๕๗

ฝ่ายเห้งเจียลอยอยู่บนกลางอากาศ คิดจะกลับไปยังถ้ำเดิมของตัว ก็นึกอายแก่พวกลิงบริวาร แต่ตรึกตรองอยู่นานจะไปจะอยู่ก็แสนยาก จึงคิดขึ้นมาได้ว่าอย่ากระนั้นเลย เรากลับไปหาอาจาริย์ดูอิกสักครั้งหนึ่งเห็นจะดี คิดดังนั้นแล้วก็ลดลงมายังพื้นเดินเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าพระถังซัมจั๋งแล้วพูดว่า ขอพระอาจาริย์ยกโทษให้แก่ข้าพเจ้าเถิด สืบต่อไปภายน่าข้าพเจ้าจะไม่ทำอิกต่อไป พระถังซัมจั๋งไม่ได้ตอบว่ากะไร ชักม้าหยุดร่ายคาถา เห้งเจียเจ็บปวดก็ล้มลงกับพื้น พระถังซัมจั๋งถามว่าทำไมยังไม่ไปให้พ้น ยังจะกลับมาพันธ์ผูกอาตมทำไม เห้งเจียร้องว่า อาจาริย์อย่าร่ายคาถาเลย ข้าพเจ้าจะชี้แจงให้ท่านฟัง ข้าพเจ้าวิตกว่าไม่มีข้าพเจ้าไปด้วย อาจาริย์ไปจะไม่ถึงไซที

พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งโกรธมากขึ้น ด่าว่าอ้ายชาติลิงโหดร้ายฆ่าสัตว์ตัดชีวิตรไม่มีดี แม้ว่าเราจะไปถึงหรือไม่ถึงก็ไม่เกี่ยวอะไรแก่เจ้าจงรีบไปให้พ้น ถ้าขืนอยู่ช้าเราจะร่ายคาถาไม่หยุด เห้งเจียเห็นอาจาริย์ไม่มีความอาไลยแล้ว ก็สุดที่จะคิดอ่านชี้แจงพูดจาต่อไป จึงเหาะขึ้นบนเวหาก็นึกขึ้นได้ว่าสงฆ์นี้ช่างไม่คิดถึงคุณของเราเลย จำเราจะไปหาพระกวนอิมเล่าให้ท่านฟัง คิดดังนั้นแล้วก็เหาะตรงไปยังน่ำไฮ้ บัดเดี๋ยวใจก็ถึงน่ำไฮ้ เห้งเจียก็เข้าไปยังสำนัก ครั้นถึงประตูใหญ่มีบัดจากับเสี้ยนใช้นำพาไปหาพระโพธิสัตว์ เห้งเจียก็เดินตามเข้าไป เหลือบขึ้นไปเห็นพระโพธิสัตว์นั่งอยู่บนแท่น เห้งเจียก็ย่อตัวกราบนมัศการลงกับพื้นแล้ว ก็ร้องไห้สอึกสอื้น พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นก็ให้บัดจาพยุงขึ้น พระโพธิสัตว์จึงถามว่า เห้งเจียมีความขัดข้องอย่างไรหรือ จงบอกมาให้เราแจ้ง อาตมภาพจะได้แก้ไขให้

เห้งเจียร้องไห้พลางพูดพลางว่า ข้าพเจ้าตั้งใจได้รับแต่ความทุกข์ยาก พึ่งพระบารมีท่านปลดเปลื้องความทุกข์ร้อนให้ แลให้ข้าพเจ้าตามรักษาพระถังซัมจั๋งไปไซที เพื่ออาราธนาพระธรรม ข้าพเจ้าก็ตั้งใจหาได้คิดแก่ร่างกายแลชีวิตร ปลดเปลื้องมารร้ายให้แก่เธอก็เพราะความปราถนาจะใคร่ได้มรรคผลในเบื้องน่า ลบล้างความผิดที่ได้กระทำไว้แต่ปางก่อน พระถังซัมจั๋งเปนคนอะกะตัญญูไม่รู้จักคุณของข้าพเจ้า มาหลงด้วยจิตรอะกุศลมิได้ตรึกตรองให้เห็นดำแลขาว มาขับไล่ข้าพเจ้ามิให้ติดตามไปดังนี้ พระโพธิสัตว์ถามว่าการดำขาวนั้นเปนอย่างไร จงแสดงซึ่งเหตุผลให้เราฟังดูจะเปนประการใด เห้งเจียจึงยกเหตุที่ฆ่าพวกโจรแลบุตรตาเฒ่านั้น ให้พระโพธิสัตว์ฟังทุกประการ

พระโพธิสัตว์จึงพูดว่า พระถังซัมจั๋งถือมั่นในสันดานโดยความกุศลไม่มีความประมาท ไม่ทำสัตว์ที่มีชีวิตรแลวิญญาณให้ตกล่วงไป เห้งเจียถึงมีฤทธาอานุภาพเหาะเหินเดินอากาศได้ก็จริง อันลูกตาเฒ่าผิดก็จริงแต่ยังเปนส่วนมะนุษย์ หากจะตัดสินโดยความตรง ข้อผิดนั้นจะตกอยู่แก่เห้งเจีย เห้งเจียก็กราบลงร้องไห้ว่า แม้ข้าพเจ้ามีความผิดไม่ชอบธรรมก็จะต้องเอาคุณหักโทษ ไม่ถึงแก่เหตุที่จะไล่ข้าพเจ้า ขอพระบารมีได้กรุณา ท่านร่ายพระคาถาถอนมงคลบนศีศะข้าพเจ้าออกคืนให้ท่าน ปล่อยข้าพเจ้ากลับไปยังถ้ำจุ๊ยเลียมต๋องเถิด พระโพธิสัตว์หัวเราะแล้วพูดว่า อันห่วงมงคลนั้นของพระยูไลยให้มา อาตมาไม่มีคาถาอะไรจะถอนได้ เห้งเจียว่าถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะขอกราบลาไป พระโพธิสัตว์ถามว่าท่านจะไปข้างไหน เห้งเจียว่า จะไปไซทีหาพระยูไลยให้ถอนมงคลนี้ออก พระโพธิสัตว์พูดว่าเห้งเจียจงรอก่อน อาตมภาพจะเลงญาณดู สมาโทษให้อย่างไหนจะดี

พระโพธิสัตว์จึงนั่งบัลลังก์บัว เข้าที่แผ่ใข่ญาณสำรวมสามคนเข้าแล้ว เอาปัญญาจักษุเลงดูรอบ บัดเดี๋ยวก็ออกจากตนพูดว่า เห้งเจียบัดเดี๋ยวพระถังซัมจั๋งจะได้รับความคับแค้นถึงตัว ไม่ช้าก็จะต้องตามมาหาตัวเห้งเจียที่นี่ จงคอยอยู่ที่นี่ก่อนเถิด ไว้อาตมภาพจะบอกแก่พระถังซัมจั๋ง ให้เห้งเจียไปไซทีด้วยจึงจะสำเร็จมรรคผล เห้งเจียได้ฟังพระโพธิสัตว์ดังนั้น จึงยกมือขึ้นนมัศการยืนคอยอยู่ข้างหลัง ฝ่ายพระถังซัมจั๋งตั้งแต่ไล่เห้งเจียไปแล้ว ก็ให้โป๊ยก่ายจูงม้าซัวเจ๋งหาบของรีบเดินไป เดินทางมาได้ห้าสิบโยชน์ พระถังซัมจั๋งยอม้าหยุดร้องบอกศิษย์ว่า ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ยามสามออกจากบ้านตาเฒ่า แลทั้งถูกเห้งเจียทำการไม่พอใจให้ลมเสีย เวลาก็จวนเพนท้องออกหิวแลอยากน้ำ แลใครจะไปบิณฑบาตมาให้กินเล่า

โป๊ยก่ายพูดว่า นิมนต์ท่านลงจากหลังม้าหยุดพักคอยข้าพเจ้าจะไปบิณฑบาตเอง พระถังซัมจั๋งได้ฟังโป๊ยก่ายว่าดังนั้นก็ลงจากม้านั่งพักคอยอยู่ โป๊ยก่ายก็เหาะขึ้นกลางอากาศมองดูรอบทั้งแปดทิศแล้วก็ลงยังพื้นบอกแก่อาจาริย์ว่า ไมมีที่จะบิณฑบาตเพราะบ้านเรือนไม่มี พระถังซัมจั๋งพูดว่า แม้ไม่มีเข้ากินหาแต่น้ำมากินแก้หายอยากก่อนเถิด โป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าจะไปหาน้ำ ว่าแล้วก็ฉวยบาตเหาะไป

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งนั่งคอยอยู่ข้างทางหลายชั่วโมงก็ไม่เห็นโป๊ยก่ายกลับมา พระถังซัมจั๋งเวลานั้นอยากน้ำ ๆ ลายแห้ง ทั้งหิวทั้งอยากน้ำทุรนทุรายไม่มีความศุข ซัวเจ๋งคอยโป๊ยก่ายไม่เห็นมา ก็เอาหาบวางลงแล้วพูดว่า พระอาจาริย์คอยอยู่ก่อน ข้าพเจ้าจะไปหาน้ำ พระถังซัมจั๋งนั่งร้องไห้พูดไม่ออก ซัวเจ๋งก็เหาะไป ฝ่ายพระถังซัมจั๋งนั่งอยู่แต่ผู้เดียวในทันใดนั้น ได้ยินเสียงตึงตังพระถังซัมจั๋งตกใจแลไปดูเห็นเห้งเจียคุกเข่าอยู่ข้างทางสองมือยกคนโทน้ำมาถวาย พูดว่าอาจาริย์ไม่มีข้าพเจ้าจะได้น้ำมาจากไหน น้ำนี้เย็นไสดีนิมนต์อาจาริย์ฉันแก้อยากก่อน แล้วข้าพเจ้าจะไปบิณฑบาตมาถวาย พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นพูดว่า แม้ว่าเราจะตายโดยความอยากน้ำก็ตามเถิด ซึ่งว่าน้ำของเจ้าเอามาเราไม่ต้องการ จงรีบไปเสียให้พ้น เห้งเจียพูดว่าไม่มีข้าพเจ้าไปไซทีจะไปไม่ได้ พระถังซัมจั๋งพูดว่าไปได้ไม่ได้ก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรแก่เจ้า อ้ายชาติลิงยังไม่ไปให้พ้นมากวนเราทำไม ฝ่ายเห้งเจียก็มีความโกรธชี้หน้าตวาดว่าตาขรัวแก่มีใจอาธรรม์ ทำหยาบช้าแก่เรามากแล้ว ก็ยกไม้ตะบองเหล็กหวดถูกกระดูกสันหลังพระถังซัมจั๋งทีหนึ่ง ก็ล้มคว่ำสลบอยู่กับที่ เห้งเจียก็เอาถุงย่ามที่ใส่เข้าของไปหมดแล้ว ก็เหาะไปไม่รู้ว่าจะไปทางไหน

ฝ่ายโป๊ยก่ายเหาะไปข้างซอกเขามีเรือนอยู่หลังหนึ่ง เดิมเขาสูงบังอยู่แลไม่เห็น ครั้นเหาะมาข้างน่าเขาก็แลเห็นบ้าน โป๊ยก่ายคิดในใจว่าเรารูปร่างอย่างนี้จะเข้าไปบิณฑบาตเห็นจะไม่ได้เข้า จำเราจะแปลงกายเสียเห็นจะดี คิดดังนั้นแล้วก็ลงยังพื้นร่ายคาถาแปลงเปนรูปพระสงฆ์นิโรดรูปหนึ่งเดินเข้าไปยังประตูบ้าน ร้องเรียกว่าท่านเจ้าบ้านยังมีเข้าสุกเหลืออยู่บ้างหรือ คนเดินทางมามีความอดอยากอาตมภาพบิณฑบาตพอให้อาจาริย์ฉันสักมื้อหนึ่ง ในบ้านนั้นผู้ชายออกไปนาเหลือแต่ผู้หญิงสองคน เห็นพระสงฆ์มาบิณฑบาตมีกิริยาป่วยไข้ดังนั้นก็เอาเข้าสุกออกมาถวายให้เต็มบาต โป๊ยก่ายก็กลับแล้วแปลงรูปตามเดิม เดินมาตามทางเก่าพบซัวเจ๋ง จึงให้ซัวเจ๋งเอาผ้าห่อเข้าเอาบาตรไปตักน้ำได้แล้วก็พากันกลับมาหาอาจาริย์ ครั้นมาถึงเห็นพระอาจาริย์นอนฟุบอยู่กับดิน ม้าก็ยืนกระทืบเท้าอยู่ข้างทาง ถุงย่ามเข้าของก็สูญหายไปหมด โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็ทุบอกพูดว่าไม่ต้องตรึกตรอง นี่คืออ้ายพวกโจรที่เห้งเจียตีมัน ๆ ยังเหลืออยู่จึงตามมาฆ่าอาจาริย์เราดังนี้ มันเอาเข้าของไปหมด ซัวเจ๋งเอาม้ามาผูกแล้วก็เข้าประคองอาจาริย์ร้องไห้ พระถังซัมจั๋งได้สติพลิกตัวฟื้นขึ้นเห็นในปากอายออกร้อน ๆ แลที่น่าอกยังร้อน โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ร้องเรียกพระอาจาริย์ พระถังซัมจั๋งรู้สึกจึงบอกโป๊ยก่ายซัวเจ๋งว่าอาตมภาพยังไม่ตายดอก โป๊ยก่ายก็เข้าประคองให้นั่ง พระถังซัมจั๋งจึงบ่นว่าอ้ายชาติลิงมันมาทำเราดังนี้ ซัวเจ๋งโป๊ยก่ายถามว่าอ้ายชาติลิงที่ไหนมาทำแก่พระอาจาริย์ พระถังซัมจั๋งกินน้ำแล้ว พูดว่าสานุศิษย์ทั้งสองไปแล้ว เห้งเจียก็มารบกวนจะใคร่ขอร่วมไปไซทีด้วย อาตมภาพไม่รับรองเปนอันขาด มันโกรธจึงเอาตะบองตีแล้วเก็บเอาถึงย่ามเข้าของไปหมด โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็มความโกรธด่าว่า อ้ายลิงมันสามารถทำแก่อาจาริย์ได้ถึงเพียงนี้พูดดังนั้นแล้ว จึงสั่งให้ซัวเจ๋งอยู่เฝ้าอาจาริย์ เราจะไปทวงตามเอาถุงย่ามแลเข้าของ ซัวเจ๋งว่าพี่อย่าเพ่อวุ่นวายเราคิดให้อาจาริย์ไปพักที่บ้านนั้นก่อน จะได้หาน้ำร้อนน้ำชาให้เธอฉันแล้วจึงค่อยไป โป๊ยก่ายพยุงอาจาริย์ขึ้นม้า แล้วก็พากันเดินมายังบ้านที่บิณฑบาตนั้น ครั้นถึงประตูบ้าน ในบ้านนั้นยังเหลือแต่ยายเฒ่าคนเดียว แลเห็นอาจาริย์กับศิษย์พากันมา ก็หลบเข้าในบ้านบอกว่าไม่มีคนอยู่ เชิญไปที่อื่นเถิด

พระถังซัมจั๋งได้ยินดังนั้นก็เกาะโป๊ยก่ายลงจากม้าแล้ว เดินมาข้างประตูปราไสยพูดว่า ท่านยายได้กรุณาด้วยเถิด อาตมภาพมีศิษย์สามคนพร้อมใจกันจะไปไซที บัดนี้ศิษย์คนใหญ่มันคิดร้ายใจพาล อาตมภาพไล่มันให้กลับไปเสียก็ไม่รู้เลย ว่าเธอจะมาทำร้ายอาตมภาพ คือได้มาตีเอาทีหนึ่งแล้วก็ลักเอาถุงย่ามเข้าของไป อาตมภาพจะให้ไปตามเอาของจะพักอยู่กลางทางก็ไม่สมควร จึงได้มาจะขออาไศรยที่บ้านท่านยายพอให้ไปทวงของมาได้แล้ว อาตมภาพก็จะลาไปไม่อยู่ช้า

ยายเฒ่าพูดว่าเมื่อตะกี้ก็มีพระสงฆ์มาบิณฑบาตว่าอาจาริย์อยู่เมืองใต้ถังจะไปไซที นี่ทำไมจึงมีมาอีกเล่า โป๊ยก่ายได้ฟังยายเฒ่าพูดดังนั้น อดไมได้ก็หัวเราะแล้วพูดว่าที่พระสงฆ์มาบิณฑบาตนั้นคือตัวข้าพเจ้าเอง เพราะรูปกายข้าพเจ้าอยาบคายวิตกกลัวจะไม่ให้เข้า จึงต้องแปลงตัวเปนพระสงฆ์มาบิณฑบาต ท่านยายไม่เชื่อจงดูที่ห่อผ้าน้องข้าพเจ้า ใช่เข้าที่ท่านยายทำบุญไปหรือไม่ใช่ ยายเฒ่ามาพิเคราะห์ดูเข้าก็จำได้ว่าเข้าของตัวที่ทำบุญไป ยายเฒ่าจึงนิมนต์ให้เข้าพักในบ้าน

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับศิษย์ก็พากันเข้าไปพักในบ้าน ยายเฒ่าก็ยกน้ำร้อนน้ำชามาถวาย ซัวเจ๋งเอาน้ำร้อนปนกับเข้าสุกให้อาจาริย์ฉันสองสามคำ พระถังซัมจั๋งถามว่าใครจะไปตามเอาเข้าของโป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าจะไปเอง พระถังซัมจั๋งว่าโป๊ยก่ายไปไม่ได้ เพราะไม่ชอบกันทั้งจะพูดจาก็อยาบคาย เห้งเจียเปนคนดุร้ายจะเสียการ ให้ซัวเจ๋งไปจึงจะได้ ซัวเจ๋งก็รับว่าจะไป พระถังซัมจั๋งจึงสั่งว่าถ้าไปถึงแล้ว แม้ว่าเธอยอมคืนถุงย่ามให้มาจงทำเคารพนบนอบขอบคุณ หากเธอไม่ให้ก็อย่าสู้รบโต้ตอบ จงรีบข้ามไปหาพระโพธิสัตว์กวนอิม เล่าเหตุการทั้งปวงให้ท่านฟัง นิมนต์ท่านไปถามเธอชำระให้

ซัวเจ๋งรับคำสั่งแล้วก็ร่ายคาถารีบเหาะตรงไปยังทิศบูรพา หมายเขาฮวยก๊วยซัว ซัวเจ๋งเหาะมาได้สามวันสามคืนก็มาถึงเชาฮวยก๊วยซัว ก็ลงยังยอดเขาเดินมายังถ้ำจุ๊ยเลียมต๋อง ซัวเจ๋งแอบเข้าไปใกล้พิศดูก็เห็นเห้งเจียนั่งอยู่บนแท่นศิลา สองมือกำลังคลี่แผ่นหนังสืออ่านว่าชุมภูทวีปเมืองใต้ถัง ข้าพเจ้าครองราชสมบัติเปนเจ้าปกครองบ้านเมืองตั้งอยู่ในทศพิตราชธรรม มีเหตุด้วยวิญญาณจิตรของข้าพเจ้าลงไปยังเมืองนรก ขอบใจท่านพระยามัจจุราชได้ส่งวิญญาณกลับคืนมายังมะนุษย์โลกย์ เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจึงทำมหากุศลแผ่อุทิศไปให้แก่พวกที่ต้องทระมาทุกข์ในนรกนั้นให้พ้นจากโทษ เวลานั้นมีพระโพธิสัตว์กวนอิมเสด็จมาชี้แจงว่า ที่ประเทศไซทีมีพระไตรยปิฎกธรรม มีอะภินิหารกุศลอาจโปรดพวกที่ตกอยู่ในอะบายภูมิให้พ้นโทษได้ ข้าพเจ้าจึงให้พระสงฆ์แซ่ตั๊นชื่อเหี้ยนจึง เปนพระถังซัมจั๋งไปยังประเทศไซทีสืบหาพระไตรยปิฎกธรรมอันวิเศษ จะได้อาราธนามายังเมืองใต้ถัง แม้ว่าข้ามไปไซทีทุก ๆ เมือง ขอให้เห็นแก่กาลกุศลดูตามหนังสือเดินทางฉบับนี้ จงปล่อยให้ไปโดยสดวกเถิด เมืองใต้ถังพระเจ้าเจงกวนเสวยราชสมบัติได้สิบสามปีประทับตราเก้าดวง ตั้งแต่ออกจากเมืองไป ข้ามทุก ๆ เมืองมาตามทางได้สานุศิษย์สามคน ๆ ใหญ่ชื่อซึงหงอคงเห้งเจีย คนที่สองชื่อหงอเหนงแซ่ตือโป๊ยก่าย คนที่สามแซ่ซัวชื่อหงอเจ๋งซัวเจ๋งอ่านดังนี้ตั้งแต่ต้นจนปลาย ซัวเจ๋งแอบได้ยินก็รู้ว่าหนังสือเดินทางของอาจาริย์ จึงเดินเข้าไปใกล้ร้องเรียกพี่เห้งเจียหนังสือเดินทางของอาจาริย์พี่อ่านทำไม

เห้งเจียก็เงยหน้าแลไปจำซัวเจ๋งไม่ได้ จึงร้องให้จับตัวพวกบริวารวานรก็เข้าล้อมจับซัวเจ๋งลากมาหาเห้งเจีย ๆ ตวาดว่าเจ้าอยู่ที่ไหน จึงบังอาจมาแอบดูในที่ของเรา ซัวเจ๋งเห็นว่าเห้งเจียแปรปรวนทำไม่รู้จักจึงเคารพพูดว่า อันส่วนพี่นั้นพระอาจาริย์ท่านไม่พอใจมีความขุ่นเคืองไล่พี่เสียมิให้ติดตามไปด้วย เมื่อเวลานั้นน้องก็ยังมิได้ขอร้องต่ออาจาริย์ ครั้นข้าพเจ้ากับโป๊ยก่ายไปหาเข้าหาน้ำอยู่ข้างนี้พี่มีกะใจมาหาอาจาริย์อิก ท่านก็ถือมานะมั่นไม่ให้ไป พี่เอาตะบองตีอาจาริย์ล้มคว่ำลงกับพื้นแล้ว ก็เอาถุงย่ามเข้าของมาเสีย บัดนี้ข้าพเจ้าช่วยอาจาริย์ฟื้นแล้ว จึงมาตามกราบเท้าพี่ แม้ว่าพี่คิดถึงเมื่อครั้งได้ออกจากเขาได้พ้นทุกข์แล้วนั้น เอาถุงย่ามกลับไปหาอาจาริย์แล้ว จะได้พร้อมกันไปไซที แม้ว่าพี่ไม่ไปก็ขอแต่ถุงย่ามให้ข้าพเจ้าเอาไป พี่อยู่ที่นี่รับซึ่งความศุข อย่างนี้ก็จะดีทั้งสองฝ่าย

เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะก๊ากใหญ่ พูดว่าซัวเจ๋งคิดดังนั้นไม่ถูกใจเรา เราคิดว่าตีพระถังซัมจั๋งแลเอาถุงย่ามมา ไม่ใช่จะไม่คิดไปไซที เราก็มิใช่จะอยากอยู่ที่นี่ เราอ่านหนังสือเดินทางให้คล่องแล้วเราก็จะไปไซทีเอง อาราธนาพระไตรยปิฎกธรรมส่งไปเมืองใต้ถังให้สำเร็จโดยลำพังของเราเอง ให้แพร่หลายในชมภูทวีปรู้ทั่วกัน จะได้ยกย่องเราเปนพระมหาราชครู ชื่อเสียงเราจะได้ปรากฎต่อ ๆ ไปจะไม่ดีหรือ ซัวเจ๋งได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า พี่เห็นความดังนั้นไม่พอการ เหตุเดิมมาก็หาได้กล่าวว่าซึ่งเห้งเจียไปอาราธนาพระธรรมไม่ พระพุทธเจ้าได้ไว้พระไตรยปิฎกแก่พระโพธิสัตว์กวนอิม เสด็จมายังเมืองใต้ถังเที่ยวหาผู้ที่จะไปอาราธนาพระไตรยปิฎก แลพระโพธิสัตว์พูดว่าผู้ที่จะไปอาราธนาพระไตรยปิฎกนั้น คือชื่อกิมเสี้ยนโพธิสัตว์ เปนสาวกของพระองค์ เพราะเธอขาดฟังธรรม พระยูไลยปรับโทษให้ไปปะฏิสนธิยังเมืองใต้ถังประเทศจีน บวชในพระพุทธสาศนาโดยทางปะฏิบัติปาเพญบารมีให้ใหญ่กว้าง เอาคุณถ่ายโทษกว่าจะบริบูรณ์ซึ่งมรรคผล เพราะฉนั้นจึงมีมารยักษ์ร้าย พวกเราได้ปลดเปลื้องทระมาทั้งสามคนเปนผู้รักษาธรรม แม้ว่าไม่มีพระถังซัมจั๋งไปด้วยแล้ว พระยูไลยองค์ใดจะยอมให้พระไตรยปิฎกมาเล่า คิดดังนั้นจะมิเสียเวลาเปล่าหรือ เห้งเจียว่าน้องรู้หนึ่งไม่รู้สอง น้องพูดว่าน้องมีพระถังซัมจั๋งคุ้มไป เราก็มีพระถังซัมจั๋งจัดแจงไว้พร้อมแล้ว รอได้เวลาพรุ่งนี้เช้าเราก็จะไปไซที แม้ว่าไม่เชื่อเรา ๆ จะนิมนต์ออกมาให้ดูพูดแล้วก็สั่งบริวารว่า จงไปนิมนต์พระถังซัมจั๋งมา พวกวานรก็เข้าไปในประตูพยุงพระถังซัมจั๋งเดินออกมา มีม้าขาวตัวหนึ่งถับโป๊ยก่ายหาบของ ซัวเจ๋งถือไม้เท้าเดินตามมา

ซัวเจ๋งแลไปเห็นดังนั้นก็โกรธพูดว่า เราไม่ได้เปลี่ยนรูปเปลี่ยนนามอะไร ทำไมจึงมีซัวเจ๋งที่ไหนมาอีกคนหนึ่งดังนี้ ซัวเจ๋งก็ชักตะบองตรงมาตีซัวเจ๋งแปลงล้มลงตายทันที เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ร้องให้พวกบริวารล้อมจับ ซัวเจ๋งก็ตีฝ่าออกจากที่ล้อมได้แล้วก็รีบหนีออกจากทางเก่า เหาะขึ้นบนเวหาบ่นว่าอ้ายลิงมันถือดีดังนี้ เราจะเลยไปฟ้องพระโพธิสัตว์ให้ท่านทราบเรื่อง เห้งเจียเห็นซัวเจ๋งไปแล้วก็กลับเข้าถ้ำคัดเลือกลิงน้อยที่แปลงได้ ให้แปลงเปนรูปซัวเจ๋งไว้อย่างเดิม แล้วก็สั่งให้ไปไซที

ฝ่ายซัวเจ๋งออกจากเขาฮวยก๊วยซัวแล้ว ก็เหาะตัดตรงไปเขาโป๊ท่อซัว เหาะมาวันกับคืนหนึ่งก็ถึง ซัวเจ๋งก็ลงยังพื้นค่อยเดินมาใกล้สำนัก แลไปเห็นบัดจาเดินออกมาต้อนรับปราไสยใต่ถามว่าท่านซัวเจ๋งทำไมไม่ไปตามรักษาพระถังซัมจั๋งไปไซที มาที่นี่มีธุระอะไรหรือ ซัวเจ๋งคำนับแล้วพูดว่า เหตุมีกิจธุระจะใคร่มาหาพระโพธิสัตว์ ขอท่านจงได้อนุเคราะห์นำข้าพเจ้าไปเฝ้าด้วยเถิด บัดจาก็รู้ว่าจะมาตามเห้งเจีย จึงเข้าไปกราบเรียนพระโพธิสัตว์ ๆ จึงให้บัดจาพาซัวเจ๋งเข้ามา ฝ่ายเห้งเจียยืนเฝ้าพระโพธิสัตว์อยู่ข้างแท่น แลไปเห็นซัวเจ๋งเดินเข้ามาก็นึกเข้าใจแน่ว่าเห็นพระอาจาริย์จะมีไภยร้ายแล้ว จึงให้ซัวเจ๋งมาตามพระโพธิสัตว์ดอกกระมัง ซัวเจ๋งครั้นเข้ามาถึง แลเห็นพระโพธิสัตว์นั่งอยู่บนแท่นก็ก้มหน้ากราบนมัศการ แล้วเงยหน้าจะกราบเรียน แลไปเห็นเห้งเจียยืนอยู่ข้างนั้นก็หาทันจะได้พูดจาอะไรไม่ ฉวยพลองกระโดดมาตีเอาเห้งเจีย ๆ ก็มิได้ต่อสู้ ซัวเจ๋งว่ามึงมีความผิดต้องโทษอะกุศลแล้ว มึงยังแอบมาจะหลอกพระโพธิสัตว์หรือ พระโพธิสัตว์จึงตวาดห้ามว่า ซัวเจ๋งอย่าวุ่นวาย มีธุระอะไรจงบอกมาให้อาตมภาพทราบด้วย ซัวเจ๋งก็นมัศการโดยกำลังโกรธ เล่าความตั้งแต่ต้นจนปลาย ให้พระโพธิสัตว์ฟังทุกประการ แล้วว่าข้าพเจ้าจะมากราบเรียนให้ทราบไม่รู้เลยว่าเหาะมาอยู่นี่ก่อน แลไม่ทราบว่าเอาอะไรมากราบเรียนแก้ตัวแล้ว

พระโพธิสัตว์ได้ฟังซัวเจ๋งพูดดังนั้น จึงพูดว่าซัวเจ๋งอย่าเอาโทษมาใส่เขา เห้งเจียมานี่ได้สี่วันแล้ว อาตมภาพก็ยังหาได้ปล่อยให้ไปไหนไม่ เหตุนี้จะเกิดขึ้นจากไหน ซัวเจ๋งพูดว่าที่ถ้ำจุ๊ยเลียมต๋องก็มีเห้งเจียคนหนึ่ง ข้าพเจ้ามิได้เอาเท็จมากล่าว พระโพธิสัตว์ว่าถ้าจริงดังนั้นซัวเจ๋งจงไปกับเห้งเจียดูให้รู้ก่อน เมื่อไปถึงแล้วก็จะรู้ได้ เห้งเจียได้ฟังพระโพธิสัตว์สั่งดังนั้น จึงชวนซัวเจ๋งคำนับลาพระโพธิสัตว์พากันออกจากสำนักก็รีบเหาะตรงไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ