๙๔

ครั้นถึงพระทวารเจ้าพนักงานก็เข้าไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน ๆ ก็โปรดให้พาคนทั้งสามเข้าไปเฝ้า เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งทั้งสามเข้าไปยืนเรียงกันอยู่ทั้งสามหาได้คำนับไม่ พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสถามว่า สานุศิษย์ของท่านเขยทั้งสามนี้ ชื่อเรียงเสียงใดอยู่แห่งหนตำบลไหน เหตุใดจึงได้เข้ามาถือบวชจะไปข้างไหน เห้งเจียได้ฟังถามดังนั้น จะใคร่ขึ้นไปให้ใกล้ แต่ขุนนางรักษาองค์ทั้งนั้นร้องห้ามว่าไม่ควรจะขึ้นไป จะเพ็ธทูลประการใดก็จงอยู่แต่ข้างล่างเถิด เห้งเจียหัวเราะจึงพูดว่าถือบวชควรได้ก้าวหนึ่งก็ไปก้าวหนึ่ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พากันเดินตามเห้งเจียเข้าไปยืนเรียงกันอยู่ พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นวิตกเกรงจะวุ่นวายกันขึ้น จึงเดินมาร้องห้ามสานุศิษย์ทั้งสามว่า จะพูดจาประการใดก็จงอยู่ข้างล่างเถิด เห้งเจียเห็นอาจาริย์ยืนเฝ้าอยู่ดังนั้นมีอาการอันลำบาก อดไม่ได้ก็พูดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า พระเจ้าแผ่นดินมีความหมิ่นประมาทคน เมื่อหวังใจอยากจะได้อาจาริย์ของข้าพเจ้าไว้เปนเขยแล้ว ทำไมจึงให้เธอยืนเฝ้าอยู่อย่างนี้ ธรรมดาโลกถ้าจะเปนบุตร์เขยจะนั่งเฝ้าไม่ได้หรือ พระเจ้าแผ่นดินได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้นตกประหม่า ให้มีพระไทยครั่นคร้ามจะใคร่เสด็จกลับเข้าข้างใน แต่วิตกเกรงจะเสียทางราชการจึงอุส่าห์แข็งพระไทยประทับอยู่ แล้วมีรับสั่งให้ขันธียกเก้าอี้มาตั้งนิมนต์ให้พระถังซัมจั๋งนั่ง เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงทูลว่า ข้าพเจ้าเดิมอยู่ทิศบูรพาเมืองเง่าล่ายก๊กตำบลเขาฮวยก๊วยซัว บิดาคือฟ้ามารดาคือดิน ศิลาแยกออกเกิดตัวข้าพเจ้า ครั้นเติบใหญ่ได้ไปหาผู้วิเศษเรียนคุณวิทยาการได้สำเร็จแล้ว กลับมาอยู่ที่ถ้ำจุ๊ยเลียมต๋อง ลงในทะเลใหญ่ปราบพระยานาค ขึ้นบนเขากำจัดสัตว์ร้ายแลปิศาจ รับตำแหน่งเปนขุนนางที่ตั้งซีเทียนใต้เซี้ย ทุก ๆ วันประชุมเล่นแก่เทพบุตรอยู่สำราญสนุกทุกทิวาราตรีกาล กระทำการผิดเมื่อเวลาเลี้ยงโต๊ะชมภู่ทิพ พระพุทธเจ้าจับขังไว้ที่ใต้เขาเง่าเห้งซัว ทรมานอดอยากอยู่ห้าร้อยปี ท่านอาจาริย์จะไปไซทีอาราธนาพระธรรม พระโพธิสัตว์กวนอิมสั่งให้ถอดข้าพเจ้าออกพ้นไภย จึงได้เข้าบวชถือเพศทางสมณะเปนสัมมาทิฏฐิ ไฉยาเดิมข้าพเจ้าชื่อ (หงอคง) แลเห้งเจียดังนี้ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียกล่าวประวัติปรากฎดังนั้น ก็เสด็จลงจากบัลลังก์มาลูบไล้พระถังซัมจั๋งแล้วตรัสว่า เปนนิไสยอันใหญ่ยิ่งที่ข้าพเจ้าได้มาพบท่านเขย มีศิษย์สาวกเทวดาอย่างนี้หาที่ไหน พระถังซัมจั๋งก็ขอบคุณแล้วเชิญให้เสด็จขึ้นมาประทับบนพระที่นั่งยังเดิม พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสถามต่อไปว่า ท่านผู้ไหนเปนสานุศิษย์ที่สอง โป๊ยก่ายยื่นหน้าร่าเริงพูดว่า ข้าพเจ้าชาติปางก่อนเปนมนุษย์ มีจิตร์แก่กล้าไปด้วยราคะจริตมิได้รู้สึกโทษ เวลานั้นบังเอินพบผู้วิเศษอายุได้ห้าสิบปีเสศ ได้ชี้แจงแสดงธรรมให้ฟังจึงได้เปลื้องปลดซึ่งความหลง ก็ตามอาจาริย์ไปปฏิบัติได้สิบหกปี สำเร็จภาคตามประสงค์ เหาะเหินเดินอากาศได้ พึ่งพระเดชพระคุณพระสยมภูวญาณเง็กเซียงฮ่องเต้ ทรงตั้งให้เปนที่แม่ทับเรือที่ผ่องง่วนโซ่ย เปนผู้บังคับการในลำแม่น้ำทีฮ้อก็เปนความศุข เหตุมีความผิดด้วยเมื่อเวลาเลี้ยงโต๊ะชมภู่ทิพ เสพย์สุราทิพย์ให้มึนเมาจนลืมสติไปหยอกนางเทพธิดา จิงต้องปรับโทษถอดจากที่ขุนนางแม่ทัพให้จุติลงมาในมนุษย์โลก บังเอินเข้าปฏิสนธิในท้องแม่สุกร อาไศรยอยู่ที่เขาฮกกิมซัว ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตร์กระทำการอยาบช้าต่าง ๆ เวลาหนึ่งได้พบพระโพธิสัตว์กวนอิม โปรดเทศนาชี้แจงจึงได้กลับใจถือเพศบวชปฏิบัติทางสมณะธรรม พบพระอาจาริย์จะไปไซทีอาราธนาธรรมที่ประเทศไซที จึงได้ตามมาเปนสานุศิษย์ไฉยาเดิมคือหงอเหน๋งแลโป๊ยก่ายดังนี้ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟัง มีพระไทยหวั่นหวาดไม่อาจจะแลดูหน้าโป๊ยก่าย ๆ ก็ยกศีศะร่าเริงขึ้นแกว่งกวัดหูก็ชันขึ้นพัดโบกไปมา แลหัวเราะก๊ากใหญ่ พระถังซัมจั๋งวิตกเกรงว่า พระเจ้าแผ่นดินจะตกพระไทย จึงตวาดห้ามโป๊ยก่ายว่า จงสำรวมอิริยาบถอย่ากระทำให้วุ่นวายไปหาสมควรไม่ โป๊ยก่ายก็พนมมือสำรวมจิตร์ยืนเฝ้าอยู่เปนปรกติ พระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่า สานุศิษย์ที่สามนั้นเปนอย่างไรจึงได้เข้าถือเพศบวช ซัวเจ๋งพนมมือทูลว่าข้าพเจ้าเปนปุถุชน กลัวความเวียนว่ายตายเกิดในวัตสงสารจึงได้เที่ยวสืบเสาะตามละเมาะเกาะแลเขาหาอาจาริย์ เพื่อเรียนธรรมอันระงับดับความฟุ้งส้าน ตั้งจิตร์รักษาอยู่เนือง ๆ มิได้ขาด อยู่มาวันหนึ่งพบอาจาริย์ผู้วิเศษ สอนวิชาญาณอันแกล้วกล้า ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัตินานวัน ก็ได้สำเร็จภาคเหาะเหินเดินอากาศได้ จึงขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ กระทำความเคารพเง็กเซียงฮ่องเต้ พระองค์ได้ทรงโปรดชุบเลี้ยงตั้งให้เปนขุนนางราชองครักษ์ เหตุเมื่อวันหนึ่งเทพยดากำลังประชุม ข้าพเจ้ายกคนโทแก้ววิเศษถวายเง็กเซียงฮ่องเต้ บังเอินพลาดมือตกแตก พระองค์จึงปรับโทษถอดจากที่ขุนนางสาบให้ลงมาในมนุษย์โลก ธรมาทุกข์อยู่ในลำแม่น้ำ (ลิ้วซัวฮ้อ) กระทำกรรมสร้างเวรอยู่เนืองนิตย์ มาวันหนึ่งพระโพธิสัตว์กวนอิม ชี้แจงชักนำจึงได้รับศีลปฏิบัติ ผ่ายหลังมาพบพระอาจาริย์มาจากเมืองใต้ถัง จึงได้ตามมาเปนสานุศิษย์ไฉยาเดิม (หงอเจ๋ง) ชื่อซัวเจ๋ง

พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น มีพระไทยครั่นคร้ามแลทั้งโสมนัศยินดีที่บุตร์ได้สามีเปนผู้มีอะภินิหาร เวลานั้นพอพนักงานเข้ามาทูลว่าวันขึ้นสิบสองค่ำเปนวันมหามงคลควรจะทำการได้ พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสถามว่า วันนี้เปนวันอะไร ขุนนางโหรจึงทูลว่า วันนี้เปนวันขึ้นแปดค่ำ เปนวันดีควรประชุมซึ่งนักปราชญ์ พระเจ้าแผ่นดินมีความยินดี จึงรับสั่งให้ขุนนางกรมวังชำระปัดกวาดในพระราชอุทยานแลห้องพอไว้สำหรับจะได้จัดการวิวาหะมงคล แลรับสั่งให้เชิญอาจาริย์กับสานุศิษย์เข้าไปพักพระราชอุทยานก่อน เมื่อถึงเวลาแล้วจะได้จัดการอภิเศกสยุมพร ขุนนางก็ไปจัดสวนดอกไม้ตามรับสั่งทุกประการ ส่วนพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อรับสั่งเสร็จแล้วก็เสด็จเข้าข้างใน

ฝ่ายข้าราชการก็พากันไปจัดการต่าง ๆ ตามรับสั่งเสร็จแล้ว จึงนิมนต์พระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสามเข้าไปพักในพระราชอุทยาน เวลาจวนค่ำเจ้าพนักงานก็จัดน้ำร้อนน้ำชามาถวายพระถังซัมจั๋ง แลจัดเครื่องโต๊ะมาเลี้ยงศิษย์ทั้งสาม โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็มีความยินดี แล้วพูดว่าวันนี้จะต้องกินให้อิ่นเต็มที่ เครื่องโอชารสทั้งคาวแลหวานที่จัดมาเลี้ยงนั้น โป๊ยก่ายก็กินจนท้องกาง ครั้นกินเสร็จแล้วเจ้าพนักงานก็ปูลาดอาศนะที่นอนหมอนมุ้งแลจุดโคมตะเกียง

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งเวลากลางคืนผู้คนสงบแล้ว จึงบ่นว่าเห้งเจียอ้ายชาติลิงไม่มีดี ทุก ๆ ทีทำให้เราได้ความยากลำบากดังนี้ จะตรงเข้าไปขอเปลี่ยนหนังสือก็แล้วกัน จะมิได้มีเหตุยากลำบากอย่างนี้เลย เจ้าทำไมจึงมุ่งหมายให้เราไปที่หอนั้น บัดนี้เกิดเหตุการณ์ขึ้นดังนี้แล้วเจ้าจะคิดต่อไปอย่างไรเล่า เห้งเจียหัวเราะแล้วจึงพูดว่า ท่านอาจาริย์เคยพูดว่ามารดาชองท่าน เดิมมาก็ได้ทำอย่างนี้เหมือนกัน เปนแบบแผนมาแต่โบราณ ข้าพเจ้าคิดถึงคำของท่านเจ้าวัดเป๊ากิมเสียนยี่ เพราะฉนั้นจึงเข้าไปให้ใกล้หอ เพื่อจะได้พิจารณาดูให้รู้ว่าจะเท็จหรือจริง ข้าพเจ้าได้พิเคราะห์ดูเจ้าเมืองเห็นสีพระภักตร์มัวหมอง แต่ยังมิได้เห็นนางกงจู๊นั้นว่าจะเปนประการใด พระถังซัมจั๋งถามว่าเห้งเจียจะใคร่เห็นนางกงจู๊นั้นด้วยจะมีกิจธุระประการใดหรือ เห้งเจียตอบว่าแม้ว่าข้าพเจ้าได้เห็นนางกงจู๊แล้ว จะพิเคราะห์ดูด้วยทิพจักษุอันพิเศษก็อาจรู้ได้ว่าร้ายหรือดี เราจึงจะได้คิดกลอุบายต่อไปได้ พระถังซัมจั๋งถามว่า ก็เวลานี้เขาจะใคร่เอาอาตมภาพไว้เปนเขย จะคิดอย่างไรเล่าจึงจะพ้นไปได้ เห้งเจียตอบว่าคอยรอให้ถึงวันขึ้นสิบสองค่ำ เข้าประชุมการเอิกเกริกวิวาหะการ นางกงจู๊คงออกมาไหว้บิดามารดาเปนแน่ ข้าพเจ้าจะแอบดูอยู่ข้างอาจาริย์ หากว่านางกงจู๊เปนหญิงแท้ อาจาริย์ก็รับเปนสามีนางแลอยู่เปนเจ้านายเขาเถิด พระถังซัมจั๋งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็มีความโกรธจึงด่าว่าอ้ายชาติลิง เจ้าชั่งหาความชั่วร้ายมาให้เราดังนี้ เหมือนคำโป๊ยก่ายพูดว่าสิบชั้นฟ้าเราขึ้นมาได้เก้าชั้นแล้ว เจ้าเอาความสามหาวมาพูดแชเชือนดังนี้ควรแลหรือ หากว่าพูดอย่างนี้ต่อไป เราจะภาวนาให้ถึงใจของเจ้า เห้งเจียได้ฟังนั้นก็ตกใจคุกเข่าลงต่อหน้าพระถังซัมจั๋งพูดว่า พระอาจาริย์อย่าได้ภาวนาเลยไว้รอคอยเวลาแต่งงาน ข้าพเจ้าจะสำแดงเดชาอานุภาพพาพระอาจาริย์ออกให้พ้นไภยจงได้ อาจาริย์กับศิษย์สนทนากันอยู่จนเวลาสามยาม โป๊ยก่ายว่าเราพักนอนเสียก่อน เวลารุ่งเช้าจึงค่อยคิดอ่านต่อไป พูดดังนั้นแล้วก็ต่างคนก็ต่างไปหลับนอน ครั้นเวลารุ่งสว่างพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกที่ขุนนาง แลเห็นประตูพระราชวังเปิดทุกประตู พวกขุนนางก็พากันเข้าเฝ้า พระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสามก็มาเฝ้า พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดโต๊ะกระเกรียมให้พรักพร้อม คอยเวลาวันขึ้นสิบสองค่ำจะได้ทำการวิวาหะมงคล วันนี้เปนแต่ได้จัดเครื่องโต๊ะที่จะเลี้ยงฮูเบ๊เปนการรื่นเริง แลให้เจ้าพนักงานรับแขกเชิญศิษย์ทั้งสามไปพักที่หอรับแขกนอก ให้จัดเครื่องโต๊ะเลี้ยงเธอทั้งสามแลให้มีมะโหรีขับกล่อมทั้งสองแห่ง โป๊ยก่ายได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินตรัสดังนั้นจึงยืนขึ้นพูดว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบพวกข้าพเจ้าตั้งแต่มาเปนศิษย์ แต่เวลาหนึ่งก็มิได้ห่างไกลกัน วันนี้จะรับพระราชทานเครื่องเลี้ยงในสวนต้องให้พวกข้าพเจ้าไปด้วย อีกสองวันท่านอาจารย์ก็จะเปนพระราชบุตร์เขยของพระองค์ ถ้าไม่โปรดดังนั้นธุระการของพระองค์ก็จะไม่สำเร็จเปนแน่

ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินเมื่อได้ทรงฟังโป๊ยก่ายทูลดังนั้น ทรงพระราชดำริห์ในพระไทยว่า โป๊ยก่ายรูปร่างดุร้ายหากไม่ผ่อนผันตามใจบ้างก็จะก่อการวุ่นวายขึ้นอาจกระทำให้เสียการไปได้ ทรงพระดำริห์ดังนั้นแล้ว จึงผ่อนตามรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดโต๊ะที่ในสวนเปนสองโต๊ะ ๆ หนึ่ง เปนที่พระองค์กับพระถังซัมจั๋ง โต๊ะที่สองให้สานุศิษย์ทั้งสาม โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีคำนับขอบคุณพระเจ้าแผ่นดิน อาจาริย์กับศิษย์ก็พากันกลับไปยังที่พัก พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ขันธีฝ่ายในกระเกรียมเครื่องโต๊ะแลห้องหอ กับสาวใช้นางในให้แต่งตัวรอวันสิบสองค่ำ จะได้แต่งการอุภิเศก ครั้นรับสั่งเสร็จแล้วจึงแต่งพระองค์พร้อมด้วยพระถังซัมจั๋ง กับขุนนางตามเสร็จไปยังพระราชอุทยานก่อน ครั้นถึงจึงชวนพระถังซัมจั๋งเที่ยวชมดอกไม้ในสวนหลวงเปนที่สำราญพระราชหฤไทย ครั้นขุนนางเจ้าพนักงานจัดเครื่องโต๊ะเสร็จแล้ว ก็มาเชิญพระองค์เข้าประทับโต๊ะ พระเจ้าแผ่นดินจึงจับมือพระถังซัมจั๋งพาขึ้นบนหอเย็นประทับโต๊ะ เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พากันขึ้นหอที่สอง พร้อมกันเข้านั่งโต๊ะต่างก็รับประทานตามสบาย

ฝ่ายพนักงานดนตรีก็บันเลงเพลงพิณพาทย์ขับร้องประสารเสียงไพเราะยิ่งนัก เวลานั้นพระถังซัมจั๋งเห็นพระเจ้าแผ่นดิน มีความจงรักภักดีดังนั้น ก็ไม่รู้ที่ว่าจะแก้ไขประการใด ต้องจำใจทำหน้าชื่นอกกรมไปตามการ เวลานั่งอยู่นั้นพระถังซัมจั๋งเหลือบไปเห็นฉากอันหนึ่งแขวนอยู่ริมฝาผนังมีโคลงสี่ฤดู ก็คิดแต่ในใจว่าคำโคลงนี้ ชะรอยจะเปนฝีปากขุนนางฝ่ายอาลักษณ์แต่ง พระเจ้าแผ่นดินเห็นพระถังซัมจั๋งเพ่งพินิจดูโคลง จึงตรัสถามว่าท่านเห็นจะเปนจินตะกวีพอใจแต่งกาพย์กลอนโคลงภากฉันท์อยู่บ้างหรือ หากว่าไม่ซ่อนความรู้ ขอเชิญแต่งโคลงหรือกลอนให้ชมสักบทหนึ่ง ฝีปากจะเปนประการใดบ้าง อันที่จริงพระถังซัมจั๋งพิศดูโคลงก็เพลินไป ครั้นเห็นพระเจ้าแผ่นดินมีพระไทยจงรักแลรับสั่งให้แต่งโคลง ก็เผลอตัวจึงอ่านโคลงแก้กลอนเก่า บทที่หนึ่งว่า (ยิดฟ้วนจุ๊ยเซียวต๋ายตี้กุน) แปลว่าอากาศน้ำแห้งธระณีเรียบ ว่าเปนกิริยาอากาศเดือนสามเดือนสี่ พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังดังนั้น ก็มีพระไทยยินดียิ่งนัก ตรัสสรรเสริญว่านักปราชญ์แท้สมควรเปนพระราชบุตร์เขย จึงรับสั่งให้พวกดนตรีบันเลงเพลงสรรเสริญ

ฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง กินเลี้ยงอยู่ที่หอที่สอง เห็นพระถังซัมจั๋งกับพระเจ้าแผ่นดินอยู่หอที่หนึ่ง โป๊ยก่ายเปนคนสันดานอยาบคาย ครั้นอิ่มเอิบแล้วก็ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า แสนสนุกแสนสบายจริง ๆ วันนี้เรากินอิ่มหนำสำราญแล้ว พากันไปนอนเถิดพี่น้องเอ๋ย ซัวเจ๋งพูดว่าพี่โป๊ยก่ายพูดดังนั้นเห็นจะผิดความปะฏิบัติ กินอิ่มแล้วทำไมจึงจะพากันไปนอนเล่า โป๊ยก่ายว่าน้องที่ไหนจะรู้เหตุการ คำบูราณท่านย่อมว่า กินแล้วไม่ยืดตัวในท้องจะอืดลม หายใจไม่สดวกมักจะเกิดโรค

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งครั้นสิ้นเวลาประชุม ก็ลาพระเจ้าแผ่นดินมาจากหอเย็น เดินมาหอที่สองด่าโป๊ยก่ายว่าอ้ายชาติหมูกินรำทำอะไรอย่างนี้ ดุจว่าชาวป่าชาวดงทำไมจึงต้องร้องอึกกะทึกไปด้วย ถ้าพระเจ้าแผ่นดินตกพระไทยแล้วจะไม่ลงโทษเอาเราด้วยหรือ โป๊ยก่ายว่าท่านอาจาริย์ไม่ต้องวิตกไม่มีความผิด เพราะพวกเราเกี่ยวเปนญาติแก่พระเจ้าแผ่นดิน ที่ไหนจะอาจทำโทษเราได้ คำบูราณเขาย่อมว่าตีไม่ได้เพราะติดญาติ ด่าไม่ได้เพราะบ้านใกล้เรือนเคียง ข้าพเจ้าทำเล่นนิดหน่อยจะกลัวทำไม พระถังซัมจั๋งได้ฟังโป๊ยก่ายว่าดังนั้นก็เกิดโทสะร้องตวาดไป แล้วบอกเห้งเจียให้ลากอ้ายหัวหมูมานี่คว่ำลงเฆี่ยนเสียสิบที เห้งเจียตรงเข้าจับโป๊ยก่ายคว่ำลง พระถังซัมจั๋งยกไม้เท้าเฆี่ยนโป๊ยก่าย ๆ ก้องอึกกะทึกแล้วร้องว่าท่านฮูเบ๊ขอโทษเถิด ทีหลังข้าพเจ้าไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว พวกพนักงานจัดเครื่องอยู่ที่นั่นได้ยินเสียงร้อง ก็มาขอโทษแก่พระถังซัมจั๋ง ๆ ก็ยกโทษให้โป๊ยก่าย ๆ ผุดลุกขึ้นบ่นว่าพุทโธ่เอ๋ยท่านฮูเบ๊ดีแท้ ๆ ยังไม่ทันจะแต่งงานก็มาทำอำนาจลงอาญาเฆี่ยนตีเสียแล้ว เห้งเจียมาจับปากโป๊ยก่ายบีบแล้วห้ามว่าเจ้าอย่าพูดให้มันเลอะเทอะไป จะนอนก็ไปนอนเถิด อาจาริย์กับศิษย์ก็พักอยู่ในหอนั้น เช้าก็รับประทานโต๊ะค่ำก็นอน ได้สามสี่วันครั้นถึงวันขึ้นสิบสองค่ำเปนวันฤกษ์ดี พวกขุนนางก็เข้ามากราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้จัดตำหนักที่ฮูเบ๊เสร็จแล้ว แลทั้งเครื่องโต๊ะก็จัดเสร็จแล้วทุกประการถึงห้าร้อยโต๊ะ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังพวกขุนนางทูลดังนั้นก็ดีพระไทย คิดจะใคร่เชิญพระถังซัมจั๋งเข้านั่งโต๊ะ บังเอินมีขันธีมาทูลว่าพระมเหษีมีกิจธุระ ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปข้างใน พระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จเข้าไป แลเห็นสนมนางกำนัลเดินนำพระราชธิดาออกมา พิศดูดังนางเทพอักษรกัญญาลงมาดิน มีพระไทยไสโสมนัษสา พระองค์จึงทรงประทับยังพระที่นั่งตำหนักเจียวเอี้ยงเก๋ง

ฝ่ายพระมเหษีกับสนมนางใน ก็มาเฝ้าถวายบังคมแล้วก็นั่งตามลำดับ พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสถามนางกงจู๊ว่าลูกรักของบิดา เมื่อวันขึ้นแปดค่ำลูกออกไปเสี่ยงทายทิ้งตะกร้อหาคู่ ก็ถูกท่านถังซัมจั๋ง บิดาเห็นว่าก็สมความปราถนาของลูกแล้ว การทั้งปวงบิดาก็ได้จัดพร้อมเสร็จแล้ว วันนี้ก็ถึงกำหนดจะทำการอุภิเศก ลูกควรจะเข้าที่ประชุมเลี้ยงโต๊ะตามกำหนดฤกษ์ นางกงจู๊ได้ฟังพระราชบิดาตรัสดังนั้น จึงทูลว่าขอพระราชบิดาได้โปรดยกโทษของลูกนี้ ด้วยลูกจะขอกราบทูลถามสักคำหนึ่ง เพราะลูกได้ฟังขุนนางขันธีพูดกันว่า สานุศิษย์ของพระถังซัมจั๋งมีใจดุร้ายลูกไม่อยากพบปะเธอทั้งสามคน ขอพระบิดาได้โปรดมอบหนังสือเดินทางให้เธอไปเสียให้พ้นเถิด พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าอันความข้อนี้ ถ้าลูกไม่กล่าวขึ้นบิดาก็จะลืม เธอทั้งสามนั้นดุร้ายจริงของลูก ทุก ๆ วันก็ให้คนเลี้ยงดูประคับประคองอยู่ในสวนดอกไม้ วันนี้ควรจะออกที่ขุนนางประทับตราให้หนังสือเดินทาง ให้เธอออกไปเสียให้พ้นเมือง จึงค่อยประชุมเลี้ยงโต๊ะต่อภายหลังจึงจะดี นางกงจู๊ได้ฟังพระราชบิดาว่าดังนั้น ก็มีความยินดี จึงคำนับขอบพระคุณพระราชบิดา พระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จออกขุนนาง มีรับสั่งให้เชิญพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสามเข้ามาเฝ้า

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งอยู่ในสวนก็นั่งนับวันนับเวลาอยู่ ครั้นถึงวันขึ้นสิบสองค่ำยังไม่ทันจะสว่าง จึงนั่งปฤกษากันแก่ศิษย์ทั้งสามว่า พรุ่งนี้ถึงกำหนดวันขึ้นสิบสองค่ำแล้ว เราจะคิดอ่านประการใดดี เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าคะเนว่าเจ้าแผ่นดินนั้นมัวหมองก็จริง แต่ยังไม่ซึมทราบยังพอจะแก้ไขได้ แต่ยังหาได้เห็นหน้านางกงจู๊ไม่ ถ้าได้เห็นแล้วข้าพเจ้าคิดดูก็คงจะรู้ได้ว่าเท็จหรือจริง แล้วจึงจะได้ลงมือ ขอพระอาจาริย์จงวางใจเสียเถิด อย่าได้มีความวิตกเลย เธอคงจะให้หาตัวพวกข้าพเจ้า เพื่อจะได้ให้หนังสือเดินทางให้ออกไปเสียให้พ้น พระอาจาริย์อย่าได้ขัดขืนจงผ่อนผันไปตามการ ข้าพเจ้าจะแปลงกายคอยกระซิบบอกเหตุการ แลคอยระวังรักษาพระอาจาริย์อยู่มิให้เปนอันตรายได้ กำลังสนทนากันอยู่ดังนั้น ก็พอขุนนางที่ถือรับสั่งมาเชิญ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าไปเถิด ๆ จึงรวบรวมเก็บเข้าของหาบคอนตามขุนนางทั้งสองนั้นเข้าไปเฝ้ายังน่าพระลาน พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตร์เห็นจึงตรัสเรียกเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งทั้งสามคนเข้ามาใกล้แล้ว จึงเรียกหนังสือมาจะประทับตราให้ ทั้งสะเบียงอาหารที่จะเดินทางก็จัดให้ไปพร้อม จึงตรัสว่าถ้าไปถึงเขาเล่งซัวอาราธนาพระคำภีร์กลับมาได้แล้ว จะพระราชทานบำเหน็จรางวัลให้จงหนัก อย่าได้มีความห่วงไยเลย เห้งเจียได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินตรัสดังนั้น ก็กระทำคำนับขอบคุณ จึงให้ซัวเจ๋งส่งหนังสือมาแล้วก็นำขึ้นถวายต่อพระหัดถ์ พระเจ้าแผ่นดินรับหนังสือมาแล้ว คลี่ออกทอดพระเนตร์แล้ว ก็ประทับตราลงในฉบับนั้นแล้ว จึงเอาทองคำสิบแท่งเงินยี่สิบแท่ง ประทานให้เปนกิริยาว่าพอพระไทย โป๊ยก่ายเข้าไปรับเงินกับทองแล้ว ก็พร้อมกันทั้งสามคำนับขอบคุณแล้วถอยกลับออกไป พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงเดินเข้ามายึดมือเห้งเจียไว้ แล้วถามว่าจะไปจริงหรือ เห้งเจียเอานิ้วสกิดมือพระอาจาริย์สามทีแล้วขยิบตาให้ไป แล้วจึงพูดว่าอาจาริย์จงอยู่ให้สบายเถิด พวกข้าพเจ้าจะไปอาราธนาพระคำภีร์ได้แล้วจะกลับมาเยือน พระถังซัมจั๋งจึงปล่อยมือเห้งเจีย พี่น้องทั้งสามก็พากันออกจากพระราชวัง เห้งเจียก็เดินไปยังที่หอรับแขกเมือง พวกขุนนางรับแขกก็พากันออกมาต้อนรับเข้าไปเลี้ยงน้ำร้อนน้ำชา เห้งเจียจึงสั่งโป๊ยก่ายซัวเจ๋งว่า น้องทั้งสองจงอยู่ในห้องอย่าออกไปให้ผู้ใดเห็น ถ้าจะมีผู้ใต่ถามก็จงผันแปรพูดจากลบเกลื่อนไป อย่าให้รู้เท่าความจริงของเราได้ แต่เราจะไปคอยช่วยอาจาริย์ เห้งเจียว่าดังนั้นแล้วจึงถอนขนเพ็ชร์ออกหนึ่งเส้น เป่าคาถาแปลงเปนรูปเห้งเจียนั่งอยู่กับโป๊ยก่ายซัวเจ๋งที่ในหอรับแขก รูปจริงเห้งเจียก็เหาะขึ้นบนอากาศ แปลงเปนแมลงผึ้งตัวหนึ่งแล้ว ก็บินเข้าไปในพระราชวัง แลไปก็เห็นพระอาจาริย์นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยพระเจ้าแผ่นดิน หน้าตาไม่มีความสบาย เห้งเจียก็โผลงจับที่ริมหูพระถังซัมจั๋งกระซิบพูดเบา ๆ ว่า พระอาจาริย์ข้าพเจ้ามาแล้วอย่าวิตกไปเลย พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็ค่อยมีความสว่างใจออกไป สักประเดี๋ยวพวกขันธีก็มาทูลว่า ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าที่เถิด การทั้งปวงก็พร้อมเพรียงแล้ว พระมเหษีกับพระราชบุตรีก็คอยอยู่พร้อมแล้ว ขอพระองค์จงเชิญฮูเบ๊เข้าในพิธีการเถิด พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังขุนนางกราบทูลดังนั้น ก็มีพระไทยยินดี จึงเสด็จจากพระที่นั่งนำพระถังซัมจั๋งเข้าไปในพระราชมณเฑียรใน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ