มุ้ยเกาอ๋องได้ชื่อที่พระอาจาริย์ตั้งให้แล้ว ก็ชื่นชมยินดีเปนที่สุดพระอาจาริย์จึงสั่งศิษย์ทั้งหลายให้นำหงอคงออกไปที่ลานวัด กวาดล้างสิ่งโสโครกให้หมดสอาด เพื่อรู้จักขนบทำเนียมที่ทางซึ่งจะไปมาให้รอบคอบ หงอคงกราบลาพระอาจาริย์ สานุสิษย์ทั้งหลายก็พาหงอคงออกมาจัดที่หลับที่นอนข้างระเบียงนั้น ครั้นเวลาเช้า ๆ ทุกวันหงอคงก็เล่าเรียนหนังสือแลหัดเขียนหัดอ่าน แลทำการกิจวัดต่าง ๆ บ้าง บางเวลาว่างการเล่าเรียนแล้วก็ปลูกต้นไม้ตักน้ำรดต้นไม้ในสวนแลขุดดินดายหญ้าในสวนตามเวลาการ

ครั้นอยู่ประมาณได้หกเจ็ดปีแล้ว มาวันหนึ่งพระอาจาริย์ประชุมสานุศิษย์ทั้งหลายพร้อมกัน พระอาจาริย์ก็ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์แสดงในพระไตรยลักษณญาณ แลพระไตรสระณาคม แลพระไตรยปิฎกธรรม แลญาณสามกิจสิบหกในอะริยะสัจสี่ซึ่งเปนพระพุทธสาศนาแท้ แลถ้อยคำของพระอิสีดาวบท แลคำของนักปราชทั้งหลายมีขงจู๊เปนต้น แตในพระพุทธสาศนาคำที่เรียกว่า ภาสิตนั้นมีอยู่สี่ประการ คือหนึ่งพุทธภาสิต สองสาวกภาสิต สามอิสีภาสิต สี่เทวดาภาสิต รวมคำภาสิตเปนความแสดงธรรมคำสอนเพื่อให้ลุแจ้งเห็นจริงลงเปนหนึ่งในดวงจิตรเปนใจความดังนี้ ธรรมที่ไม่เกิดไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายนั้น คือ (อมัตตะธัม) อันท่านจัดเปนอะสังขะตะธรรม ได้แก่พระนฤพาน ให้ผู้ปฏิบัติกระทำความเพ่งธรรมนั้นอยู่เปนอารมณ์เสมอ

เมื่อขณะกำลังพระอาจาริย์แสดงธรรมอยู่นั้น ซึงหงอคงฟังคำแสดงธรรมเกิดปีติยิ่งนัก ก็เกาหูแลเกาคางกระทำกิริยาหน้าเลิกรื่นเริง แลกระโดดโลดเต้นตบมือตามวิไสยเดิมของตนที่เปนชาติวานร

ฝ่ายพระอาจาริย์โผเถโจ๊ซือเหลือบมาเห็นเข้า จึงถามซึงหงอคงว่า กำลังในที่ประชุมสดับธรรมเทศนาอยู่พร้อมกัน ทำไมตัวจึงไม่รักษากิริยาสำรวมกายวาจา ทำเปนบ้าหลังตบมือโลดเต้นอย่างนั้นเล่า

ซึงหงอคงจึงตอบว่า ข้าพเจ้าตั้งใจฟังพระอาจาริย์แสดงธรรมไพเราะเพราะหูจับใจเกิดปีติโสมนัศศรัทธาหาที่เปรียบมิได้ ก็เผลอสะติไปโดยอำนาจปีติ จึงบังเกิดความไหวติงไปทั่วกายแลใจ ขอพระอาจาริย์เจ้าได้กรุณายกโทษให้แก่ข้าพเจ้า

พระอาจาริย์จึงถามว่า ตัวฟังเพราะหูนั้นยังจะรู้ศึกหรือไม่ว่าตนมาอยู่ในถ้ำนี้ได้กี่ปีแล้ว

หงอคงจึงตอบว่ามากแลน้อยเท่าใดตามเวลากาลนั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถจะทราบได้ แต่ข้าพเจ้าจำได้ว่าเคยไปเก็บฟืนข้างเขานั้น เห็นต้นชมภู่งามที่ข้าพเจ้าเคยเก็บกินอิ่มเจ็ดครั้งแล้ว

พระอาจาริย์จึงพูดว่า ที่หลังเขานั้นเรียกชื่อว่า (ลันท้อซัว) ตัวเคยเก็บลูกชมภู่กินเจ็ดครั้งนั้นคือ กำหนดไว้เจ็ดปี ตัวมาอยู่กับเราประสงค์จะเรียนรู้ธรรมเพื่อมรรคผลในที่สุดอย่างไรหรือ จงชี้แจงความประสงค์ในใจเจ้า

หงอคงตอบว่า ขอพระอาจาริย์ได้โปรดแล้วแต่จะเมตาให้เรียนธรรมอันใด ที่ควรแก่มรรคผลจะพึงได้แลถึง ข้าพเจ้าก็จะปฏิบัติตามทุกประการกว่าจะสำเร็จได้

พระอาจาริย์จึงชี้แจงว่า ในพระคำภีร์มีสามร้อยหกสิบคำภีร์ ทุก ๆ คำภีร์ย่อมประกอบเปนทางมรรคผลได้ เราไม่รู้ว่าตัวเจ้าจะพอใจเรียนคำภีร์ใด

ซึงหงอคงจึงตอบว่าขอพระอาจาริย์โปรดใคร่ครวนดูว่า คำภีร์ใดจะควรแก่นิไสยสันดานแห่งข้าพเจ้า

(๑) พระอาจาริย์จึงว่า เราจะให้เจ้าเรียนพระคำภีร์ (ซุดหมึ้ง) คือเวทเจ้าจะชอบหรือไม่

ซึงหงอคงถามว่า คำภีร์ (ซุดหมึ้ง) อธิบายว่าอย่างไร ขอพระอาจาริย์ได้โปรดแสดงให้ข้าพเจ้าทราบด้วย

พระอาจาริย์จึงว่า (ซุดหมึ้ง) นั้น คือเชิญเจ้าเข้าทรงแลเชิญเทพารักษ์เรียกปิศาจต่าง ๆ ได้ทำกิริยาเหล่านี้เปนอารมณ์

หงอคงถามอาจาริย์ว่า ถ้าเรียนกิจเหล่านี้เสร็จแล้ว ไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายหรือ อาจาริย์ตอบว่าไม่พ้น หงอคงว่าถ้าอย่างนั้นข้าพเจ้าของดไว้ก่อนยังไม่เรียน

(๒) พระอาจาริย์บอกว่าถ้าดังนั้นจะให้เรียน (หลิวหมึ้ง) จะพอใจหรือไม่

หงอคงถามว่าคำภีร์ (หลิวหมึ้ง) มีความว่ากระไร ขอพระอาจาริย์ได้โปรดอธิบายให้ข้าพเจ้าเข้าใจ

พระอาจาริย์บอกว่า (หลิวหมึ้ง) นั้น คือจับยามดูฤกษคูณหารพระเคราะห์ร้ายดี แลแพทย์ยาอันจะรักษาโรคต่าง ๆ หมอดูภูมิสาตรแผนที่ดีร้าย กะหมายยึดเหล่านี้เปนอารมณ์

หงอคงถามว่า เรียนคำภีร์เหล่านี้อายุจะยืนไม่ตายหรือไม่ ขอพระอาจาริย์ได้โปรดชี้แจง

พระอาจาริย์จึงพูดว่า แม้ท่านอยากจะเรียนทางอายุยืนนั้น ต้องเหมือนเสาตั้งอยู่กลางเรือน

หงอคงถามว่า เสาตั้งอยู่กลางเรือนนั้นอย่างไร ข้าพเจ้าคนโง่ยังหาเข้าใจไม่ ขอท่านได้กรุณาโปรดอธิบาย

พระอาจาริย์จึงพูดว่า เปรียบเหมือนคนทั้งหลาย เมื่อจะปลูกเรือน ก็หวังใจจะให้มั่นคงยืนยาว จึงยกเสาขึ้นตั้งค้ำอยู่กลางเรือน ย่อมไม่ซุดไม่เซเรือนจึงตั้งอยู่นานได้

หงอคงว่าถ้าเช่นนั้น กิริยาที่ทำเพียงเท่านั้น ข้าพเจ้ายังไม่เห็นว่าจะยั่งยืนดำรงถาวรไปได้สักเท่าใด ข้าพเจ้าของดก่อนยังไม่เรียน

(๓) พระอาจาริย์ว่า ถ้าดังนั้นเราจะสอนให้เจ้าเรียนทาง (เจ่งหมึ้ง) คือระงับเจ้าจะพอใจหรือไม่

หงอคงถามพระอาจาริย์ว่า (เจ่งหมึ้ง) นั้นคือมีความประการใด

พระอาจาริย์ตอบว่า อดอาหารทำในใจให้หมดความกระสับกระส่าย เข้าที่หลับตาถือศีลห้ามเจรจาต่าง ๆ นั่งขัดสมาศธิ์นิ่งอยู่กับที่ไมไหวติง

หงอคงถามว่า ถ้าทำกิจเหล่านี้สำเร็จแล้ว ไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายอายุยืนหรือ อาจาริย์ว่าดุจอิฐบนหัวตึก หงอคงหัวเราะแล้วถามว่า ทำไมจึงเปรียบเหมือนอิฐบนหัวตึก มีความอธิบายว่าอย่างไร

พระอาจาริย์ตอบว่า เหมือนอิฐบนหัวตึกนั้น คือเมื่อคนทั้งหลายจะคิดก่อตึกย่อมไปขุดเอาดินมาปั้นเปนรูปอิฐแล้ววางอยู่ หาได้เอาเข้าไฟเผาให้สุกไม่ ครั้นมีฝนตกลงมาถูกอิฐนั้น ก็ละลายไปกับน้ำฝนฉนั้น

หงอคงพูดว่าอย่างนี้ไม่มั่นคงยืนยาวอะไร ข้าพเจ้าไม่อยากเรียน

(๔) พระอาจาริย์จึงว่า จะให้เรียนคำภีร์ (ต่องหมึ้ง) ตัวจะพอใจหรือไม่

หงอคงจึงถามพระอาจาริย์ว่า จะให้เรียนคำภีร์ (ต่องหมึ้ง) นั้น เปนประการใด

พระอาจาริย์ตอบว่า คำภีร์ (ต่องหมึ้ง) นั้นประกอบการภายนอก คือประกอบน้ำให้เปนไฟ ประกอบไฟให้เปนน้ำ จับศรยิงน่าไม้เล่นแร่แปรธาตุ กิริยาเหล่านี้คือคำภีร์ (ต่องหมึ้ง)

หงอคงถามว่า กิริยาเหล่านี้จะให้อายุยืนไม่ตายนั้นจะได้หรือไม่ พระอาจาริย์ตอบว่า คำภีร์นี้จะยืนยาวเหมือนกับดวงจันทรในน้ำ คือเปนแต่เงาเท่านั้น

หงอคงจึงถามว่า เหตุใดจึงเหมือนแก่ดวงเดือนในน้ำเล่า

พระอาจาริย์ตอบว่า ดวงเดือนอยู่กลางอากาศแต่เงาอยู่ในน้ำ ถึงอยู่ในน้ำก็จริงแต่จะหยิบหรือจะจับก็จะไม่ถูก ครั้นถึงที่แล้วก็เปล่าไปไม่มีรูปแลลักษณะ แลไม่มั่นคงไม่เปนแก่นสารอะไร ย่อมเปนอะนัตตาทั้งสิ้นมิใช่ตัวตน

หงอคงจึงพูดว่า แม้มิใช่ตัวตนแลมิใช่แก่นสารอะไรไม่ควรจะเรียน

ท่านอาจาริย์โผเถโจ๊ซือได้ยินหงอคงว่าไม่เรียน ท่านก็ลงมาจากธรรมาศน์ เดินตรงเข้ามาถึงหงอคงจึงถามว่า ตัวเปนเช่นวานร เหตุไรสอนอย่างนี้ก็ไม่เรียนสอนอย่างโน้นก็ไม่เรียน พระอาจาริย์ฉวยได้ไม้บันทัดตีลงตรงศีศะหงอคงสามทีแล้ว พระอาจาริย์ก็หันหลังกลับเข้ากุฎีปิดบานประตูเสีย

เวลานั้นเปนในที่ประชุมพร้อมกันเห็นว่า พระอาจาริย์มีความโกรธหงอคง ต่างก็มีความตกใจทุก ๆ คน พากันเห็นไปว่าพระอาจาริย์มีความโกรธหงอคงเปนอันมาก เพราะหงอคงพูดโต้ตอบกวนใจพระอาจาริย์ พากันบ่นว่าหงอคงต่างๆ

ขณะนั้นหงอคงมิได้มีความวิตกทุกข์ร้อนอะไรเลย ยิ่งมีความชื่นชมยินดีเปนอันมาก ด้วยหงอคงคิดเห็นเปนปัณหาของพระอาจาริย์ก็นิ่งตรึกตรองอยู่ในใจว่า คือที่พระอาจาริย์ตีศีศะเราสามทีนั้น ได้แก่เวลาสามยาม พระอาจาริย์คงจะบอกธรรมอันวิเศษให้แก่เราเปนแน่ ครั้นเวลาค่ำลงในคืนวันนั้น หงอคงก็ทำเปนนอนด้วยสานุศิษย์ทั้งหลายตามเดิม หงอคงตั้งใจรอคอยเวลากว่าจะถึงกำหนด

ครั้นถึงเวลาสามยามเข้าแล้ว หงอคงก็ค่อยย่องเบา ๆ จัดแจงนุ่งห่มเสร็จแล้ว ก็ออกจากห้องเดินไปทางหลังกุฎีพระอาจาริย์ เห็นประตูเปิดอยู่ก็ดีใจ หงอคงจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปในห้อง เห็นพระอาจาริย์กำลังหลับอยู่ จึงนั่งคอยอยู่ที่น่าเตียงประมาณสักครู่หนึ่ง พระอาจาริย์ก็รู้ศึกตัวเหยียดสองเห้า ปากก็ร้องคำเปนสัมมาทิฐิมรรคว่า ยากนักยากหนายากจริง ๆ อยากให้ธรรมอันวิเศษง่าย ๆ แต่ไม่พบคนที่มีศรัทธาความเชื่อจริง ๆ จึงไม่ควรให้ธรรมอันวิเศษ แม้จะบอกให้ก็จะเสียธรรม ถึงจะสอนก็จะป่วยการเสียเวลา

หงอคงได้ยินพระอาจาริย์พูดดังนั้น จึงร้องบอกพระอาจาริย์ว่า ข้าพเจ้าสานุศิษย์ผู้จะศึกษาธรรมอยู่นี่แล้ว ขอท่านได้กรุณาให้ทานธรรมแก่ข้าพเจ้าเถิด

ฝ่ายพระอาจาริย์เมื่อได้ยินเสียงหงอคง แล้วก็ลุกขึ้นห่มผ้านั่งอยู่บนเตียง ทำตวาดหงอคงว่า ท่าไมเองไม่อยู่ข้างนอกล่วงเลยเข้ามาในนี้ทำไม ข้าหลับนอนอยู่เองไม่รู้หรืออย่างไร

หงอคงจึงตอบว่า เมื่อเวลาวานนี้พระอาจาริย์ทำปฤษนาให้ข้าพเจ้า ๆ คิดเห็นว่า พระอาจาริย์คงจะสอนธรรมวิเศษให้แก่ข้าพเจ้า เพราะฉนั้นพอเวลาได้สามยามข้าพเจ้าจึงได้เข้ามา เห็นพระอาจาริย์ยังหลับอยู่ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถจะเข้ามาใกล้ได้ จึงได้คอยอยู่จนพระอาจาริย์ตื่น แลกล่าวถ้อยคำเปนสัมมาทิฐิมรรคขึ้นแล้วจึงสามารถเข้ามาใกล้ได้ดังนี้

ฝ่ายพระอาจาริย์โผเถโจ๊ซือ เมื่อได้ฟังหงอคงพูดดังนั้นก็นิ่งนึกตรึกตรองอยู่ จึงเห็นว่าชะรอยเทพยดาฟ้าแลดินให้หงอคงเกิดมา จึงสามารถอาจตีความของเราออกได้ฉนี้

หงอคงเห็นเปนโอกาศก็พูดต่อไปว่า ในที่นี้ไม่มีคน ขอพระอาจาริย์ได้เมตาชี้ธรรมอันไม่ตายให้แก่ข้าพเจ้าเถิด

พระอาจาริย์จึงพูดแก่หงอคงว่า ตัวเจ้ามีนิไสยในทางธรรมแล้ว เราจะชี้แจงอธิบายในมูลธรรมให้เจ้าขยับเข้ามาให้ใกล้จงระงับใจสงบกายวาจาคอยเงี่ยโสตรสดับ เราจะบอกซึ่งธรรมอันวิเศษปราศจากความเศร้าหมองแลอายุก็ยืนยาว

หงอคงคำนับกราบลงแล้ว ก็ค่อย ๆ คลานขยับเข้าไปใกล้แล้วก็นั่งคุกเข่าพนมมือสำรวมจิตรแลรักษาอิริยาบถเปนอันดี ตั้งใจฟังธรรมที่พระอาจาริย์จะบอกทางให้

ฝ่ายพระอาจาริย์โผเถโจ๊ซือ จึงแสดงหัวใจธรรมการลึกล้ำวิเศษให้แจ่มแจ้งแนบเนียนรอบคอบปลอดโปร่งโดยละเอียดอาไศรยความปฏิบัติไม่พูดแก่ใคร สำรวมทั้งสิ้นมูลภาคของกำลังจึงสำเร็จได้ คือรักษาธรรมที่ได้แจ้งแก่ใจแล้วนั้น อย่าให้หวั่นไหวรั่วไหลล้นออกไปได้ อุสาหะทำจิตรให้บริบูรณ์ตามธรรมควรแก่ธรรม ก็จะสำเร็จมรรคผลพ้นมนุษย์แลเทวดาทั้งหลาย ไม่สามารถจะมาเบียดเบียฬได้ ในเวลานั้นพระอาจาริย์ได้แสดงธรรมแก่ซึงหงอคงให้เห็นซึ่งมูลราคของธรรมแล้ว หงอคงมีจิตรอันสว่างใสบริสุทธิ์บริบูรณ์ เต็มไปด้วยกุศลธรรมที่ตนได้สดับสว่างแจ้งในการสังวัทธยายขึ้นสู่วาจาขึ้นใจแล้วก็นมัสการพระบารมีคุณแห่งธรรมแล้วก็กราบลาพระอาจาริย์กลับมาที่อยู่ของตน ตั้งใจสำรวมกิจอยู่ในธรรมได้สามปีเสศ

วันหนึ่งพระอาจาริย์ขึ้นธรรมาศน์ ประชุมสานุศิษย์ทั้งหลายแสดงธรรม พระอาจาริย์จึงถามศิษย์ทั้งหลายว่าหงอคงไปไหน หงอคงได้ยินเสียงพระอาจาริย์ก็เข้ามาใกล้บอกว่าข้าพเจ้าอยู่ที่นี่

พระอาจาริย์จึงถามว่า ตัวปฏิบัติบวชเรียนเปนอย่างไรบ้าง หงอคงตอบพระอาจาริย์ว่า มูลแห่งธรรมค่อยแจ่มแจ้งในสันดานมั่นคงบ้างแล้ว อาจาริย์จึงพูดว่า ตัวลุมูลสันดานเข้าในมูลราคสดับเข้าในภาคนั้นแล้ว จงตั้งใจระวังไภยสามประการอันร้ายแรง

หงอคงได้ยินพระอาจาริย์พูดแนะดังนั้นก็นิ่งคิดอยู่เปนนาน แล้วจึงถามพระอาจาริย์ว่า ข้าพเจ้าเคยได้ฟังว่า บารมีมรรคผลก็แรงยืนยงคงเสมอฟ้าไฟน้ำประกอบกัน ร้อยไขยก็ไม่เกิดได้ เหตุใดจะยังมีไภยสามอย่างอันร้ายแรงอีกเล่า

พระอาจาริย์จึงตอบว่า ซึ่งไภยทั้งสามมีการธรรมดา เพราะของก่อสร้างซึ่งเกิดแต่ดินน้ำลมไฟเบียดสูญจันทร์ซึ่งกันแลกัน ก็จะสำเร็จต่อภายหลัง ถ้าตั้งสะติสดับก็มีราศรีเพิ่มอายุ แต่ต่อไปห้าร้อยปีข้างน่า ฟ้าจะผ่าลงมาไฟฟ้าจะฟาดตัวเจ้าจงเร่งระวังตัวทำให้แจ่มแจ้งบริสุทธิ์เห็นมูลสันดานแล้ว จงเร่งหลีกหลบหนีให้พ้นอายุก็จะยืนเสมอฟ้า ถ้าหลีกไม่พ้นตัวเจ้าก็จะสิ้นชีวิตร แล้วต่อไปข้างน่าอีกห้าร้อยปี ไฟกรดจะมาไหม้เจ้า ไฟที่จะเผาเจ้านั้นไม่ใช่ไฟฟ้าไม่ใช่ไฟในมนุษย์ ไฟนั้นเรียกนามว่าขันธอัคคี คือไฟในกายของตัวเจ้า เกิดขึ้นเองจะเผาผลาญร่างกาย ที่มีอาการสามสิบสองก็จะย่อยยับดับไปสิ้น ความรักษาได้สักพันปี ทุกข์ธรมานหนเดียวก็จะสิ้นไป แล้วไปข้างน่าอีกห้าร้อยปี ฟ้าจะให้ลมคือไฟลมอันมิใช่ลมสี่ทิศ เปนลมที่หน้าผากของเจ้าเป่าเข้า ภายในท้องแซกทวารทั้งเก้า กระดูกแลเนื้อก็จะป่นละเอียดร่างกายก็จะหลุดล่วงแยกแตกกันไปหมดสิ้น เพราะฉนั้นไฟร้ายแรงเหล่านี้ตัวเร่งหลีกหลบให้พ้นได้แล้ว อายุก็จะยืนได้นานเท่าฟ้าแลดิน

หงอคงได้ฟังอาจาริย์พูดดังนั้น ให้บังเกิดขนพองสยองเกล้า จึงคำนับกราบพระอาจาริย์แล้ววิงวอนว่า ขอท่านได้กรุณาสอนธรรมที่จะหลีกหนีให้พ้นไภยทั้งสามนั้นให้ต่อไป

พระอาจาริย์จึงพูดว่า ซึ่งไภยสามอย่างนั้นก็ยังมีทางที่จะหลีกหนีได้อยู่ ไม่ยากอะไร โดยมีกิริยาคาบฟ้าคาบดินสองอย่าง คาบฟ้านั้นคือกิริยา (เทียนกัง) สามสิบหก คาบดินนั้นคือ (ตี้ซัว) มีกิริยาเจ็ดสิบสองคาบตามแต่จะเรียนอย่างไหน ถ้าผู้ใดเรียนได้สำเร็จตลอดแล้วก็จะหนีพ้นไภยทั้งสามนั้นได้

หงอคงจึงบอกแก่ท่านอาจาริย์ว่า ข้าพเจ้าจะขอเรียนกิริยา (ตี้ซัว) คาบดิน ขอพระอาจาริย์ได้โปรดบอกคาบดินให้แก่ข้าพเจ้าเถิด

พระอาจาริย์จึงว่าแก่หงอคงว่า ถ้าตัวอยากเรียนกิริยาคาบดินก็จงขยับเข้ามาให้ใกล้ พระอาจาริย์ก็กระซิบบอกอุปเท่ห์ให้แก่หงอคงด้วยอุบายแลวิธีลัทธิต่าง ๆ หงอคงก็ได้ลุแก่คาบที่พระอาจาริย์ประสิทธิ์ให้ โปร่งปรุทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งขึ้นไปทุกวัน ๆ

หงอคงก็ค่อยหัดค่อยฝึก จนถึงนฤมิตรบิดเบือนแปลงกายได้ถึงเจ็ดสิบสองอย่าง แลทรงกำลังพะลังมีฤทธากล้าหาญ อยู่มาวันหนึ่งพระอาจาริย์โผเถโจ๊ซือ กับสานุศิษย์ทั้งหลายนั่งอยู่น่าลานวัดพร้อมกัน พระอาจาริย์จึงถามหงอคงว่าตัวเรียนวุฒิวิทยา ได้กระทำให้สำเร็จมะโนรศแล้วดังปราถนาหรือ

หงอคงจึงตอบพระอาจาริย์ว่า ข้าพเจ้าได้อุสาหะพยายามประกอบกิจการบำเพ็ญเพียรภาวนาสำรวมเวท ได้บันลุธรรมวิเศษส่วนอิทธิฤทธิ์ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว

พระอาจาริย์จึงว่า ถ้าเจ้าร่ำเรียนทำให้สำเร็จได้จริงดังนั้นแล้ว เจ้าจงสำแดงวิทยาให้เราดู ให้เห็นปรากฎแก่ชนทั้งหลายซึ่งอยู่พร้อมกันในสถานที่นี้

หงอคงจึงสำรวมจิตรบริกรรมกระทำอิทธิปาฏิหาร ก้าวเดินจากพื้นดินได้ห้าก้าวลอยขึ้นไปบนอากาศหายลับไป ประมาณเคี้ยวหมากจืดแล้วก็กลับมา ประมาณเหาะไปได้สักสามโยชน์คือพันสองร้อยเส้น หงอคงก็ลงมาต่อหน้าพระอาจาริย์แล้วยกมือขึ้นคำนับ กล่าววาจาว่าข้าพเจ้าเหาะได้อย่างนี้

พระอาจาริย์จึงว่าที่เหาะได้อย่างนี้เรียกว่าอาไศรยเมฆไม่ใช่ดั้นเมฆ โบราณเขาดั้นเมฆเหาะไปได้รอบจักรวาฬจึงเรียกว่าดั้นเมฆ

หงอคงอ้อนวอนพระอาจาริย์ว่า ขอท่านได้กรุณาโปรดสอนให้ข้าพเจ้าเรียนวิชาดั้นเมฆได้ด้วยเถิด พระอาจาริย์ก็แนะนำสั่งสอนให้หงอคงท่องบ่นสังวัทยายจนขึ้นใจ จำได้แลประกอบบริกรรมทำทดลองก็สำเร็จได้ดังประสงค์ทุกสิ่งทุกประการ พวกสานุศิษย์ทั้งหลายจึงถามหงอคงว่า พระอาจาริย์สั่งสอนให้ท่านเหาะเหินเดินอากาศได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านได้เรียนทำสำเร็จดังประสงค์แล้วทุกประการหรือ หงอคงตอบว่าข้าพเจ้าได้เรียนรู้แลทำได้ทุกประการแล้ว

พวกเพื่อนศิษย์ทั้งหลายจึงว่า ถ้ากระนั้นท่านจงทำให้ข้าพเจ้าชมเห็นประจักษ์แก่ตาบ้างจะได้หรือไม่

หงอคงจึงว่าท่านทั้งหลายจะให้ข้าพเจ้าทำประการใด ขอให้ท่านบอกมาข้าพเจ้าจะทำให้ท่านดูทุกประการ พวกเพื่อนศิษย์จึงขอให้นิฤมิตรเปนต้นพฤกษาใหญ่ หงอคงก็ร่ายพระเวทสำรวมจิตรบริกรรมภาวนาร่างกายก็สูญหายกลายเปนต้นพฤกษาใหญ่สูงเทียมเมฆ พวกสานุศิษย์ก็ตบมือหัวเราะกันเปนอันดังออกแซ่ไป

ฝ่ายพระอาจาริย์โผเถโจ๊ซืออยู่ในกุฎีได้ยินเสียงคนร้องดังนั้นก็ตกใจ จึงจับไม้เท้าเดินออกมาถามว่าใครอยู่ข้างนอกทำอะไรกันเสียงอึกกระทึก

พวกสานุศิษย์ทั้งหลายนั่งอยู่พร้อมกัน ตอบว่ามิได้อึกกระทึก เปนแต่หงอคง สำแดงฤทธิ์นฤมิตรตนเปนต้นไม้ใหญ่สูงเทียมเมฆ พวกข้าพเจ้าเห็นเปนอัศจรรย์พากันพิศวงยินดี ในวิชาของหงอคงที่ทำฤทธิ์ได้เช่นนั้น

พระอาจาริย์จึงตวาดว่า เมื่อตะกี้เราได้ยินเสียงออกแซ่ดูดังมิใช่คนบวชเรียน ทำการฟุ้งสร้านเช่นนี้จะเปนอันบวชเรียนอะไรได้

พวกศิษย์ทั้งหลายจึงบอกว่า เมื่อตะกี้พวกข้าพเจ้านั่งอยู่พร้อมกันได้ขอให้หงอคงสำแดงวิชาที่เขาได้จากพระอาจาริย์ให้ดูเขาจึงได้ทำให้ดู

ฝ่ายพระอาจาริย์เมื่อได้ฟังศิษย์ทั้งหลายบอกดังนั้น จึงว่าพวกเจ้าหลีกไปเสียให้พ้น แลไปบอกหงอคงให้เข้ามานี่ พวกศิษย์ทั้งหลายก็พากันหลีกไปแลบอกหงอคงว่า พระอาจาริย์ให้หาตัว หงอคงก็เข้ามาหมอบกราบแลเคารพอยู่ตรงหน้าพระอาจาริย์ ๆ จึงถามหงอคงว่า ตัวแผลงฤทธิ์เดชอวดดีต่อหน้าคนเปนอันมากอย่างนั้นให้เขาเห็น ถ้าเขาจะขอให้ตัวสอนเขา ถ้าตัวจะไม่สอนให้เขาก็จะเกิดไภยอันตรายขึ้นแก่ตัว เราจะป้องกันตัวเจ้ามิได้

หงอคงได้ยินพระอาจาริย์พูดดังนั้น ก็กราบลงแล้วขอโทษพระอาจาริย์ ๆ จึงว่าเราไม่เอาโทษเจ้าดอก แต่ตัวเจ้าจะอยู่ในที่นี้ต่อไปไม่ได้

หงอคงได้ยินพระอาจาริย์พูดดังนั้น มีความเสียใจเปนที่สุด จึงเรียนถามพระอาจาริย์ว่า เมื่อเปนดังนี้แล้วพระอาจาริย์จะให้ข้าพเจ้าไปอยู่ที่ไหนเล่า

พระอาจาริย์จึงบอกว่าเจ้ามาจากที่ใด ก็จงกลับไปอยู่ในสถานที่นั้นเถิด

หงอคงได้ฟังพระอาจาริย์ว่าดังนั้น ก็นิ่งนึกอยู่ในใจเปนนานจึงนึกขึ้นมาได้ว่า เดิมเรามาจากทิศบูรพาเมืองเง่าล่ายก๊ก เขาฮวยก๊วยซัวจุ๊ยเลียมต๋อง ครั้นนึกขึ้นได้แล้วก็นิ่งอยู่

พระอาจาริย์จึงบอกแก่หงอคงว่า ตัวจงรีบไปให้พ้นจากที่นี้ ช้าไปตัวจะไม่รอดพ้นจากความตาย

หงอคงรับคำอาจาริย์แล้วก็นมัศการลาพระอาจาริย์แลเพื่อนศิษย์ทั้งหลาย แล้วพระอาจาริย์จึงว่าหงอคงว่า ตัวกลับไปคงจะมีเหตุ ถ้ามีเหตุประการใดตัวจะแผลงฤทธิ์แผลงเดชด้วยประการใด ๆ ถ้าใครจะถามว่าได้เล่าเรียนมาจากไหนใครเปนครูบาอาจาริย์ เจ้าอย่าได้บอกออกชื่อเราว่าเปนครูบาอาจาริย์แห่งเจ้าเลยเปนอันขาด ถ้าเจ้าบอกเล่าใครว่าเจ้าเปนสานุศิษย์แห่งเราแลออกชื่อเรา เรารู้แล้วจะจับตัวเจ้ามาถลกหนังหัวเสีย แลสับกระดูกเจ้าให้ป่นละเลียดแลกดวิญญาณของเจ้า ให้ลงไปตกอยู่ในนรกใต้เถรเทวะทัตอยู่ชั่วกัลปชั่วกัลป์ มิให้ตัวกลับมาได้อีกต่อไป

หงอคงเมื่อได้ฟังพระอาจาริย์กำชับสั่งเสียดังนั้นแล้ว หงอคงก็คำนับกราบลาพระอาจาริย์ออกจากถ้ำ จึงสำรวมจิตรบริกรรมพระเวทคาถากายาก็ลอยขึ้นดั้นเมฆข้ามมหาสมุทใหญ่ บัดเดี๋ยวใจก็แลเห็นเขาฮวยก๊วยซัวจุ๊ยเลียมต๋อง จึงนึกในใจว่าเมื่อไปกระดูกก็หนักกายก็หนัก ครั้นรู้วิชาเล่าเรียนสำเร็จ กระดูกก็เบาตัวก็เบาไปทั้งสิ้น คนในโลกนี้ไม่มีความเพียร ถ้าใครมีความเพียรเหมือนแก่เรา ก็สามารถจะรู้ได้ดีจนสว่างไสวเช่นเราฉนี้ หงอคงจึงสกดเมฆให้ลดลงถึงพื้นแล้ว ก็เดินตรงเข้าไปยังเขาฮวยก๊วยซัว ก็ได้ยินเสียงนกหกร่ำร้องออกแซ่ไป เหมือนหนึ่งจะแสดงความยินดีต้อนรับฉนั้น โดยเหตุที่เห็นหงอคงกลับมา หงอคงครั้นกลับมาถึงสำนักถ้ำแล้ว ก็ร้องเรียกบริวารลิงทั้งหลายแลบอกว่าเรามาถึงแล้ว

ฝ่ายบริวารลิงทั้งหลายที่อยู่ตามภูเขา แลอยู่พุ่มไม้เมื่อได้ยินเสียงมุ้ยเกาอ๋อง ก็พรั่งพรูกรูกันมาห้อมล้อมมุ้ยเกาอ๋อง แล้วคุกเข่าลงคำนับ จึงถามมุ้ยเกาอ๋องใต้อ๋องตั้งแต่ไปจากข้าพเจ้าทำไมจึงนานนัก ข้าพเจ้าทั้งหลายตั้งใจคอยท่านดุจว่าเวลาหิวจะคอยกินอาหารฉนั้น อยู่ภายหลังถูกอ้ายปิศาจร้ายชื่อว่า (หุนซีหม้อกุน) มาแย่งชิงที่ถ้ำ พวกข้าพเจ้าสู้รบไม่คิดแก่ชีวิตร แต่สู้มันมิได้มันจับเอาพวกบริวารแลลูกหลานไปเปนอันมากแล้ว เปนบุญนักหนาที่ใต้อ๋องได้กลับมาเวลานี้ ถ้าแม้ใต้อ๋องยังไม่กลับมาพวกข้าพเจ้าออกสู้รบมันคงจะจับไปได้หมดทั้งสิ้น

หงอคงได้ยินพวกบริวารเล่าให้ฟังดังนั้น ก็มีความโกรธยิ่งนัก ตบมือกระทืบเท้าแหงนหน้าในตากลอก ออกปากว่าอ้ายยักษ์ผีดิบมันบังอาจสามารถข่มเหงบริวารของเราอย่างนี้ เราจะไปตามแก้แค้นมันให้จงได้

พวกบริวารจึงบอกว่าอ้ายพวกปิศาจนั้นมันอยู่ข้างทิศอุดร หงอคงถามว่าใกล้หรือไกล ประมาณทางสักเท่าไร พวกบริวารบอกว่าเมื่อมันมาก็มีพยุห์ เมื่อมันไปก็เปนหมอกมืดกลุ้ม ไม่รู้ว่าหนทางไปมาจะใกล้ไกลสักเท่าใด

หงอคงจึงพูดว่าถ้าดังนั้นเราจะไปสืบดูก่อน ว่าแล้วหงอคงก็บริกรรมร่ายพระเวทคาถาเหาะลอยขึ้นไปบนอากาศ ไปทางทิศอุดร พิเคราะห์ดูเห็นภูเขาหนึ่งยอดเยี่ยมกระหง่านสูงเทียมเมฆ มีลำธารแลห้วยเหวลึกลงไปถึงภูมิภาค มีกระแสชลประกอบเปนธาตุน้ำ สักประเดี๋ยวได้ยินเสียงพูดกัน หงอคงจึงเหาะลงค้นดูที่คูข้างเพิงน่าเขา มีถ้ำชื่อว่า (จุ๊ยจ่างต๋อง) ข้างน่าถ้ำมีบริวารปิศาจน้อยกระโดดโลดเต้นเข้ามาใกล้ แต่พวกปิศาจหาได้เห็นหงอคงไม่ เพราะกำลังเล่นเพลินอยู่ หงอคงก็กระโดดเข้ามาใกล้ร้องว่าพวกเองอย่าวิ่งหนี ตัวเราอยู่เขาฮวยก๊วยซัวจุ๊ยเลียมต๋องเจ้าของถ้ำข้างทิศพายัพ นายพวกเจ้าชื่อ (หุนซีหม้อกุน) เหตุใดจึงสามารถไปกระทำย่ำยีข่มเหงบริวารพวกลิงของเราหลายครั้งแล้ว ตัวเราจะมาลองฝีมือดูให้เห็นฤทธิ์แลกำลัง พวกเองจงเร่งไปบอกนายเองให้รีบมารบกันโดยเร็ว

พวกบริวารปิศาจเหล่านั้น เมื่อได้ฟังหงอคงว่าดังนั้นก็พากันวิ่งตรงเข้าถ้ำบอกแก่นายว่าไภยจะมาถึงแล้ว ข้างนอกมีอ้ายลิงเผือกตัวหนึ่งมาท้าทายชวนรบ มันบอกว่ามันอยู่ที่เขา (ฮวยก๊วยซัว) ถ้ำจุ๊ยเลียมต้อง ว่าท่านไปข่มเหงบริวารลูกหลานของเขา ๆ จึงมาจะต่อรบแก่ท่าน หุนซีหม้อใต้กุนได้ยินบริวารมาบอกดังนั้น จึงหัวเราะแล้วพูดว่า เราได้ยินลิงปิศาจน้อยบอกว่า มีนายลิงตัวหนึ่งตั้งตัวเปนใต้อ๋องไปบวชเรียนเสียแล้วบัดนี้เห็นมันจะกลับมา พวกเองเห็นมันมานั้น มันถือเครื่องสาตราอาวุธอันใดมาด้วยหรือเปล่า

พวกบริวารเหล่านั้นบอกว่าไม่เห็นมันถือเครื่องสาตราอาวุธสิ่งไรเลย เห็นแต่แต่งตัวสวมเสื้อสีแดงคาดพุงผ้าสีเหลือง สอดรองเท้าดำดูท่วงทีกิริยาสุภาพ แต่ทำท่าทางแขงแรงคอยอยู่ที่นอกประตูถ้ำ

หม้ออ๋องได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นสรวมเกราะ มือจับง้าวเรียกพวกบริวารเดินตามหลังออกมาที่น่าถ้ำ จึงร้องด้วยเสียงอันดังว่าใครหวาเปนเจ้าของถ้ำฮวยก๊วยซัวจุ๊ยเลียมต๋อง

หงอคงได้ยินเสียงก็เหลือบไปดู เห็นหุนซีหม้อกุนที่ศีศะมีหมวกทองคำ ตัวสรวมเสื้อดำสอดเกราะเหล็กเท้าสอดรองเท้าดำทำด้วยหนัง บั้นเอวโตประมาณสิบกำตัวสูงประมาณสามวา มือถือง้าวเปนอาวุธ หงอคงจึงร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายปิศาจเองไม่รู้จักเราหรือ

หม้ออ๋องเห็นหงอคงแล้วจึงหัวเราะพูดว่า ตัวเองก็ต่ำเตี้ยไม่ถึงสี่ศอก อายุก็ยังไม่ถึงสามสิบปี ในมือก็ไม่มีอาวุธ ทำไมจึงอาจสามารถมาทำใจโตอวดดีจะมาหาที่ตายหรืออย่างไร

หงอคงว่ากูไม่มีอาวุธมีสองมือก็จะให้มึงเห็นกำลังได้ ว่าแล้วหงอคงก็กระโดดเข้าชกคางหม้ออ๋อง ๆ เอามือรับไว้ จึงพูดว่าตัวของเจ้าทั้งเตี้ยทั้งเล็กตัวเราทั้งสูงทั้งใหญ่ ถ้าเราจะถืออาวุธรบแก่เจ้า บริวารทั้งหลายจะหัวเราะแลดูถูกเราได้ ว่าแล้วหม้ออ๋องก็ทิ้งอาวุธเสีย ตั้งท่ามวยเข้าชกหงอคง ๆ ก็แขงข้อรับชกกันชุลมุนหม้ออ๋องมือยาวชกข้ามศีศะหงอคง ๆ คอยหลบชกได้ถนัดก็ถูกทุกที หม้ออ๋องเห็นหงอคงว่องไวด้วยเปนชาติ์ลิง แต่แขงใจเข้าสู้เปนหลายยกถูกชกเปนหลายที จึงฉวยเอาอาวุธฟันลงไปที่ศีศะหงอคง ๆ ก็หลบได้ไม่ถูกต้อง หงอคงกระโดดออกไปห่างจึงร่ายมนต์พระคาถาถอนขนใส่ปากภาวนา แล้วพ่นออกไปเปนลิงบริวารสามร้อยตัว เข้ากลุ้มรุมกันล้อมหม้ออ๋องไว้รอบตัว

อันหงอคงนั้น เมื่อเดิมไปเรียนวิชาสำเร็จ มีขนอยู่แปดหมื่นสี่พันเส้น ทุกๆ ขนย่อมผันแปรได้ต่าง ๆ พวกลิงน้อยกายสิทธิ์เหล่านั้น โลดโผนว่องไวก็กรูกันเข้าล้อมหม้ออ๋องทั้งซ้ายขวา บ้างก็เข้าฉุดคร่าแลรวบรัดจนอาวุธหลุดจากมือ หงอคงก็กระโจนเข้าชิงอาวุธหม้ออ๋องมาได้ ก็เอาอาวุธฟันถูกหม้ออ๋องตัวขาดเปนสองท่อน แล้วก็ไล่ประหารบริวารเข้าไปในถ้ำ ฆ่าพวกผีดิบบริวารหม้ออ๋องล้มตายลงไปสิ้น แล้วอ่านคาถาเรียกขนกลับเข้าในตัวตามเดิม แต่บริวารลิงน้อย ๆ ที่หุนซีหม้อกุนอ๋องจับมาขังไว้ในถ้ำนั้น หงอคงก็เรียกออกมาจากถ้ำ ประมาณสี่ห้าสิบลิง แล้วหงอคงเอาไฟเผาถ้ำจุ๊ยจ่างต๋อง ไหม้เปนจุณไปหมดสิ้น แล้วเรียกบริวารลิงเหล่านั้นมาสั่งว่า พวกเจ้าทั้งหลายจงหลับตาเสียทุก ๆ ตัว พวกลิงเหล่านั้นก็กระทำตามคำนายสั่ง หงอคงก็ร่ายพระเวทกระทำให้เปนลมพัดหอบเอาบริวารลิงเหล่านั้นไปจนถึงที่ถ้ำเก่าตามเดิมแล้ว หงอคงก็ร้องบอกว่าพวกเองจงลืมตาดูเถิด พวกลิงน้อย ๆ เหล่านั้นก็พากันลืมตาขึ้นดู เห็นที่อยู่เดิมของตนแน่แล้วก็จำได้จึงพากันกระโดดวิ่งเข้าในถ้ำ

ฝ่ายพวกบริวารลิงทั้งหลายใหญ่น้อยก็เรียงรายกันเข้ามาประชุมพร้อมกันคำนับหงอคง กล่าวถ้อยคำสรรเสริญหงอคงต่าง ๆ แล้วไต่ถามว่า ตั้งแต่ใต้อ๋องไปเรียนวิชาก็ช้านานประมาณกว่าสิบปี ท่านได้ไปถึงไหนจึงได้วิชาอันประเสริฐสมความปราถนามาดังนี้

หงอคงจึงตอบว่า ตั้งแต่ปีออกจากถ้ำไปได้รับความลำบากยากกายเหลือเกิน ต้องข้ามมหาสมุทใหญ่จึงได้ไปถึงเขตรชมภูทวีป แล้วก็เที่ยวไปพบปะมนุษย์จึงได้เรียนหัดกิริยาท่าทางรู้จักนุ่งห่มแล้ว ใช่แต่เท่านั้นยังระเหระหนเที่ยวไปอีกประมาณแปดเก้าปี เพื่อจะค้นหาผู้วิเศษจะได้เรียนวิชาต่าง ๆ ก็ยังไม่พบเห็นเปนช้านาน มาวันหนึ่งคิดข้ามมหาสมุทไปทางทิศปราจิณ ขึ้นฝั่งแล้วเที่ยวสืบดูก็ได้พบพระอาจาริย์ผู้สอนธรรมอันวิเศษอายุยืนเท่าฟ้าแลดิน พวกวานรพากันสรรเสริญว่า วิชาอย่างนี้ประเสริฐหาที่สุดมิได้แล้ว

หงอคงจึงแจ้งความแก่บริวารว่า พวกเจ้าทั้งหลายจงทราบว่าพระอาจาริย์ท่านได้ให้ชื่อแลแซ่เราแล้ว คือ แซ่ (ซึง) ชื่อหงอคง พวกบริวารทั้งหลายได้ยินหงอคงบอกว่า แซ่ (ซึง) ชื่อหงอคงก็พากันตบมือร้องว่าดีแล้ว ๆ พวกข้าพเจ้าทั้งหลายก็จะถือเอาแซ่ซึงด้วยกันทุก ๆ ตนเหมือนตัวท่าน

มีคำเทียบว่า (ก๊วนทงเจ๊กแส่ซินกวยปิ๋ง) แปลว่าตลอดกันแซ่เดียวทั้งสิ้น (จี๋ต่ายหยงเทียนเซียนเล็กเมี้ย) แปลว่าต้องคอยเทวดาเลื่อนชื่ออันงาม

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ