๕๖

เดินพลางชมพลางตามแนวป่า แลไปก็เห็นภูเขาสูงก็พากันเดินข้ามเขาไปทางทิศตวันตก เปนเนินลาศเสมอ โป๊ยก่ายจะแผลงฤทธิ์ก็ส่งหาบให้ซัวเจ๋งหาบ โป๊ยก่ายก็เอาคราดไล่ม้าให้วิ่ง เห้งเจียถามว่านั่นจะทำอะไรกัน โป๊ยก่ายว่าเวลาก็จวนจะค่ำ ตั้งแต่ขึ้นเขาเดินมาก็เกือบวันหนึ่งแล้ว ในท้องก็หิวโหยวุ่นวาย ข้าพเจ้าจะใคร่หาบ้านคนจะได้บิณฑบาตเข้ากินสักมื้อหนึ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นพี่จะไล่ม้านั้นให้ไปเร็ว ๆ ว่าแล้วเห้งเจียก็ชักตะบองออกเดินมาใกล้ม้าเอาตะบองแกว่งหมุนทีหนึ่ง ม้าก็วิ่งดุจลูกเกาทัณ ถามว่าม้าทำไมกลัวเห้งเจียไม่กลัวโป๊ยก่ายนั้นเปนอย่างไร มีคำตอบว่า เห้งเจียแต่ก่อนเมื่ออยู่บนสวรรค์เคยเลี้ยงม้าปราบเสียออกเข็ดฝีมือ อาไศรยเหตุนี้มาจนทุกวันนี้ม้าก็ต้องย่อมกลัววานรทุกตัวไป

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งอยู่บนหลังม้ายอไม่หยุดไม่รู้แห่งที่จะทำประการใด ก็จับบังเหียนรั้งกดลงกับอานปล่อยวิ่งไปตามวิไสย ประมาณทางสักสองร้อยเส้นจึงค่อย ๆ เดิน เมื่อกำลังเดินมาได้ยินเสียงม้าฬ่อเสียงคนร้องกู่ข้างทางคะเนเสียงสักสามสี่สิบคน แลไปก็เห็นคนเดินออกมา มือถืออาวุธทุก ๆ คนออกสกัดหน้าพระถังซัมจั๋งแล้วถามว่าพระสงฆ์นั้นจะไปข้างไหน พระถังซัมจั๋งให้อกสั่นขวัญหาย นั่งไม่อยู่พลัดตกจากหลังม้าลงมา ลุกขึ้นยืนข้างทางร้องว่าท่านใต้อ๋องยกชีวิตรให้ข้าพเจ้าเถิด

ฝ่ายหัวหน้าโจรสองคนพูดว่า เราไม่ทุบไม่ตีมีสิ่งของอะไรก็เอามาให้เราเสียโดยดีแล้วก็ไม่ต้องทุบตี พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็รู้แน่ว่าพวกโจร จึงเดินมาพะนมมือพูดว่า อาตมภาพมาจากเมืองใต้ถังฝ่ายทิศบูรพา มีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้อาตมภาพไปอาราธนาพระไตรยปิฎกธรรม จากบ้านเมืองมาหลายปีแล้ว แม้มีโสหุ้ยเสบียงอาหารมาก็หมดสิ้นแล้ว อาตมภาพเปนสงฆ์ไปถึงไหนก็บิณฑบาตเขาฉัน พอเลี้ยงชีวิตรไปเท่านั้น ไม่มีเงินทองเข้าของสิ่งใดเลย ขอท่านได้กรุณาเถิด

ฝ่ายนายโจรทั้งสองพูดว่า ข้าพเจ้าตั้งใจคอยดุจเสือมาสะกัดทางอยู่ ปราถนาจะประสงค์ทรัพย์สมบัติเงินทอง จะให้เราผ่อนผันอย่างไรได้ หากว่าเงินทองเข้าของไม่มีจริงแล้ว เสื้อผ้าก็ควรถอดออกมาให้ แลทิ้งม้าไว้ที่นี่แล้ว เราจึงจะปล่อยให้ไปได้ หาไม่ก็ไม่ฟังกัน พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อันเสื้อผ้านั้นขาด ๆ เสีย ๆ อาตมภาพบิณฑบาตเขามาพอพันกายท่านจะให้ถอดออกจากกายดังนี้ ก็เหมือนฆ่าอาตมภาพเสียเหมือนกัน จะเปนบาปกรรมแก่ท่านต่อไปหาควรไม่ นายโจรได้ฟังพระถังซัมจั๋งพูดดังนั้นก็โกรธฉวยไม้พลองตรงมาจะตีพระถังซัมจั๋ง ๆ ตั้งแต่เกิดมาไม่รู้จักการกลับกลอก เห็นการจวนตัวไม่รู้ที่จะแก้ไขอย่างไรได้ จึงพูดว่าท่านอย่าเพ่อลงมือ อาตมภาพมีศิษย์มาด้วยข้างหลังมีเงินติดตัวมาสองสามตำลึง รอมาถึงอาตมภาพจะเอาให้ท่าน

นายโจรพูดว่า สงฆ์ผู้นี้พูดกลับกลอกเอาเชือกมัดเสียจึงจะได้ พวกบริวารก็เอาเชือกมัดพระถังซัมจั๋งชักโยงขึ้นบนต้นไม้สูง

ฝ่ายศิษย์ทั้งสามวิ่งตามหลังมา โป๊ยก่ายหัวเราะไม่หยุด แล้วพูดว่าพระอาจาริย์ห้อใหญ่ไปตามสบายใจแล้ว ไม่รุ้ว่าจะไปถึงไหน โป๊ยก่ายเหลือบไปเห็นอาจาริย์แขวนห้อยอยู่บนต้นไม้สูง จึงร้องบอกเห้งเจียซัวเจ๋ง ให้ดูว่าอาจาริย์คอยอยู่โน่นแล้ว ใจฅออาจสามารถขึ้นอยู่บนต้นไม้สูงผูกชิงช้าไกวเล่นตามสบายใจ เห้งเจียแลไปเห็นแล้วว่าเจ้าอย่าพูดให้เลอะเทอะ อาจาริย์เราถูกแขวนอยู่แล้วมิใช่หรือ เจ้าสองคนค่อย ๆ เดิน พี่จะรีบไปก่อนหากจะมีเหตุอะไรดอกกระมัง เห้งเจียก็รีบขึ้นเนินเขาสูงแลไปก็เห็นพวกโจรตั้งอยู่เปนหมู่ เห้งเจียดีใจพูดว่าดีแล้วลาภจะมาถึงแล้ว พูดดังนั้นแล้วก็แปลงตัวเปนสามเณรน้อยอายุประมาณสิบหกขวบ บนบ่าสะพายห่อผ้าใหญ่เดินตรงมาที่อาจาริย์ร้องเรียกว่าอาจาริย์นั้นเปนเหตุอะไร พระถังซัมจั๋งได้ยินเสียงก็จำได้รู้ว่าเห้งเจีย จึงพูดว่าทำไมจึงไม่ช่วยแก้เราเล่า

เห้งเจียถามว่านั่นเพราะเหตุอะไรจึงได้เปนดังนี้ พระถังซัมจั๋งบอกว่าพวกเหล่านั้นสะกัดทางเราไว้มิให้เราไป จะทวงเอาค่าเดินทางสิ่งของไม่มีจะให้เขา ๆ จึงมัดแขวนไว้อย่างนี้ คอยว่าเห้งเจียมาจะได้คิดดูมีอะไรจะได้ให้เขา เพราะเหตุดังนี้เราจะทำประการใดดี เห้งเจียถามว่าอาจาริย์ได้พูดจารับรอง ผ่อนผันไว้แก่เขาอย่างไรบ้างเล่า พระถังซัมจั๋งบอกว่าเขาเร่งรัดจะมาตีมาทุบ อาตมภาพก็ไม่รู้ที่จะแก้ตัวอย่างไร จึงได้อ้างว่าเข้าของมีอยู่ที่เห้งเจีย อย่าเพ่อทุบตีให้คอยสานุศิษย์ก่อนพวกเหล่านี้จงหยุดให้ เปนเวลาที่เข้าคับแค้นจงได้พูดดังนั้น เห้งเจียพูดว่าดีแล้วตามอาจาริย์พูดอย่างนี้ก็สมควรถูกต้องแล้ว

ฝ่ายนายโจรแลบ่าวไพร่เห็นเห้งเจียพูดโต้ตอบกับอาจาริย์ดังนั้นก็พากันตรูเข้าล้อม นายโจรเข้ามาใกล้พูดว่าสามเณรอาจาริย์นั้นบอกว่า เข้าของเงินทองอยู่ที่สามเณร ๆ จงรีบเอามาให้เราโดยเร็วเราจะยกชีวิตรให้ แม้พูดขัดขวางสักครึ่งคำไม่พอใจเรา เราจะให้ชีวิตรวินาศลงกับพื้นเดี๋ยวนี้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็วางถุงลงแล้วพูดว่า ท่านอะยุติธรรมทั้งหลายไม่ต้องทวงถามไปทำไมกับเข้าของ ในห่อนี้มีทองคำไม่สู้มากหนักยี่สิบแท่ง เงินสักสามสี่สิบแท่งเงินที่ละเอียด ๆ ยังไม่ได้คิด จะต้องประสงค์แล้วจงเอาไปทั้งห่อเถิด ขอแต่อย่าตีอาจาริย์ของอาตมภาพเลย คำโบราณท่านย่อมว่าเงินทองเปนของปลายเหตุ มีกุศลแลบุญย่อมเปนต้นเหตุ เงินทองเปนของปลายพวกอาตมภาพก็เปนพระเปนสงฆ์ก็มีแต่เที่ยวบิณฑบาต ขอท่านได้แก้ปล่อยอาจาริย์ออกมาก่อนแล้ว อาตมภาพจะนำของเหล่านี้มอบให้ท่านทั้งสิ้น

ฝ่ายโจรเหล่านั้นเมื่อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ดีใจ พูดว่าตาสงฆ์แกเหนียวแน่นสามเณรเล็กนี้ดีไม่ขี้เหนียว นายโจรทั้งสองจึงบอกให้พวกบริวารโจรเหล่านั้นแก้มัดพระถังซัมจั๋งลงมา แล้วก็ขึ้นม้าหนีไป เห้งเจียเอาแซ่หวดม้าเข้าสองสามทีม้าก็วิ่งไปทางเก่า เห้งเจียร้องว่าไปผิดทางแล้วเห้งเจียจะฉวยห่อวิ่งตามไป พวกโจรก็เข้าล้อมสะกัดไว้ถามว่าจะไปข้างไหนเข้าของเอาไว้ก่อนอย่าให้ถึงลงมือ เห้งเจียว่าของนั้นจะต้องปันเปนสามส่วน นายโจรพูดว่าเจ้าเณรน้อยนี้กลับกลอกทำกลอุบายแต่พอให้อาจาริย์หลุดเท่านั้น ของในนั้นมีมากน้อยเท่าใด ถ้ามีมากก็จะแบ่งปันให้ไปซื้อผลไม้กิน เห้งเจียว่าเอาเข้าของที่ไหนมามีเล่า พี่ทั้งสองหากเปนนายโจรไปปล้นที่ไหนได้เข้าของ ขอให้มาแบ่งให้แก่ข้าพเจ้าบ้างซีจึงจะชอบ นายโจรได้ฟังดังนั้นก็โกรธแล้วพูดว่าเจ้าเณรนี้ไม่รู้จักความตายเลย เข้าของก็ไม่ยอมให้กลับจะมาขอแบ่งส่วนเอาที่ข้าจงดูไม้ตะพดลายนี้เถิด นายโจรก็ตีศีศะเห้งเจียเจ็ดแปดที เห้งเจียก็มิได้แสดงความเจ็บปวดหน้าตาปรกติอยู่กลับหัวเราะเสียงดังสนั่น พูดว่าพี่ถ้าตีดังนี้ตีอีกพันทีก็ไม่รู้สึกว่าเจ็บอย่างไร นายโจรเห็นดังนั้นก็ตกใจพูดว่าเจ้าเณรน้อยคนนี้หัวมันช่างแขงจริง เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าไม่แขงถึงดังนั้นดอกพูดเล่นตามการดังนั้นเอง พวกโจรก็ไม่ฟังถ้อยคำตรูเข้ามาสามสี่คนตีเห้งเจีย เห้งเจียร้องห้ามว่าท่านทั้งหลายอย่าเพ่อโกรธก่อน รอข้าพเจ้าจะเอาออกมาให้ พูดแล้วเห้งเจียก็ชักออกจากหูเปนเข็มปักอันหนึ่งแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าเปนคนบวชเรียนเงินทองไม่มี ๆ แต่เข็มเล่มหนึ่งนี้ให้แก่ท่านเท่านั้น

นายโจรก็นึกเสียใจว่าปล่อยพระสงฆ์ที่มีเข้าของไปเสียแล้ว จับสามเณรคนจนไว้เราไม่เข้าใจเย็บสรอยจะเอาเข็มไปทำอะไรได้ เห้งเจียเห็นนายโจรพูดว่าไม่ต้องการก็จับแกว่งทีหนึ่ง ก็ใหญ่ขึ้นเท่าตะบองอันหนึ่งปักลงยังพื้นแล้ว ร้องบอกว่าท่านทั้งหลายมาถอนเอาไปได้แล้วข้าพเจ้าจะยกให้ นายโจรทั้งสองก็มาสั่นถอน คิดดูก็น่าสงไสย เปรียบประดุจตั๊กแตนจับเสาศิลา เห้งเจียเห็นดังนั้นก็กระโดดมาจับถอนเบา ๆ ก็ขึ้นแล้วเอาตะบองชี้พวกโจรว่า พวกเจ้าไม่รู้จักมาโดนเข้าเสียแล้ว

นายโจรโกรธเอาพลองตีศีศะเห้งเจียอิกห้าหกสิบที เห้งเจียก็หัวเราะพูดว่า พวกเจ้าตีข้าเมื่อยมือแล้ว ทีนี้จะต้องให้ข้าตีบ้าง ว่าแล้วเห้งเจียก็ออกท่าตะบองหวดไปทีหนึ่ง ถูกนายโจรล้มลงกับพื้นสิ้นใจตาย นายโจรอิกคนหนึ่งเห็นดังนั้น ก็ด่าว่าอ้ายโล้นนี้ไม่รู้จักธรรมเนียม เข้าของก็ไม่ให้กลับมาฆ่าคนเสียดังนี้ เห้งเจียว่าจงเงียบยับยั้งก่อน คอยเราตีเสียให้ตายทุกคนให้สิ้นรากเง่าจึงจะได้ ว่าแล้วเห้งเจียก็ยกตะบองหวดไปทีหนึ่งถูกนายโจรล้มลงตายอิกคนหนึ่ง พวกบริวารเหล่านั้นก็ตกใจพากันวิ่งหนีไปทั้งสิ้น

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกำลังม้าวิ่งกลับไป ก็มาพบโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ๆ ร้องว่าอาจาริย์ทำไมเดินมาทางนี้เล่า ผิดทางเสียแล้ว พระถังซัมจั๋งชักม้าหยุดแล้วพูดว่า จงรีบไปบอกแก่เห้งเจียว่า อย่าให้ลงตะบองเลย จงเห็นแก่เพื่อนมนุษย์เถิดอย่าทำให้ถึงแก่ความตายเลย โป๊ยก่ายว่าอาจาริย์จงหยุดพักก่อน ข้าพเจ้าจะไปบอกเธอเอง พูดแล้วโป๊ยก่ายก็รีบวิ่งไปใกล้จะถึง ร้องตะโกนว่าพี่เห้งเจีย พระอาจาริย์สั่งว่าอย่าตีคนเลย เห้งเจียว่าใครได้ทันตีใครที่ไหนเล่า โป๊ยก่ายถามว่าพวกโจรไปข้างไหนหมดเล่าจึงไม่เห็นสักคนเดียว เห้งเจียบอกว่าพวกบริวารของมันหนีไปหมดแล้ว เหลือแต่นายมันสองคนยังนอนหลับอยู่ โป๊ยก่ายเดินเข้ามาใกล้แลดูเห็นคนนอนอยู่ น้ำเมือกอะไรไหลออกมาเปรอะหัวดังนั้น เห้งเจียบอกว่าพี่พึ่งตีตายหัวสมองทะเล้นเยื่อออกมา โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นก็ตกใจวิ่งกลับไปบอกพระถังซัมจั๋งว่า พวกโจรกลับไปหมดแล้ว พระถังซัมจั๋งถามว่า มันไปทางไหน โป๊ยก่ายบอกว่าพี่เห้งเจียตีนอนตายอยู่สองคน พวกนั้นมันหนีไปหมดแล้ว แต่จะไปทางไหนข้าพเจ้าไม่ทราบ พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็ร้อนใจ บ่นว่าน่าแค้นอ้ายลิงแท้ ๆ ใจฅอช่างโหดเหี้ยมจริง ๆ ตีเขาจนถึงแก่ความตาย พูดดังนั้นแล้วก็ชักม้ากลับมาพร้อมด้วยโป๊ยก่ายซัวเจ๋งเดินมา ครั้นถึงที่ ๆ โจรตายนั้นแล้วแลเห็นโลหิตออกเลอะพื้นดิน คนตายก็นอนอยู่กับพื้น พระถังซัมจั๋งไม่พอใจจะแลดู จึงสั่งให้โป๊ยก่ายเอาไปฝังเสีย อาตมภาพจะสวดมนต์สักจบหนึ่ง

โป๊ยก่ายว่าอาจาริย์เห็นจะผิดดอกกระมัง ก็เห้งเจียตีคนตายจะให้ข้าพเจ้าเปนสับปะเหร่อจะได้อยู่หรือ เห้งเจียถูกอาจาริย์ว่าใจฅอไม่สู้จะสะบาย ครั้นได้ยินโป๊ยก่ายพูดดังนั้น จึงตวาดโป๊ยก่ายว่าอ้ายชาติหมูยังไม่รีบเอาไปฝังหรือ ประเดี๋ยวจะฬ่อด้วยตะบองตายตามอ้ายโจรไปอีกศพเดี๋ยวนี้ โป๊ยก่ายตกใจกลัวรีบไปข้างเนินเขา เอาคราดสับดินลงขุดหลุมแล้ว แบกเอาศพทั้งสองใส่ลงไปเอาดินกลบแน่นแล้วเอาดินมูลขึ้นเสร็จแล้ว พระถังซัมจั๋งจึงหยิบดินจุดธูปอัทธิฐานว่า นายโจรจงฟังอาตมภาพจะขออัทธิฐาน เหตุคิดถึงสานุศิษย์ของอาตมภาพ เพราะพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มีรับสั่งให้ไปไซทีอาราธนาพระธรรม มาถึงที่นี่พบท่านหลายคน อาตมภาพอ้อนวอนว่ากล่าวแต่ถ้อยคำที่ดี ท่านก็มิได้เชื่อฟัง จึงมาปะเห้งเจียมือร้ายใจกล้า ตีด้วยตะบองถึงแก่ความตาย อาตมภาพสงสารคิดถึงซากศพนอนอยู่กลางดิน จึงให้โป็ยก่ายเอาไปฝังแล้ว แม้ว่าลงไปยังนรกฟ้องแก่พระยามัจจุราชต้องตามเหตุผล เห้งเจียแซ่ชึงอาตมภาพแซ่ตั๊นฆ่ามีตัวอยู่อย่าฟ้องอาตมภาพเลย

โป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า อาจาริย์ต้องชี้แจงให้หมดจด คือเมื่อเวลาเธอตีนั้น ข้าพเจ้าแลซัวเจ๋งไม่ได้อยู่ที่นั่น พระถังซัมจั๋งก็กล่าวตามคำโป๊ยก่ายว่า แม้ว่าฟ้องก็จงฟ้องแต่เห้งเจียคนเดียว ที่โป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งนั้นมิได้เกี่ยวข้อง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ท่านอาจาริย์ท่านเปนผู้ใหญ่ช่างไม่มีจิตรกะตัญญูเลย เพราะว่าเพื่อด้วยอาจาริย์ไปอาราธนาพระธรรม ได้ความทุกข์ทระมานั้นเท่าไรแล้ว มาวันนี้ข้าพเจ้าพลั้งผิดตีโจรร้ายตายสองคน ท่านไปชี้สอนให้มันไปฟ้องข้าพเจ้ายังพระยามัจจุราช ข้าพเจ้าตีมันตายก็จริงแต่ท่านไปอาราธนาพระธรรม ถ้าข้าพเจ้าไม่เปนสานุศิษย์ของท่านตามมาที่ไหนจะได้ตีคนตายเล่า ถ้ากระนั้นข้าพเจ้าจะมีคำสั่งบ้าง ว่าแล้วก็ถือไม้ตะบองมายืนข้างหลุมผี กระทุ้งสามทีแล้วพูดว่าอ้ายโจรตายโหงเองจงฟังเราพูดเรายอมให้เองตีเราก่อนเจ็ดที แล้วก็ตีอิกเจ็ดทีแปดทีเราก็ไม่เจ็บไม่ช้ำ เจ้าทำให้เราได้ความเดือดร้อนเราจึงได้ตีเจ้าตาย ต่อให้เจ้าไปฟ้องที่ไหนเราก็ไม่กลัว เง็กเซียงฮ่องเต้ท่านรู้จักเรา เทพบุตรทั้งหลายก็เคยชอบกัน ดาวรอบท้องฟ้าก็เปนเพื่อนแก่เรา เทพารักษ์แลพระภูมิเจ้าที่ก็เกรงใจเรา เทพยดารักษาจักกระวาฬก็ชอบกันสนิท ทุก ๆ เขตรภูมิเจ้านายศักดิ์สิทธิ์ทั้งพระยามัจจุราชก็เกรงใจทั้งสิ้นตามแต่เจ้าจะไปฟ้องเราเถิดเราไม่กลัวทั้งสิ้น พระถังซัมจั๋งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ตกใจ จึงพูดว่าอาตมภาพกล่าวคำอัทธิฐานดังนั้นก็ปราถนาจะให้เปนคนดี ตัวทำไมจึงถือเอาเปนจริงดังนั้นเล่า เห้งเจียพูดว่าอาจาริย์ได้พูดไปแล้วก็ช่างเถิด เวลายังวันอยู่รีบไปหาที่อาไศรยเถิด

พระถังซัมจั๋งจิตรก็ยังไม่หายโกรธ จึงขึ้นหลังม้าเห้งเจียยังขุ่นในใจอยู่ อาจาริย์กับศิษย์ต่างดีแต่หน้าในใจก็ต่างติเตียนกัน เดินมาสักประเดี๋ยวแลไปข้างน่า เห็นที่ข้างทางใหญ่เข้าไปในแนวป่านั้นมีหมู่บ้าน พระถังซัมจั๋งเอาแซ่ม้าชี้พูดว่าพวกเราเข้าไปพักที่หมู่บ้านนั้นเถิด แล้วก็พากันเดินเข้าไปถึงที่น่าบ้าน พระถังซัมจั๋งก็ลงจากม้าเห็นตาเฒ่าคนหนึ่งเดินออกมา พระถังซัมจั๋งจึงทักถาม ตาเฒ่าจึงถามว่าพระสงฆ์ท่านมาแต่เมืองไหนจะไปข้างไหน พระถังซัมจั๋งตอบว่าอาตมภาพนี้อยู่เมืองใต้ถัง จะไปไซทีอาราธนาธรรม มาถึงนี่ก็จวนค่ำจะขออาไศรยพักสักคืนหนึ่งรุ่งเช้าจะลาไป

ตาเฒ่าพูดว่าหนทางตั้งแต่เมืองท่านมาถึงที่นี่มิใช่ใกล้ ทำไมท่านผู้เดียวจึงได้มาถึงที่นี่ได้ พระถังซัมจั๋งบอกว่าอาตมภาพมีศิษย์มาด้วยสามคนเปนเพื่อน ตาเฒ่าถามว่าก็สานุศิษย์อยู่ที่ไหนเล่า พระถังซัมจั๋งเอามือชี้ว่าที่ยืนอยู่ข้างทางนั่นและ ตาเฒ่าก็แลไปเห็นทั้งสามคนน่าตาหยาบคายไม่น่าดูทุก ๆ คน ตาเฒ่าหันกลับจะเข้าบ้าน พระถังซัมจั๋งยึดไว้แล้วพูดว่าท่านตาจงเมตตาขอให้อาไศรย์พักสักคืนหนึ่งเถิด

ตาเฒ่าสั่นศีศะโบกมือพูดว่าไม่ใช่อย่างคน จะเปนยักษ์มารอะไรก็ไม่รู้ คนหนึ่งคล้ายเงือก คนหนึ่งคล้ายม้าปากยาว คนหนึ่งหน้าคล้ายกับรามสูร เห้งเจียได้ฟังตาเฒ่าพูดดังนั้นก็ร้องด้วยเสียงอันดังว่า ที่คล้ายเงือกนั้นคือเหลนของข้าพเจ้า ที่หน้าเหมือนม้านั้นคือโหลนของข้าพเจ้าเอง ตาเฒ่าเห็นหน้าตาเห้งเจียดังนั้นใจฅอไม่สบายจะถอยเข้าบ้าน พระถังซัมจั๋งจึงตามเข้าไปในบ้าน ข้างในบ้านมียายเฒ่าคนหนึ่งจูงเด็กอายุประมาณสักหกขวบ เดินมาถามว่าอะไรกันที่ไหน พระถังซัมจั๋งจึงเล่าให้ยายเฒ่าฟังทุกประการว่า อันสานุศิษย์ของอาตมภาพนั้น รูปร่างอยาบคายก็จริง แต่สมาทานถือตามพระพุทธบัญญัตทั้งสามคน ไม่เหมือนคนโหดร้ายทั้งหลายดอก จะกลัวเธอทำไม ตายายเฒ่าทั้งสองได้ฟังชี้แจงดังนั้น จึงค่อยหายความกลัวจึงบอกแก่พระถังซัมจั๋งให้เชิญเข้ามา พระถังซัมจั๋งจึงเดินออกไปสั่งศิษย์ทั้งสามว่า จงระมัดระวังกิริยาให้เรียบร้อย ศิษย์ทั้งสามก็จูงม้าพาหาบเข้าไปยังเรือนตาเฒ่า นั่งพักคอยฟังอาจาริย์จะใช้สรอย

ฝ่ายยายเฒ่ามีจิตร์ศรัทธาจึงจัดแจงยกน้ำร้อนน้ำชามาเลี้ยง เวลานั้นก็จวนจะโพล้เพล้ คนในบ้านก็จัดแจงตามตะกียงแลโคมไฟสว่างไสว พระถังซัมจั๋งถามตาเฒ่าว่าท่านแซ่อะไร อายุได้เท่าใดแล้ว ตาเฒ่าตอบว่าข้าพเจ้าแซ่เอี่ยวอายุได้เจ็ดสิบสี่ปีแล้ว พระถังซัมจั๋งถามว่ามีบุตรกี่คน ตาเฒ่าบอกว่ามีคนเดียวที่ยายแก่จูงมานั้นแลคือหลาน พระถังซัมจั๋งขอพบบุตรชาย ตาเฒ่าพูดว่าข้าพเจ้าก็แก่แล้วเลี้ยงลูกคนนี้แสนจะลำบากกับมันวันนี้พ่อมันไม่อยู่ พระถังซัมจั๋งถามว่าไปค้าขายที่ไหนหรือ ตาเฒ่าสั่นศีศะพูดว่าคิดแล้วก็น่าสงสาร แม้ว่าชอบค้าขายก็เปนบุญของข้าพเจ้า อันกิจการบ้านเรือนไม่เอาเปนธุระทั้งสิ้น ตั้งใจทำแต่การอับประยศไม่มีความดี เที่ยวคบค้าคนพาลตีชิงวิ่งราวสกัดทางขวางหน้าฆ่าคนสารพัดจะเปนแต่การอะกุศลทั้งสิ้น เมื่อห้าวันหายไปไม่เห็นกลับมาจนวันนี้

พระถังซัมจั๋งไม่ซักถามต่อไปอิก นึกแต่ในใจว่าเห็นจะเปนอ้ายโจรที่เห้งเจียตีตายนั้นดอกกระมัง แล้วพระถังซัมจั๋งพูดว่าพ่อแม่จิตรใจเปนกุศล เหตุไฉนบุตรจึงได้เปนไปเช่นนั้น เห้งเจียว่าลูกอย่างนี้ไม่ใช่คนดีเลี้ยงไว้ทำไม ข้าพเจ้าจะช่วยจับตีเสียให้ตายจะได้ไม่ต้องเปนทุกข์ ตาเฒ่าว่าข้าพเจ้าก็อยากจะให้มันพ้นหูพ้นตาไปเสียขัดด้วยผู้คนก็ไม่มีจึงต้องนิ่งอยู่ ไว้มันเพื่อให้ช่วยกลบดินให้ข้าพเจ้าเมื่อภายหลัง ซัวเจ๋งโป๊ยก่ายได้ฟังตาเฒ่าว่าดังนั้นก็หัวเราะพูดว่า พี่เห้งเจียอย่าพูดสนุกปากไป ขอหญ้าท่านตาสักมัดหนึ่ง หาที่ปูลาดนอนพักพรุ่งนี้จะได้ไป ตาเฒ่าได้ยินดังนั้นก็นำพาอาจาริย์กับศิษย์ทั้งสี่คนออกไปที่สวน ชี้ให้อาไศรยอยู่ที่กระท่อมน้อยแล้วตาเฒ่าก็กลับเข้าบ้าน พระถังซัมจั๋งกับศิษย์ก็พักนอนอยู่ที่นั่น

ฝ่ายพวกโจรนั้น ลูกตาเฒ่ากับพรรคพวกอยู่ในหมู่นั้นด้วย เมื่อเวลาเช้าเห้งเจียตีนายโจรตายเสียสองคน พวกบริวารเหล่านั้นก็พากันซุกซ่อนวิ่งหนีเอาตัวรอด พอเวลายามสามมารวมกันเปนหมู่มาเคาะประตูเรียกตาเฒ่า ๆ กำลังนอนได้ยินก็เดินออกมาเปิดประตู ได้ยินพวกโจรบ่นว่าหิวเข้า ๆ ฝ่ายลูกชายตาเฒ่าก็ไปในบ้านเรียกลูกเมียตื่นขึ้นหุงเข้าต้มแกง ก็เลยไปหลังสวนหอบฟืนเข้ามาแล้ว ถามภรรยาว่าม้าขาวที่หลังสวนนั้นของใคร ภรรยาบอกว่าม้าของพระสงฆ์ที่ท่านมาจากเมืองใต้ถังจะไปอาราธนาพระธรรม เมื่อเย็นนี้ท่านมาขออาไศรยพักนอน พ่อแม่เลี้ยงดูเธอแล้ว จึงชี้ให้อาไศรยกระท่อมน้อยนอน

ลูกตาเฒ่าได้ยินดังนั้นก็ดีใจออกไปนอกบ้านตบมือหัวเราะบอกแก่พวกกันว่า เหมาะแล้ว ๆ คนพยาบาทแก่พวกเราอยู่ในบ้านเรา พวกเหล่านั้นถามว่า คนพยาบาทใครที่ไหน ลูกตาเฒ่าบอกว่าพวกพระสงฆ์ที่ตีนายเราตายนั้นเปนไรเล่า บัดนี้มาอาไศรยนอนอยู่ที่ในสวนหลังบ้านเรากำลังนอนหลับ พวกโจรพากันพูดว่าดีแล้ว ๆ จับเอาตัวให้ได้แล้วสับฟันให้เนื้อป่นละเอียด จะได้แก้แค้นแทนให้นายเรา ลูกตาเฒ่าห้ามว่าอย่าเพ่อรีบร้อน จงพากันออกไปลับมีดให้คมก่อน

ฝ่ายตาเฒ่าแอบได้ยินพวกโจรคิดกันดังนั้น จึงค่อย ๆ เดินออกไปสวนปลุกพระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสามให้ตื่นขึ้นแล้ว บอกว่าพวกโจรนั้นพาพวกมามากหลายคน รู้ว่าพวกท่านมาพักอยู่ที่นี่มันจะคิดฆ่าพวกท่าน ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าท่านมาจากเมืองไกล ไม่พอใจจะให้ฆ่าท่าน จงรีบเก็บเข้าของข้าพเจ้าจะส่งท่านให้ไปทางหลังสวน พระถังซัมจั๋งได้ฟังตาเฒ่าบอกดังนั้นก็ขอบคุณเปนที่สุด ตาเฒ่าก็กลับมานอนต่อไป

ฝ่ายพวกโจรครั้นลับหอกดาบแล้ว ก็พากันมากินเข้าเวลานั้นพอย่างเข้ายามสามแล้วก็พร้อมกันต่างถืออาวุธต่าง ๆ ตรงมายังหลังบ้านที่สวนแลไปไม่เห็นคน จึงจุดใต้คบค้นหารอบสวนก็ไม่เห็น เห็นประตูหลังบ้านเปิดทิ้งอยู่ จึงพูดกันว่าเห็นจะหนีไปทางนี้ ก็พากันโห่ร้องไล่ตามไปจนเวลาตวันขึ้นก็ยังเร่งรีบไล่ตาม

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งเมื่อออกจากประตูสวนก็รีบเดินมา ได้ยินเสียงโห่ร้องมาตามหลัง จึงหันมาแลดูเห็นเปนหมู่ประมาณสักสามสิบคน ล้วนมีมือถืออาวุธวิ่งตามมาจึงพูดแก่ศิษย์ทั้งสามว่าเราจะทำอย่างไรดี เห้งเจียว่าจงวางใจเถิด ข้าพเจ้าจะรับเปนธุระป้องกันปราบปรามเอง พระถังซัมจั๋งจึงว่าเห้งเจียทำแต่พอให้เข็ดหลาบเกรงกลัวแล้วถอยไปเท่านั้น อย่าทำให้ถึงแก่ล้มตายเลย

ครั้นพวกโจรไล่มาใกล้เข้าแล้ว เห้งเจียก็ชักตะบองหันหน้ามาสถัด ถามว่าท่านทั้งหลายจะพากันไปข้างไหน พวกโจรด่าว่าอ้ายพวกหัวโล้นมึงจงใช้ชีวิตรของนายกู ด่าแล้วต่างคนก็เข้าล้อมเห้งเจีย ๆ ก็เอาตะบองฟาดซ้ายฟาดขวา พวกโจรก็ล้มราบลงไปทั้งสิ้น บ้างก็ตายบ้างก็เจ็บบ้างก็ลุกวิ่งหนีไป พระถังซัมจั๋งอยู่บนหลังม้า เห็นเห้งเจียตีคนตายหลายคน ไม่อยากจะเห็นก็รีบขับม้าเดินไป โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็วิ่งติดตามไป เห้งเจียจึงถามพวกโจรที่ถูกเจ็บว่า คนไหนเปนบุตรตาเฒ่า พวกโจรเจ็บครางร้องบอกว่าคนที่สวมเสื้อสีเหลืองนั่นแลบุตรตาเฒ่า เห้งเจียตรงมาฉวยมีดตัดเอาศีศะหิ้วขึ้นเลือดกำลังสดไหลอยู่ เห้งเจียก็รีบเดินตามมาทันพระถังซัมจั๋ง ยกศีศะขึ้นบอกพระอาจาริย์ว่า ศีศะนี้คือศีศะของบุตรตาเฒ่าอ้ายคนอะกะตัญญูข้าพเจ้าตัดเอาศีศะมา

พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็ตกใจสิ้นสะติพลัดตกจากหลังม้า ครั้นได้สะติจึงด่าว่าอ้ายชาติลิงมึงเหมือนฆ่าเราจงรีบเอาไปให้พ้น โป๊ยก่ายก็เอาศีศะนั้นไปกลบดินเสีย ซัวเจ๋งจึงเข้าประคองอาจาริย์ขึ้นม้า พระถังซัมจั๋งร่ายพระคาถายี่สิบจบ ก็จับรัดศีศะเห้งเจียเจ็บปวดหมุนคว่ำลงกับพื้น เห้งเจียร้องว่าพระอาจาริย์ ผิดพลั้งอย่างไรก็จงพูดจากันเถิด อย่าทำแก่ข้าพเจ้าดังนี้ พระถังซัมจั๋งจึงพูดว่า ไม่มีเรื่องอะไรไม่ให้เจ้าตามเราไปอิกจงกลับเถิด เห้งเจียกำลังเจ็บอุส่าห์พูดว่า ทำไมพระอาจาริย์จึงไล่ให้ข้าพเจ้ากลับเล่า พระถังซัมจั๋งพูดว่าอ้ายคนร้ายไม่ใช่คน ตั้งใจจะไปอาราธนาพระธรรม เมื่อวานนี้ฆ่านายโจรตายเสียสองคน เราก็ไม่พอใจว่าคนไม่มีเมตตาจิตร จนถึงบ้านตาเฒ่าได้พึ่งเขาให้เข้าให้น้ำแลพักอาไศรยนอน ทั้งเขายังได้เปิดประตูให้หนีพ้นไภย แม้ว่าลูกจะชั่วร้ายอย่างไรก็ไม่ควรจะไปตัดเอาศีศะเขามาทำไมหาใช่เหตุไม่ เราได้สั่งสอนอยู่เสมอ ๆ จิตรใจก็ไม่มีเมตาสักเท่าเส้นผม เราจะเอาเจ้าไว้ทำไม เจ้าจงรีบไปเสียโดยเร็วอย่าให้ถึงแก่ร่ายคาถาอิก เห้งเจียจึงว่าอาจารย์อย่าร่ายคาถาเลยข้าพเจ้าจะไป ว่าแล้วก็เหาะขึ้นบนเวหา

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ