๕๒

ฝ่ายปิศาจตกใจด้วยไม่ทันรู้ตัว รอรับไม่อยู่เห้งเจียก็ออกมาจากถ้ำได้ ก็เดินขึ้นบนยอดเขา บอกแก่ถักทะลีทีอ๋องแลเทวดาทั้งหลายว่า ข้าพเจ้าเอาตะบองมาได้แล้ว ถักทะลีทีอ๋องถามว่าเข้าไปในถ้ำเห็นเปนอย่างไรบ้างเห้งเจียก็เล่าให้ถักทะลีทีอ๋องฟังทุกประการ ในทันใดนั้นได้ยินเสียงกลองแลม้าฬ้อหวั่นไหว แลไปเห็นพวกปิศาจต๊อกกั๊กคุมพวกบริวารไล่ตามเห้งเจีย เห้งเจียแลเห็นก็แกว่งตะบองตรงมาสะกัดน่าร้องถามว่าอ้ายมารร้าย มึงจะไปข้างไหน ปิศาจตอบว่าอ้ายขะโมยมึงชั่งไม่มีความอาย กลางวันแสก ๆ ก็มาปล้นเอาของกูมา เห้งเจียด่าว่าอ้ายชาติปิศาจมารร้าย มึงทำเล่ห์กลเอาของกูไป ของสิ่งใดว่าเปนของมึงที่กูได้เอามา ว่าแล้วเห้งเจียก็ยกตะบองขึ้นตี ปิศาจยกทวนขึ้นรับปัดป้อง ต่อสู้กันประมาณสามชั่วโมงไม่แพ้ไม่ชะนะกัน ตวันก็จวนจะค่ำปิศาจล่าถอยเข้าถ้ำปิดประตู เห้งเจียก็แบกเอาตะบองกลับมาบอกแก่ถักทะลีทีอ๋องแลเทพยดาว่า ปิศาจถูกฝีมือข้าพเจ้ารบวันนี้มันระอาอ่อนลงมาก ท่านทั้งหลายอย่าเปนทุกข์ รอข้าพเจ้าจะเข้าไปดูในถ้ำมัน จะค้นหาถุงนั้น แม้ว่าได้ท่วงทีก็จะลักมาการที่จะจับตัวก็คงจะสัมเร็จ สิ่งของวิเศษที่มันเอาไปไว้ ก็จะได้กลับคืนมาให้แก่ท่านทั้งหลายกลับไปสวรรค์

โลเฉียจึงห้ามว่าเวลานี้ก็จวนค่ำแล้วพรุ่งนี้จึงค่อยไปเถิด เห้งเจียพูดว่าท้ายจื๊อยังไม่เข้าใจ อันธรรมดาขะโมยนั้น กลางวันหาสู้จะถนัดไม่ กลางคืนจึงจะทำได้ตามสบาย พูดดังนั้นแล้วก็หัวเราะเอาตะบองเหน็บส้อนแล้วก็ลงจากยอดเขาตรงมายังประตูถ้ำ แปลงเปนตัวเล็นน้อยกระโดดมุดเข้าไปในประตูถ้ำ ไปเกาะจับอยู่ที่ฝาผนังคอยดูลาดเลา แลเห็นตามไฟสว่างไสว เห้งเจียค่อยพิศดูโดยละเอียด เห็นพวกปิศาจน้อยกำลังเลี้ยงกันอยู่วุ่นวาย ทั้งเล่าทั้งเนื้อสัตว์กินเล่นตามสบายใจ ประมาณครู่ใหญ่ก็เก็บเลิก ต่างก็จัดหาที่นอน เวลานั้นได้สองยามเสษ เห้งเจียก็ออกจากที่คลานไปข้างชั้นใน ได้ยินเสียงปิศาจต๊อกกั๊กสั่งพวกบริวารให้ผลัดกันคอยระวังระไว จะนอนก็ให้อุส่าห์ตื่นลุกขึ้นบ้าง บางทีเห้งเจียจะแปลงตัวแอบเข้ามาขะโมยของ พวกเจ้าจงเอาระฆังมาสั่นนั่งยาม เห้งเจียเห็นแล้วก็เลยกระโดดคลานเข้าห้องใน เห็นมีเตียงหินโต๊ะหินมีเครื่องตั้งแต่งเรียงราย แลนางไม้ปิศาจเข้าคอยปะฏิบัตรรักษาต๊อกกั๊กอยู่ เห้งเจียแลไปเห็นต๊อกกั๊กถอดเสื้อถอดเครื่องแต่งตัวออกแล้วขึ้นนอนบนเตียงศิลา ที่แขนสรวมห่วงเหล็กดูคล้ายพวงร้อยลูกประคำ ปิศาจก็ไม่ถอดออกจากแขน กลับรูดขึ้นแน่นแล้วก็หลับ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็แปลงเปนตัวไรน้อย กระโดดขึ้นบนเตียงศิลา มุดแอบอยู่ในผ้าห่มนอน คลานมาใกล้ที่ห่วงวิเศษนั้น คะยิกกัดทีหนึ่ง

ฝ่ายปิศาจพลิกตัวด่าว่าอ้ายพวกเล็ก ๆ มันไม่ปัดกวาดที่นอนทิ้งไว้ให้ตัวอะไรมันติดอยู่กัดกูดังนี้ พูดดังนั้นแล้วก็เอามือรูดห่วงนั้นขึ้นแล้วก็นอนลงอย่างเดิม เห้งเจียก็กลับคลานเข้าที่ห่วงกัดอิกทีหนึ่ง ปิศาจก็นอนนิ่งเฉยไม่ธุระ เห้งเจียเห็นท่าจะขะโมยไม่ได้ก็กลับกระโดดลงจากเตียง แปลงกลับเปนตัวเล็นไปอย่างเดิมคลานออกจากห้องเข้าไปข้างหลัง ก็ได้ยินเสียงมังกรร้องม้าร้องออกอึกกะทึง ประตูชั้นในใส่กุญแจไว้แน่นหนามังกรไฟม้าไฟขังอยู่ในนั้น เห้งเจียเห็นดังนั้นก็แปลงกลับเปนรูปเดิม เดินเข้ามายังน่าประตู ร่ายคาถาสะเดาะกุญแจหลุดถอนเปิดออกแล้ว เห้งเจียก็เข้าไปในห้องที่ไว้สิ่งของวิเศษไฟส่องแสงสว่างดุจกลางวัน แลเห็นทั่วไปที่แขวนที่พิงอยู่ตามฝาเปนเครื่องอาวุธต่าง ๆ คือเปนของโลเฉียแลสรไฟธนูไฟเปนของของจุ๊ยเต๊กแชกุนแลฮ้วยเต๊กแชกุน เห้งเจียเห็นแล้วแลไปเห็นมีแท่นศิลาบนนั้นมีถาดตั้งอยู่ถาดหนึ่ง ในนั้นมีขนสักกำมือหนึ่งเห้งเจียเห็นดังนั้นก็ดีใจ หยิบขึ้นเป่าทีหนึ่งร้องให้แปลงก็แปลงเปนวานรน้อยสี่ห้าสิบ เห้งเจียก็สั่งให้เก็บเอาอาวุธเหล่านั้นไป วานรน้อยก็พากันเก็บเอาไปหมดสิ้น เห้งเจียกระโดดขึ้นหลังมังกรไฟแล้ว ก็ปล่อยไฟตั้งแต่ในถ้ำตลอดออกมาจนปากถ้ำ ก็ได้ยินไฟลุกในถ้ำดุจพยุห์ใหญ่ ลุกไหม้โพลงแดงไปทั้งถ้ำ พวกปิศาจต่างตกใจลุกขึ้นร้องไห้เสียงอึกกะทึก ต่างเอาตัวรอดวิ่งหนีไฟ ไม่มีทางออกถูกไฟเผาล้มตายไปประมาณครึ่งหนึ่ง เห้งเจียก็กลับมาหาถักทะลีทีอ๋องเวลานั้นสามยามเสศ

ฝ่ายถักทะลีทีอ๋องกับเทวดาทั้งหลายอยู่บนยอดเขาแลลงไปที่น่าถ้ำปิศาจ เห็นไฟลุกออกสว่างฟ้าก็พากันจะลงไป ก็พอแลเห็นเห้งเจียขี่มังกรไฟขับพวกลิงน้อยกลับมา ครั้นถึงก็ร้องเรียกเสียงดังว่าท่านทั้งหลายจงมารับเครื่องอาวุธเถิด แล้วเห้งเจียก็เรียกขนแปลงเหล่านั้นกลับคืนเข้าตัว โลเฉียท้ายจื๊อก็เก็บเอาเครื่องมือของตัว ฮ้วยเต๊กแชกุนก็เก็บเอาเครื่องไฟแลมังกรไฟแล้ว ต่างก็ได้เครื่องมือกลับคืนทุกคนมีความรื่นเริง สรรเสริญเห้งเจียว่าท่านมีฝีมือดีมาก ข้าพเจ้าทั้งหลายสู้ไม่ได้

ฝ่ายต๊อกกั๊กอยู่ในถ้ำกำลังหลับได้ยินเสียงไฟลุกก็ตกใจ รีบเปิดประตูห้องสองมือจับห่วงวิเศษขึ้นบังซ้ายบังขวา ที่ไหนมีไฟลามลุกก็เอาห่วงวิเศษส่งไปไฟก็ดับสงบลงทันทีทั้งสิ้น ต๊อกกั๊กก็รีบไปช่วยพวกบริวาร ตรวจดูที่ถูกไฟตายเสียครึ่งหนึ่งแลค้นดูเครื่องอาวุธวิเศษที่ได้มาก็หายไปทั้งสิ้น แล้วเดินเลยไปข้างในดูโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ถังซัมจั๋งก็ยังอยู่พร้อม ม้าแลเข้าของก็อยู่พร้อม ต๊อกกั๊กคิดขึ้นมาก็แค้นใจพูดว่า อันไฟนี้ไม่ใช่ผู้ใดเลยอ้ายเห้งเจียเปนแน่ เมื่อเวลาข้าลงนอนไม่มีความศุข ชะรอยอ้ายลิงมันแปลงมาจะขะโมยของวิเศษของเรา มันจะเห็นท่าว่าจะเอาไม่ได้แล้ว มันจึงได้ลักเอาของเหล่านั้นไป จึงได้ปล่อยมังกรไฟให้เผาอย่างนี้ มันคิดจะใคร่เผาเราให้ตาย แม้อ้ายชาติลิงจะคิดกลอุบายประการใดก็คงป่วยการเปล่า มันมิได้รู้ว่าของวิเศษของเรานั้น ลงน้ำก็ไม่จมเผาไฟก็ไม่ไหม้ แม้ว่ากูจับอ้ายลิงนี้ได้ก็จะสับฟันให้สาแก่ใจกู พูดคร่ำครวญสักครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงไก่ขันจวนจะแจ้ง

ฝ่ายพวกเทพบุตรบนยอดเขา โลเฉียครั้นได้อาวุธกลับคืนแล้วจึงพูดแก่เห้งเจียว่า สว่างแล้วพวกเราพากันลงไปกำจัดปิศาจโดยเร็วในเวลากำลังตกใจอยู่ฉนี้ แลให้ฮ้วยเต๊กแชกุนเอาไฟปล่อยเผาช่วยเปนกำลังท่านเห้งเจียจงไปรบกับปิศาจบางทีครั้งนี้จะจับตัวได้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าเห็นการจะสำเร็จได้ พูดดังนั้นแล้วต่างก็จัดแจงแต่งตัวพร้อม เห้งเจียออกหน้าโลเฉียกับเทพบุตรแลถักทะลีทีอ๋องก็ยกพลหนุนตามไป ครั้นถึงน่าถ้ำแลไปเห็นบานประตูถ้ำทั้งสองบานถูกไฟไหม้เปนเท่าไปทั้งสิ้น ในประตูนั้นเห็นพวกปิศาจบริวารสองสามปิศาจกำลังเก็บกวาดขี้เท่าอยู่ เห้งเจียร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่าอ้ายปิศาจมึงจงออกมารบกับกูให้เห็นฝีมือกันว่าผู้ใดจะดีกว่ากัน จนถึงแพ้ชะนะในครั้งนี้

ปิศาจบริวารได้ยินเสียงตวาดดังนั้น แลไปเห็นเห้งเจียก็ทิ้งไม้กวาดวิ่งเข้าไปบอกต๊อกกั๊กว่าใต้อ๋องอ้ายลิงมาอิกแล้ว ต๊อกกั๊กได้ยินดังนั้นก็ตกใจ มือจับทวนกระโดดลงจากแท่นเดินออกมายังประตูถ้ำแลเห็นเห้งเจียยืนอยู่ จึงร้องด่าว่าอ้ายผู้ร้ายปล้นเผาเรือนเก็บทรัพย์ มึงจะมีฝีมือสักเท่าใดก็จงมารบสู้กันจนถึงแพ้ชะนะอย่าหนี ว่าแล้วก็ยกทวนแทงไปหวังให้ถูกเห้งเจีย เห้งเจียก็ยกตะบองขึ้นรับปัดป้องไว้รบกันอยู่ช้านานหลายเพลง

ฝ่ายโลเฉียถักทะลีทีอ๋องแลเทพบุตรทั้งหลาย ก็ช่วยกันเข้าระดมรบฮ้วยเต๊กแชกุนก็ปล่อยไฟ พวกรามสูรก็คว่างขวานฟ้าผ่าลงมา ถักทะลีทีอ๋องถือง้าวเข้าช่วยเห้งเจียรบ โลเฉียเอาอาวุธวิเศษหกอย่างเข้าระดมรบ หมู่เทพยดาต่างแผลงฤทธิ์เข้าระดมพร้อมกันทุก ๆ คน แต่ปิศาจก็มิได้สดุ้งหวาดหวั่น หัวเราะแล้วมือก็ล้วงเอาห่วงวิเศษออกจากมือเสื้อคว่างไปร้องว่าให้เก็บ ห่วงวิเศษก็เอาอาวุธเหล่านั้นแลตะบองเหล็กของเห้งเจียไปได้ทั้งสิ้น

ฝ่ายปิศาจต๊อกกั๊กเมื่อมีไชยชะนะแล้วก็พาบริวารปิศาจกลับเข้าถ้ำ สั่งบริวารให้เอาศิลาก้อนซ้อนทำปิดแทนประตูถ้ำขึ้นใหม่ แลจัดทำห้องหับให้เรียบร้อยดีแล้ว จะให้เอาพระถังซัมจั๋งโป๊ยก่ายซัวเจ๋งมาฆ่าบวงสรวงที่ทางแล้ว จึงเอาเลี้ยงกันเปนที่รื่นเริงในพวกเรา ปิศาจทั้งหลายได้ฟังนายสั่งดังนั้นก็ไปจัดการตามนายสั่ง

ฝ่ายหมู่เทพยดา ครั้นแพ้ฝีมือปิศาจแล้วก็พากันกลับไปยังยอดเขากิมเง่ซัว ถักทะลีทีอ๋องโลเฉียฮ้วยเต๊กแชกุนกับเห้งเจีย ต่างก็มีความโกรธแค้นเว้นแต่จุ๊ยเต๊กแชกุนนั่งนิ่งอยู่ เห้งเจียอุส่าห์สกดใจแซ่งทำหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านทั้งหลายอย่ามีความวิตกเลย ไว้ธุระข้าพเจ้าจะไปสืบสาวราวเรื่องของอ้ายปิศาจนี้ ให้ทราบเหตุผลได้ความจริงก่อน โลเฉียพูดว่าท่านใต้เซีย เมื่อครั้งก่อนได้ขึ้นไปทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ ก็ได้สืบตรวจดูจนชั้นฟ้าแล้วก็ไม่ได้ความ ก็บัดนี้ท่านจะไปสืบที่ไหนอิกเล่า เห้งเจียตอบว่า ข้าพเจ้าคิดว่าพระพุทธเจ้ามีอะภินิหารเปนสัพพัญญูรู้ทั่วโลกย์หาผู้ใดเปรียบเสมอมิได้ ข้าพเจ้าจะทูลถามก็จะรู้ได้ว่าปิศาจตนนี้จะเปนสิ่งอะไร แลจะใคร่จับปิศาจนั้นแก้แค้นให้ท่านทั้งหลายสิ้นธุระได้กลับไปยังเมืองสวรรค์ ถักทะลีทีอ๋องโลเฉียกับหมู่เทพยดาทั้งหลายพูดว่าท่านใต้เซีย พูดอย่างนี้ชอบแล้วถูกแล้ว ขอเชิญท่านรีบไปเถิด เห้งเจียก็รับว่าข้าพเจ้าจะไปเดี๋ยวนี้ ว่าแล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศตรงมาบัดเดี๋ยวก็ถึง เห้งเจียลงยังพื้นเดินพิจารณาดูรอบทั้งซ้ายขวา ได้ยินเสียงคนเรียกว่าซึงหงอคงไปอยู่ที่ไหนจะไปข้างไหน เห้งเจียหันน่ามาดู เห็นนางภิกขุนี เห้งเจียก็ยกมือขึ้นคำนับแล้วจึงพูดว่า ข้าพเจ้ามีกิจมาเฝ้าสมเด็จพระพุทธเจ้า

นางภิกขุนีพูดว่า ท่านจะหาพระยุไลยทำไมไม่ขึ้นไปบนสำนักแก้วเล่า เห้งเจียพูดว่า ข้าพเจ้าพึ่งมายังไม่เคยไม่เข้าใจว่าควรจะเฝ้าได้ในที่ใด นางภิกขุนีบอกว่าท่านจงเดินตามข้าพเจ้าไปเถิดจะพาท่านไป เห้งเจียก็เดินตามนางภิกขุนีมาประเดี๋ยวก็ถึงประตูวัดลุ่ยอิมยี่ แลไปข้างในก็เห็นหมู่พวกพรหมอินทรแลเทพบุตรสาวกนั่งเฝ้าอยู่ เห้งเจียก็พักคอยอยู่ข้างนอก นางภิกขุนีก็เข้าไปกราบทูล พระองค์ทรงทราบแล้วก็รับสั่งว่าให้เห้งเจียเข้าไปเฝ้า เห้งเจียเข้าไปถึงก็ถวายอะภิวาทกราบไหว้โดยเคารพ แล้วนั่งคุกเข่าพะนมมือท่าพรหม

สมเด็จพระผู้มีพระภาคย์จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสถามเห้งเจียว่า หงอคงตะถาคตได้ยินว่ากวนอิมโพธิสัตว์โปรดให้ออกจากทรมาทุกขแล้ว แลให้สะมาทานถือศีลปฏิบัติธรรม แลให้รักษาพระถังซัมจั๋งให้มาถึงนี่ เพื่อจะได้อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ทำไมจึงมาแต่ผู้เดียวเล่า มีกิจธุระสิ่งใดหรือ

เห้งเจียยกมือขึ้นเคารพแล้วทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรด ข้าพระองค์ตั้งแต่สะมาทานศีลแล้ว ก็ติดตามรักษาพระถังซัมจั๋งมา บัดนี้เดินทางมาถึงภูเขากิมเง่ซัว พบปิศาจมารร้ายเรียกนามว่า จู๊ต้ายอ๋องมีฤทธิ์อานุภาพเชี่ยวชาญทำกลอุบายจับเอาพระถังซัมจั๋งกับโป๊ยก่ายซัวเจ๋งไว้ในถ้ำ ข้าพเจ้าได้รบพุ่งต่อสู้แก่ปิศาจหลายครั้ง แลได้พึ่งเง็กเซียงฮ่องเต้ ให้หมู่เทพยดาเทพารักษ์ลงมาช่วย ก็พ่ายแพ้แก่ปิศาจไปทั้งสิ้น ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดช่วยปราบปิศาจร้าย เพื่อให้พระถังซัมจั๋งรอดพ้นจากมือมาร จะได้ตั้งความเพียรให้ถึงแก่มรรคผล

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อได้ทรงฟังเห้งเจียกราบทูล ก็ทรงทราบโดยพระญาณวิถี จึงมีพระพุทธฎีกาบันหารตรัสแก่เห้งเจียว่า อันปิศาจนั้นแม้ว่าพระตะถาคตรู้เหตุการตลอดแล้ว ก็ไม่ควรจะแพร่งพรายให้เห้งเจียรู้แจ้งได้ ตะถาคตจะให้แต่สิ่งอันประกอบธรรมไปช่วยจับปิศาจได้อยู่ เห้งเจียทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระองค์จะประทานสิ่งใดแก่ข้าพเจ้าให้ไปปราบจับปิศาจร้าย ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าทราบ

สมเด็จพระผู้มีพระภาค จึงสั่งสิบแปดพระอะระหันต์ เปิดห้องแก้วหยิบยากิมตันสิบแปดเม็ด เอาไปถือต่างพระองค์ ๆ ละเม็ด ไปช่วยเห้งเจีย ๆ ทูลถามว่า ยากิมตันนั้นจะเปนประการใด พระองค์ตรัสว่า ครั้นเวลาถึงถ้ำปิศาจแล้ว เห้งเจียจงไปท้าฬ่อให้ปิศาจออกมานอกถ้ำ แล้วให้พระอะระหันต์ เอายากิมตันคว่างล้อมปิศาจมิให้ออกมาได้ เมื่อเวลานั้นเห้งเจียจะทำอย่างไรก็แล้วแต่เห้งเจีย

เห้งเจียได้ฟังพระองค์ตรัสชี้แจงสั่งดังนั้นก็มีความยินดี พูดว่ายาวิเศษ ๆ ขอได้โปรดรีบไปโปรดเถิด สิบแปดพระอะระหันต์ก็เข้าไปหยิบยากิมตันองค์ละเม็ดออกมาจากห้องแล้ว นะมัสการพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เสด็จปาฏิหารเหาะไปยังเขากิมเง่ซัวพร้อมกับด้วยเห้งเจีย ๆ เหาะตามมาข้างหลังคอยตรวจดู เห็นพระอะระหันต์หายไปสององค์ เห้งเจียจึงพูดว่านี่ท่านไปข้างไหนเสียสององค์ พระอะระหันต์จึงถามว่าท่านบ่นอะไร เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าได้เห็นพระอะระหันต์สิบแปดองค์มาด้วยกัน บัดนี้ทำไมจึงเห็นแต่สิบหกองค์เล่า พูดยังไม่ทันขาดคำก็เห็นพระอะระหันต์มาอิกสององค์ พูดว่าเห้งเจียทำไมทิ้งเราเสียสององค์เล่า ด้วยอาตมภาพทิ้งสองล้าหลังคอยฟังคำสั่งพระพุทธเจ้าอยู่ เห้งเจียพร้อมกับพระอะระหันต์สิบแปดพระองค์เหาะมา บัดเดี๋ยวก็ถึงเขากิมเง่ซัว ถักทะลีทีอ๋อง แลเห็นก็รีบพาหมู่เทพบุตรออกมาคำนับรับเข้านั่งที่แล้ว ถักทะลีทีอ๋องจึงเล่าความให้พระอะระหันต์ฟังทุกประการ พระอะระหันต์ตรัสว่าไม่ต้องเล่าจะช้าไปเปล่าๆ จงรีบไปฬ่อให้ปิศาจออกมาเถิด เห้งเจียได้ฟังพระอะระหันต์ดังนั้น ก็แผลงฤทธิ์กำหมัดกัดฟันกะโดดลงไปยังน่าถ้ำร้องด่าว่าท้ายทายด้วยถ้อยคำอันหยาบช้าต่าง ๆ เพื่อให้ปิศาจมีใจโกรธจะได้ออกมาโดยเร็ว

ฝ่ายพวกปิศาจที่เฝ้าประตูถ้ำ เมื่อได้เห็นเห้งเจียมาร้องด่าท้าทายดังนั้น ก็รีบนำความเข้าไปแจ้งแก่ต๊อกกั๊กใต้อ๋อง ๆ ได้ฟังบริวารบอกดังนั้นก็บันดารโทสะเปนกำลัง ก็จับทวนเปนอาวุธสำหรับมือถือเดินออกมา เห็นเห้งเจียยืนอยู่ก็ร้องด่าว่าอ้ายชาติไพร่ไม่มีความอาย มึงแพ้กูหลายครั้งแล้วยังหารู้ศึกคิดหนีเอาตัวรอดไม่ ยังจะกลับมาหาที่ตายหรือ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่าอ้ายมารร้าย มึงไม่รู้จักดี ถ้ามึงจะใคร่ให้ตาของมึงไม่มา มึงจงยอมสาพิภักดิ์ส์งอาจาริย์ของเราแลน้องเราทั้งสองออกมาแล้ว เราจึงจะละเจ้าไม่มารบกวนต่อไป

ปิศาจตอบว่าคนทั้งสามนั้น เราชำระขัดล้างไว้ดีแล้ว ไม่ช้าจะทำกับกินเปนแกล้มสุรากินเล่นให้อร่อย เจ้าเห็นจะยังไม่รู้ดอกกระมัง จึงยังมารองทวงดังนี้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็สกดใจไม่อยู่ กำหมัดตรงเข้าไปจะชกปิศาจ ๆ ก็เอาทวนรบปัดป้องแล้วเอาทวนแทงเห้งเจีย ๆ ก็ตลบซ้ายตลบขวาฬ่อให้ปิศาจไล่ตามมา ปิศาจมิได้ทราบในกลอุบาย ก็ขยิกไล่เห้งเจียออกมาพ้นน่าถ้ำข้างทิศอาคะเน เห้งเจียเห็นได้ทีก็ร้องให้พระอะระหันต์สิบแปดองค์ เอายากิมตันคว่างลงมา ยาก็บันดารเปนเม็ดซายตกลงมาดุจห่าฝน บัดเดี๋ยวซายท่วมขึ้นสามศอกเศษ ปิศาจยืนงงงวยมองดูที่เท้าก็เห็นซายยิ่งมูลมากขึ้นทุกที ปิศาจก็กระโดดขึ้นยืนบนน่าซายยั้งตัวไม่ใคร่อยู่ มองดูบัดเดี๋ยวเห็นซายท่วมขึ้นมาอิกสองสามศอก ปิศาจตกใจก็รีบชักห่วงออกคว่างขึ้นไปร้องให้เก็บคำหนึ่ง ห่วงก็รวบยากิมตันสิบแปดเม็ดมาได้หมด ปิศาจเก็บยากิมตันมาได้แล้วก็กลับไปยังถ้ำ

ฝ่ายพระอะระหันต์ก็เหลือแต่มือเปล่ายืนอยู่บนเมฆ เห้งเจียเข้ามาใกล้ถามว่า ทำไมท่านไม่ปล่อยยาลงมาเล่า พระอะระหันต์บอกว่าคว่างลงไปแล้ว ได้ยินเสียงอะไรดังเปรี้ยงทีหนึ่ง ยานั้นก็หายไปข้างไหนหมด เห้งเจียหัวเราะพูดว่าอ้ายปิศาจมันเอาไปเสียแล้ว ถักทะลีทีอ๋องว่ากำจัดมันยากที่สุด คราทีนี้จะทำประการใดดีเล่า

พระอะระหันต์หั้งเล้งหกเฮ้าทั้งสองพระองค์พูดแก่เห้งเจียว่า ท่านเข้าใจหรือเปล่าเมื่อออกจากอาราม อาตมภาพล้าหลังอยู่นั้นว่าเปนอย่างไร เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าไม่เข้าใจเลย พระอะระหันต์บอกว่าพระผู้เปนเจ้าได้สั่งว่าปิศาจต๊อกกั๊กมีฤทธิ์เชี่ยวชาญ แม้ว่ามันเรียกเอากิมตันนั้นไปได้ ก็ให้เห้งเจียขึ้นไปชั้นดุสิตวิมานลีหึนที่สำนักท่านพรหมท้ายเสียงเล่ากุนอยู่นั้น สืบดูก็จะรู้เหตุผลแห่งปิศาจนั้น บางทีกระพริบตาเดียวก็จะจับตัวได้ เห้งเจียว่าน่าแค้นแท้ ๆ เมื่อแรกจะโปรดบอกเสียก็จะแล้วกัน ไม่ต้องให้ท่านทั้งหลายมาให้ป่วยการ ถักทะลีทีอ๋องพูดว่าพระพุทธเจ้าได้โปรดชี้แจงดังนั้นแล้ว ท่านเห้งเจียจงรีบไปสืบดูเถิด เห้งเจียก็เหาะขึ้นบนเวหาตรงไปยังชั้นดุสิตเข้าไปในวิมานลีหึนเกง ครั้นถึงที่ท้ายเสียงเล่ากุนอยู่ เห้งเจียก็ค่อยเดินเข้าไปแลเห็นเทพบุตรน้อยสองคนยืนเฝ้าข้างน่าสำนัก เห้งเจียก็ไม่บอกว่ากระไรเดินเลยเข้าไปข้างใน กำลังเดินเข้าไปก็เห็นท้ายเสียงเล่ากุนเดินออกมา เห้งเจียก็ลดลงคำนับแล้วพูดว่า นานแล้วข้าพเจ้ามิได้มาเยือนท่าน ท้ายเสียงเล่ากุนหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายลิงทำไมไม่ไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมเจ้ามาที่ข้าจะมีธุระอะไรหรือ

เห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าไปอาราธนาพระธรรม ไม่มีเวลาหยุดหย่อนเพราะหนทางไกลแลกันดาน ทั้งมียักษ์มารปิศาจร้ายแลสัตว์ร้ายต่างๆ จึงต้องมาดังนี้ ท้ายเสียงเล่ากุนว่าหนทางไซทีขัดข้องก็ไม่เกี่ยวอะไรแก่เรา เห้งเจียว่าท่านอย่าเพ่อพูดแม้สืบเหตุผลได้แล้วก็จะมัวหมองถึงตัวท่านด้วยหลบไม่พ้น ท้ายเสียงเล่ากุนว่าเราอยู่เบื้องบนมีเหตุผลอะไรจึงต้องมาสืบที่เรา เห้งเจียเดินเข้าไปสองตาเที่ยวสอดมองซ้ายมองขวา เดินเข้าไปอิกสองสามห้องมองไปที่ระเบียง เห็นข้างคอกโคมีเด็กนอนอยู่คนหนึ่งโคไม่มี เห้งเจียจึงหันมาบอกแก่ท้ายเสียงเล่ากุนว่าโคของท่านหนีไปแล้ว ท้ายเสียงเล่ากุนตกใจเดินมาดูก็ไม่เห็นโคจึงพูดว่าอ้ายสัตว์นี้มันหนีไปเมื่อไร ท้ายเสียงเล่ากุนกำลังบ่นว่าเด็กน้อย เด็กน้อยตกใจตื่นผุดลุกขึ้นคุกเข่าเคารพพูดว่า ข้าพเจ้ากำลังนอนไม่ทราบว่าโคมันหนีไปเมื่อไร

ท้ายเสียงเล่ากุนก็ด่าว่าเจ้าทำไมจึงนอนจนไม่รู้ศึกตัวดังนี้ เด็กนั้นพูดว่าข้าพเจ้าอยู่ห้องยาเก็บได้ยากิมตันเมล็ดหนึ่ง กินเข้าไปแล้วก็นอนหลับไปไม่รู้ศึกตัว ท้ายเสียงเล่ากุนจึงระลึกได้ว่าเมื่อวันก่อนนั้นได้ประกอบยาวิเศษไว้หายไปเสียเมล็ดหนึ่งมันเก็บเอาไปกิน ยานั้นใครกินเมล็ดหนึ่งก็นอนหลับไปเจ็ดวัน โคนั้นไม่มีใครเลี้ยงดูมัน เพราะฉนั้นมันจึงได้หนีลงไปเมืองใต้ วันนี้ก็ได้เจ็ดวันแล้วท้ายเสียงเล่ากุนก็ตรวจของวิเศษว่าจะหายสิ่งใดบ้าง เห้งเจียว่าไม่เห็นมีสิ่งใด เห็นแต่ห่วงเหล็กอย่างเดียวเปนของมีฤทธิ์มาก ท้านเสียงเล่ากุนจึงเดินเข้าไปดูข้างในจึงได้รู้ว่ากิมกางต๊อกหายไป จึงพูดว่ามันลักเอากิมกางต๊อกของวิเศษไป เห้งเจียพูดว่าของวิเศษสิ่งนี้ครั้งก่อนได้ตีข้าพเจ้า บัดนี้อ้ายสัตว์เดรฉานโคมันลักไปเมืองใต้แผลงอิทธิฤทธิ์ มันได้เรียกเอาของวิเศษไปมากแล้ว

ท้ายเสียงเล่ากุนจึงถามว่าบัดนี้มันอยู่ตำบลไหน เห้งเจียบอกว่าบัดนี้มันตั้งตัวอยู่ที่ตำบลเขากิมเง่ซัวถ้ำกิมเง่ต๋อง มันจับพระถังซัมจั๋งไปไว้เอาตะบองเหล็กของข้าพเจ้าไป ทั้งเครื่องอาวุธของถักทะลีทีอ๋องโลเฉีย กับเครื่องไฟของฮ้วยเต๊กแชกุน แลเครื่องกั้นน้ำของจุ๊ยเต๊กแชกุน แลเอายาวิเศษของพระอะระหันต์สิบแปดเม็ด ที่พระพุทธเจ้าให้มานั้นมันก็เรียกเก็บเอาไปทั้งสิ้น ท่านท้ายเสียงเล่ากุนปล่อยสัตว์ร้ายลงไปแย่งชิงเข้าของแลฆ่าคนดังนี้ โทษของท่านจะมีประการใด

ท้ายเสียงเล่ากุนพูดว่า กิมกางต๊อกของเรานั้น เปนของประกอบขับมารร้าย เราฝึกทำมาตั้งแต่เด็กจนได้สำเร็จเปนของวิเศษ เราต่อให้ของวิเศษอย่างไรไฟหรือน้ำก็หาอาจทำลายได้ไม่ ถ้าหากมันลักเอาพัดไปได้ด้วย ก็ไม่สามารถจะคิดแก้ไขได้ นี่มันลักเอาไปแต่สิ่งเดียวไม่เปนไร

เห้งเจียได้ฟังท้ายเสียงเล่ากุนพูดดังนั้น ก็มีความยินดีค่อยมีความเบาใจลงมาก ท้ายเสียงเล่ากุนก็จับพัดขึ้นเหยียบเมฆเหาะลงไป เห้งเจียก็เหาะตามท้ายเสียงเล่ากุนมา ออกจากประตูน่ำทีหมึงมายังเขากิมเง่ซัว บัดเดี๋ยวก็ถึงพบกับสิบแปดพระอะระหันต์แลหมู่เทพยดาทั้งหลาย เล่าความให้ท้ายเสียงเล่ากุนฟังทุกประการ ท้ายเสียงเล่ากุนจึงบอกให้เห้งเจียไปฬ่อให้ปิศาจมันออกมา เราจะได้จับตัวมันกลับคืนไป เห้งเจียได้ฟังท้ายเสียงเล่ากุนสั่งดังนั้นก็กระโดดลงไปยังน่าถ้ำร้องท้าด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายปิศาจมึงจงเร่งออกมารับความตาย ปิศาจต๊อกกั๊กคิดในใจว่า อ้ายลิงหัวขะโมยมันจะไปพาใครมาอิกดอกกระมังจึงกลับมาร้องท้าทายอยู่ดังนี้ คิดแล้วก็จับทวนถือเดินออกมาจากถ้ำ

ฝ่ายเห้งเจียครั้นเห็นต๊อกกั๊กเดินออกมา ก็แกล้งด่าว่าอ้ายสัตว์ร้ายมึงจะตายในวันนี้แล้ว เห้งเจียก็กำหมัดกระโดดเข้าชกถูกที่หูปิศาจ แล้วก็หันกลับวิ่งหนีไปฬ่อให้ไล่ ฝ่ายปิศาจต๊อกกั๊กก็ถือทวนไล่แทงเห้งเจียมา ได้ยินเสียงเรียกว่าอ้ายโคน้อยมึงยังไม่กลับที่หรือ ปิศาจเงยหน้าขึ้นไปดูก็เห็นท้ายเสียงเล่ากุนตกใจสดุ้งหวาด นึกว่าอ้ายลิงนี้มันดีจริงทำไมจึงรู้การดังนี้หนอ สามารถไปเชิญท่านเจ้าของๆ เรามาได้ ท้ายเสียงเล่ากุนร่ายเวทคาถาเอาพัดโบกลงไปทีหนึ่ง ปิศาจก็เอาห่วงคว่างขึ้น ท้ายเสียงเล่ากุนก็จับเอาห่วงนั้นไว้ได้ ก็เอาพัดโบกลงไปปิศาจนั้นก็สลดลงทันที มีอาการให้มือแลเท้าอ่อนเปลี้ยก็กลายกลับเปนโคไปอย่างเดิม

ท้ายเสียงเล่ากุนก็เอากิมกางต๊อกเจาะจะมูกแล้วเป่าทีหนึ่งก็ทะลุ แก้เชือกคาดพุงออกร้อยผูก มือหนึ่งก็จับสายตะพาย แล้วก็ลาเทพบุตรทั้งหลาย ขึ้นนั่งบนหลังโคเหาะไปยังวิมานลีหึนเกง

ฝ่ายเห้งเจียกับเทพบุตรทั้งหลายก็พากันเข้าในถ้ำ ต่างก็เก็บเอาอาวุธเครื่องมือของตน ๆ เห้งเจียก็ตีพวกปิศาจบริวารตายหมดสิ้น เทพยดาทั้งหลายได้อาวุธแลเครื่องมือแล้ว ก็ลากลับไปยังวิมานแห่งตน ๆ เห้งเจียก็เข้าไปชั้นในแก้อาจาริย์แลโป๊ยก่ายซัวเจ๋งออก เก็บเข้าของแลม้าได้พร้อมแล้ว อาจาริย์กับศิษย์ก็พากันออกจากถ้ำเดินไป กำลังเดินมานั้นได้ยินเสียงคนร้องเรียกอยู่ข้างทางว่า ท่านอาจาริย์ฉันจังหันเสียก่อนจึงค่อยไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ