๗๒

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งครั้นออกจากเมืองจูจี้ก๊กแล้วหมายปราจิณทิศตรงไป ข้ามห้วยธารละหานเขาเดินมา เวลานั้นเปนฤดูหนาวอาจาริย์กับศิษย์พากันมา แลไปข้างน่ามีหมู่บ้านอยู่ข้างทาง พระถังซัมจั๋งลงจากม้ายืนหยุดพูดว่า ที่ตรงนั้นมีหมู่บ้านคนอยู่ อาตมจะใคร่เข้าไปบิณฑบาตเข้ามาฉันเห็นจะดี เห้งเจียหัวเราะพูดว่า อาจาริย์จะหาความยาก ข้าพเจ้าจะไปแทน จะให้ต้องลำบากถึงอาจาริย์ทำไม พระถังซัมจั๋งพูดว่าไม่ใช่อย่างนั้น เวลาที่ไม่เห็นบ้านช่องมีใกล้ไกลก็ไม่รู้ได้ควรจะให้เห้งเจียไปแทน วันนี้บ้านคนมีอยู่ใกล้ดังนี้แลทั้งเวลานี้ก็เแห้งแล้ง ควรอาตมภาพจะไปเอ็งก็ได้ โป๊ยก่ายก็ตามใจหยิบเอาบาตรมาให้อาจาริย์ พระถังซัมจั๋งรับบาตรมาแล้ว ก็สำรวมอิริยาบถ เดินเข้าไปในหมู่บ้านนั้น ครั้นถึงก็ยืนพิจารณาดูเห็นมีสะพานศิลาพิศดูงดงาม อันที่จริงในบ้านนั้นไม่มีผู้ชายมีแต่ผู้หญิงอยู่สี่คน กำลังนั่งปักธอลายสีต่าง ๆ พระถังซัมจั๋งก็ไม่อาจเข้าไป จึงยืนแอบอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เห็นพวกผู้หญิงนั้นรูปร่างงามทุก ๆ คนดูดุจนางฟ้าลงมาดิน พระถังซัมจั๋งยืนรออยู่สักครึ่งชั่วโมง ก็เห็นเงียบสงัดไม่ได้ยินเสียงไก่แลสุนักข์ พระถังซัมจั๋งคิดว่า แม้เราบิณฑบาตไม่ได้เข้ากลับไป พวกสานุศิษย์ก็จะหัวเราะเยาะเราได้ ก็จะไม่เปนการ จะพาให้เสียซึ่งความจริง คิดแล้วก็เดินข้ามสะพานมาสักสิบย่างก้าว ก็แลเห็นมีบ้านหลังคาจากหลังหนึ่ง ในรั้วมีหอเล็กหอหนึ่ง ข้างน่าหอนั้นมีหญิงสาวรูปงามสามคนนั่งพักเตะตะกร้อ พระถังซัมจั๋งยืนรออยู่พักหนึ่ง จึงร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า ท่านสีกาอาตมภาพมาบิณฑบาตเข้าสุก ตามแต่จะศรัทธาสักเวลาหนึ่งเถิด

ฝ่ายหญิงสาวเหล่านั้น เมื่อได้ยินก็ดีใจทุกคน ก็วางของเสียพากันหัวเราะออกแส้เสียง จึงพากันออกจากประตูแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าไม่ทันนิมนต์ วันนี้ท่านมาถึงบ้านข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะศรัทธาถวายเข้าสงฆ์สักเวลาหนึ่ง นิมนต์ท่านนั่งข้างทิศไซทีก่อน ข้าพเจ้าจะได้จัดแจงถวาย พระถังซัมจั๋งได้ยินพูดดังนั้น คิดแต่ในใจว่าชอบแล้ว ทิศไซทีเปนทิศที่ไชยภูมิพระพุทธเจ้า ผู้หญิงยังตั้งใจถึงทิศไซทีถวายสงฆ์ เปนผู้ชายจิตรจะควรไม่เนื่องถึงองค์พระพุทโธหรือ พระถังซัมจั๋งจึงปราไสย แล้วก็เดินตามหญิงนั้นเข้าไปที่เรือนมุมจากนั้น เดินข้ามหอนั้นมาแลไปก็ไม่เห็นห้องหอ เห็นเปนคูเปนถ้ำแลหินเขาไปทั้งนั้น หญิงคนหนึ่งตรงเข้าไปที่ประตูศิลาเปิดออก นิมนต์พระถังซัมจั๋งเข้านั่งข้างใน พระถังซัมจั๋งพิศดูแล้วเดินไปข้างใน เห็นโต๊ะล้วนแต่ศิลาเครื่องตั้งเหล่านั้นก็ล้วนแต่ศิลาทั้งสิ้น มีไอเยือกเย็นพระถังซัมจั๋งนึกในใจว่าที่นี้ร้ายมากกว่าดี พวกผู้หญิงเหล่านั้นพากันหัวเราะยิ้มแย้ม จึงนิมนต์พระถังซัมจั๋งให้นั่ง พระถังซัมจั๋งขัดไม่ได้ก็นั่งลงที่เตียงศิลา หญิงสาวเหล่านั้นจึงมาถามว่า ท่านอยู่วัดไหนมาเรี่ยรายทำการอะไร พระถังซัมจั๋งบอกว่า อาตมภาพมิใช่พระเรี่ยราย อาตมภาพอยู่เมืองใต้ถังมีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้อาตมภาพไปไซทีอาราธนาพระไตรยปิฎก ข้ามมาถึงตำบลนี้ได้ความหิวโหยจะมาขอบิณฑบาตเข้าฉันสักมื้อหนึ่ง แล้วก็จะลาไป หญิงเหล่านั้นได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าดีแล้วเขาย่อมว่า พระสงฆ์มาทางไกลเปนสงฆ์เคร่งครัดดี พวกที่น้องเราอย่าเกียจคร้าน จงรีบไปจัดหาเครื่องแจมาถวายสักมื้อหนึ่ง เวลานั้นสามคนนั่งสนทนาอยู่ในทางบาปบุญกับพระถังซัมจั๋ง ยังสี่คนเข้าไปจัดหาของในครัว อันที่จริงมันเอาเนื้อคนรวนแลปิ้งทำต่างเครื่องเจ แลควักเอาสมองคนทำเต้าหู้แลของหวานอีกถาดหนึ่ง รวมจัดสองที่แล้วยกมาวางบนโต๊ะศิลาแล้ว จึงนิมนต์พระถังซัมจั๋งให้ฉัน พูดว่าเวลานี้รีบร้อนหาอะไรไม่ทัน ขอนิมนต์ท่านฉันตามมีพอแก้หิวก่อน

พระถังซัมจั๋งได้กลิ่นเหม็นคาวจึงย่อกายพูดว่าสีกา อาตมภาพกินแจมาตั้งแต่เล็กของเนื้อสดคาวอย่างนี้ไม่เคยฉัน พวกหญิงเหล่านั้นหัวเราะพูดว่าท่านอาจาริย์ของนี้ก็แจเหมือนกัน พระถังซัมจั๋งพูดว่าถ้าของนี้เปนแจอาตมไม่กล้าฉัน แม้พระสงฆ์ฉันเข้าไปแล้วก็จะมิได้เห็นพระภักตร์พระพุทธเจ้า อาตมภาพก็จะไม่ได้พระคำภีร์กลับเมือง ขอสีกาได้ทราบเลี้ยงสัตว์ปล่อยสัตว์ดีกว่า จงปล่อยให้อาตมไปเถิด พระถังซัมจั๋งลุกขึ้นจะเดินออกไป พวกหญิงเหล่านั้นก็พากันมากั้นประตูไม่ยอมให้ออกไป แล้วพูดว่ามาถึงที่ซื้อขายแล้วจะปล่อยตัวไปได้หรือ พวกปิศาจเหล่านั้นมีฝีมือทุกคน เข้าจับพระถังซัมจั๋งทั้งเปนลากไปดุจจูงแพะ เอาไปผลักล้มลงกับพื้นแล้วก็ช่วยกันกดไว้ แล้วเอาเชือกเกลียวมาผูกชักรอกแขวนไว้บนขื่อเสร็จแล้ว ก็พากันมาช่วยถอดเสื้อจีวรออกหมด พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็ตกใจที่ลอกเสื้อผ้าออกดังนี้เห็นจะเฆี่ยนเราดอกกระมัง หรือจะกินเราทั้งเปนดังนี้ก็ไม่รู้ได้ อันที่จริงปิศาจถอดเสื้อผ้าออกแล้วก็เหลือแต่กางเกง ปิศาจก็แผลงฤทธิ์ที่สะดือก็ออกมาเปนไยขาวทุก ๆ คนระยับดุจแสงเงินแสงเพ็ชร์ ช่วยกันลากพันประเดี๋ยวไยนั้นก็ปิดประตูไม่มีทางออก

ฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งพักอยู่ริมทางใหญ่ โป๊ยก่ายก็ปล่อยม้าให้กินหญ้าแลคอยระวังเข้าของ ยังแต่เห้งเจียเที่ยวซนปีนป่ายตามต้นไม้ เด็ดใบหักกิ่งหาผลไม้กินตามสบาย หันไปมองที่หมู่บ้านนั้นมีสายสว่างก็รีบโดดลงมาจากต้นไม้ วิ่งมาร้องบอกว่าไม่ได้การแล้ว พระอาจาริย์เห็นจะมีเหตุขึ้นเปนแน่แล้ว เห้งเจียเอามือชี้ไปให้โป๊ยก่ายซัวเจ๋งดูที่ประตูบ้านนั้นเปนอะไรดังนั้น โป๊ยก่ายแลไปเห็นขาวดุจน้ำค้างจึงพูดว่าแน่แล้ว พระอาจาริย์เห็นจะโดนปิศาจเข้าแล้วพวกเรารีบไปช่วยโดยเร็วเถิด

เห้งเจียพูดว่าน้องทั้งสองอย่าเพ่อวุ่นวาย รอพี่ไปดูแล้วกลับมา เห้งเจียก็เดินเข้าไปใกล้ยืนพิเคราะห์ดู เห็นเปนไยไหมสอดพันไปมาออกยุ่งเปนชั้น ๆ ตั้งพันตั้งหมื่น เห้งเจียแอบเข้าไปใกล้เอามือกดดูอ่อน ๆ ยืด ๆ เหนียว ๆ เห้งเจียก็มิได้รู้ว่าสิ่งใดจะเอาตะบองตีแล้วยั้งมือคิดว่า ถ้าแข็งเราก็จะตีขาดได้นี่อ่อนยืดดังนี้ แม้ว่าเราไปถูกต้องเข้าพันติดเราอยู่ก็จะทำให้ลำบากอิกชั้นหนึ่ง เราจะถามดูก่อนจึงค่อยตีก็ได้ ก็ร่ายถาคาเรียกพระภูมิ์เจ้าที่มาในเดี๋ยวนั้น ถามว่าตำบลนี้เรียกอะไร พระภูมิ์เจ้าที่บอกว่าข้างน่านั้นเรียกว่าเขาปั๊วซือซัว ข้างล่างนั้นเรียกว่าถ้ำปั๊วซือต๋องในถ้ำนั้นมีปิศาจหญิงอยู่เจ็ดคน

เห้งเจียถามว่าปิศาจนั้นมีฤทธาอานุภาพอย่างไร พระภูมิ์เจ้าที่บอกว่าข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะมีฝีมือแลฤทธิ์เดชอย่างไร ข้าพเจ้าทราบแต่ว่าทางนี้ไปสักสามร้อยโยชน์ มีสระแห่งหนึ่งเรียกว่าสระต๊อกโก๊จั๊วเปนของฟ้าเกิดขึ้นน้ำนั้นอุ่นดี เดิมนางฟ้าทั้งเจ็ดคนเคยลงมาอาบน้ำ ตั้งแต่ปิศาจหญิงนั้นมาอยู่ก็ชิงเอาสระนั้นเสีย นางฟ้าทั้งเจ็ดก็ไม่ต่อว่าอะไร ทุกวันนี้ก็ปล่อยให้มันมาเล่นน้ำอยู่เสมอ ๆ ข้าพเจ้านึกว่านางฟ้าไม่แผ้วพานถึงปิศาจ ๆ นั้นคงจะมีฤทธิ์ เห้งเจียถามว่าปิศาจมันชิงเอาสระนั้นไปทำอะไรหรือ

พระภูมิเจ้าที่บอกว่า มันจองเอาสระนี้วันหนึ่งไปเล่นสามหน เวลานี้กำลังเที่ยงพอเวลาบ่ายมันก็จะพากันไปอาบเล่น เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็บอกให้พระภูมิ์เจ้าที่กลับไปยังที่ เห้งเจียก็แปลงตัวเปนแมลงวันหนึ่งโผจับที่ยอดหญ้าริมทางคอยท่า สักประเดี๋ยวก็ได้ยินเสียงซ่า ๆ ดุจตัวไหมกินใบไม้ สักเคี้ยวหมากแหลกไยที่คลุมประตูนั้นก็หายสูญ แลเห็นห้องหออยู่อย่างเดิม ประเดี๋ยวก็ได้ยินเสียงเปิดประตู แลไปเห็นหญิงสาวเจ็ดคนเดินเกี่ยวก้อยกันมามา เดินพลางหัวเราะพลางออกมา เห้งเจียแอบคอยพิเคราะห์ดูโดยละเอียด นางเหล่านั้นก็เดินพ้นสพานศิลามา เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะคิดว่าปิศาจหญิงเหล่านี้ มันขังอาจาริย์เราไว้แล้ว เพราะอาจาริย์หยากมาบิณฑบาต นี่คงไม่ถึงสองวันมันก็จะกินเนื้ออาจาริย์เราเปนแน่ เราตามไปฟังดูว่ามันจะคิดกันอย่างไร เห้งเจียก็บินออกจากยอดหญ้ามาจับบนมวยผมคนเดินน่านิ่งคอยฟัง เห็นคนเดินหลังวิ่งมาบอกแก่คนเดินน่าว่า พี่ ๆ เราไปอาบน้ำแล้วกลับไปจับเอาสงฆ์นั้นต้มกินเถิด พูดกันพลางประเดี๋ยวก็มาถึงสระ แลไปก็เห็นกำแพงศิลาล้อมรอบมีประตูตูสอาดงดงามดี นางปิศาจสาวคนหนึ่งก็ตรงเข้าไปผลักประตูออกสองบาน เห้งเจียแลไปดูเห็นมีสระน้ำร้อน สมจริงดังพระภูมิเจ้าที่เล่าให้ฟัง จะใคร่ทราบว่าสะน้ำนี้เหตุเดิมมาอย่างไร

คือเดิมเมื่อพึ่งมีคัยเพ็ก มีดาวเรียกว่าทั้ยเอี๊ยงแชสิบดวง มาภายหลังผู้วิเศษเอาศรยิง กาเก้าตกลงมาพื้นธรณี ก็ยังเหลือตัวหนึ่งคือดาวทั้ยเอี๊ยงนั้นเอง ที่ทุกวันนี้เรียกดวงอาทิดย์ เพราะฉนั้นสระนั้นคือไอธาตุของพระอาทิตย์ จึงได้มีน้ำร้อนอยู่เปนนิตย์ ใต้หล้านี้มีสระน้ำร้อนอยู่เก้าแห่ง คือกาเก้าตัวถูกศรตายนั้น บันดานเปนสระน้ำเก้าแห่ง คือกาเก้าตัวที่ถูกศรตายนั้น บันดานเปนสระน้ำแห่งหนึ่ง สระจาเล้งจั๊วหนึ่ง สระป่างซัวจั๊วหนึ่ง สระอุนจั๊วหนึ่ง สระตังหะจั๊วหนึ่ง สระฮ่องซัวจั๊วหนึ่ง สระเฮ้าอานจั๊วหนึ่ง สระกวั๋งฮุนจั๊วหนึ่ง สระเอี๋ยงจั๊วหนึ่ง สระเหล่านี้เรียกว่า ย๊อกโก๊จั๊วเก้าสระ สระย๊อกโก๊จั๊วนี้กว้างห้าวากว่ายาวสิบกว่าวา ลึกสี่ศอก น้ำใสแลเห็นก้นสระมีแสงวาววับดุจสีเงินแลเพ็ชร์ พลุ่ง ๆ ขึ้นทั้งสี่ด้านสระแลมีทางน้ำไหลป่วนออกเจ็ดแปดแห่ง ไหลออกไปตามทางท้องนาน้ำก็อุ่นอยู่เสมอเปนนิตย์ ที่ข้างริมสระมีหอสามห้องหนึ่งหอ ข้างหลังหอนั้นมีเตียงตั้งอยู่หนึ่ง สองข้างมีไม้ราวผ้าสองราว เห้งเจียเห็นดังนั้นก็โผบินไปจับที่ราวผ้า

ฝ่ายพวกปิศาจหญิงเหล่านั้นมาถึงสระน้ำ ต่างก็เปลื้องผ้าเสื้อพาดไว้บนราว เหลือแต่ตัวพากันลงเล่นน้ำตามสะบาย บ้างดำบ้างว่ายตามประสาผู้หญิงที่เข้าใจว่าไม่มีใครรู้เห็นมิได้มีความอาย เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ให้นึกขวยเขินแก่ใจ จึงคิดว่าเราจะตีปิศาจพวกนี้ให้ตายก็ถือตะบองมาข้างสะเรียกว่าน้ำร้อนลวกหนูก็ตายทั้งรัง คิดดูก็น่าสังเวศ หากว่าจะฆ่าเสียก็จะตายทั้งสิ้น แต่ชื่อเราจะเสีย คำโบราณท่านย่อมว่า ผู้ชายไม่ตีกับผู้หญิง อีกประการหนึ่งเราก็มีฝีมือลือชาว่าเปนคนเก่ง จะมาตีพวกเหล่านี้ก็ไม่ชอบกล อย่ากระนั้นเลยเราจะคิดอุบายอย่างหนึ่งให้มันไปไม่ได้ ให้มันแช่น้ำอย่างนี้จึงจะดี คิดแล้วก็แปลงกายเปนนกเหยี่ยวใหญ่ตัวหนึ่ง บินมาเฉี่ยวเอาเสื้อผ้าของปิศาจที่พาดไว้นั้นไปทั้งหมด บินข้ามยอดเขามาหาโป๊ยก่ายแล้วกลายเปนรูปเดิม โป๊ยก่ายมารับหัวเราะพูดว่าอาจาริย์เห็นพวกร้านขายของมันจะจับไว้ ซัวเจ๋งพูดว่าทำไมจึงรู้ไปก่อนเล่า โป๊ยก่ายว่าไม่เห็นหรือ พี่เห้งเจียแกหอบเอาเสื้อกางเกงมาเปนกอง เห้งเจียเอาเสื้อผ้านั้นทิ้งลงแล้วพูดว่า เสื้อผ้านี้ของปิศาจมันนุ่งห่ม

โป๊ยก่ายถามว่าทำไมจึงมากดังนี้ เห้งเจียว่า รวมเจ็ดสำรับด้วยกัน โป๊ยก่ายถามว่า ทำไมพี่จึงแก้ได้ง่าย ๆ ดังนั้นเล่า เห้งเจียบอกว่าจะต้องแก้ทำไมอันที่จริงตำบลนี้เขาเรียกว่า เขาปั๊วซือเนี้ยในหมู่บ้านนั้น เรียกว่าปั๊วซือต๋อง เปนที่ถ้ำปิศาจอยู่ในถ้ำนั้น มีปิศาจหญิงเจ็ดคนบัดนี้มันจับอาจาริย์เรามัดแขวนอยู่บนขื่อ ตัวมันพากันไปอาบน้ำร้อน มันคิดกันว่า ถ้ามันอาบน้ำแล้วจะกลับมากินเนื้ออาจาริย์ พี่จึงตามไปดูมันจนถึงสะน้ำ พวกมันพากันแก้ผ้าเปลือยกายลงเล่นน้ำหมดทั้งเจ็ดคน พี่คิดจะตีเสียให้ตายก็คิดขึ้นมาได้ว่า ฆ่าผู้หญิงจะมีชื่อเสียงเกียรติยศอย่างไร กลับจะพาให้ชื่อเสียงเสียไปด้วยเสียอีก คิดเห็นดังนี้แล้ว จึงแปลงเปนนกเหยี่ยวโฉบเฉี่ยวเอาผ้าเสื้อมันมาหมด มันคงไม่กล้าขึ้นจากน้ำยังจะยืนแช่น้ำอยู่ เราพากันรีบไปช่วยอาจาริย์ออกจะได้พากันไป

โป๊ยก่ายพูดว่า ที่การอย่างนี้ก็เหมือนไว้รากเง่าให้มันงอกอีกได้ ไปพบแล้วทำไมไม่ฆ่าเสียให้สิ้นเล่าจะเอาไว้ทำอะไรอีก ใจข้าพเจ้าคิดว่ากลับไปฆ่ามันเสียก่อนแล้วจึงไปแก้อาจาริย์จะดีกว่า เห้งเจียพูดว่า เจ้าอยากไปตีก็ไปเถิดแต่ข้าไม่ไปแล้ว โป๊ยก่ายมีความยินดียิ่งนัก จึงกระเกรียมตัวให้มั่นคงแข็งแรงแบกคราดเหล็กเดินไปที่สะน้ำครั้นถึงก็ยืนแอบแลดู เห็นนางทั้งเจ็ดคน แก้ผ้าเปลือยกายอาบน้ำยังพากันยืนบ่นอยู่ในน้ำว่า อีนกเหยี่ยวตายโหงอีแมวจิกหัว มึงช่างแกล้งเฉี่ยวเอาเสื้อผ้าของกูไปหมด ทำให้กูขึ้นจากน้ำไม่ได้ โป๊ยก่ายยืนฟังอยู่นึกขยิ่มใจอดไม่ได้ก็เดินมาริมสะ ร้องเรียกว่า แม่น้องขอให้พี่อาบน้ำด้วยสักคนหนึ่งได้ไหม

ฝ่ายนางปิศาจทั้งเจ็ดคน ได้ยินแลเห็นโป๊ยก่ายก็โกรธพูดว่า แกเปนผู้ชายอะไรหน้าด้านดังนี้ เขาเปนผู้หญิงจะมาอาบน้ำร่วมกันได้หรือ คำโบราณท่านย่อมว่าชายกับหญิงอายุเจ็ดขวบมิให้ร่วมที่กัน แกจะมาร่วมสะแกเห็นชอบอย่างไรหรือ โป๊ยก่ายหัวเราะตอบว่าเวลากำลังร้อนจะหาน้ำอาบพอชื่นใจเท่านั้น เจ้าจะง้างเอาตำราที่ไหนมาขัดขวางเราไม่ฟังเสียงเจ้า โป๊ยก่ายวางคราดแล้วก็เปลื้องเสื้อผ้าโจนลงไป นางปิศาจเหล่านั้น เห็นโป๊ยก่ายลงน้ำก็มีความโกรธแค้นจะใคร่ฆ่าตีโป๊ยก่าย มิได้รู้ว่าโป๊ยก่ายชำนาญในทางน้ำ โป๊ยก่ายแปลงเปนปลาช่อนตัวดำว่ายน้ำอยู่ ด้วยน้ำนั้นใสนางทั้งเจ็ดก็แลเห็นตัวปลาถนัด จึงช่วยกันล้อมจับปลาก็ลอดหนีไปมาจับหาได้ไม่ จนมีความเหน็ดเหนื่อยทุกคน โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็แปลงกลับเปนรูปเดิมขึ้นจากน้ำ เอาเสื้อผ้านุ่งห่มเสร็จแล้ว ก็จับคราดเหล็กมายืนอยู่ข้างสะร้องบอกว่า เฮ้ยพวกปิศาจที่พวกมึงไล่จับปลาช่อนนั้นคือตัวกูนี้เอง

นางเหล่านั้นแลเห็นโป๊ยก่ายก็พากันตกใจ ถามว่านี่แกเปนคนมาจากไหน แกชื่อเรียงเสียงไรทำไมจึงทำวุ่นวายดังนี้ โป๊ยก่ายตอบว่า มึงอีพวกปิศาจไม่มีเงาหัวจึงไม่รู้จักเรา เราคืออยู่ประเทศจีนเมืองใต้ถัง มีรับสั่งพระเจ้าแผ่นดินให้อาจาริย์กูไปอาราธนาพระไตรยปิฎกธรรม ยังประเทศไซที นามกูชื่อว่าตือโป๊ยก่าย พวกมึงฬ่อลวงจับอาจาริย์กูไปไว้ในถ้ำคิดจะกินเนื้อ ๆ อาจาริย์กูกินอร่อยนักไม่มีเนื้ออะไรจะสู้ได้ พวกมึงจงยื่นศีศะมากูจะสับด้วยคราคคนละทีให้มันสิ้นโคตรเง่า

พวกปิศาจหญิงได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นต่างก็ตกตลึง ยกมือไหว้ขอโทษโป๊ยก่ายว่า พวกข้าพเจ้ามีตาแต่ไม่รู้จักดูขอท่านได้กรุณาพวกข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด อันอาจาริย์ของท่านนั้นข้าพเจ้าได้จับไว้จริง แต่หาได้ทำอันตรายไม่ ขอท่านได้ให้ทานชีวิตร์แก่พวกข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจะยอมออกสะเบียงอาหารให้แก่ท่านเปนค่าเดินทางไปไซทีของท่านได้กรุณา โป๊ยก่ายได้ฟังจึงยกมือขึ้นสั่นห้ามว่าอย่าพูดอย่าพูดคำนี้ออกมา ซึ่งมึงพูดอ่อนหวานน้ำตาลทาก็โดยปราถนาจะลวงเรา เองอย่าพูดให้ป่วยการเสียเวลาเราไม่เชื่อเจ้าทั้งสิ้น โป๊ยก่ายก็เอาคราดสับคนละทีสองที พวกนางปิศาจเหล่านั้นก็วิ่งหลบหลีกสิ้นความอาย สองมือปิดที่ลับแล้วก็ขึ้นจากสะหนีมายืนอยู่ที่หอเล็ก ต่างก็แผลงฤทธิ์อานุภาพเสียงซ่า ๆ ชักไยออกจากสะดือพันสอดไปมาปิดมิดไม่แลเห็นพระอาทิตย์ บัดเดี๋ยวก็เปนปะทุนครอบโป๊ยก่ายไว้ โป๊ยก่ายแหงนหน้าขึ้นแลดูฟ้าก็มิได้เห็นแสงตวัน ตกใจคิดจะวิ่งหนีออกนอกประตู

ฝ่ายนางปิศาจเหล่านั้นชักไยปิดรีปิดขวางเต็มทั่วโป๊ยก่ายจะก้าวไปไยก็พันธ์ขายืนไม่ถนัดก็ล้มคว่ำลงกับพื้น ไยก็มัดกลมล้มลุกคลุกคลานยิ่งดิ้นรนสายไยก็ยิ่งพันแน่นจนดิ้นไม่ไหว สิ้นกำลังก็หมอบฟุบหลับอยู่กับที่ พวกนางปิศาจทั้งเจ็ดคน ครั้นแผลงฤทธิ์มัดโป๊ยก่ายไว้แล้ว ก็มิได้ทำอะไรพากันวิ่งกลับไปยังสำนักเดิม ครั้นมาถึงสะพานก็ร่ายเวทเรียกไยที่มัดโป๊ยก่ายกลับคืน พากันวิ่งเข้าไปในถ้ำเห็นพระถังซัมจั๋งยังอยู่ก็พากันหัวเราะ แล้วเดินเข้าไปข้างในเอาเสื้อผ้าสวมใส่นุ่งห่ม แล้วก็เดินไปที่หลังถ้ำร้องเรียกว่าอีเล็กๆ ลูกของแม่ไปข้างไหนหมด เหตุเดิมนางทั้งเจ็ดคนนี้ ชักใยขวางอากาศจะใคร่หาสัตว์กัน เผอิญมีแมลงผึ้งเจ็ดตัวบินมาติดไยปิศาจทั้งเจ็ดจับมาจะกิน นางผึ้งจึงอ้อนวอนขอชีวิตร์จะยอมเปนบุตร เพราะฉนั้นนางปิศาจจึงมิได้กินเลี้ยงไว้นางละคนเพื่อเปนบุตรเลี้ยง ในขะณะเมื่อนางปิศาจเรียกหา นางผึ้งน้อยทั้งเจ็ดก็วิ่งมาคุกเข่าลงกับพื้นถามว่า ท่านแม่จะมีธุระอะไรหรือจึงเรียกพวกข้าพเจ้า นางปิศาจจึงบอกว่าบัดนี้แม่ไปจับพระถังซัมจั๋งเมืองใต้ถังมาแขวนไว้ สานุศิษย์ของเธอติดตามมากระทำให้แม่มีความอาย ลูกจงช่วยแม่พากันไปขับให้มันไป ถ้ามีไชยชำนะแล้วพากันไปหาแม่ที่บ้านลุงเจ้า นางทั้งเจ็ดสั่งนางผึ้งแล้ว ก็พากันออกจากถ้ำเดินลัดไปบ้านพี่ชายของตน

ฝ่ายนางผึ้งทั้งเจ็ดต่างก็เกรียมตัวโดยแข็งแรงออกไปคอยสะกัดอยู่ที่สะพานศิลา โป๊ยก่ายถูกไยมัดก็หลับไปพักหนึ่ง ครั้นตื่นแล้วก็ตกใจแหงนหน้าแลดูไม่เห็นไยที่พัน จึงผุดลุกขึ้นเดินกลับมาทางเก่าหาเห้งเจีย ๆ ถามว่าทำไมหัวแลหน้าเจ้าจึงได้ฟกบวม โป๊ยก่ายบอกว่าข้าพเจ้าไปถูกอีปิศาจมันชักไยครอบไว้ มันกั้นรีกั้นขวางทั้งพื้นดินจนเดินไม่ได้ก็หกล้ม ครั้นไยนั้นสูญหายไปจึงมาได้ ซัวเจ๋งพูดว่าพี่จะไปหาไภยมาอีกแล้ว พวกปิศาจมันกลับไปมันคงจะทำร้ายอาจาริย์เปนแน่ พวกเราจงรีบไปช่วยพระอาจาริย์เถิด เห้งเจียก็ออกหน้าเดินมา โป๊ยก่ายก็จูงม้าตามหลังมา พอถึงสะพานแลไปเห็นปิศาจผึ้งทั้งเจ็ดขึ้นยืนอยู่บนสะพานร้องห้ามว่าช้าก่อนอย่าเพ่อเข้ามาเราอยู่นี่

เห้งเจียแลไปเห็นก็หัวเราะแล้วพูดว่าอีเด็กเหล่านี้ กายสูงไม่ถึงศอก น้ำหนักก็ไม่เกินสิบชั่ง มึงเปนทารกอะไรที่ไหน ปิศาจผึ้งบอกว่าเราคือลูกสาวของนางทั้งเจ็ด เจ้าทำหมิ่นประมาทแม่ข้ายังไม่รู้ความผิดหรือ ยังจะกลับมาตีอีกหรือ เจ้าอย่าหนีไปจงระวังตัวให้ดี พวกปิศาจผึ้งก็ตรงเข้ามาทำร้ายโป๊ยก่าย เห็นดังนั้นก็เกิดโทโสจ้บศราดเหล็กฟันฟาดขนาบไป พวกปิศาจผึ้งเห็นโป๊ยก่ายมีกำลังมาก เห็นจะต่อสู้ไม่ได้ ก็แปลงกายเปนผึ้งโผบินขึ้นบนอากาศแผลงฤทธิ์ เกิดเปนผึ้งขึ้นนับแสนนับโกฎิ์ เต็มไปทั้งอากาศตรงเข้าต่อยตามหูตามตาตามตัวปัดไม่ทัน โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นร้องว่าพี่ดูถูกตัวเล็ก ๆ เห็นหรือไม่ เห้งเจียว่าเราไม่ต้องวิตก เราสามารถจะแก้ได้ พูดแล้วก็ถอนขนในตัวออกเส้นหนึ่งใส่ปากเคี้ยว แล้วพ่นออกไปแปลงเปนนกยางขาวนกกาน้ำนกกะทุงนกยางกรอกบินร่อนบนอากาศ แล้วโผเข้าไปในหมู่ผึ้งเก็บกิน บัดเดี๋ยวผึ้งเหล่านั้นก็สูญหายไปสิ้น สามพี่น้องก็เดินข้ามสะพานมาเข้าในถ้ำ แลไปเห็นอาจาริย์แขวนอยู่บนขื่อ โป๊ยก่ายว่าอาจาริย์อยากเข้ามาในถ้ำจึงถูกแขวน ข้าพเจ้าก็ถูกล้มคว่ำปากคอหน้าตาบวม

เห้งเจียถามว่าอีพวกปิศาจมันไปข้างไหน พระถังซัมจั๋งบอกว่าเห็นมันวิ่งเปลือยกายมาในถ้ำเรียกลูกมันแล้วมันก็ออกไป พี่น้องทั้งสามก็ถือเครื่องมือเข้าไปค้นหาก็ไม่เห็น จึงพากันกลับออกมานิมนต์อาจาริย์ขึ้นม้าออกเดิน เห้งเจียจึงพูดว่าต่อไปพายน่าอาจาริย์อย่าได้ขืนไปอีกเลย ต้องไว้ธุระพวกข้าพเจ้าไปทำธุระแทนให้ พระถังซัมจั๋งว่าทีหลังให้หิวจนตายก็ไม่ไปอีกแล้ว โป๊ยก่ายก็เที่ยวเก็บฟืนแห้งมากองสุมเผาห้องหอไหม้เปนจุนไปทั้งสิ้น อาจาริย์กับสิศย์ก็ตั้งใจหมายปราจิณทิศออกเดินไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ