๓๙

เห้งเจียตอบว่า จะต้องไปหาพระยามัจจุราชเงียมกุน รับวิญญาณมาจึงจะแก้ได้ โป๊ยก่ายว่าพระอาจาริย์อย่าเชื่อ เธอพูดว่าไม่ต้องไปหาเงียมกุนในมนุษย์โลกย์แก้จึงจะเห็นคุณ พระถังซัมจั๋งเชื่อฟังโป๊ยก่ายก็ยิ่งภาวนา เห้งเจียก็รับว่าจะรักษาในมนุษย์โลกย์นี้และ โป๊ยก่ายว่าพระอาจาริย์อย่าหยุดภาวนาไปเถิด เห้งเจียด่าว่าอ้ายโป๊ยก่าย อ้ายสัตว์เดรัจฉาน มึงยุให้อาจาริย์ภาวนาให้กูได้ความเจ็บโป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า พี่เห้งเจียแกซิรู้จักแกล้งข้าพเจ้า ๆ จะไม่รู้จักแกล้งแกบ้างหรือ เห้งเจียจึงพูดว่าอาจาริย์จงหยุดเถิด รอให้ข้าพเจ้าไปหายามาแก้เถิด พระถังซัมจั๋งว่าจะไปหายาที่ใหน เห้งเจียบอกว่าจะไปหายาบลสวรรค์ คือจะไปหาท้ายเสียงเล่ากุน ขอยาวิเศษสักเม็ดหนึ่ง เรียกวิญญาณเข้ารูปได้ ก็จะฟื้นขึ้นยังเดิม พระถังซัมจั๋งจึงบอกว่า เห้งเจียจงรีบไปหายาเถิดอย่าได้ช้าเลย

เห้งเจียว่าเวลานี้ก็ได้สามยามมาแล้ว จะไปมาก็พอสว่างพอดี คนก็กำลังนอนเงียบสงัด จะได้ใครร้องไห้ศพสักคนหนึ่งจึงจะดี โป๊ยก่ายว่าพี่เห้งเจียไม่ต้องพูด การร้องไห้เปนธุระของข้าพเจ้าจะร้องเอง เชิญพี่ไปหายาเถิดอย่าเปนห่วงเลย เห้งเจียพูดว่าไหนเจ้าลองร้องให้ข้าฟังเปนตัวอย่างดูทีหรือจะได้หรือไม่ โป๊ยก่ายก็อ้าปากร้องไห้ไม่หยุดสอึกสอื้นคร่ำครวนดุจคนร้องไห้น่าศพจริง ๆ โป๊ยก่ายร้องจนผู้ฟังเกิดความสมเพศน้ำตาออก พระถังซัมจั๋งได้ฟังโป๊ยก่ายคร่ำครวญก็เกิดสังเวศสลดจิตรจนน้ำตาไหล เห้งเจียก็อดหัวเราะไม่ได้แล้วพูดว่า ร้องไห้อย่างนี้ดีแล้ว จงร้องไปอย่าหยุด แม้ว่าไม่ร้องจะเฆี่ยนยี่สิบที โป๊ยก่ายพูดว่าพี่จงไปเถิด พนักงานร้องไห้อยู่กับข้าพเจ้าเอ็ง

เห้งเจียก็เหาะขึ้นไปยังประตูสวรรค์น่ำทีหมึงชั้นดุสิต เข้าไปยังวิมานท้ายเสียงเล่ากุน เดินเข้าไปในประตู เวลานั้นท้านเสียงเล่ากุน กำลังปรุงยาอยู่ในห้องยา เห็นเห้งเจียเข้ามา ร้องสั่งสานุศิษย์ทั้งหลายว่าจงระวังยา อ้ายหัวโขมยยามาแล้ว เห้งเจียคำนับแล้วก็พูดว่า ข้าพเจ้าเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ท้ายเสียงเล่ากุนถามว่า อ้ายลูกลิงทำไมไม่ไปตามพระถังซัมจั๋ง มาที่นี่มีธุระอะไรหรือ เห้งเจียจึงเล่าเหตุซึ่งพระเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊กให้เล่ากุนฟังทุกประการ บัดนี้ข้าพเจ้ามาขอความกรุณา ขอยาวิเศษที่เรียกวิญญาณให้คืนได้สักพันเม็ด จะได้เอาไปแก้พระเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊กให้กลับเปนมาตามเดิม

เล่ากุนพูดว่ายาวิเศษจะขอไปพันเม็ดนั้นจะเอาไปกินเล่นต่างเข้าหรือ ยานั้นไม่มีจงไปเถิด เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า โปรดให้ทานสักร้อยเม็ดก็เอาเถิด ท้ายเสียงเล่ากุนพูดว่าไม่มีจงไปเถิด เห้งเจียก็ลุกขึ้นเดินออกไป เล่ากุนหวนคิดขึ้นมาว่าเห็นจะไม่ได้การ ด้วยอ้ายลิงตัวนี้ฝีมือดีตัวสำคัญ บอกให้ไปก็ไปเอาง่ายๆ ดังนี้ มันคงจะหวนกลับมาลักเอายาเปนแน่ คิดเห็นดังนั้นแล้วก็เดินตามออกมา เรียกว่าเห้งเจียจงกลับมาก่อน เราจะให้ยาไปแต่สักหนึ่งเม็ด เห้งเจียพูดว่าท่านเล่ากุน แม้ว่ารู้ฝีมือข้าพเจ้าก็จงเอายามาให้เสียดี ๆ เล่ากุนก็เอาน้ำเต้ามาเทยาออก หยิบยาหนึ่งเม็ดส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียรับยานั้นมาแล้วก็คำนับลาเล่ากุนออกจากประตูน่ำทีหมึง เหาะมายังวัดโป๊ลิ่มยี่ ก็ยังได้ยินเสียงโป๊ยก่ายร้องไห้อยู่ไม่หยุด เห้งเจียก็เข้ามายังหอธรรมร้องเรียกอาจาริย์ พระถังซัมจั๋งถามว่าเห้งเจียมาแล้วหรือ ได้ยามาหรือไม่

เห้งเจียบอกว่าได้มาแล้ว จึงร้องบอกโป๊ยก่ายว่าไม่ต้องร้องไห้แล้ว จงหลีกไปร้องที่อื่นเถิด แล้วเรียกซัวเจ๋งให้ไปตักน้ำมา ซัวเจ๋งก็เอาถ้วยแก้วไปตักน้ำที่บ่อมาส่งให้เห้งเจีย ๆ ก็คายยาออกจากปากวางลงในปากศพพระเจ้าแผ่นดิน แล้วเอาน้ำตรอกลงไป ยาก็ลงไปในท้องบัดเดี๋ยวก็ได้ยินท้องร้อง แต่ร่างกายยังไหวติงไม่ได้ พระถังซัมจั๋งว่าตายมานานแล้วลมกำลังก็สิ้นเสียแล้ว อย่างนี้ถ้าได้ใครต่อลมจึงจะฟื้นได้ โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นจึงว่าข้าพเจ้าจะต่อให้ พระถังซัมจั๋งว่า ตัวกินสัตว์เมือกคาวยังมีอยู่ลมปากไม่สอาจ ให้เห้งเจียเขาต่อเถิด เพาะเขาบวชเรียนตั้งแต่เล็กมา กินแต่ผลไม้ลมก็สอาจดี เห้งเจียนั่งก้มลงเอาปากจดกับปากศพพระเจ้าแผ่นดินแล้ว เปิดปากออกเป่าลมเข้าไปในฅอหอยลมก็แล่นลงไปกระทั่งท้องน้อย สักประเดี๋ยวมือแลเท้าก็กระดิกได้ แลร้องเรียกพระอาจาริย์คำหนึ่ง ก็ผุดลุกขึ้นคุกเข่าอยู่กับพื้นพูดว่าเมื่อคืนวานนี้ยังจำได้ว่า จิตรยังเปนผีมานะมัศการท่าน วันนี้กลับคืนเปนอย่างมนุษย์โลกย์แล้ว พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็เข้าพยุงประคองให้ลุกขึ้น เชิญให้นั่งที่อันสมควรแล้ว

ฝ่ายพระสงฆ์ในวัดจัดของแจมาถวายพระถังซัมจั๋งเวลาเช้า แลไปเห็นพระเจ้าแผ่นดินก็พากันตกใจมีความสงไสย เห้งเจียจึงเดินออกไปบอกว่าท่านทั้งหลายอย่ามีความสงไสยเลย นี่คือพระเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก เปนเจ้านายของท่านทั้งหลาย เมื่อสามปีก่อนปิศาจมันฆ่าตาย เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าช่วยชีวิตรกลับคืนมาได้วันนี้จะเข้าไปในเมือง ชำระให้รู้เท็จแลจริง แม้มีเครื่องแจขอให้พวกข้าพเจ้ากินสักมื้อหนึ่ง จะได้เข้าไปในเมือง พวกพระสงฆ์เมื่อได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ก็จัดเครื่องแจมาเลี้ยง เห้งเจียจึงบอกให้เจ้าเมืองถอดเครื่องสำหรับกระษัตริย์นั้นออกเสีย ขอผ้าขาวสมภารมาสองผืนผลัดนุ่งห่มเปนตาปะขาวดาวบศ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าท่านแต่งตัวดังนี้ตามพวกข้าพเจ้าเข้าไปในเมือง

พระเจ้าแผ่นดินคุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า ท่านเปรียบประดุจบิดามารดาบังเกิดข้าพเจ้ามาใหม่ ท่านไปไหนข้าพเจ้าจะขอติดตามท่านไปกว่าจะหาชีวิตรไม่ เห้งเจียว่าท่านไม่ต้องไป เมื่อไปในเมืองกำจัดปิศาจแล้ว ท่านจะได้อยู่รักษาบ้านเมืองแลราษฎรต่อไป พวกข้าพเจ้าก็จะขอลาไปไซที พูดดังนั้นแล้วก็พร้อมกันออกจากวัด ตรงมายังเมืองโอเกยก๊ก

ฝ่ายพระสงฆ์ในวัดห้าร้อยรูป ก็เดินตามออกมาส่งจนสิ้นเขตร์อาวาศ เห้งเจียจึงพูดแก่พระสงฆ์ทั้งหลายว่า ขอท่านทั้งหลายจงกลับยังกุฎีวิหารเถิด อย่าติดตามมาให้อื้อฉาวเลยจะทำให้เสียการไป จงรักษาแต่เครื่องของพระมหากระษัตริย์ไว้ให้จงดี เมื่อข้าพเจ้ากำจัดปิศาจแล้ว ท่านทั้งหลายจึงค่อยนำมาถวายเถิด ข้าพเจ้าจะได้เสนอความชอบให้แก่ท่านทั้งหลาย พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็พากันกลับวัดทั้งสิ้น

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์เดินมาได้ครึ่งวันก็ถึงเมืองโอเกยก๊ก ครั้นเดินเข้าไปใกล้กำแพงเมือง เห้งเจียจึงเชิญให้อาจาริย์ลงจากม้าแล้ว ห้าคนก็พากันเดินเข้าไปในเมือง ครั้นถึงประตูพระราชวังเห้งเจียบอกแก่ขุนนางกรมวังว่า พวกข้าพเจ้าอยู่เมืองใต้ถัง พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้ไปประเทศไซที อาราธนาพระไตรยปิฎกธรรม บัดนี้มาถึงนี่จะขอประทานเปลี่ยนหนังสือเดินทาง ขอท่านเจ้าพนักงานได้นำความขึ้นกราบทูลให้ทรงทราบ อันกุศลก็จะมีแก่ท่านด้วย พวกขันทีก็นำความขึ้นกราบทูลทรงทราบแล้ว จึงรับสั่งให้นำเข้าไปเฝ้า พวกขันทีจึงออกมาพาพระถังซัมจั๋งกับศิษย์เข้าไปเฝ้า

ครั้นถึงน่าพระที่นั่ง เห็นขุนนางข้าราชการข้ายขวา ยืนเฝ้าอยู่ตามน่าที่เปนลำดับ เห้งเจียจึงนำพระถังซัมจั๋งมายืนอยู่ข้างหน้าไม่สดุ้งหวาดหวั่น พวกขุนนางแลเห็นดังนั้น ต่างก็ตกใจทุก ๆ คนแล้วพูดว่า พระสงฆ์ป่าดงอะไรที่ไหนมาก็ไม่รู้ เข้าเฝ้าเจ้านายก็ไม่มีความเคารพคารวะอย่างนี้ ขุนนางเหล่านั้นพูดยังไม่ทันขาดคำ พระยามารก็ถามว่า พระสงฆ์เหล่านี้อยู่ที่ไหน เห้งเจียทำหน้าชื่นพูดว่า พวกข้าพเจ้าอยู่เมืองใต้ถังอันเปนพระมหานครใหญ่ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ รับสั่งให้ไปเมืองไซที อาราธนาพระธรรม บัดนี้มาถึงเมืองนี้จะขอเปลี่ยนหนังสือเดินทางตามธรรมเนียม พระยามารว่าหนังสืออยู่ที่ไหนจงเอามาดู เห้งเจียจึงเอาหนังสือส่งขึ้นไปถวาย พระยามารรับแล้วคลี่ออกอ่าน ถามว่าเดินออกจากเมืองแต่คนเดียวมาตามทางได้ศิษย์อีกสามคน รวมเปนสี่คนด้วยกัน ก็อีกคนหนึ่งนั้นทำไมไม่มีในหนังสือดูน่าสงไสย คนนั้นคือชื่อแซ่อะไร แลอยู่ที่ไหนจีบมาดูทีหรือ

เจ้าเมืองโอเกยก๊กได้ยินดังนั้นก็ตกใจ จนตัวสั่นสิ้นสติถามเห้งเจียว่าจะทำอย่างไรดี เห้งเจียจึงมาจับมือพูดว่าท่านอย่ากลัว ข้าพเจ้าจะรับแทนท่านเอง เห้งเจียจึงเดินขึ้นมาข้างน่า บอกว่าคนนั้นเปนใบ้พูดไม่ออก หูก็หนวกไม่ได้ยินเสียงพูด ยันการร้ายดีมูลเหตุของคนนั้น ข้าพเจ้าทราบได้ทั้งสิ้น สามารถจะชี้แจงแทนได้ทุกประการ พระยามารพูดว่า ถ้ากระนั้นจงชี้แจงตามความจริงจะได้ไม่ต้องถือโทษโกรธครึ่ง เห้งเจียจึงพูดว่า คนนั้นตั้งแต่เล็กมาจนแก่ หูหนวกเปนใบ้ จิตรใจซึมเซอะบ้านเรือนเคหาก็ป่นปี้ บ้านเกิดเมืองเดิมอยู่ตำบลนี้ เมื่อห้าปีก่อนก็ซุดโซมแห้งแล้งไม่มีฝน ชาวชนทั้งหลายได้รับความเดือดร้อนอดอยาก ครั้งนั้นมีอาจาริย์ (ช่วนจิน) มาจากเขาเจงน่ำซัว มีวิชาเรียกลมเรียกฝนได้ ต่อมาช่วนจินเอาคนนั้นผลักลงบ่อแล้ว ชิงเอาราชสมบัติมาจนเท่าบัดนี้ได้สามปีแล้ว ข้าพเจ้าได้ช่วยเปนกำลังแก้ไขตายแล้วให้กลับเปนขึ้น จะมาที่ประสาทกิมหลวนเต้ยนี้ เพื่อจะใคร่รู้เท็จจริง จับปิศาจมารร้ายฆ่าเสียแล้ว จะได้ยกขึ้นครองราชสมบัติไปตามเดิม

เมื่อปิศาจมารร้ายได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น มีความสดุ้งตกใจกลัวสีหน้าเผือดสลดลงทันที ลุกจากที่เดินมาชักเอาเกี่ยมที่ขุนนางนายทหารออกอันหนึ่งได้แล้ว ก็เหาะหนีขึ้นไปยังอากาศ ซัวเจ๋งโกรธร้องดุจเสียงฟ้าลั่น โป๊ยก่ายก็เคืองเห้งเจียว่า เพราะพูดเอาเรื่องเหล่านั้นมาให้มันรู้ มันจึงร้อนใจอยู่มิได้ จึงดั้นเมฆหนีไป เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พี่น้องทั้งหลายอย่าพูดวุ่นวายไป จงให้เชิญไท้จื๊อมาคำนับพระราชบิดาก่อน แล้วให้เชิญฮ่องเฮ้าสนมนางในออกมารับพระราชสามี แลให้ขุนนางทั้งหลายมาคำนับเจ้าเดิมของตนแล้ว จึงค่อยคิดจับปิศาจ ซัวเจ๋งก็จัดการตามสั่งทุกประการ

ฝ่ายเห้งเจียก็รีบเหาะขึ้นกลางอากาศ แลไปทั่วทั้งแปดทิศ ก็เห็นปิศาจหนีไปทางทิศตวันออกเฉียงเหนือ เห้งเจียก็รีบเหาะตามไป ครั้นใกล้ก็ตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายมารร้ายมึงจะหนีไปข้างไหน ซึงเห้งเจียมาแล้ว

ฝ่ายช่วนจินมือถือเกี่ยมหันหน้ากลับมาพูดด้วยเสียงอันดังว่า แม้เราชิงราชสมบัติก็เปนของผู้อื่นมิใช่ของเจ้า เรียกว่ามิใช่การของตัวเลย เหตุไฉนเจ้าจึงจะมากั้นกางกีดขวางเราเล่า เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายมารร้ายมึงช่างตับใหญ่ทำไมไม่นั่งเมืองอยู่เล่า จะหนีกูไปข้างไหนมึงจงมาลองกินกระบองดูสักทีเถิด จะได้รู้รศชาติไว้ว่าจะหวานมันประการใด ช่วนจินได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็โกรธ ถือเกี่ยมตรงเข้ามาฟันเห้งเจีย ๆ ยกกระบองขึ้นรับ ต่อสู้กันได้สองสามเพลงปิศาจธานกำลังเห้งเจียไม่ได้ ก็ล่าถอยหนีกลับเข้าในเมืองไปยังน่าพระที่นั่ง แล้วแปลงกายเปนพระถังซัมจั๋งยืนอยู่น่าบัลลังแก้ว เห้งเจียก็ไล่ติดตามมาจะตีด้วยกระบอง อ้ายปิศาจแปลงร้องว่าเห้งเจียอย่าตีอาตมเองดอก เห้งเจียชักกระบองจะตีพระถังซัมจั๋ง ๆ ก็ร้องว่าเห้งเจียอย่าตีอาตมเองดอก มีถังซัมจั๋งปลอมแลถังซัมจั๋งจริง สองคนดังนี้ก็ย่อมเปนที่ฉงน เห้งเจียไม่รู้ที่จะทำประการใด จึงร้องเรียกโป๊ยก่ายซัวเจ๋งมาถามว่า คนไหนเปนปิศาจแน่ คนไหนอาจาริย์ของเราเจ้ารู้จักหรือไม่

โป๊ยก่ายพูดว่าก็พี่ไล่ติดตามมาข้าพเจ้าเหมือนคนตามืดเห็นมีสองคนอย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าคนไหนปิศาจ คนไหนอาจาริย์ของเรา เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงร่ายพระคาถาเรียกเทพารักษ์ก็มาในทันใดนั้น เห้งเจียจึงถามว่าข้าพเจ้าจับปิศาจ ๆ มันกลับแปลงเหมือนพระอาจาริย์ยากที่จะรู้ได้ แม้ว่าท่านทั้งหลายเห็นจงเชิญอาจาริย์ขึ้นบนแท่นข้าพเจ้าจะได้จับปิศาจ

ฝ่ายปิศาจช่วนจินครั้นได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น ก็รีบขึ้นแท่นก่อน เห้งเจียยกกระบองจะตีพระถังซัมจั๋ง พวกเทพารักษ์ก็เข้ากั้นไว้บอกว่าใต้เซีย ปิศาจมันขึ้นแท่นก่อนแล้ว เห้งเจียไล่ขึ้นไปปิศาจก็กระโดดลงจากแท่น มาจับพระถังซัมจั๋งชุลมุนอยู่ในหมู่คน เห้งเจียในใจให้ร้อนรน โป๊ยก่ายยืนหัวเราะอยู่แล้วพูดว่า พี่เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าเปนหมู พี่ก็เหมือนข้าพเจ้าเหมือนกันอันอาจาริย์นั้นยากที่จะรู้ได้ ทำไมพี่ไม่จำที่ปวดหัวนั้นเล่า พี่จงเรียกอาจาริย์ให้ภาวนา ถ้าปิศาจไม่รู้ก็จะภาวนาบ้างอย่างนี้ก็จะไม่ยากอะไรเลย

เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น จึงหันหน้ามาพูดแก่พระอาจาริย์ว่า ขอพระอาจาริย์จงภาวนาคาถาให้ข้าพเจ้าดูที พระถังซัมจั๋งก็ภาวนาเห้งเจียก็ปวดศีศะ ปิศาจเห็นดังนั้นก็ภาวนาบ้างปากบ่นพึมพำเห้งเจียก็ไม่เปนไร โป๊ยก่ายจึงร้องว่าอ้ายบ่นพึมพำนั้นแลปิศาจแล้ว โป๊ยก่ายก็ชักคราดมาสับลงที่ปิศาจ ๆ ก็เหาะขึ้นบนเวหาหนีไป โป๊ยก่ายร้องตวาดด้วยเสียงอันดังแล้วก็ขึ้นตามไปบนเวหา ซัวเจ๋งเห็นดังนั้นก็จับพลองไล่ตามขึ้นไปซ้ายขวาช่วยกันระดมตี เห้งเจียหัวเราะว่าเราจะเข้าประจันหน้ามันก็จะหนีไป จำเราจะขึ้นบนสูงก่อนแล้วกระแทกลงมาจึงจะดี คิดดังนั้นแล้วก็เหาะขึ้นไปบนสูงกว่าโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง จะใคร่เอากระบองกระแทกลงที่ศีศะปิศาจ แลไปข้างทิศตวันตกเฉียงเหนือ เห็นคนอยู่ในกลบเมฆ ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่าเห้งเจียอย่าเพ่อลงมือ

เห้งเจียแลเห็นพระโพธิสัตว์บุญซู้ เห้งเจียก็เก็บกระบองเสียพนมมือ คำนับถามว่าพระโพธิสัตว์จะไปข้างไหนมา พระบุญซู้ตอบว่าอาตมาจะมาช่วยจับปิศาจ จึงเอากระจกออกจากมือเสื้อ ส่องตรงปิศาจ ปิศาจก็หนีไปไม่ได้ เห้งเจียแลดูในกระจกเห็นรูปร่างดุร้ายจึงถามพระโพธิสัตว์ว่า สิงห์โตตัวนี้ของท่านสำหรับขี่หรือท้าไมจึงหนีมาได้

พระโพธิสัตว์บอกว่าไม่ใช่เธอจะหนีเอง พระเปนเจ้าใช้มาเพื่อลงโทษเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก ด้วยเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก มีจิตรสรัทธารักษาศิลกินแจ พระเจ้าให้อาตมแนะนำเพื่อให้เธอสำเร็จซึ่งมรรคผล อาตมแปลงเปนพระสงฆ์ปุถุชลมาบิณฑบาตเข้าแจ ถามเธอสองสามคำที่เธอไม่พอใจ เธอโกรธก็จับเอาอาตมภาพมัดแช่น้ำไว้ที่น่าตำหนักแพสามวันสามคืน เพราะฉนั้นพระเปนเจ้าจึงได้ใช้ให้สิงห์โตตัวนี้มา มาลงโทษเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊กให้สิ้นเวรสิ้นกรรม บัดนี้ท่านทั้งหลายมาถึงที่นี่ได้สำเร็จความคิดแล้ว

เห้งเจียถามว่า อันธรมาเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊กนั้นก็เปนอันสมควรว่าสิ้นเวรกรรมแล้ว แต่ข้อนี้ผิดประเวณีแก่ฮ่องเฮ้าแลสาวสนมนั้นจะไม่มีโทษส่วนหนึ่งหรือ พระโพธิสัตว์ว่า ส่วนนั้นไม่เปนไร เพราะเธอเปนสิงห์โตมา เห้งเจียว่าถ้าดังนั้น ขอพระโพธิสัตว์ได้เรียกกลับคืนไปเถิด พระโพธิสัตว์บุญซู้จึงร้องเรียกว่าอ้ายสัตว์ยังไม่กลับไปหรือ ปิศาจก็แปลงเปนรูปเดิม พระโพธิสัตว์เอาดอกบัววางสกดไว้แล้ว ขึ้นบนหลังแล้วก็บันดานเปนแสงสว่างเหาะไปยังเขาเง่าท้ายซัว ฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งทั้งสาม เห็นพระโพธิสัตว์กลับไปแล้ว ก็พากันเหาะกลับลงมาเข้าในพระราชวังใน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ