือไหม้อะไรสักนิดหนึ่ง ครั้นเห็นดังนั้นแล้ว ต่างคนก็ครั่นคร้ามเกรงกลัวแล้วมาคิดเห็นว่า พระถังซัมจั๋งกับเห้งเจียนี้เห็นจะเปนผู้วิเศษสำเร็จแล้ว จึงมีอะภินิหารโดยเปนผู้รักษาธรรมอันบริสุทธิ์ จึงหาเปนอันตรายไม่ คิดเห็นดังนั้นแล้ว จึงพากันเข้ามาในกุฎีใหญ่จะบอกความแก่ท่านผู้เฒ่า

ขณะนั้นอาจาริย์ผู้เฒ่ากำลังคร่ำครวนเปนทุกข์อยู่ ด้วยหาผ้ากาสาวะภัตรไม่เห็นทั้งไฟก็ไหม้วัดวาอารามหมดสิ้น พอได้ยินหลวงจีนลูกวัดมาพูดดังนั้น ก็ไม่รู้ที่จะคิดประการใด ในจิตรใจให้หมกมุ่นเพราะกระทำการไม่ตลอด จึงลุกเดินเข้าไปข้างในเอาศีศะกะแทกเข้ากับฝาผนัง จนศีศะแตกถึงแก่ความตายจึงมีคำกลางกล่าวว่า (หลวงตาเฒ่าคิดมิดีกอบไปด้วยความโลภ คิดเอาไฟเผาท่านท่านก็ไม่เปนอันตราย ตัวกลับต้องมาถึงแก่ความตายก็เพราะโลภะเจตนา) ดังนี้และ

ฝ่ายหลวงจีนทั้งหลายเห็นพระอาจาริย์ผู้เฒ่าฆ่าตัวตายดังนั้น ต่างคนต่างก็ร้องไห้ กลับออกมาบอกพระถังซัมจั๋งแลเห้งเจียว่า พระอาจาริย์ผู้เฒ่าเอาศีศะโดนฝาตายเสียแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายค้นหาผ้ากาสาวะภัตรก็ไม่พบไม่เห็น แล้วแต่ท่านจะมีความกรุณาแก่พวกข้าพเจ้าเถิด

เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธเปนกำลัง ตวาดด้วยเสียงเปนอันดังดุจฟ้าผ่าว่า พวกเจ้าเหล่านี้เอาไปซ่อนเสียเปนมั่นคง ว่าแล้วก็เรียกหลวงจีนมาทุกคน เห้งเจียค้นหาโดยละเอียดก็ไม่พบเห็น แล้วจึงเดินไปเที่ยวค้นทุกหีบทุกตู้ก็มิได้เห็น พระถังซัมจั๋งมีความโทมนัศแลแค้นเห้งเจียเปนที่สุด

เห้งเจียเห็นพระอาจาริย์โกรธจึงพูดว่า พระอาจาริย์อย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าคงจะสืบเสาะหาเอามาให้จงได้ เห้งเจียกระโดดมาฉวยไม้กระบองเหล็กออกจากหูไล่ตีหลวงจีนเหล่านั้น

พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นจึงร้องห้ามเห้งเจียว่า อย่าทำวุ่นวาย จงไปตรวจถามดูจะตกหล่นอยู่ที่ไหนบ้างดอกกระมัง ด้วยเกิดฟืนไฟไหม้ลนอย่างนี้

เห้งเจียได้ฟังพระอาจาริย์ร้องห้ามดังนั้นก็หยุดอยู่ หลวงจีนทั้งหลายจึงคำนับแล้วพูดว่าข้าพเจ้าทั้งหลายมิได้รู้เห็นด้วยเลย เหตุการทั้งนี้เพราะตาผีเฒ่าอยากได้ผ้ากาสาวะภัตรของท่าน จึงได้คิดอุบายหวังจะฆ่าท่าน ข้าพเจ้าทั้งหลายก็หาได้ทราบไม่ ข้าพเจ้าทั้งหลายมัวสาละวนดับไฟแลขนของอยู่ ผ้ากาสาวะภัตรนั้นจะตกไปอยู่แห่งใดก็หาทราบไม่

เห้งเจียได้ฟังหลวงจีนพูดดังนั้นก็ยิ่งมีความโกรธมากขึ้น จึงเดินเข้าไปในกุฎีใหญ่ที่ห้องสมภารตายอยู่นั้น ค้นดูทั่วก็มิได้พบเห็นผ้ากาสาวะภัตร จึงใช้ให้หลวงจีนเหล่านั้นขุดดินใต้กุฎิขึ้นหาดูจนทั่วไปก็มิได้พบเห็น ซึ่งจะเข้าใจว่าไฟไหม้เสียแล้วก็หาชอบไม่ จึงถามหลวงจีนทั้งหลายเหล่านั้นว่า ที่ในบริเวรใกล้เคียงเหล่านี้มียักษ์แลปิศาจอสุรกายปรากฎอยู่บ้างหรือไม่ จึงสมภารรองผู้หนึ่งบอกว่า ทางข้างทิศอาคะเณนี้มีภูเขาหนึ่งเรียกว่าเฮกฮองซัว มีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่งเรียกว่าเฮกฮองต๋อง มีปิศาจยักษ์อยู่ตนหนึ่งชอบอัธยาไสยแก่สมภารที่ตายเคยไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ ๆ

เห้งเจียถามว่าอยู่ใกล้หรือไกล สมภารรองบอกว่าไม่สู้ไกลนักประมาณห้าสิบเส้น เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดแก่พระอาจาริย์ว่า จงวางใจเสียเถิดไม่ต้องสงไสยเลย คือปิศาจยักษ์นี้เองมันดอดมาขะโมยเอาไปเปนแน่แล้ว ข้าพเจ้าจะไปค้นหาดู พูดดังนั้นแล้วจึงเรียกหลวงจีนทั้งหลายเหล่านั้นมาพร้อมกันแล้วจึงสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงระวังรักษาพระอาจาริย์ของเราไว้ให้ดี แลจงระวังดูม้าของเราไว้ด้วย แม้มีเหตุการอันตรายแต่อย่างใดแล้ว เราจะตีด้วยกระบองเหล็กนี้ให้หัวแลตัวเจ้าแหลกละเอียดไปทั้งนั้น เห้งเจียพูดสั่งหลวงจีนเหล่านั้นแล้ว จึงแกว่งกระบองเหล็กตีซ้ายป่ายขวาด้วยกำลังอิทธิฤทธิ์ กำแพงแลอิฐปูนเหล่านั้นพังทะลายลงไปหมด หลวงจีนทั้งหลายได้เห็นดังนั้น ก็ยิ่งมีความกลัวจนตัวงอลีบลงคุกเข่าคำนับแล้วก็พูดว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายจะระวังรักษาพระอาจาริย์ตามท่านสั่ง มิให้เปนอันตรายได้

เห้งเจียครั้นได้ฟังหลวงจีนทั้งหลายรับปะฏิญาณดังนั้น แล้วก็มีความยินดีจึงจัดแจงแต่งตัวมั่นคง แล้วก็รีบเหาะไปยังเขาเฮกฮองซัว

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ