๔๗

พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบดังนั้น ก็ตบโต๊ะเสียพระไทยทรงพระกันแสงยิ่งนัก เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็เข้ามาใกล้ร้องขึ้นไปด้วยเสียงอันดังว่า พระองค์ทำไมจึงได้เศร้าโศกเสียพระไทยอย่างนี้เล่า อันอาจาริย์ทั้งสามนั้นมันเปนสัตว์อยู่ป่าเขา เพราะได้สำเร็จในการเปลี่ยนแปลงกายได้ต่าง ๆ พระองค์ก็ได้เห็นชัดด้วยพระเนตรของพระองค์แล้ว จะมาเศร้าโศกเสียใจร้องไห้ไปทำไม อ้ายพวกปิศาจร้ายเหล่านี้มันคิดจะมาฆ่าท่าน ๆ ยังมิได้รู้สึกเลย หากข้าพเจ้ากำจัดมันเสียก่อน มิฉนั้นราชสมบัติของพระองค์ ก็จะตกอยู่ในเงื้อมมือพวกปิศาจร้ายทั้งสิ้น พระองค์อย่าทรงพระกันแสงไปเลย จงรีบขอหนังสือเดินทางให้ข้าพเจ้าไปโดยเร็วเถิด

พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียทูลดังนั้น แลขุนนางซ้ายขวาก็กราบทูลพร้อมกันว่า ซึ่งท่านเห้งเจียกราบทูลดังนี้ ย่อมเปนความจริงทุกประการ ขอพระองค์จงเชื่อฟังถ้อยคำเห้งเจียเถิด จึงพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ถ้ากระนั้น เวลานี้ก็จวนจะค่ำอยู่แล้ว ขอจงรอพักอยู่พอให้ข้าพเจ้าตอบแทนพระคุณท่านบ้าง จึงรับสั่งให้ขุนนางพาพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ไปพักอยู่ที่จัดตี้เอียมยี่ พรุ่งนี้จึงค่อยจัดแจงเลี้ยงสนองพระเดชพระคุนท่านทั้งสี่สักครั้งหนึ่ง

ครั้นวันที่สองพอได้เวลาพร้อมขุนนางน้อยใหญ่เข้าเฝ้า จึงรับสั่งให้ร่างหนังสือ ประกาศนิมนต์พระสงฆ์ที่หลบหนีไปนั้น ให้กลับมาอยู่ตามวัดวาอารามของตนๆ ตามเดิม แลให้จัดเครื่องโต๊ะถวายพระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสาม ยังจัดตี้เอียมยี่ ครั้นเจ้าพนักงานจัดการตามรับสั่งแล้ว พระเจ้าแผ่นดินกับขุนนางข้าราชการก็พร้อมกันไปยังวัดตี้เอียมยี่ถวายเครื่องแจแก่พระถังซัมจั๋ง นอกนั้นก็เลี้ยงตามธรรมดา

ฝ่ายพระสงฆ์ที่เห้งเจียปล่อยให้หนีไปนั้น เมื่อได้ทราบประกาศก็มีความยินดี พากันกลับมายังวัดวาอารามตามเดิม แลไปหาเห้งเจียเพื่อจะคืนขนเพ็ชร์ที่เห้งเจียให้ไปคุ้มตัวนั้น ทั้งจะได้ขอบคุณเห้งเจียด้วย เวลาเมื่อพระถังซัมจั๋งฉันแล้ว เจ้าเมืองเซียตี้ก๊ก จึงเปลี่ยนหนังสือเดินทางมอบให้พระถังซัมจั๋งไป พระถังซัมจั๋งรัปหนังสือแล้วก็คำนับลาพระเจ้าแผ่นดิน ๆ พร้อมด้วยขุนนางก็ตามส่งพระถังซัมจั๋งจนออกนอกประตูเมือง เมื่อขณะเดินมานั้น ตามหนทางมีหลวงจีนคุกเข่าเคารพอยู่เต็มไปทั้งสองข้างทาง ปากก็ร้องว่าพระผู้เปนเจ้ามาแล้ว พวกข้าพเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ คือที่ท่านปล่อยให้หนีไปนั้นได้ทราบว่าท่านกำจัดปิศาจที่ดุร้ายราบคาบแล้ว พวกข้าพเจ้ามีความยินดีรีบนำขนเพ็ชร์มาคืนให้แก่ท่านแลขอเคารพขอบพระเดชพระคุณของท่านด้วย

เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วถามว่าพวกท่านมาพร้อมกันแล้วหรือ หลวงจีนเหล่านั้นตอบว่า มาพร้อมกันทั้งห้าร้อยไม่ขาด เห้งเจียก็เรียกขนเพ็ชร์กลับคืนเข้ากาย แล้วทูลแก่พระเจ้าแผ่นดินเซียตี้ก๊กว่า หมู่หลวงจีนทั้งหลายเหล่านี้ข้าพเจ้าได้ปล่อยให้หนีไป แลสิ่งของทั้งหลายที่อาจาริย์ทั้งสามทำไว้ ข้าพเจ้าก็พังทำลายเสียทั้งสิ้น แลพวกศิษย์ทั้งหลายของอาจาริย์เต้าซือที่ให้ออกมาดูการนั้น ข้าพเจ้าก็ตีตายเสียทั้งสองคน บัดนี้พวกเหล่าร้ายก็สงบแล้ว เห็นจริงในส่วนธรรมของพระพุทธเจ้า เปนทางอันชอบแท้ ต่อนี้ไปท่านจงตั้งอยู่ในพระไตรสรณาคม อย่ามีความเคลือบแคลงสงไสยต่อไป แลให้มีเมตตาปราณีแก่สมณะชีพรามณ์อาณาประชาราษฎรของพระองค์ ให้ได้รับความร่มเย็นเปนศุข อย่ามีความฟุ้งซ่านกลับเปนมิจฉาทิฐิเห็นผิดเปนชอบ บ้านเมืองของพระองค์จะได้รุ่งเรืองวัฒนากาล เจ้าแผ่นดินเซียตี้ก๊กได้ฟังเห้งเจียให้โอวาทตักเตือนดังนั้น ก็มีความขอบคุณยิ่งนัก ครั้นเสร็จการสนทนากันแล้ว พระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสามก็ลาไป เจ้าเมืองเซียตี้ก๊กก็ยืนรออยู่จนพระถังซัมจั๋งไปลับตาแล้วจึงพาขุนนางกลับเข้าเมือง

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสาม ออกจากเมืองเซียตี้ก๊กแล้วก็หมายทิศปราจิณตรงไป กลางวันก็ออกเดิน กลางคืนก็หาที่พักอาไศรยหลับนอนผ่อนพักมาตามระยะทาง มาวันหนึ่งเดินไปในไสมยนั้นเปนฤดูร้อน ท้องฟ้าก็แจ่มแจ้ง ครั้นเวลาจวนค่ำพระถังซัมจั๋งถามเห้งเจียว่า คืนวันนี้เราจะอาไศรยพักนอนที่ไหน เห้งเจียตอบว่ามีแสงเดือนสว่างเดินไปอีกสักพักหนึ่ง จึงค่อยหาที่พักนอนเถิด พูดดังนั้นแล้วก็เดินไปอีกสักครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงคลื่นซัดน้ำดังออกฉาดฉาน โป๊ยก่ายได้ยินเข้าแล้วจึงพูดว่าสิ้นหนทางแล้ว ซัวเจ๋งพูดว่ามีลำแม่น้ำขวางน่า พระถังซัมจั๋งว่าไม่รู้ว่าแม่น้ำจะกว้างสักเท่าใด

เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าจะเหาะขึ้นไปดูก็จะรู้ได้ว่าจะเปนประการใด ว่าแล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นไปบนกลางอากาศ เอามือป้องเพ่งดูก็เห็นสายน้ำขาวไกลลิบ ๆ ดุจทะเลหลวงไม่รู้ว่ากว้างสักเท่าใด เห้งเจียกลับลงมาบอกแก่พระอาจาริย์ว่า กว้างแท้ ๆ ข้าพเจ้าเพ่งดูด้วยตาก็ยังแลไม่เห็นฝั่ง ตาข้าพเจ้าเห็นได้ไกลถึงพันโยชน์ ข้าพเจ้าแลสุดตาก็ยังไม่เห็นฝั่งจึงไม่ทราบว่าจะกว้างสักเท่าใด พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นมีความวิตกเปนที่สุดจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นเราจะคิดอ่านประการใดจึงจะข้ามได้

ซัวเจ๋งชี้มือไปข้างริมฝั่งบอกว่าพระอาจาริย์จงดู ที่ริมฝั่งตั้งอยู่ดูเหมือนรูปคนยืนไม่ใช่หรือ เห้งเจียเดินไปดูก็หาใช่คนไม่ เปนเสาศิลาเขาปักไว้ ที่เสาศิลามีอักษรตัวใหญ่จารึกไว้สามตัว คือลำแม่น้ำ (ทงทีฮ้อ) ต่อลงมาข้างล่างมีอักษรตัวเล็กสองแถวสิบตัว คือ (เกียก่วยโป๊ยเชยลึ้โก๊โป้นั้งเกี๊ย) แปลภาษาไทยว่าข้ามไปแปดพันโยชน์เดิมมาไม่มีคนเดิน เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงนิมนต์อาจาริย์มาดู พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นแล้วในใจก็เร่าร้อนเต็มไปด้วยความวิตกไม่มีความสบาย

โป๊ยก่ายบอกว่าพระอาจาริย์จงฟังดู นั่นจะเปนเสียงกลองแลม้าฬ่อตีที่ไหน เห็นจะเปนบ้านแถวเหล่านี้มีกระมัง ชะรอยเขาจะทำกงเต๊กพวกเราพากันไปที่นั่น หาเครื่องแจกินเห็นจะดีแล้วจะได้ถามดูลาดเลาเหตุผลในลำแม่น้ำนี้ดูว่าจะเปนประการใด ถ้ารู้เรื่องแล้วจะได้คิดอ่านข้ามไป

พระถังซัมจั๋งอยู่บลหลังม้าก็ได้ยินเสียงกลองแลม้าฬ่อเหมือนกัน จึงชักม้าหันหน้าไปตรงนั้น แต่หามีทางเดินไม่ ต้องพากันบุกรกลุยโคลนไป เดินมาประเดี๋ยวก็แลเห็นหมู่บ้านคนอยู่ ประมาณสี่ห้าร้อยหลังเรือน มีบ้านหนึ่งอยู่ต้นทางตั้งเสาธงสองเสาในบ้านนั้นตามโคมไฟสว่าง มีกลิ่นธูปเทียนดอกไม้หอมฟุ้งมานอกบ้าน ครั้นถึงบ้านพระถังซัมจั้งก็ลงจากม้า สำรวมกิริยาแล้วมือถือไม้เท้าเดินเข้าไปที่ประตูบ้าน แลเห็นประตูเปิดแง้มอยู่บานหนึ่งไม่อาจเข้าไป จึงยืนรออยู่ที่น่าประตู ประเดี๋ยวเห็นผู้เฒ่าเดินมาที่นั่นคนหนึ่ง ที่ฅอสวมประคำปากภาวนาว่า พุทโธ ๆ เดินออกมาเปิดประตูบ้าน พระถังซัมจั๋งเห็นแล้วก็ย่อตัวร้องเรียกว่า ท่านตาอาตมภาพปราถนาจะใคร่ถามสักหน่อย

ฝ่ายผู้เฒ่าครั้นแลเห็นพระสงฆ์ก็ยกมือขึ้นนมัศการแล้วถามว่าท่านทำไมมาล้าหลังจนป่านนี้เล่า พระถังซัมจั๋งไม่เข้าใจจึงถามว่าท่านตาว่ากระไรข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ผู้เฒ่าจึงพูดว่าวันนี้บ้านข้าพเจ้าเมื่อเวลาเพนถวายเข้าสงฆ์แลถวายสบงจีวรกับเข้าสารแลเงิน ท่านมาถึงเวลานี้สิ่งของก็หมดเสียแล้ว พระถังซัมจั๋งจึงพูดว่าท่านตา ข้าพเจ้ามาบัดนี้มิได้ต้องการสิ่งใด อาตมภาพมาจากเมืองใต้ถังมีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้อาตมภาพไปประเทศไซที อาราธนาพระไตรยปิฎก ครั้นมาถึงตำบลนี้เวลาก็พอค่ำ ได้ยินเสียงกลองแลม้าฬ่อจึงได้ตรงมาหวังใจจะขออาไศรยพักนอนสักคืนหนึ่ง พอรุ่งเช้าก็จะลาไป ตาเฒ่าได้ฟังดังนั้นก็ยกมือสั่นว่า ท่านเปนสะมะณะอย่ากล่าวเช่นนั้นเลย อันเมืองใต้ถังมาถึงที่นี่ระยะทางห้าหมื่นสี่พันโยชน์ รูปร่างท่านเล็กน้อยเช่นนี้ทำไมจึงจะมาได้ ข้าพเจ้าสงไสยนัก พระถังซัมจั๋งพูดว่า คำของท่านตาที่ว่าไม่เชื่อก็สมควรอยู่แล้ว แต่อาตมภาพมีศิษย์สามคนตามรักษาจึงมาได้จนถึงที่นี่ ตาเฒ่าถามว่าท่านมีศิษย์ทำไมจึงไม่เห็นมากับท่านเล่า

พระถังซัมจั๋งจึงหันหน้าไปเรียก เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง คนทั้งสามได้ยินอาจาริย์เรียกก็พากันยกหาบจูงม้าเดินมา ตาเฒ่าเห็นหน้าตาดุร้ายน่ากลัวทั้งสามคน ก็ตกใจสิ้นสะติล้มลงปากก็ร้องว่าผียักษ์ร้ายมาแล้ว พระถังซัมจั๋งก็เข้าพยุงตาเฒ่าให้ลุกขึ้นแล้ว บอกว่าท่านตาอย่ากลัวเลย ทั้งสามคนนี้เปนสานุศิษย์ของอาตมภาพเอง ไม่ใช่ผีใช่ยักษ์อะไรที่ใหนดอก ตาเฒ่าจึงค่อยได้สะติพูดว่า อาจาริย์รูปร่างงดงามดีสานุศิษย์ทำไมรูปร่างจึงได้เปนอย่างนี้ พระถังซัมจั๋งพูดว่า รูปร่างไม่น่าดูก็จริง แต่มีฤทธาอานุภาพอาจจับเสือแลมังกรได้ แลจับผีปิศาจยักษ์ร้ายก็ได้ ตาเฒ่าได้ฟังดังนั้นก็ไม่ใคร่จะเชื่อ จึงนิมนต์พระถังซัมจั๋งขึ้นบนเรือน ในบ้านมีหลวงจีนสองสามรูป กำลังสวดมนต์อยู่ที่น่าโต๊ะหันหน้าไปเห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งทั้งสามคนเดินขึ้นมา ต่างก็ตกใจไม่เปนสมประดีล้มลุกคลุกคลานลุกขึ้นวิ่งหนีซุกซ่อนตัว ในบ้านโคมไฟก็ดับหมด เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งเห็นดังนั้นก็หัวเราะ จึงร้องไปว่า พวกเจ้าทำไมไม่มีปัญญาที่จะพิจารณาเลย ไม่รู้จักต่ำสูงทำให้เขาตกใจทิ้งบ้านทิ้งสวดมนต์สวดพรเสียวิ่งหนีไปอย่างนั้น คนในบ้านก็พากันวุ่นวายไปทุก ๆ คน พวกเจ้าทำอย่างนี้ก็เหมือนหาความผิดให้แก่เรา

ตาเฒ่าได้ฟังศิษย์พระถังซัมจั๋งพูดดังนั้น ก็เชื่อใจว่าเปนสานุศิษย์แน่ จึงเคารพพระถังซัมจั๋งแล้วพูดว่าท่านอย่ามีความวิตกเลย ซึ่งการทำบุญนั้นก็จวนจะเลิกอยู่แล้ว พูดแล้วก็เรียกคนในบ้านให้จุดตามโคมไฟ คนใช้ได้ยินดังนั้นก็จุดโคมไฟยกมาตั้ง เหลือบไปเห็นโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ตกใจถอยกลับไป แลร้องว่าผีปิศาจมาแล้ว เห้งเจียจึงจุดไฟขึ้นนิมนต์พระอาจาริย์ขึ้นนั่งข้างบน โป๊ยก่ายซัวเจ๋งเห้งเจียก็นั่งเฝ้าอยู่สองข้าง ตาเฒ่าก็มานั่งอยู่ข้างนั้นด้วย คนในบ้านตาเฒ่าอีกคนหนึ่งเดินออกมาถามว่าเวลาค่ำมืดดังนี้ มีผีปิศาจอะไรที่ไหนมา ตาเฒ่าคนนั้นลุกขึ้นบอกว่าพี่เอง มิใช่ผีปิศาจที่ไหนมาท่านอาจาริย์ที่มานี้ เปนพระสงฆ์มาแต่เมืองใต้ถัง จะไปไซทีอาราธนาพระธรรม สานุศิษย์ของท่านรูปร่างดุร้ายก็จริง แตใจดีมีฤทธิ์มาก ตาเฒ่าผู้พี่ได้ฟังน้องชายบอกดังนั้น ก็ค่อยวางใจไม่กลัว จึงเข้ามานั่งใกล้สนทนากับพระถังซัมจั๋ง พวกในบ้านแอบมองดู เห็นเจ้าของบ้านทั้งสองคนนั่งสนทนาโต้ตอบกันอยู่ดังนั้น ก็ค่อยหายความกลัว จึงจัดแจงยกน้ำร้อนน้ำชามาถวาย พระถังซัมจั๋งรับประเคนแล้ว ก็ย่อกายขอบใจท่านทั้งหลายทุก ๆ คน แล้วพระถังซัมจั๋งจึงปราไสยถามว่าท่านตาทั้งสองแซ่อะไร

ตาเฒ่าทั้งสองบอกว่า ข้าพเจ้าพี่น้องแซ่ตั๊นพระถังซัมจั๋งพูดว่าท่านทั้งสองร่วมแซ่แก่ข้าพเจ้า ตาเฒ่าทั้งสองถามว่า ท่านอาจาริย์ก็แซ่ตั๊นมาหรือ พระถังซัมจั๋งก็ตอบว่าอาตมภาพก็แซ่ตั๊นเหมือนกัน พระถังซัมจั๋งถามต่อไปว่า ท่านตาทำบุญด้วยเหตุอะไร ผู้เฒ่าทั้งสองตอบว่า ข้าพเจ้าทำบุญดังนี้เรียกว่าทำเพื่อตาย โป๊ยก่ายได้ยินก็หัวเราะแล้วพูดว่า ได้ยินแต่เขาทำบุญฝากไป ที่ทำกุศลเพื่อตายดังนี้ไม่เคยได้ยิน ตาเฒ่าถามว่าท่านจะไซทีทำไมไม่ไปตามทางใหญ่ลัดมาทางนี้ด้วยเหตุอะไร

เห้งเจียตอบว่าอันที่จริงก็เดินตามทางใหญ่ แต่มาปะแม่น้ำขวางน่า จะข้ามไปไม่ได้ เพราะได้ยินเสียงกลองแลม้าฬ่อจึงได้แวะมาหาที่อาไศรยพักสักคืนหนึ่ง ตาเฒ่าถามว่าพวกท่านมาถึงริมฝั่งน้ำเห็นอะไรบ้างหรือเปล่า เห้งเจียตอบว่า ข้าพเจ้าเห็นแต่เสาศิลาปักอยู่ นอกนั้นก็ไม่เห็นมีอะไร ตาเฒ่าบอกว่าไปเหนือหลังเสาศิลาสักสองสามเส้นมีศาลเจ้าเรียกว่า (เล่งก๊ำใต้อ๋องเบี้ยว) คือศาลเจ้าสักสิทธิ์ท่านไม่เห็นหรือ เห้งเจียตอบว่ายังไม่ได้เคยเห็น แล้วเห้งเจียพูดว่าท่านตาโปรดเล่าให้ข้าพเจ้าฟัง เหตุใดจึงเรียกว่าศาลเจ้าสักสิทธิ์ ตาเฒ่าทั้งสองได้ฟังถามดังนั้น ก็ร้องไห้สอึกสะอื้นบอกว่า ท่านยังไม่ทราบ เจ้าใต้อ๋องนี้ว่าเปนอย่างไร คือความสักสิทธิ์ได้ปกป้องรักษาชาวบ้าน ตำบลนี้ให้มีความศุขฟ้าฝนก็ได้ตกต้องตามฤดูกาล เข้าปลาธัญญาหารก็อิ่มเอิบทั่วถึงกันทุกบ้าน

เห้งเจียจึงว่าศักดิ์สิทธิ์ให้ความศุขอย่างนั้น ก็เปนความดีความเจริญอย่างยิ่งแล้ว ทำไมท่านตาทั้งสองจึงร้องไห้สอึกสอื้นด้วยเหตุอย่างไร ตาเฒ่าทั้งสองยกมือขึ้นทุบอกพูดว่า ท่านยังไม่ทราบอันมีคุณนั้นก็จริง แต่มีความคับแค้นเพราะฆ่าคน คือเจ้านั้นขอบกินเด็กทั้งเปนมิใช่เจ้ายุติธรรม เห้งเจียถามว่าเจ้านั้นชอบกินเนื้อเด็กๆ หรือ ตาเฒ่าทั้งสองตอบว่าเจ้าชอบกินเนื้อเด็ก ๆ จริง เห้งเจียถามว่าเห็นจะมาถึงเวรบ้านท่านดอกกระมัง

ตาเฒ่าตอบว่าปีนี้ถึงกำหนดข้าพเจ้าจะต้องเส้นไหว้ ที่ตำบลนี้ยังเกี่ยวขึ้นอยู่ในเมืองเซียตี้ก๊ก บ้านนี้เรียกว่าบ้านตั๊นแกจึง เจ้าศักดิ์สิทธิ์นี้ปีหนึ่งต้องเส้นหนหนึ่ง ต้องเอาเด็กชายหนึ่งหญิงหนึ่งแลสุกรเป็ดไก่ของต่าง ๆ แม้ว่ารับเครื่องเส้นนี้แล้ว ก็รักษาปกป้องคุ้มครองในตำบลนี้ได้ มีความศุขทั่วกันทุก ๆ บ้าน ถ้าไม่เส้นไหว้ตามเคยอย่างทุกปี ก็จะลงโทษกระทำร้ายต่าง ๆ ไม่มีความศุขทั่วกันทั้งตำบล เห้งเจียถามว่าในบ้านท่านตามีบุตรสักกี่คน

ตาเฒ่าจึงเอามือทุบอกแล้วพูดว่า ท่านอย่าถามเรื่องลูกเลย คนนี้น้องชายข้าพเจ้าชื่อตั๊นเชงข้าพเจ้าชื่อตั๊นเท่ง ปีนี้อายุข้าพเจ้าได้หกสิบสามปีแล้ว น้องชายอายุได้ห้าสิบแปด ข้าพเจ้ามีบุตรหญิงคนหนึ่งอายุพึ่งได้แปดขวบนามเรียกว่าเจ็กชิ้นกิม น้องชายมีบุตรชายคนหนึ่งอายุได้เจ็ดขวบนามเรียกว่าตั๊นกวนโป๊ ข้าพเจ้าพี่น้องสองคนรวมกันอายุกว่าร้อยแล้ว จึงได้บุตรไว้ทำพันธุ์สองคนเท่านี้ ก็บังเอินเวรเวียนมาถึงข้าพเจ้าเส้นไหว้ก็มิอาจขัดได้จำจะต้องทำตามเคย เพราะฉนั้นยากที่จะหักความอาไลยในบุตรได้ จึงได้ทำการกุศลเพื่อไปให้ เหตุนี้จึงเรียกว่าทำเพื่อกุศล พระถังซัมจั๋งได้ฟังตาเฒ่าพูดดังนั้นอดไม่ได้เกิดความโทมนัศน้ำตาไหลลงพร่างพราย แล้วพูดว่าดังนี้ก็เหมือนคำโบราณท่านย่อมว่า ลูกสุกยังไม่หล่นลูกอ่อนชิงหล่นก่อน

เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าจะถามท่านตาว่าบ้านท่านตาเข้าของเงินทองไร่นาจะมีสักเท่าไร สองเฒ่าตอบว่า ของข้าพเจ้าที่มีนั้น คือนาลุ่มนาดรสามร้อยไร่เศษนาป่าก็มีหลายสิบแห่ง ในบ้านข้าพเจ้านี้กินสิบปีก็ไม่หมด แลเครื่องห่มมีนับไม่ถ้วน แลเครื่องใช้สอยต่าง ๆ ไม่ขณะนานับได้ เห้งเจียจึงพูดว่า ท่านตาทั้งสองมีสมบัติอย่างนี้ ข้าพเจ้าจะเตือนสะติให้ท่าน ตาเฒ่าทั้งสองถามว่า ท่านจะเตือนอย่างไร เห้งเจียตอบว่า ท่านมั่งมีออกเหลือล้น ทำไมจึงยอมสละบุตรชายหญิงของตัวเล่า ทิ้งเสียสักห้าสิบตำลึงเงินไปซื้อเด็กชายคนหนึ่ง ทิ้งเสียร้อยตำลึงเงินไปซื้อเด็กหญิงคนหนึ่ง รวมเงินร้อยห้าสิบตำลึงเอาไปแทนตัวบุตรของเราจะมิดีหรือ สองเฒ่าได้ฟังดังนั้น น้ำตาไหลตกลงพราก ๆ พูดว่าท่านยังไม่ทราบเหตุ คือเจ้าใต้อ๋องเคยไปมาอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าอยู่เสมอ ๆ

เห้งเจียถามว่า เจ้านั้นเคยไปมามีกิริยาอย่างไรบ้างหรือ สองเฒ่าตอบว่า ไม่เห็นตัวแต่ได้ยินเปนลมพยุห์ใหญ่ก็กำหนดรู้เอาว่ามาก็พากันจุดธูปเทียนบูชา คนใหญ่น้อยใกล้ไกลก็ย่อมรู้กันทั้งสิ้น แลปีเดือนวันเวลาทุกคนก็ย่อมรู้ได้ตลอด จำเพาะเอาบุตรนัดดาของเราเองท่านจึงจะพอใจท่านอย่าพูดว่าสองสามร้อยตำลึงเลย สักพันตำลึงหมื่นตำลึงก็จะทูนหัวให้ รูปร่างอย่างนี้ปีเดือนเหมือนกันจะไปหาที่ไหนได้ เห้งเจียว่าดังนั้นก็ตามทีเถิด แต่ท่านตาให้เด็กทั้งสองนั้น ออกมาให้ข้าพเจ้าดูรูปร่างก่อนว่าจะเปนอย่างไร จึงตาเฒ่าน้องชายเข้าไปข้างใน พาบุตรชายนั้นออกมา ให้นั่งลงตรงหน้าเห้งเจีย เด็กนั้นก็หารู้ว่าตัวจะตายไม่ มือก็ถือผลไม้รื่นเริงกัดกินไปตามประสาทารก

เห้งเจียพิศดูเด็กแล้วก็นิ่งไม่พูดว่ากะไร ในทันใดนั้นเห้งเจียก็แปลงกายเหมือนเด็กนั้น ตรงมาจับมือเด็กสัพยอกเล่นกัน เฒ่าทั้งสองเห็นดังนั้นก็ตกใจพูดว่า ท่านพึ่งพูดจากันประเดี๋ยวนี้ ทำไมจึงแปลงเหมือนกับบุตรข้าพเจ้าได้เล่า เชิญท่านแปลงกลับอย่างเดิม เห้งเจียเกาคางทีหนึ่งก็กลายเปนรูปเดิม ตาเฒ่าคุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า ไม่ทราบว่าท่านมีฤทธาอานุภาพอย่างนี้เลย เห้งเจียถามว่าอย่างนี้จะเหมือนบุตรท่านหรือไม่ เฒ่าทั้งสองพูดว่าเหมือนแท้ ๆ เห้งเจียว่าแม้ว่าร่างกายเหมือนอย่างนี้ จะให้แทนบุตรท่านไปเส้นไหวได้หรือไม่ สองเฒ่าพูดว่า ถ้าอย่างนี้ก็ดีแล้ว ควรจะเอาไปเส้นแทนได้ เห้งเจียพูดว่า ข้าพเจ้าจะช่วยชีวิตรเด็กนั้นไว้ ให้พ้นจากความตาย จะได้อยู่สืบสายต่อวงษ์ตระกูลของท่านต่อไปภายน่า จะเห็นควรหรือไม่ ตาเฒ่าตั๊นเชงได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงคุกเข่าลงกับพื้นพูดว่า แม้ท่านมีความกรุณาอย่างนั้นจริงแล้ว ข้าพเจ้าจะเคารพคุณท่านเปนเงินพันตำลึง ให้พระอาจาริย์เปนเสบียงเดินทาง เห้งเจียพูดว่า ท่านไม่ให้เงินข้าพเจ้า ๆ จะไปให้ที่ไหน

ตาเฒ่าพูดว่า แม้ว่าเอาท่านไปเส้นชีวิตรท่านที่ไหนจะรอดกลับมาได้ เห้งเจียถามว่าทำไมจึงจะไม่รอดกลับมาได้ ตาเฒ่าตอบว่า แม้เอาท่านไปเส้นเจ้าใต้อ๋องก็จะกินท่านเสีย ที่ไหนท่านจะได้รอดไปได้ เห้งเจียพูดว่าเจ้านั้นจะกล้ากินเราทีเดียวหรือ ตาเฒ่าตอบว่าไม่กินก็ดีนะสิ เห้งเจียพูดว่าจะกินหรือไม่กินก็ชั่งข้าพเจ้าเถิด แม้ว่าเจ้ากินเรา ๆ ก็เปนคนอายุสั้น แม้ว่าไม่กินเราก็เปนบุญของเราเอง ท่านจงเอาข้าพเจ้าไปส่งเถิด ท่านอย่าวิตกถึงข้าพเจ้าเลย ตาเฒ่าตั๊นเชงเห็นเห้งเจียรับรองแน่นอนดังนั้น ก็กราบลงกับพื้นพูดว่า เงินนั้นข้าพเจ้าจะขอบคุณท่านเอง

ฝ่ายตาเฒ่าตั๊นเท่งไม่เคารพไม่กราบไหว้ เข้านั่งแอบบานประตูร้องไห้สอึกสอื้นอยู่ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็เดินเข้ามาจับข้อมือตาเฒ่าตั๊นเท่งแล้วถามว่า ตามีความเสียดายบุตรสาวดอกกระมัง ตั๊นเท่งเห็นเห้งเจียมาถามดังนั้น ก็คุกเข่าลงกราบแล้วพูดว่าข้าพเจ้ามีความอาไลยถึงบุตรหญิงขอท่านได้กรุณาด้วย ท่านช่วยหลานชายให้รอดแล้ว ขอท่านได้กรุณาช่วยบุตรหญิงของข้าพเจ้าไว้ด้วย เพราะข้าพเจ้าไม่มีบุตรชายมีแต่บุตรหญิงคนเดียวเท่านั้น ความอาไลยในบุตรเพียงจะสิ้นใจแล้ว ขอท่านได้เมตาให้บุตรข้าพเจ้ารอดด้วยเถิด

เห้งเจียว่าท่านตาจงลุกขึ้นเถิด รีบไปหุงเข้าต้มแจให้พร้อม ให้อ้ายปากยาวมันกินอิ่มเอิบแล้ว ให้มันแปลงเปนบุตรหญิงของท่านตาเอาไปเส้นแทนตัว ข้าพเจ้าทั้งสองจะไปแทนให้เด็กทั้งสองรอดจากความตาย ท่านจะเห็นเปนอย่างไร โป๊ยก่ายได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้นจึงร้องว่า พี่เห้งเจียพี่จะอวดฤทธิ์อวดเดชอย่างไรก็ตามเถิด อย่ามาเกี่ยวข้องถึงข้าพเจ้าด้วยทำไม เห้งเจียพูดว่าน้องอย่าพูดอย่างนั้นจะเสียความกะตัญญู คำโบราณย่อมว่าท่านมีคุณต้องแทนคุณท่าน พวกเรามาถึงบ้านท่านได้พี่งคุณของท่าน ก็จะต้องแทนคุณท่านจึงจะถูกแลนับว่าเปนลูกผู้ชาย

โป๊ยก่ายว่าก็พี่แปลงได้ส่วนตัวข้าพเจ้าไม่เข้าใจแปลง จะให้ทำอย่างไร เห้งเจียว่าเจ้าแปลงได้ถึงสามสิบหกอย่าง ทำไมว่าไม่เข้าใจแปลงเล่า พระถังซัมจั๋งจึงเรียกโป๊ยก่ายมาบอกว่า ซึ่งเห้งเจียพูดนั้นควรแล้ว คำโบราณท่านย่อมว่าช่วยชีวิตรมนุษย์คนหนึ่ง ได้บุญมากกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดองค์ ข้อสองได้แทนคุณผู้มีคุณเปนกุศลอย่างยิ่ง พี่น้องจงพากันไปเถิด โป๊ยก่ายพูดว่าข้าพเจ้าแปลงได้แต่เขาไม้ห้วยธารแลสิงสาราสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งจะแปลงเปนเด็กหญิงนั้นแสนยาก ยังไม่เคยแปลงเลย เห้งเจียพูดว่าท่านทั้งหลายอย่าเชื่อมัน ท่านจงไปพาเด็กหญิงนั้นออกมาดูก่อน ตาเฒ่าตั๊นเท่งก็รีบไปพาบุตรหญิงออกมา ผู้คนชายหญิงในบ้านก็พากันตามออกมาดู แล้วกราบไหว้อ้อนวอนว่าขอท่านได้เมตาช่วยชีวิตรเด็กไว้ด้วยเถิด เด็กนั้นก็ยืนอยู่ต่อหน้าคนทั้งหลาย มือก็ถือผลไม้กินอยู่ตามภาษาเด็ก

เห้งเจียร้องบอกโป๊ยก่ายว่า จงรีบแปลงให้เหมือนเด็กดุจเดียวกัน จะได้เอาไปให้เจ้าใต้อ๋อง โป๊ยก่ายว่าเด็กนั้นรูปร่างงดงาม ทำไมจะแปลงให้เหมือนได้เล่า เห้งเจียว่าจงรีบแปลงโดยเร็วอย่าให้ต้องลงมือ โป๊ยก่ายตกใจก็ร่ายพระคาถาสั่นศีศะสองสามทีร้องว่าแปลง ร่างกายก็กลายเปนเด็กหญิงเหมือนเด็กหญิงนั้นดุจเดียวกัน พร้อมทั้งรูปร่างเหมือนทั้งสิ้น เว้นแต่ท้องโตไปหาเหมือนไม่

เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็หัวเราะบอกให้โป๊ยก่ายแปลงใหม่ โป๊ยก่ายว่าแปลงไม่ได้ ขอพี่ได้ช่วยแปลงให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด เห้งเจียร่ายคาถาเป่าไปในตัวโป๊ยก่ายก็เหมือนเด็กดุจเดียวกัน เห้งเจียจึงเรียกสองเฒ่าบอกว่า จงรีบจัดแจงเอาไปเส้น แลพาเด็กทั้งสองแอบส้อนเสียในห้องเอาขนมนมเนยป้อนเลี้ยงให้ดี อย่าให้ร้องอื้ออึงขึ้นได้ เจ้าใต้อ๋องมันรู้เหตุจะเสียการ เห้งเจียถามว่า การที่จะเอาไปเส้นนั้นจะมัดผูกไปหรือจะต้มแกงให้สุกก่อนจึงจะเอาไปเส้น โป๊ยก่ายพูดว่าพี่เห้งเจียแก่จะทำพูดเล่นไป ซึ่งจะทำไปอย่างนั้น ข้าพเจ้าเปนไม่ยอมไปเปนแน่

ตาเฒ่าทั้งสองพูดว่า ข้าพเจ้าไม่กล้าทำอย่างนั้นดอก จะต้องเอาถาดล่องชาติสองถาดให้ท่านนั่งกลางถาดแล้วให้หามไป เห้งเจียพูดว่าถ้าดังนั้นเปนความดีจริง กระนั้นเอาถาดมาจะขอดูให้เห็นว่าเปนอย่างไร เฒ่าทั้งสองก็เข้าไปยกถาดออกมาวางไว้ เห้งเจียโป๊ยก่ายก็ขึ้นนั่งบนถาดคนละถาด เรียกคนมาสี่คนให้ลองยกดู สี่คนก็ยกเดินไปมาสองสามเที่ยวแล้วยกกลับมาวางไว้อย่างเดิม

เห้งเจียบอกโป๊ยก่ายว่า เราไม่ต้องเดินไปนั่งให้ยกอย่างนี้ดูมีเกียรติยศขึ้นมาก โป๊ยก่ายว่ายกไปยกมาจนสว่าง ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องวิตก เขาจะเอาไปเส้นที่ศาลให้มันกินจะร้ายมาก เห้งเจียว่าแม้มากินเราก่อน น้องจงรีบหนีให้พ้น โป๊ยก่ายว่าถ้ากินชายก่อนก็ดีนะซิ หากว่ามันจะกินหญิงก่อนจะทำอย่างไรเล่า สองเฒ่าพูดว่า ตามเคยทุก ๆ ปีมาก็กินชายก่อน มีคนเขาได้แอบดูก็เห็นอย่างนั้น โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นก็ดีใจ แล้วพูดว่าถ้าเปนดังนั้นก็เหมือนเราได้เกิดใหม่ กำลังสนทนากันอยู่ ก็ได้ยินเสียงกลองแลม้าฬ่อตีออกสนั่น พวกชาวบ้านหลายสิบคน เข้ามาเปิดประตูบ้านแล้วร้องให้เอาเด็กชายหญิงออกไป เฒ่าทั้งสองก็งกๆ งันๆ รีบเอาเด็กแปลงทั้งสองคนใส่ถาดให้คนหามออกไปส่ง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ