๘๔

เวลานั้นเปนฤดูเดือนหกเดือนเจ็ดลมแลฝนก็มีต้นผลไม้ชุ่มชื้นกำลังผลิดอกออกผล อาจาริย์กับศิษย์พิศดูมาตามทาง เหลือบเห็นยายเฒ่าผู้หนึ่งจูงทารกเดินออกมา ร้องบอกว่าสงฆ์องค์นั้น ข้างน่าไม่ควรไป ๆ ไม่ได้มีแต่ทางตาย พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้น ตกใจให้เต้นหวาดเสียวขนลุกขนชันจึงลงจากหลังม้าเดินเข้าไปปราไสยด้วยยายเฒ่า คำโบราณท่านย่อมว่า ทะเลกว้างตามแต่ปลาจะผุดว่าย ฟ้าสูงตามแต่นกจะบิน เหตุใดทางไซทีได้สิ้นทางเสียดังนี้เล่า

ยายเฒ่าจึงชี้ไปทางทิศไซทีแล้วพูดว่า ทางข้างน่าไปประมาณหกโยชน์ มีเมือง ๆ หนึ่งชื่อเมืองเบี๊ยดฮวยก๊ก คือเมืองทำลายธรรม ไม่ทราบว่าเจ้าเมืองนั้น ผูกเวรพยาบาทแต่ชาติใด มาในชาตินี้จึงได้สร้างแต่การบาปอกุศลเช่นนี้ เมื่อสองปีก่อนตั้งอะทิฐานว่าขอฆ่าพระสงฆ์ให้ได้หมื่นรูป ในสองปีก่อนนั้น ฆ่าพระสงฆ์ที่ไม่มีชื่อเสียงได้เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบหกรูปแล้ว ยังคอยพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงอีกสี่รูป จึงจะครบจำนวนหมื่นหนึ่ง แม้ว่าท่านเดินเข้าไปถึงเมืองก็นึกว่าเอาชีวิตร์เข้าไปส่ง พระถังซัมจั๋งเมื่อได้ฟังยายเฒ่าบอกเล่าชี้แจงดังนั้น สิ้นสะติสมปะฤๅดีร่างกายสั่นระริกระรัวไป จึงพูดว่าขอบคุณท่านยาย มีความกรุณาข้าพเจ้าช่วยบอกเล่าให้รูสึกดังนี้ จะขอถามท่านยายว่าหากเราจะไม่ไปทางนั้น จะมีทางอื่นเล็ดลอดไปได้บ้างหรือไม่ ยายเฒ่าได้ฟังถามจึงบอกว่าทางอื่นก็ไม่มีจะลัดหลีกไปนั้นไม่ได้ เว้นแต่มีปีกบินได้นั่นและจะไปให้พ้นได้ โป๊ยก่ายได้ฟังยายเฒ่าพูดดังนั้น จึงห้ามว่าท่านยายอย่าพูดดังนั้น พวกข้าพเจ้าเหาะไปได้ทุก ๆ คน เห้งเจียยืนพิจารณาดูยายเฒ่าก็จำได้ว่า คือพระโพธิสัตว์กวนอิม เด็กนั้นคือเสียนไจ๊ท่งจื๊อ เห้งเจียเห็นแน่แล้วก็คุกเข่าลงนมัศการร้องเรียกว่าพระโพธิสัตว์ สานุศิษย์ไม่ทันเคารบรับ ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ลอยขึ้นบนอากาศ พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็ตกใจคุกเข่าลงกับพื้นนมัศการ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งต่างนมัศการ บัดเดี๋ยวก็เห็นเมฆลอยสว่างไปทางน่ำไฮ้ เห้งเจียก็ลุกขึ้นมาพะยุงพระอาจาริย์ให้ลุกขึ้นแล้วก็พูดว่า พระโพธิสัตว์กลับไปเขาน่ำไฮ้แล้ว พระถังซัมจั๋งลุกขึ้นแล้วพูดว่า เห้งเจียนี่พระโพธิสัตว์บอกข่าวให้รู้ว่า ข้างน่านั้นมีเมืองทำลายธรรมแลฆ่าพระสงฆ์ด้วย เราจะคิดอย่างไรดี เห้งเจียพูดว่าอาจาริย์อย่ามีความวิตก เราก็เคยพบปะภูตผีปิศาจยักษ์มารที่ร้ายแรงมามากแล้ว ก็ไม่สามารถจะทำร้ายเราได้ นี่เปนมนุษย์เหมือนกัน จะไปวิตกเกรงกลัวไปทำไมไม่เข้าการ แต่ขัดด้วยที่เหล่านี้ ไม่เปนที่พักที่อาไศรยได้ แลทั้งเวลาก็จวนค่ำ วิตกว่าชาวป่าเข้าไปในเมือง เวลากลับออกมาจะมาพบปะเราเข้า จะพูดอื้ออึงมี่ฉาวขึ้นเราจะส้อนเร้นลำบาก เราพากันลงจากทางใหญ่หาที่ลับอาไศรยก่อนแล้วจึงค่อยคิดอ่านต่อไป ปฤกษากันตกลงแล้ว ก็พร้อมกันเดินหลีกออกจากทางใหญ่ มาถึงที่ราบคาบก็พากันหยุดพัก เห้งเจียจึงสั่งโป๊ยก่ายซัวเจ๋งว่า น้องทั้งสองจงเอาใจใส่ระวังอาจาริย์ให้จงดีพี่จะลอดแปลงกายเข้าไปสอดแนมตรวจตราดู บางทีจะมีทางพอที่จะเล็ดลอดหลีกไปได้ เราจะได้รีบพากันข้ามให้พ้นไปเสียแต่ในคืนวันนี้ สั่งแล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นกลางอากาศ ยืนหยุดอยู่บนเมฆพิจารณาดูเห็นในกำแพงเมืองมีรัศมีฟุ้งขึ้นเปนสาย ๆ เห้งเจียมีความพิศวงอัศจรรย์ใจ ทำไมจึงมีรัศมีผุดผ่องเปนมงคลฉะนี้ เหตุใดจึงเปนเมืองทำลายธรรมไปได้น่าประลาดจริง ๆ พิเคราะห์อยู่สักครู่หนึ่งก็พอพลบค่ำ จึงคิดว่าอย่าเลยเราจะลองไปเที่ยวดูที่พื้นตามทาง ก็กลัวคนจะเห็นเข้าจำจะต้องแปลงกายลงไป คิดแล้วก็ร่ายพระเวศแปลงกายเปนแมลงเม่าตัวหนึ่ง บินไปตามชายคาบ้านเรือนเร่ร่อนไปตามถนนตลาดในเมือง พอบินมาถึงหัวเลี้ยวถนน มีแถวบ้านคนอยู่ในวงเวียน มีโคมตามไฟทุก ๆ บ้าน เห้งเจียก็บินแอบใกล้เข้าไปพิจารณาดูโดยละเอียด เห็นบ้านหนึ่งอยู่กลางมีโคมไฟสี่เหลี่ยมแขวนอยู่น่าบ้าน ๆ เขียนหนังสือตัวใหญ่ว่า ที่พักรับแขก ข้างล่างเขียนว่าโรงเตี้ยมนี้ของอ๋องเซี้ยยี่เปนเจ้าของ เห้งเจียก็รู้ได้ว่าเปนโรงขายเข้าแกง แลเข้าไปข้างในเห็นมีคนมาพักนอนแปดเก้าคน ถอดหมวกเสื้อผ้าโพกศีศะนอนอยู่บนเตียง เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงนึกดีใจ ว่าอาจาริย์เราคงจะข้ามไปพ้นได้ คือเห้งเจียคิดจะลักเอาเสื้อผ้าไปเปลี่ยนแปลงเปนฆราวาศจะได้ข้ามหนีไป สักประเดี๋ยวเห็นอ๋องเซี้ยยี่เจ้าของเตี้ยมเดินออกมาพูดว่า ท่านทั้งหลายที่มานอนพักในเตี้ยมคนดีคนร้ายปนกัน เสื้อผ้าเข้าของจงอุส่าห์ระวังระไวไว้ให้ดี ถ้าหายหกตกหล่นจะเอาผิดแก่เจ้าของเตี้ยมไม่ได้ คนเหล่านั้น ครั้นได้ยินเจ้าของเตี้ยมสั่งก็พากันเก็บผ้าแลหมวกเสื้อสิ่งของไว้กับตัวทุกคน ในพวกที่มานอนพักนั้น มีคนหนึ่งพูดว่า ผู้เจ้าของเตี้ยมเขาสั่งถูกต้อง เราทั้งหลายเปนผู้เดินทางพักอาไศรยต้องลำบาก เหน็จเหนื่อยมานอนหลับไหลไม่ได้สะติ ถ้าของหายจะทำอย่างไร จึงพูดแก่เจ้าของเตี้ยมว่าอย่ากระนั้นเลย เข้าของเสื้อผ้าเหล่านี้ขอฝากไว้แก่ท่านผู้เจ้าของเตี้ยม เวลาเช้าข้าพเจ้าทั้งหลายจึงจะคืนเอา อ๋องเซี้ยยี่เจ้าของเตี้ยมจึงเก็บผ้าเข้าของเหล่านั้นเข้าไปไว้ในบ้านทั้งสิ้น เห้งเจียเห็นดังนั้นก็โผบินตามเข้าไปข้างในลงจับอยู่ที่ชายผ้าโพกศีศะ

ฝ่ายอ๋องเซี้ยยี่เห็นสิ้นเวลาก็ออกไปเก็บโคมไฟ ปิดประตูน่าต่างเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าห้องแก้เสื้อพาดบนราว ขึ้นนอนบนเตียงก็เลยหลับไป ที่ในเรือนของอ๋องเซี้ยยี่นั้น หญิงผู้หนึ่งลูกอ่อนสองคนบุตรร้องไห้รบกวนนอนไม่หลับ ก็ลุกขึ้นให้บุตรกินนมตามไฟไว้ เต่าจึงเอาเสื้อขาดออกปะเย็บอยู่มิได้นอน เห้งเจียคิดว่า ถ้าจะคอยให้หญิงนอนก่อนจึงจะลงมือ ประตูเมืองก็จะปิดเสียจะไปมิได้ คิดไปคิดมาก็ลงเนื้อเห็นว่าจะช้าการไปอดทนอยู่ไม่ได้ก็โผบินลงทำให้ไฟดับ แล้วแปลงตัวเปนแม่หนูตัวหนึ่งร้องจี๊ด ๆ กัดฝากระโดดลงคาบเอาเสื้อผ้าโพกศีศะดึงลากออกไปข้างนอก

ฝ่ายผู้หญิงแม่ลูกอ่อนก็ตกใจ จึงร้องเรียกอ๋องเซี้ยยี่ว่าไม่ได้การแล้วเวลาก็ดึกแล้วทำไมจึงเกิดมีปิศาจขึ้นดังนี้เล่า เห้งเจียได้ยินเสียงร้องก็เข้าแอบประตูห้องร้องบอกอ๋องเซี้ยยี่ว่า อย่าเชื่อหญิงนั้นพูดไม่จริงข้าพเจ้ามิใช่ปิศาจดอก ข้าพเจ้าเปนคนแจ่มแจ้งไม่ทำซึ่งการมืดมัวดังนั้น เราคือซีเทียนใต้เซี้ยลงมาใต้หล้าในเวลานี้!โดยเหตุรักษาพระถังซัมจั๋งจะไปไซทีอาราธนาพระธรรม บัดนี้มาถึงเมืองนี้ จะขอยืมเสื้อผ้าโพกศีศะข้ามเมืองไปแล้ว จะนำกลับมาคืนให้

ฝ่ายอ๋องเซี้ยยี่กำลังนอนตกใจตื่น ได้ยินเสียงคนพูดดังนั้นก็ตกใจ มืดแลก็ไม่เห็นอะไรคว้าเอาเสื้อผ้ามาใส่ สรวมผิดสรวมถูกไม่เข้าได้ เห้งเจียก็รีบออกจากบ้านเหาะไป บัดเดี๋ยวก็มาถึงที่อาจาริย์พักอยู่

ฝ่ายพระถังซัมจั๋ง เห็นเดือนสว่างก็นั่งคอยชะแง้ดูเห้งเจีย แลไปก็เห็นเห้งเจียกลับมา จึงถามว่าเห้งเจียไปดูท่าทางได้เห็นทางใดที่จะข้ามลัดพ้นเมืองไปได้บ้างมีหรือเปล่า เห้งเจียก็วางเสื้อผ้านั้นลงแล้วคำนับพูดว่า ที่จะข้ามผ่านเมืองไปรูปเปนพระสงฆ์นั้นไม่ได้

โป๊ยก่ายพูดว่าถ้าหากจะไม่ให้เปนสงฆ์จะยากอะไร รอสักหกเดือนให้ผมยาวแล้วก็แปรได้ เห้งเจียว่าจะรออยู่ถึงหกเดือนจะทันที่ไหน จะแปลงเปนฆราวาศเดี๋ยวนี้ พระถังซัมจั๋งถามว่าเห้งเจียพูดอะไร เห้งเจียตอบว่าพระอาจาริย์ ที่ในเมืองนี้ข้าพเจ้าได้ไปพิเคราะห์ดู เจ้าเมืองนั้นจิตรเปนอกุศล ฆ่าพระสงฆ์ก็จริง แต่ที่บนกำแพงเมืองนั้นมีรัศมีโชติ์ช่วงรุ่งเรืองปลาด เมื่อกี้นี้ข้าพเจ้าไปยืมเสื้อผ้าที่เตี้ยมมา พวกเราแปลงเปนคฤหัศแล้วเข้าไปไนเมืองพักที่โรงเตี้ยมเข้าแกง รอให้เจ้าของโรงเตี้ยมจัดหาเข้าแจฉันแล้วพอจวนแจ้งประตูเมืองเปิดเราพากันรีบออกจากเมืองอย่าให้ทันชาวเมืองรู้เหตุ หากปะคนกั้นกางเราบอกว่ามีรับสั่ง คนเหล่านั้นก็จะไม่อาจห้ามไว้ได้คงจะต้องปล่อยไปโดยสดวก ซัวเจ๋งพูดว่าพี่คิดดังนี้ดีแล้วจะต้องกระทำตาม

ฝ่ายพระถังซัมจั๋ง ไม่รู้ว่าจะทำประการใดก็ต้องจำใจแปลงจึงถอดเครื่องพระสงฆ์ออกแล้ว เสื้อผ้าสรวมใส่เข้าเหมือนคฤหัศซัวเจ๋งก็แปลง โป๊ยก่ายศีศะใหญ่ผ้าโพกไม่ได้ เห้งเจียถอนเอาขนออกแปลงเปนด้ายแลเข็ม เอาผ้าโป๊ยก่ายคลี่ออกแล้วสองชายเย็บติดกันใส่ให้โป๊ยก่ายเสร็จแล้ว เห้งเจียก็จัดแจงแต่งตัวเอง ครั้นแต่งตัวเสร็จทุกคนแล้ว เห้งเจียจึงสั่งว่าชื่อเดิมของอาจาริย์จงอย่าได้เรียก เรียกกันเปนฉันพี่น้อง ให้เรียกชื่ออาจาริย์ว่า ถังอิดกัว ถ้าไปถึงเตี้ยมอาจาริย์กับน้องพูดโต้ตอบแก่เจ้าของเตี้ยม ให้ข้าพเจ้าพูดคนเดียว บางทีเขาจะถามถึงสินค้าจะบอกว่าเอาม้ามาขาย เอาม้าของเราให้ดูเปนตัวอย่าง แลยังมีพี่น้องเฝ้าม้าอยู่ข้างนอก เราสี่คนมาหาที่ห้องพักแลที่พักม้าก่อน แล้วจึงจะเข้ามาพร้อมกันดังนี้ เจ้าของเตี้ยมก็จะต้องเกรงใจเรา แลจะต้องเลี้ยงดูพวกเรา เวลาเราจะไปไว้ข้าพเจ้ามีคำขอบคุณเขาแล้วจึงออกเดินพระถังซัมจั๋งได้ฟังเห้งเจีย จำใจจำต้องยอมให้เห้งเจียจัดแจงตามชอบใจ เห้งเจียครั้นจัดแจงสั่งเสียเสร็จแล้วก็พากันยกของจูงม้ารีบเดินเข้าเมือง เวลานั้นประมาณยามเสศโคมไฟยังไม่ดับ เพราะเปนบ้านเมืองอันเจริญศุข ประตูบ้านของชาวเมืองก็ยังไม่ปิด อาจาริย์กับศิษย์ก็พากันรีบเดินตรงมายังเตี้ยมอ๋องเซี้ยยี่ ครั้นมาถึงประตูเตี้ยมก็ได้ยินคนในนั้นบ่นว่า คนนั้นเสื้อหายคนนี้ผ้าโพกหาย เห้งเจียได้ยินแล้วก็ทำเปนไขหูไม่รู้ไม่เห็นเสีย เข้าไปที่น่าประตูร้องเรียกเจ้าของเตี้ยม ว่าห้องยังว่างเปล่าอยู่บ้างหรือไม่ พวกข้าพเจ้าจะมาอาไศรย์พัก ในนั้นมีผู้หญิงร้องตอบออกมาว่า มีคะเชิญท่านขึ้นพักบนเล่าเต๊งชั้นบน พูดยังไม่ทันขาดคำแลเห็นชายคนหนึ่งเดินออกมารับม้า เห้งเจียจึงจูงม้ามามอบให้แก่คนนั้นเอาไปเลี้ยง เห้งเจียนำน่าพากันขึ้นไปบนเล่าเต๊งชั้นบน ข้างบนเล่าเต๊งมีเก้าอี้โต๊ะตั้งสำรองพรักพร้อม เห้งเจียก็เปิดน่าต่างมีแสงเดือนส่องสว่างต่างก็พากันนั่งพักบนเก้าอี้ แลเห็นข้างล่างจุดโคมไฟเอาขึ้นมา เห้งเจียออกยืนขวางประตูดับไฟเสีย บอกว่าแสงเดือนสว่างไม่ต้องตามไฟ คนนั้นก็ถือโคมกลับลงบันไดไป ประเดี๋ยวอิกคนหนึ่งเอาถาดน้ำชาขึ้นมาสี่ถ้วย เห้งเจียก็เดินออกมารับ ยังมีหญิงสองคนอายุประมาณสิบเจ็ดปีเดินขึ้นมายืนแอบอยู่ข้างหนึ่ง ถามว่าทั้งสี่คนอยู่ที่ไหนมานี่มีสินค้าอะไรมาบ้างหรือ เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้ามาจากทิศเหนือเอาม้ามาขาย หญิงนั้นจึงถามแซ่แลชื่อ เห้งเจียตอบว่าท่านที่หนึ่งชื่อถังใต้กัว ที่สามนั้นชื่อจูซัมกัว ที่สี่นั้นชื่อซังซี้กัว ข้าพเจ้าชื่อยี่กัว หญิงทั้งสองได้ฟังก็หัวเราะว่าชื่อแซ่แปลกๆกัน เห้งเจียว่าจริงดังนั้นชื่อแซ่แปลกกันแต่ว่าอยู่รวมกัน พวกข้ารวมกันสิบคนพี่น้อง แต่ข้าพเจ้าเข้ามาสี่คนก่อน จะได้หาห้องเช่าแลเช่าพักม้า ยังอยู่นอกเมืองอิกหกคน หยุดคอยเฝ้าม้าเพราะเวลาค่ำมืดยังไม่ควรจะเอาเข้ามา รอข้าพเจ้าเช่าที่พักได้แล้วรุ่งเช้าก็จะเอาเข้ามาขาย ๆ ได้แล้วก็จะพากันกลับ หญิงนั้นถามว่าม้าฝูงนั้นจะมีสักกี่ม้า เห้งเจียตอบว่ามีสักร้อยเสศ รูปร่างก็คล้ายคลึงแก่ตัวที่ข้าพเจ้าเอามานี้ แต่สีขนแปลกๆกัน หญิงนั้นจึงพูดว่าท่านยี่กัวถ้าขายมีหลักถานจริงๆ ท่านมาถึงเตี้ยมข้าพเจ้าเปนเตี้ยมที่สอง ที่จะไว้ม้าก็มีพรักพร้อม จะไว้สักเท่าใดก็ได้ถมไป อีกประการหนึ่งข้าพเจ้าตั้งเตี้ยมที่นี่ก็นานแล้ว เดิมสามีข้าพเจ้าแซ่เตียวก็บังเอินถึงแก่กรรมเสียแล้ว นามข้าพเจ้าเรียกว่าเตี้ยวกัวหู ในเตี้ยมของข้าพเจ้ามีการเลี้ยงแขกสามอย่าง ห้องพักค่าเช่าก็มีกำหนดราคา เห้งเจียถามว่าในเตี้ยมของนางทำไมจึงมีอะไรเลี้ยงแขกสามอย่าง โปรดแสดงให้ข้าพเจ้าทราบบ้าง นางเตี้ยวกัวหูตอบว่ามีสามอย่างดังนี้ คือที่หนึ่งนั้นเลี้ยงมีขนมแลผลไม้ต่าง ๆ แลของกินโต๊ะหนึ่งเฉภาะสองคน มีหญิงสาวขับร้อง คนหนึ่งคิดเอาค่าป่วยการห้าสลึงทั้งค่าห้องรวมอยู่ด้วยกัน เห้งเจียได้ฟังก็หัวเราะว่าสมควรแล้ว ข้าพเจ้ายอมออกเงินห้าสลึงแต่ไม่ต้องมีหญิงสาวขับร้อง จึงถามอิกว่าที่สองนั้นเปนอย่างไร นางเตี้ยวกัวหูตอบว่าที่สองนั้นมีสุราอุ่นร้อน แลเครื่องกินต่างๆตั้งบนโต๊ะตามแต่ท่านผู้บริโภคจะพอใจ แต่ไม่มีหญิงสาวขับร้อง คิดคนละสองสลึง เห้งเจียว่าสองสลึงก็สมควรแล้วยังอีกอย่างที่สามนั้นอย่างไร นางเตี้ยวกัวหูพูดว่า ข้าพเจ้าไม่อาจพูดต่อน่าท่านไม่ควรแสดง เห้งเจียว่าจงแสดงเถิดอย่าเกรงใจข้าพเจ้าอนุญาต บางทีพวกข้าพเจ้าเรียกเอาตามความพอใจแล้วแต่อย่างใดจะดี นางเตี้ยวกัวหูพูดว่าอย่างที่สาม ไม่มีคนเฝ้าประคับประคอง มีเข้ามีกับตามประสงฆ์อิ่มแล้วนอนอาไศรยตามชายคาจนสว่างคิดเอาเฟื้องสองไพตามราคาดังนี้ คิดขึ้นคิดลงไม่ได้ โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นพูดว่า ข้าพเจ้าจะเลือกเอาอย่างที่สาม จะกินให้อิ่มแล้วออกไปนอนน่าบ้านดีกว่า เห้งเจียพูดว่าน้องพูดอะไรอย่างนั้น เราเปนคนเที่ยวทุก ๆ หัวเมืองจะมาเสียดายเงินสองสามตำลึงทำไม เห้งเจียจึงบอกเจ้าของเตี้ยมให้จัดแจงโต๊ะที่หนึ่งมาเถิด นางเตี้ยวกัวหูได้ฟังดังนั้นก็มีความดีใจ จึงเรียกคนใช้ให้ยกน้ำชาดีขึ้นมา แล้วให้คนทำโต๊ะรีบจัดหา นางก็ลงจากเต๊งเรียกคนให้ทำเป็ดไก่หมูแลแพะแกะ แล้วจัดสุราอย่างดีออกสำรอง แลให้คนช่างขนมจัดทำขนมโอชารศต่าง ๆ พระถังซัมจั๋งได้ยินจึงพูดแก่ซึงยี่กัวว่าเขาไปฆ่าสัตว์ดังนี้จะไม่ดี เห้งเจียก็นึกได้จึงไปเรียกว่า แม่เจ้าของเตี้ยมเชิญขึ้นมานี่ก่อนนางก็ขึ้นมาถามว่าท่านยี่กัวจะประสงค์สิ่งใดหรือ เห้งเจียบอกว่าอย่าให้เขาฆ่าสัตว์เลย วันนี้ข้าพเจ้าถือศีลกินแจ นางได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ถามว่าท่านกินแจตลอดอายุหรือมีกำหนดเดือน เห้งเจียตอบว่าไม่ใช่ทั้งนั้น พวกข้าพเจ้ากินแจเปนวันๆ หากวันแกซินจึงกินแจ วันนี้เปนวันแกซินพรุ่งนี้ก็เลิก วันนี้ขอให้จัดเครื่องแจมาเถิด ข้าพเจ้าจะคิดให้ตามราคาที่หนึ่ง นางเตี้ยวกัวหูได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงลงไปร้องสั่งพวกทำเครื่อง ว่าของมีเนื้อถึกเลิกไม่ต้องทำ จัดทำแต่เครื่องแจเท่านั้น พวกทำครัวได้ฟังคำสั่งดังนั้นก็รีบทำเครื่องแจบัดเดี๋ยวก็แล้ว ยกขึ้นจัดบนโต๊ะพร้อมแล้ว ฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งเห็นเครื่องโต๊ะจัดเสร็จแล้ว ก็พากันนั่งรับประทานตามสบายใจ เวลานั่งกำลังกินได้ยินเสียงครืนๆ ตึงตังอยู่ข้างน่าบ้าน เห้งเจียจึงถามนางเจ้าของบ้านว่าที่ข้างล่างทำอะไรกัน นางเจ้าของเตี้ยมบอกว่า คนที่มาเช่าเขาเรียกคนที่หามเกี้ยวให้มารับเขาจะไป คนหามเกี้ยวมาโดนกระดานเสียงก็ตึงตังไม่ใช่ทำอะไรดอก เห้งเจียจึงพูดว่า เมื่อแรกท่านก็ไม่บอกจะได้เชิญแขกนั้นไว้ยังมิให้ไป เพราะวันนี้เปนวันศีลกินแจ แลทั้งพี่น้องก็ยังมาไม่พร้อมกัน พรุ่งนี้ถ้ามาพร้อมกันจะกินเล่นในเตี้ยมนี้ นางเตี้ยวกัวหูได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็พูดว่าท่านพูดดีแล้วขอบใจท่านมากๆ เห้งเจียโป๊ยก่ายแลซัวเจ๋งครั้นกินอิ่มแล้วคนเตี้ยมก็เก็บถ้วยชาม พระถังซัมจั๋งจึงเดินมาถามเห้งเจียว่า เราจะพักนอนที่ไหน เห้งเจียบอกว่าเราจะต้องนอนบนนี้ พระถังซัมจั๋งเห็นว่าจะไม่ชอบกล เพราะพวกเราเปนคนเดินทางธระมาลำบาก บางทีจะนอนหลับไหลไม่รู้สึกตัวผ้าโพกศีศะจะหลุดออก บางทีคนขึ้นลงจะเห็นเฃ้าเขาจะรู้ว่าเปนพระสงฆ์ จะเล่าลือต่อๆ ไปจะทำอย่างไร เห้งเจียพูดว่าอาจาริย์ว่าดังนั้นก็ชอบอยู่ เห้งเจียจึงเรียกเจ้าของเตี้ยม นางก็ขึ้นมาถามว่าท่านยี่กัวจะสั่งว่ากะไรหรือ เห้งเจียถามว่าจะให้พวกข้าพเจ้านอนที่ไหน นางบอกว่าต้องนอนบนเล่าเต๊งนี้จึงจะดี ยุงริ้นไม่มีแลฤดูนี้ลมว่าวพัดกล้า เปิดน่าต่างนอนเล่นเย็นสบาย เห้งเจียพูดว่าเห็นจะนอนไม่หลับ เพราะท่านจูซัมกัวเปนโรคเหน็บชา ซูซี้กัวเปนโรคกะสาย ท่านถังใต้กัวชอบนอนที่มืดเพราะกระดากไฟนอนไม่หลับ ที่บนนี้ไม่เปนที่ผาศุขได้ นางเตี้ยวกัวหูได้ฟังก็ลงจากบันไดมายืนพิงข้างประตูครัวถอนหายใจบ่นว่าลำบากใจจริง ๆ ขณะนั้นบุตรนางเตี้ยวกัวหูอุ้มบุตรเดินมาได้ยินมารดาบ่นดังนั้นจึงพูดว่า มารดาจะบ่นไปทำไม ฤดูนี้ขายไม่ดีฤดูน่าก็จะขายดีแม่จะบ่นไปทำไม นางแม่พูดว่าหาเปนเช่นนั้นไม่ แม่ไม่ได้ร้อนด้วยเรื่องจะขายได้ไม่ได้ วันนี้เมื่อจวนจะพลบค่ำเก็บร้าน มีสี่คนพ่อค้าม้ามาร้องเรียกเช่าห้องนอน เธอเข้ามาจะกินโต๊ะอย่างที่หนึ่ง แม่ปราถนาอยากได้เงินเขา เธอไม่กินโชจะกินแจ ก็ตามใจจัดหาให้เธอกินอิ่มแล้ว จะคิดราคาก็ยังไม่ได้เงินเขา นางลูกสาวพูดว่าเราได้ให้กินที่นี่แล้วต้องไม่ยอมให้ไปนอนที่อื่น พอรุ่งเช้าเราจัดเครื่องโต๊ะ เหล้ายาให้พร้อมให้เขากินแล้วจะวิตกอะไรว่าจะไม่ได้เงินเล่า นางแม่พูดว่าเธอสองสามคนมีโรคกะสายบ้างเหน็บชาบ้างแลกระดากแสงไฟบ้าง จะอยากนอนที่มืด ๆ เจ้าคิดดูหรือ ที่บ้านกว้างขวางดังนี้จะหาที่มืด ๆ บังลมที่ไหนมีบ้างเล่า สู้เรายกค่าเช่าให้เธอไปหาที่อื่นดีกว่า นางลูกสาวได้ฟังแม่พูดดังนั้น จึงพูดแก่มารดาว่า จะหาที่มืดที่บังนั้นดีแล้ว แม่ถามว่าอยู่ที่ไหน ลูกสาวบอกว่าเมื่อบิดายังอยู่ ได้ต่อทำตู้ใหญ่ไว้ตู้หนึ่ง กว้างสี่ศอกยาวเจ็ดศอกสูงสามศอก ในตู้นั้นจุนอนได้หกเจ็ดคน ให้เธอพากันไปนอนในตู้นั้นก็ไห้ นางแม่ได้ฟังลูกสาวก็นึกขึ้นได้จึงพูดว่าจะลองถามเธอดูก่อน นางจึงขึ้นไปบนเล่าเต๊งถามว่า ท่านยี่กัวข้าพเจ้าหาทั้งบ้านก็ไม่มีที่ มีแต่ตู้ใหญ่อยู่ตู้หนึ่งบังลมได้ดีแลมืดด้วยท่านจะเห็นควรหรือไม่ เห้งเจียบอกว่าดีแล้ว นางเตี้ยวกัวหูลงมาเรียกคนหามตู้ออกมาวางไว้แล้วก็เปิดบานออกเชิญคนทั้งสี่ไปนอน เห้งเจียนำน่าพระถังซัมจั๋งลงมาจากเต๊ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ยกถุงย่ามเข้าของตามลงมา ครั้นเดินมาถึงตู้โป๊ยก่ายก็ไม่ว่าดีชั่วมุดเข้าไปก่อน ซัวเจ๋งเอาเข้าของส่งไปแล้วก็พยุงอาจาริย์เข้าไป ซัวเจ๋งก็เข้าไป เห้งเจียจึงเรียกให้เอาม้ามาผูกดีแล้ว จึงบอกให้นางเตี้ยวกัวหูปิดประตูตู้เอากุญแจมาลั่นพอรุ่งเช้าค่อยมาเปิด นางก็ทำตามเห้งเจียสั่ง เวลานั้นเปนฤดูร้อน เข้าอยู่ในตู้ทั้งสี่คนลมก็เข้าไม่ได้ พากันได้ความร้อนธุรณธุรายปราศจากความศุข พากันถอดผ้าโพกศีศะแลเสื้อออก ในนั้นก็ไม่มีพัดพากันเอาผ้าปัดไปปัดมานอนก็ไม่หลับจนเข้ายามสองจึงได้หลับ แต่เห้งเจียนอนหลับๆ ตื่นๆ จึงยื่นมือไปหยิกขาโป๊ยก่าย ๆ ตาก็หลับปากก็บ่นพึมพำ ว่านอนก็นอนไปเดินมาลำบากทุกข์ยากจะเอาใจที่ไหนมาหยอกกันเล่นอีกเล่า เห้งเจียจึงแกล้งพูดว่าพวกเรา ต้นทุนเดิมห้าพันตำลึงที่ซื้อม้าไปแล้ว ยังคงอยู่สี่พันตำลึงยังฝูงม้านี้อีกสามพันตำลึง หากขายลงแล้วจะได้กำไรเท่าทุน พูดไปพูดมาโป๊ยก่ายเปนคนนิไสยขี้เซาก็มิได้โต้ตอบ หารู้ว่าคนใช้ในเตี้ยมลุกขึ้นหาบน้ำหุงเข้าไม่ ด้วยมันเปนพวกเดียวกันกับขะโมยเมื่อเวลามันตื่นนั้นมันแอบเข้าไปฟัง ได้ยินเห้งเจียพูดเรื่องเงินว่ามีมากดังนั้น มันจึงใช้ให้พวกของมันออกไปบอกพวกขะโมยเข้ามาอีกสิบคน จุดคบไฟจะเข้ามาปล้นเอาผู้พ่อค้าม้า ในบ้านนางเตี้ยวกัวหู พวกผู้หญิงก็ตกใจกลัวตัวสั่นไปทุกคน ก็ช่วยกันปิดประตูเสีย ตามแต่มันจะทำกันข้างนอก

ฝ่ายพวกขะโมยก็หาได้คิดจะปล้นเตี้ยมนั้นไม่จะใคร่ปล้นแต่พ่อค้าม้า ก็พากันกรูขึ้นบนเล่าเต๊งค้นหาก็ไม่พบ จึงจุดไฟสว่างขึ้นเที่ยวค้นหารอบเตี้ยมก็ไม่เห็น แลไปกลางบ้านเห็นมีตู้ใหญ่ตั้งอยู่จึงพากันเข้ามาจับม้าออกมาแล้ว เห็นตู้ลั่นกุญแจแน่นหนาจะคัดง้างออกยากจึงปฤกษากันว่าพวกพ่อค้านี้มันมีปัญญา ชะรอยเงินทองเข้าของจะอยู่ในตู้นี้เอง อย่าเลยพวกเราช่วยกันหามเอาตู้นี้ไปนอกเมืองผ่าออกแบ่งกันจะมิดีหรือ คิดเห็นตกลงกันดังนั้นแล้ว ก็เอาเชือกมาคล้องตู้ช่วยกันหามออกมานอกเมือง เวลาที่พวกโจรหามตู้ไปนั้น โป๊ยก่ายกำลังนอนผุดลุกขึ้น ถามว่าพี่เห้งเจียทำไมยังไม่นอนนั่งโคลงตู้เล่นทำไม เห้งเจียกระซิบบอกว่าอย่าเอ็ดไป ไม่มีใครโคลงเล่นดอก ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับซัวเจ๋งก็ตกใจผุดลุกขึ้นถามว่า ใครมาหามพวกเราไปข้างไหน เห้งเจียห้ามว่าอย่าพูดรอให้มันหามไปทางทิศไซทีแลไปข้างตวันตกเราไม่ต้องเดิน ฝ่ายพวกขะโมยครั้นหามออกไปแล้ว ก็หาหามไปข้างทิศไซทีไม่ กลับหามย้อนไปข้างทิศตวันออก ถึงประตเมืองก็ช่วยกันตีพวกเฝ้าประตูแตกหนีไปหมด แล้วจึงเปิดประตูเมืองหามตู้ออกไป เวลานั้นอึกกะทึกโกลาหฬรู้ถึงนายทหาร จึงเรียกพลทหารมาพร้อมถือเครื่องอาวุธครบมือกันแล้ว ก็ไล่จับพวกโจร พวกโจรเห็นทหารมามากก็ทิ้งตู้ไว้รีบหนีเอาตัวรอดไปทั้งสิ้น พวกทหารจึงจับม้าหามตู้พากันกลับ นายทหารเห็นม้าตัวนั้นดีก็ไม่ขี่ม้าของตัวจับม้าที่ได้มานั้นขี่เข้าเมือง ครั้นถึงที่พักแล้วจึงให้พลทหารยกตู้นั้นเข้ามาตั้งในตึก จึงทำรายงานฉบับหนึ่งใส่ซองผนึกมอบให้ขุนนางกองตระเวรนำขึ้นถวายพระเจ้าแผ่นดินตามแต่จะโปรด

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งอยู่ในตู้บ่นด่าเห้งเจียว่า มึงอ้ายชาติลิงมาแกล้งฆ่าเราเสียดังนี้ได้ หากอยู่นอกเขาจับได้ไปส่งให้เจ้าเมืองก็ยังจะมีคำโต้ตอบได้บ้าง นี่มาอยู่ในตู้ลั่นกุญแจดังนี้ อ้ายพวกขะโมยลักหามมา พวกทหารแย่งเอามาได้ดังนี้ พรุ่งนี้เช้าเห็นเจ้าจะสำเร็จแล้ว เขาคงลงดาบฆ่าเสียดังนี้จะไม่เสียการใหญ่ไปหรือ เห้งเจียได้ฟังอาจาริย์บ่นว่าดังนั้นจึงพูดว่า นิมนต์อาจาริย์นอนให้สบายเถิด พรุ่งนื้ถ้าเจ้าเมืองมิจฉาทิฐิแล้ว ข้าพเจ้าจะมีคำโต้ตอบเอง แลจะรับประกันมิให้พระอาจาริย์เปลืองสักเท่าเส้นขนหนึ่ง รอเข้ายามสี่เห้งเจียก็แผลงฤทธิ์เอาตะบองเหล็กออกจากหู เสกด้วยพระคาถาเป่าไป ตะบองก็กลายเปนสว่านอันหนึ่ง เห้งเจียจึงเอาเจาะใต้พื้นตู้ทะลุออกรูหนึ่งแล้ว เห้งเจียก็แปลงกายเปนมดตานอยตัวหนึ่งลอดออกมาจากตู้แล้วก็แปลงเปนรูปเดิม เหาะขึ้นบนกลีบเมฆไปยังประตูพระราชวัง เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินยังกำลังประทมหลับสนิท เห้งเจียก็แผลงฤทธิ์แบ่งภาคถอนขนเสกเป่า ให้แปลงเปนหนอนหาวนอนหลายร้อยหลายพันตัว แล้วอ่านคาถาเรียกพระภูมิ์เจ้าที่ซึ่งรักษาเมืองนั้น สั่งให้เอาหนอนหาวนอนไปใส่ให้พระเจ้าแผ่นดินแลขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายในฝ่ายน่าหลับให้หมด อย่าให้รู้สึกได้ ครั้นให้หนอนไปแก่พระภูมิ์เจ้าที่แล้ว เห้งเจียก็ถอนขนที่บ่าขวาออกเสกให้เปนเห้งเจียน้อยตั้งร้อยตั้งพัน ทุกๆรูปให้ถือตะบองแกว่งกวัดแปลงเปนมีดโกนคนละเล่มทุกคน ตัวเห้งเจียเองก็ถือมีดโกนเล่มหนึ่งแล้วก็สั่งทุกรูปที่แปลงนั้น ให้ถือมีดโกนเข้าไปในพระราชวัง จับขุนนางใหญ่น้อยทั้งพระมเหษีนักสนมโกนผมให้โล้นเสียทุกคน บัดเดี๋ยวก็สำเร็จตามสั่งทุกประการ จึงไล่พระภูมิ์เจ้าที่ให้กลับไปยังที่อยู่ของตนแล้ว เห้งเจียก็เรียกขนกลับเข้าตัวเหาะกลับมาแปลงเปนมดตานอยมุดเข้าตู้ แล้วก็แปลงกลับเปนรูปเดิมคอยรักษาอาจาริย์

ฝ่ายนางในใหญ่น้อยครั้นจวนจะแจ้งยังไม่ทันสว่าง ก็พากันลุกขึ้นสะสางล้างหน้าแต่งตัวทุก ๆ คน ไม่มีผมพากันหัวโล้นทั้งสิ้น จึงพากันไปที่ตำหนักต่างคนก็ทำดนตรีตามเคย ทุกคนต่างมีความโศกเศร้าโทมนัศไม่กล้าจะออกเสียงขับขาน สักประเดี๋ยวหนึ่งพระมะเหษีก็ตกพระไทยตื่นนางรู้สึกว่าผมไม่มี จึงลุกเดินมายังข้างที่ประทมแห่งพระเจ้าแผ่นดิน เห็นพระเจ้าแผ่นดินคลุมประทมหลับอยู่จึงแกล้งให้เสียงขึ้น พระเจ้าแผ่นดินตกพระไทยตื่นแลเห็นพระมะเหษีไม่มีผม จึงลุกขึ้นตรัสถามว่าเหตุไฉนผมจึงไม่มีดังนี้เล่า พระมะเหษีกราบทูลว่าใช่จะเปนแต่ข้าพเจ้า แม้พระองค์ก็เปนดังข้าพเจ้าเหมือนกัน จึงพระเจ้าแผ่นดินยกพระหัถขึ้นลูบบนพระเศียรก็มิได้พบพระเกษา ตกพระไทยไม่เปนสมประดี จึงตรัสว่าเหตุไฉนจึงมาเปนเช่นนี้ได้ ในขณะนั้นทอดพระเนตร์ไป เห็นสาวสนมกรมในศีศะโล้นไม่มีผมเลยแต่สักคนเดียว พระเจ้าแผ่นดินทรงพระกันแสงเสียพระไทยตรัสว่า ชะรอยจะเปนด้วยเวรกรรมที่เราฆ่าพระสงฆ์มากมายนัก บาปนั้นมาตามทัน จึงบันดานให้เปนไปดังนี้ จึงมีรับสั่งกำชับห้ามปรามว่าอย่าให้ฝ่ายในพูดจาถึงเรื่องโกนผมให้ขุนนางฝ่ายหน้ารู้เหตุ ข้าราชการใหญ่น้อยจะพากันกำเริบร้าวราน แลหาเหตุว่าเพราะเรามิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรม จึงบันดานอุปัติเหตุให้เปนปรากฎดังนี้ แล้วพระองค์ก็เสด็จออกยังที่ว่าราชการ

ฝ่ายพวกขุนนางข้าราชการใหญ่น้อยฝ่ายน่าตามเคยถึงเวลาเข้าเฝ้าพากันไม่มีผมศีศะโล้นไปทุกคน ต่างคนก็ทำหนังสือขึ้นถวายพระเจ้าแผ่นดินตามมูลเหตุที่เปนการปลาดนั้น

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ