๑๗

เมื่อเห้งเจียเหาะไปนั้นพวกหลวงจีนทั้งหลายในวัด แลขึ้นไปบนอากาศ เห็นเห้งเจียมีฤทธาศักดานุภาพยิ่งนัก ต่างคนต่างก็มีความกลัวเกรงทุก ๆ คน แล้วพูดว่า เหาะเหินเดินอากาศได้ดังนี้ทั้งไฟก็มิได้ทำอันตรายได้ ตาเฒ่าเจ้าวัดไม่รู้จักฟ้าต่ำดินสูงคิดความร้ายทำลายเขา โทษนั้นกลับมาถึงตัวต้องมรณาเพราะความโลภเจตนาที่เห็นผิดเปนชอบ

พระถังซัมจั๋งจึงพูดว่านี่แน่ท่านทั้งหลาย เห้งเจียไปตามหาผ้ากาสาวะภัตรถ้าได้มาสมประสงค์ก็จะดีไป ถ้าไม่ได้ผ้ากาสาวะพัสตรมาชีวิตรท่านทั้งหลายไม่ทราบว่าจะเปนประการใด ด้วยเห้งเจียเปนคนดุร้าย

เมื่อพระถังซัมจั๋งพูดดังนั้น หลวงจีนทั้งหลายมีความวิตกเปนอันมาก ต่างคนต่างคุกเข่าลงคำนับเทพยดาเทพาอารักษ์รุกขะพิมานร้องขอพรว่า ขอให้เห้งเจียได้ผ้ากาสาวะภัตรสมประสงค์เถิด ต่างวิตกนั่งคอยฟังข่าวเห้งเจียอยู่พร้อมกัน

ฝ่ายเห้งเจียรีบเหาะตรงไปยังเขาเฮกฮองซัว ครั้นถึงก็รออยู่บนอากาศ พิจารณาดูโดยละเอียดเห็นภูเขาสูงเปนสง่างาม เวลานั้นกำลังเปนฤดูเดือนสาม ต้นไม้กำลังผลิดอกออกช่อเปนที่น่าชม เห้งเจียพิจารณาดูภูเขารอบทั่วแล้ว แลไปข้างเนินเขาเห็นมีคนนั่งพูดกันอยู่สามคน จึงลงมาข้างริมเนินกำบังตัวแอบเข้าไปดูเห็นยักษ์นั่งอยู่สองข้าง ๆ ละคน อีกคนหนึ่งมีสีกายดำนั่งอยู่ข้างบนที่นั่งอยู่ข้างขวาเปนเต๊าหยิน ที่นั่งอยู่ข้างซ้ายนั้นเปนชีผ้าขาว ทั้งสามคนนั่งสนทนากัน ด้วยเรื่องฝึกฝนการบวชเรียนแลวิทยาวิชาต่าง ๆ อ้ายคนตัวดำนั้นหัวเราะแล้วพูดว่า วันมะรืนนี้เปนแซยิดของข้าพเจ้า ๆ ขอเชิญท่านทั้งสองได้เอ็นดูข้าพเจ้า มาประชุมในการสัมมรรคคีด้วย

คนที่เปนชีผ้าขาวนั้นตอบว่า ทุก ๆ ปีข้าพเจ้าก็ต้องมาช่วยใต้อ๋อง ถึงปีนี้ก็ต้องมาช่วยอวยพรกันตามเคยเหมือนทุกปีมา

เจ้าตัวดำจึงพูดว่า เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ของวิเศษสิ่งหนึ่งนามเรียกว่าผ้ากาสาวะภัตร ของสิ่งนี้เปนของดีงามปลาดตา วันพรุ่งนี้จะประชุมเลี้ยงฉลองผ้ากาสาวะภัตร จะตั้งนามประชุมนั้นว่า (กาสาประชุม) ท่านทั้งสองจะเห็นเปนอย่างไร

คนที่เปนเต๊าหยินหัวเราะแล้วตอบว่า ถ้าดังนั้นวันพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะมาคำนับก่อน

เห้งเจียแอบฟังแต่ต้นจนปลายทราบความทุกประการแล้ว ก็อุส่าห์สะกดใจไว้จนทราบเรื่องตลอดแล้ว ก็กระโดดเข้ามาร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายขะโมยมึงลักเอาผ้ากาสาวะภัตรของกูมา เอ๋งจงรีบเอามาคืนให้เราโดยเร็ว หาไม่มึงจะเปนอันตรายถึงแก่ชีวิตร ว่าแล้วก็ถือกระบองเงื้อจะตี ปิศาจยักษทั้งสามเห็นดังนั้นก็ตกใจ อ้ายตัวดำบันดานให้กายหายเปนลมหนีไป เต๊าหยินโจนหนีเหาะขึ้นไปแฝงกลีบเมฆไป ยังแต่ชีผ้าขาวนั่งตกตลึงอยู่หาได้หนีไปไม่ เห้งเจียตีด้วยกระบองล้มลงขาดใจตาย ซากศพนั้นก็กลายกลับเปนรูปงูขาวตัวหนึ่ง เห้งเจียเอากระบองเขี่ยขึ้นดูตัวก็ขาดเปนสองท่อน แล้วเหลียวหาอ้ายตัวดำกับเต๊าหยินยังแลเห็นหลังอยู่ ก็รีบเหาะไล่ตามข้ามเขาไป เห็นหว่างเขาเปนชะโงกง้ำออกมามีถ้ำใหญ่ ปิดปากถ้ำแน่นหนา ข้างบนปากถ้ำมีศิลาจารึกอักษรว่า เฮกฮองซัว ถ้ำเฮกฮองต๋อง เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงแกว่งกระบองร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายตายโหงจงรีบเอาผ้ากาสาวะภัตรของพระอาจาริย์กูมาโดยเร็ว ถ้าขัดขืนช้าไปกูจะทำลายถ้ำเสียให้ราบเปนน่ากลอง

ฝ่ายพวกบริวารยักษ ได้ยินดังนั้นจึงเข้าไปบอกแก่ใต้อ๋องว่าการที่จะประชุมกาสานั้นเห็นจะไม่สำเร็จ บัดนี้ข้างนอกที่ปากถ้ำนั้นมีอ้ายปากแหลมหน้าเหมือนรามสูรย์มาร้องทวงผ้ากาสาวะภัตร ถ้าไม่ออกไปมันว่าจะทำลายถ้ำเสียเดี๋ยวนี้ ขอท่านได้ทราบ

นายปิศาจยักษได้ฟังบริวารยักษบอกดังนั้น มีความโกรธยิ่งนัก จึงเรียกบริวารให้เอาเกราะกับทวนมาให้ แล้วก็แต่งตัวสวมเกราะมือถือทวน รีบเดินออกมาที่ประตูถ้ำ เห้งเจียยืนคอยอยู่ ครั้นเห็นปิศาจดำตลอดตัวใส่หมวกดำ คล้ายรูปม้าสวมเกราะทองแดงเสื้อชั้นนอกทับเกราะแพรดอกดำ มือถือทวนเปนอาวุธ สอดรองเท้าหนังดำ แลดูทั้งกายปิศาจดำดุจดินหม้อแลถ่านไฟ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะนึกในใจว่า อ้ายนี่เห็นกำเนิดมันจะเปนพวกเผาถ่าน คิดดังนั้นแล้วก็นิ่งคอยดูอยู่

ฝ่ายปิศาจยักษ์เดินออกมาถึงประตูถ้ำแล้ว จึงร้องถามด้วยเสียงเปนอันดังว่า ใครอยู่ที่วัดไหนหวา จึงมาถามหาผ้ากาสาวะภัตรทำไม เองอยู่ที่ไหนผ้ากาสาวะภัตรนั้นหายแต่เมื่อไร จึงได้เซอะซะมาทวงถามถึงที่นี่เองเชื่อดีอย่างไรหรือ

เห้งเจียได้ฟังจึงตอบว่า ผ้ากาสานั้นเก็บไว้ในกุฎีใหญ่ที่วัดกวนอิมเซียนอี้เมื่อคืนนี้ เกิดไฟไหม้วัดขึ้นตัวมึงแอบเข้าไปในกุฎีลักเอามาแลนัดพวกพ้องมาจะทำกาสาประชุม ยังจะมีหน้ามาโต้ตอบได้อีกหรือ เร็ว ๆ จงรีบเอามาให้กูเสียโดยดี หาไม่ชีวิตรมึงจะไม่รอดพ้นจากฝีมือกู

ฝ่ายอะสุระยักษ์ปิศาจได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะแล้วตอบว่า อ้ายคนเสเพลเจ้าอุบายมาก เมื่อคนนี้ไฟไหม้วัดนั้น เพราะด้วยเองเอาไฟมาทิ้งเอ็งแล้ว เราเห็นเอ็งนั่งอยู่หลังกุฎีใหญ่เรียกลมช่วยไฟให้ลุกขึ้นแรง จนไฟไหม้ไปทั้งวัด อันที่จริงข้าเอาผ้ากาสามาเสียนั้น ก็โดยคิดกลัวว่าไฟจะไหม้เสีย เจ้าจะทำอะไรเราหรือ ตัวเจ้าชื่อไรแชใดมีฝีมืออย่างไร จึงอาจสามารถทำปากกล้ามาพูดจาจองหองที่นี่

เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า เอ็งจำปู่ไม่ได้หรือ ปู่เปนสานุศิษย์พระเจ้าน้องยาเธอพระถังซัมจั๋ง นามของเรานี้คือซึงเห้งเจีย ถ้าเอ็งอยากจะรู้ฝีมือเราว่าจะกล้าแขงแรงฤทธิ์สักเท่าใดเราจะเล่าให้เจ้าฟัง หากเจ้าจะตั้งสะติไม่อยู่ขวัญจะหนีไปจากตัว

ปิศาจยักษ์จึงพูดว่าไหนเจ้าลองเล่าให้เราฟังดูทีหรือ เราจะได้รู้ว่าเจ้ามีฤทธิ์เดชสักเท่าใด

เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะว่า อ้ายเหลนของกูเอ็งจงเงี่ยหูลงคอยฟัง ทวดจะเล่าให้เอ็งฟัง

ตั้งแต่แรกเมื่อเกิดทวดมีฤทธิ์เดชประกอบด้วยอากาศจึงเติบใหญ่ ได้ไปเรียนวิชาต่อครูสอนให้ทวดรู้วิทยาแลยาวิเศษไม่แก่ไม่ตาย ทวดได้สำเร็จเปนใต้เซียนสารพัดคาบจะเปลี่ยนแปลงกายได้ทุกประการ หมื่นกิจแสนการดวงจิตรก็ไม่กอบไปด้วยตัณหาราคะ อายัตนะหกประการบริสุทธิ์ภาคมั่นคง ได้ลงไปปราบพระยาเล่งอ๋องได้กระบองวิเศษแล้วกลับมาเปนเจ้าอยู่ที่ถ้ำเลียมต๋องเง็กเซียงฮ่องเต้ตั้งให้เปนที่ซีเทียนใต้เซีย อยู่บนสวรรค์มียศเปนขุนนางผู้ใหญ่ เราทำวุ่นวายบนวิมานก็ไม่มีผู้ใดจะต่อต้านได้ เหตุเพราะท้ายเสียงเล่ากุนกับยี่หนึ่งจินกุนจับเราได้เอาไปบนสวรรค์ ท้ายเสียงเล่ากุนเอาไฟเผาเราด้วยเบ้าก็ไม่ตาย ทวดจึงถือกระบองกายสิทธิ์ตีขนาบเข้าไปถึงสามสิบสามชั้นวิมานไม่มีผู้ใดจะสู้ได้ สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ จึงได้บันดาลเขาเง้าเห้งซัวครอบทวดไว้ได้ห้าร้อยปี ทวดจึงได้มาพบพระถังซัมจั๋ง บัดนี้เราตั้งอยู่ในสัมมาทิฐิมรรค จะไปวัดลุ่ยอิมยี่นมัศการพระผู้ประเสริฐ ผู้กระทำที่สุดของโลกยและข้ามโลกยได้แล้วทั้งรอบจักรวาฬฟ้าดินต่อ ๆ มาถึงเดี๋ยวนี้ ก็รู้จักชื่อเราทั้งสิ้น เหลนจงฟังคำทวดที่เล่าให้ฟังนี้เถิด

ฝ่ายปิศาจยักษเมื่อได้ฟังเห้งเจียเล่าให้ฟังดังนั้น หัวเราะแล้วพูดว่า เออฉนั้นเรานึกได้แล้วคือมูลเหตุนั้น เง๊กเซียงฮ่องเต้ตั้งให้เจ้าเปนที่เป๊กเบ๊อุนอ้ายคนเลี้ยงม้ามิใช่หรือ

เห้งเจียได้ฟังปิศาจยักษกล่าวออกชื่ออักษรสามตัว ว่าเป๊กเบ๊อุน อันอักษรสามตัวนี้ ถ้าได้ยินได้เห็นเวลาใดก็เกิดโทโสดุจไฟเข้าลนหัวใจ ดวงตาเห้งเจียลุกดุจดาวโรหินี แกว่งกระบองกายสิทธิ์ชื่อกิมตอปัง ตรงเข้าตีปิศาจ ๆ ก็ขยับทวนเข้ารับ ต่างรบกันไปมาประมาณยี่สิบเพลงพอตวันจวนเที่ยง ปิศาจยักษ์เอาทวนกดกระบองเห้งเจียไว้แล้ว ร้องพูดแก่เห้งเจียว่า เวลานี้ก็จวนจะเที่ยงอยู่แล้ว จงพักให้เรากินอาหาร แล้วจึงค่อยมาต่อสู้กันใหม่ พูดแล้วก็ชักทวนถอยกลับเข้าถ้ำ สั่งบริวารให้ปิดประตูแน่นแล้วให้จัดเครื่องเลี้ยงแลเขียนหนังสือไปเชิญ พวกพ้องมิตรสหายทุก ๆ แห่งมาเลี้ยงโต๊ะจะได้คิดการต่อสู้แก่ข้าศึกต่อไป บริวารได้หนังสือแล้วก็รีบแยกย้ายกันไป

ฝ่ายเห้งเจีย ครั้นปิศาจกลับเข้าถ้ำแล้วคิดจะทำลายถ้ำเข้าไปก็เหนื่อย เหลือกำลัง จึงเหาะกลับมายังวัดอิมเซียนอี้เข้าไปคำนับพระอาจาริย์ แล้วเล่าความว่าปิศาจมีกายดำมันลักผ้ากาสาวะภัตร ไปจะทำการเลี้ยงโต๊ะ ในการแซยิดของมัน แลได้ต่อสู้กันจนกลับมาให้พระอาจาริย์กับหลวงจีนทั้งปวงฟังทุกประการ หลวงจีนทั้งหลายจึงจัดแจงเครื่องแจถวายเพลพระถังซัมจั๋งฉันแล้ว เห้งเจียจึงรับประทานต่อภายหลัง ครั้นเสพย์อาหารอิ่มเสร็จแล้ว เห้งเจียก็คำนับลาพระอาจาริย์เหาะกลับไปยังเขาเฮกฮองซัว เมื่อขณะเหาะกลับมาแลลงไปเห็นบริวารปิศาจยักษ์เดินมามือถือหีบไม้สาลีหีบหนึ่ง เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ลอยลงยังที่พื้นดิน ตรงเข้าสกัดหน้าเอาไม้กระบองตีปิศาจยักษตายคาที่ เห็นกายปิศาจอ่อนน่วมดุจฟองน้ำ เห้งเจียจึงลากศพทิ้งข้างทางแล้วเอาหีบนั้นมาเปิดดู ก็เห็นเปนหนังสือเชิญกินโต๊ะ ในใจความว่าข้าพเจ้าเฮกหันพระยาหมีดำ ขอคำนับมายังท่านกิมตือเล่าเสียงอาจาริย์ได้ทราบ ด้วยบัดนี้ข้าพเจ้าจะทำการเลี้ยงโต๊ะแลทำการกาสาประชุม ขอเชิญท่านมานั่งเล่นพอเปนกิริยาที่รื่นเริงในกำหนดวันพรุ่งนี้เปนวันประชุมขอจงมาในเวลากำหนดเถิด เห้งเจียอ่านดูรู้ความดังนั้นแล้วจึงหัวเราะว่า เหตุนี้เองทำให้อ้ายอาจาริย์เฒ่าที่ตายคบค้ากับอ้ายพวกปิศาจยักษมารเหล่านี้เปนเพื่อนฝูง อายุมันจึงได้ยืนถึงสองร้อยเจ็ดสิบปี เห็นอ้ายพวกปิศาจเหล่านี้จะให้ว่านยาอะไรกิน จึงได้มีอายุยืนนานฉนั้น จำเราจะแปลงกายเปนอาจาริย์เฒ่าผู้นั้น เข้าไปในถ้ำก็คงจะได้เห็นผ้ากาสาวะภัตร เพราะเราเคยเห็นแลจำตัวอ้ายนั่งข้างขวาได้ คือเต๊าหยินที่เหาะหนีเราไปครั้งก่อน คิดดังนั้นแล้ว จึงสำรวมกิริยาร่ายพระเวทคาถาแปลงกายให้เหมือนรูปอาจาริย์เต๊าหยิน

ครั้นแปลงกายแล้วก็เดินเข้ามายังถ้ำ เรียกให้เปิดประตูรับ พวกยักษ์บริวารได้ยินก็ออกมาเปิดประตูถ้ำ แลเห็นท่านอาจาริย์กิมตี้มาจึงกลับเข้าไปบอกนายว่า บัดนี้ท่านอาจาริย์กิมตี้มาแล้ว

เฮกหันได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า เราใช้คนไปเชิญเหตุใดจึงมาเร็วนัก ชะรอยจะเปนเห้งเจียไปอ้อนวอนเชิญให้มาขอผ้ากาสาวะภัตรคืนดอกกระมัง จำเราจะเอาผ้ากาสาวะภัตรซ่อนไว้เสียก่อน อย่าให้เห็น คิดดังนั้นแล้วก็เอาผ้ากาสาวะภัตรนั้นเก็บซ่อนเสีย

ฝ่ายเห้งเจียเดินเข้าไปในประตูถ้ำ เดินพลางชมพลางเห็นผลไม้ดกออกดอกช่ออระชอนดุจสวนบนสวรรค์ ครั้นเดินเข้าไปถึงประตูชั้นที่สองเห็นทั้งสองข้างมีเหลี่ยนหนังสือคู่หนึ่ง ข้างขวามีคำว่าระงับศุขสำราญไม่มีความโลภ ข้างซ้ายมีคำว่าอยู่ที่ลับความสนุกดุจเทวสะฐาน เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงคิดอยู่แต่ในใจว่า หนังสือที่เขียนไว้นั้นเปนข้อนำความสำเร็จที่จะให้พ้นจากโลกย์ ยักษ์เหล่านี้ก็รู้จักทางมรรคผลของความดี

เห้งเจียคิดดังนั้นแล้วก็เดินเข้าไปถึงประตูชั้นที่สาม แลดูรอบในนั้นเห็นประตูน่าต่างสลักเสลาเปนช่อเปนชั้น ลวดลายต่าง ๆ งดงามเจริญตาเปนที่เจริญใจยิ่งนัก ก็เดินตรงเข้าไปจนถึงตัวเฮกหัน

ฝ่ายเฮกหันครั้นเห็นเห้งเจียเดินเข้ามา ก็สวมเสื้อแต่งตัวออกมารับเชิญแล้วจึงพูดว่าข้าพเจ้าจะทำการเล็กน้อยในวันพรุ่งนี้ ท่านอาจาริย์มีธุระหรือจึงมาก่อนกำหนดในจดหมาย

เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าจะใคร่ชมผ้ากาสาวะภัตร จึงได้รีบมาก่อนกำหนด เพราะได้ทราบในจดหมายซึ่งท่านให้คนถือไปให้ กำลังสนทนากันอยู่นั้น พวกบริวารที่ไปเที่ยวสอดแนมกลับเข้ามาบอกว่า ใต้อ๋องจงทราบเถิดว่า คนที่ถือหนังสือเทียบไปเชิญพระอาจาริย์กิมตี้นั้น ไปได้ครึ่งทางพบเห้งเจียเข้าเห้งเจียตีตายเสียแล้ว แปลงกายปลอมเปนอาจาริย์กิมตี้เข้ามาในถ้ำ จะคิดอุบายเอาผ้ากาสาวะภัตรคืนเปนแน่ ข้าพเจ้าได้แอบดูได้เห็นประจักษ์แก่ตาแล้ว

เฮกหันครั้นได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธจึงเอาทวนแทงเห้งเจีย ๆ แลเห็นดังนั้นหลบถอยหลังแปรกลับเปนรูปเดิม ชักกระบองเข้ารบรับกันในถ้ำ แลท่อยทีหนีไล่ถอยออกมาจนนอกประตูถ้ำ แลขึ้นรบกันบนยอดเขาต่างมีฤทธิ์เข้มแขงรบกันได้หลายร้อยเพลง จนเวลาจวนค่ำก็ยังหาแพ้แลชะนะกันไม่

เฮกหันเอาทวนรับกระบองไว้แล้วร้องพูดว่า เห้งเจียหยุดก่อนเราจะพูดให้ท่านฟัง ด้วยเวลานี้ก็จวนจะค่ำอยู่แล้วเราหยุดรบกันเสียก่อนพรุ่งนี้เช้าเราจึงค่อยมารบกันให้ถึงแพ้แลชะนะ พูดดังนั้นแล้วก็บันดานตัวให้เปนสายเหมือนลมหายไปต่อหน้า

เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ไม่สามารถที่จะทำประการใดได้ ก็เหาะกลับมายังวัดเข้าไปคำนับพระอาจาริย์

พระถังซัมจั๋งเห็นเห้งเจียกลับมาจึงถามว่า ไปพบผ้ากาสาวะภัตรนั้นเปนประการใดได้หรือไม่ได้

เห้งเจียจึงเล่าความตั้งแต่ต้นจนปลาย ให้พระอาจาริย์ฟังทุกประการ

พระถังซัมจั๋งได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นจึงย้อนถามว่า ฝีมือปิศาจกับตัวเจ้า ใครจะเปนอย่างไรกัน

เห้งเจียจึงตอบพระอาจาริย์ว่า ก็พอจะสู้กันได้ไม่สู้กระไรนัก พระถึงซัมจั๋งจึงว่าถ้าดังนั้นทำประการใดจึงจะได้ผ้ากาสาวะภัตรคืนเล่า

เห้งเจียตอบว่าพรุ่งนี้คงจะเอาคืนให้จงได้ ค่ำวันนี้จะขอหยุดพักพอให้มีแรงเสียสักคืนก่อน

พระถังซัมจั๋งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จิตใจให้วิตกด้วยผ้ากาสาวะภัตรยิ่งนัก ในคืนวันนั้นพระถังซัมจั๋งหาเปนอันที่จะหลับนอนไม่ นั่งอยู่ที่ตรงน่าต่างตรึกตรองหามีความสบายไม่

ฝ่ายเห้งเจียเมื่อพักนอนครั้นดึกสามยามเห้งเจียก็ผุดลุกขึ้นเรียกหลวงจีนทั้งหลายมาพร้อมกัน สั่งให้ระวังรักษาพระอาจาริย์ให้ดี เราจะมีธุระไปสักหน่อย

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งนั่งตรึกตรองเปนทุกข์อยู่หาหลับไม่ ครั้นได้ยินเห้งเจียสั่งหลวงจีนดังนั้น ก็ลงจากเตียงร้องถามออกมาว่าเห้งเจียจะไปข้างไหนเวลาค่ำมืดดังนี้แล้ว

เห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าคิดว่าการสิ่งนี้ จะต้องไปหาพระกวนอิมเพราะที่วัดนี้ชาวชนทั้งหลายมาสักการบูชา สร้างขึ้นถวายเปนวัดของพระกวนอิม เพราะอักษรเขียนชื่อวัดก็เปนชื่อพระกวนอิม ๆ ให้สัตว์เดรฉานปิศาจยักษ์อยู่ใกล้วัดดังนี้ ข้าพเจ้าจะไปเชิญท่านแลเล่าการให้ท่านฟังจะได้นิมนต์ท่านมา เห็นคงจะได้ผ้ากาสาวะภัตรคืนโดยง่าย ข้าพเจ้าคิดเห็นอย่างนี้จึงจะไปเชิญท่านมา

พระถังซัมจั๋งจึงถามว่าท่านไปเมื่อไรท่านจะกลับมา ด้วยพระกวนอิมก็อยู่ไกล

เห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าคะเนเวลากินเข้าเช้าแล้วก็คงจะกลับมาถึง ถ้าอย่างช้าก็เพียงเที่ยง เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็คำนับลาพระอาจาริย์เหาะตรงไปยังเขาน่ำไฮ้บัดเดี๋ยวก็มาถึง เห้งเจียลอยพิจารณาอยู่บนอากาศเห็นไชยภูมิเขามีน้ำไหลรินเปนฟูฝอยไสยสอาด มีต้นผลไม้ต่าง ๆ ผลิดอกออกช่อหลายอย่างหลายพัน ทั้งภูเขาโขดคูแลเพิงพักซับซ้อนเปนลำดับต่าง ๆ มีไม้ต้นไม้ลำต่าง ๆ ดุจคนแกล้งมาปลูกไว้ ฝูงทีฆะชาติปักษาก็มาร่อนร้องแลลงจับจิกกินผลไม้ที่มีผล เร่าร้องสนั่นเสียงเซ็งแซ่ เห้งเจียดูก็ให้เกิดความเพลิดเพลินเจริญใจ จึงนึกแต่ในใจว่าในสฐานที่นี้ ควรเปนที่อยู่ของผู้วิเศษที่มีสะติปัญญาความระงับจะเปนที่อาไศรย ครั้นแล้วก็ลอยลงยังพื้นดินเดินเข้าไปยังป่าไผ่ ครั้นถึงประตูเก๋งใหญ่เห้งเจียก็เดินเข้าไปข้างในแลเห็นพระกวนอิมนั่งอยู่บนบัลลังก์บัว เห้งเจียก็คุกเข่าลงคำนับนมัศการโดยเคารพ พระกวนอิมเห็นเห้งเจียจึงถามว่า เจ้ามีกิจธุระอะไรหรือจึงได้มาจนถึงนี่

เห้งเจียนมัศการแล้วตอบว่า ข้าพเจ้ากับพระอาจาริย์มีความร้อนใจเปนอันมาก เมื่อเดินทางไปไซทีพบวัดเข้าวัดหนึ่งมีนามว่าวัดกวนอิมเซียนอี้ ชนทั้งหลายมีความเลื่อมใสมาสักการบูชาด้วยธูปเทียนดอกไม้อยู่เนืองนิตย์มิได้ขาด บัดนี้มีสัตว์หมีปิศาจยักษ์ตนหนึ่งอยู่ใกล้วัด มันลักเอาผ้ากาสาวะภัตรของพระอาจาริย์ข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าไปทวงถามหลายครั้งแล้วมันหาคืนให้ไม่ บัดนี้ข้าพเจ้าจะมาขอทวงเอาที่ท่านเพราะท่านเปนเจ้าของวัด ยอมอนุญาตให้ปิศาจยักษ์อยู่ใกล้เคียงวัดกวนอิมเซียนอี้ ขอให้ท่านเปนธุระจัดแจงเอามาให้

พระกวนอิมได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงว่าเดระฉานไม่รู้จักผิดแลชอบพูดจาไม่มีแบบแผนเลย อ้ายปิศาจหมีมันลักเอาไปควรเอ็งจะไปทวงเอาแก่มันจึงจะถูก เหตุใดจะมาทวงเอาที่อาตมเล่า ซึ่งเหตุการเกิดความเดือดร้อนขึ้นดังนี้ ที่แท้ก็เพราะเจ้าใจใหญ่นำเอาของวิเศษออกประกวดอวดแก่เขา ให้คนร้ายคนพาลเห็นแล้วยังมิหนำ ซ้ำตัวเจ้าได้กระทำผิดเมื่อไฟติดขึ้นแล้ว เจ้ายังเรียกลมให้ประสมพัดจนไฟไหม้วัดวาอารามหมดสิ้นดังนี้ ยังมีหน้าเอาความร้ายมาใส่เราอีกหรือ เราว่าดังนี้เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าใครผิดแน่

เห้งเจียเห็นพระกวนอิมมีความโกรธดังนั้น ก็ลนลานกราบลงแล้วพูดว่า ขอท่านได้ยกโทษให้ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด อันที่จริงนั้นข้าพเจ้าเห็นว่า อ้ายปิศาจมันไม่ยอมคืนผ้ากาสาวะภัตรให้แก่ข้าพเจ้าเปนแน่ พระถังซัมจั๋งจะภาวนาบีบศีศะข้าพเจ้าเหลือที่จะทนได้ เพราะฉนั้นซึ่งข้าพเจ้ามาทั้งนี้ หมายจะพึ่งพระบารมีท่าน ขอได้โปรดกรุณาแก่ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด

พระกวนอิมจึงพูดว่า เอาเถอะข้าก็จะช่วยเพราะเห็นแก่พระถังซัมจั๋ง พูดดังนั้นแล้วก็ออกจากที่อยู่ปาฏิหารเหาะลอยขึ้นบนอากาศ ตั้งหน่าตรงไปยังเขาเฮกฮองซัว เห้งเจียก็เหาะตามไปข้างหลัง ครั้นใกล้จะถึงพระกวนอิมเห้งเจียลอยลงเดินไปตามทาง ขณะนั้นมีเต๊าหยินคนหนึ่งถือถาดเดินมาในถาดมียาวิเศษอายุวัฒนะสองเม็ด เดินมาปะหน้าเห้งเจีย ๆ ยกไม้กระบองฟาดลงทีหนึ่ง เต๊าหยินล้มดิ้นขาดใจตาย พระกวนอิมเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงพูดว่า อ้ายสัตว์วานรนี้ชั่วช้านักทำไมจึงได้ทำดังนี้เล่า เพราะว่าคนนี้เขามิได้ขะโมยผ้ากาสาวภัตรของตัวไป เหตุใดจึงไปตีเขาให้ถึงแก่ความตาย

เห้งเจียพูดว่าท่านยังไม่ทราบ เต้าหยินนี้คือพวกพ้องบริวารของอ้ายยักษ์หมีดำ ถ้าละไว้ไม่คิดตัดกำลังปล่อยให้มากขึ้น พรุ่งนี้อ้ายเหล่านี้ก็จะมาประชุมกัน อ้ายเต๊าหยินคนนี้มันเที่ยวหาของมาช่วย พูดดังนั้นแล้วก็จับศพเต๊าหยินยกขึ้นมาดูก็เห็นเปนชะมดตัวหนึ่ง เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็หัวเราะแลไปที่ในถาดเห็นมียาวิเศษอยู่สองก้อนที่ก้นถาด มีอักษรจารึกอยู่สี่ตัว คือ ลีนฮือจื๊อเจ่ เห้งเจียเห็นดังนั้นแล้วก็พูดว่า บังเอินสบเหมาะ จึงหันหน้ามาคำนับพระกวนอิมแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าคิดอุบายได้อย่างหนึ่ง จะใช้ซ้อนกลแต่ไม่ทราบว่าท่านจะยอมหรือไม่

พระกวนอิมจึงถามว่า อุบายของท่านประการใดจงชี้แจงให้เราฟัง เมื่อเห็นสมควรจะทำก็จะได้ทำ

เห้งเจียจึงว่า หนังสือในถาด ลีนฮือจื๊อเจ่นั้น คือชื่อของเต๊าหยินตายนั้นเอง ขอให้ท่านแปลงกายให้เหมือนเต๊าหยิน ข้าพเจ้าจะแปลงเปนยาหนึ่งเม็ดวางอยู่ในถาด ท่านจงยกเข้าไปช่วยการแซยิดของปิศาจหมี ถ้าอ้ายยักษ์กินยานั้นเข้าไปในท้อง ข้าพเจ้าก็จะทำถนัด แม้มันไม่ยอมให้ผ้ากาสาวะภัตร ข้าพเจ้าจะรวบรัดเอาไส้มันออกมาให้หมด ท่านจะเห็นชอบด้วยหรือไม่

พระกวนอิมได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น จึงหัวเราะแล้วพูดว่าได้การแล้ว พระกวนอิมจึงสำรวมจิตรนึกน้อมกระทำภาวนาแปลงกายเปนเต๊าหยินกระทำกิริยาอาการให้เหมือนดุจคนเดียวนั้น

เห้งเจียเห็นพระกวนอิมแปลงรูปเปนลีนฮือจี๊อเจ่ จึงชมว่าช่างเหมือนจริง ๆ แล้วบอกว่าข้าพเจ้าจะแปลงบ้าง พูดแล้วก็สำรวมจิตรร่ายพระคาถาตัวเห้งเจียก็กลายเปนยาเม็ดกลมกลิ้งอยู่ในถาด พระกวนอิมก็ถือถาดเดินมายังถ้ำ ครั้นถึงก็พิจารณดูท่าทางที่ปากถ้ำแลต้นผลไม้ร่มรื่นเปนน่าอยู่ อาจให้เกิดความผาศุขสบายใจได้ ควรเปนที่อาไศรยปฏิบัติอาจให้เกิดมรรคผลได้อยู่ ว่าเราจะต้องแก้ไขช่วยชีวิตรปิศาจไว้บ้างจะได้ไม่ถึงแก่ความตาย แลไม่ขาดเมตาจิตรแห่งเรา

เมื่อพระกวนอิมคิดดังนั้นแล้ว ก็เดินเข้าไปยังประตูถ้ำ เห็นหมู่ปิศาจยักษ์น้อย ๆ พูดกันว่า ท่านฤๅษีลีนฮือจื๊อเจ่มาแล้ว บ้างก็รีบเข้าไปบอกเฮกหันใต้อ๋องว่าบัดนี้ท่านลีนฮือจื๊อเจ่มาแล้ว

เฮกหันได้ฟังดังนั้นก็เดินออกมารับ เชิญท่านลีนฮือจื๊อเจ่เข้าไปนั่งที่อันสมควรแล้ว ยักษ์หมีจึงพูดว่าขอบใจท่านได้เอ็นดูแก่ข้าพเจ้าเอาของมาช่วย พระเดชพระคุณของท่าน อยู่แก่ข้าพเจ้าเปนอันมาก

พระกวนอิมจึงพูดว่า ข้าพเจ้าได้ยาวิเศษหนึ่งเม็ดมาคำนับท่าน พูดแล้วก็ยกถาดยานั้นมาส่งให้แก่เฮกหันแล้ว ก็อวยพรว่าขออายุท่านจงเจริญยืนนานชั่วฟ้าแลดินเถิด

ปิศาจยักษได้ฟังดังนั้น ก็มีความยินดีเปนอันมาก มิได้มีความรังเกียจกินแหนงเลย จึงหยิบยาใส่ปากกลืนลงไปในท้องในทันใดนั้น

เห้งเจียเมื่อเข้าไปอยู่ในท้องเฮกหันได้แล้ว ก็กลับกลายจากเม็ดยาเปนรูปเดิม เอามือจับใส้เฮกหันหมุนบิดไปมา จนเฮกหันได้ความทุกข์เวทนาเจ็บปวดถึงสาหัศ ร้องไห้ลีนฮือจื๊อเจ่ช่วยว่าข้าพเจ้าจะถึงแก่ชีวิตรอันตรายแน่แล้ว ขอท่านได้กรุณาแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ร้องพลางดิ้นพลางอยู่กลางพื้นถ้ำ

ฝ่ายพระกวนอิมเห็นดังนั้น ก็คลายมนต์กลับเปนรูปเดิมร้องตวาดว่า เจ้าจงรีบเอาผ้ากาสาวะภัตรออกมาให้เรา ๆ จึงจะยกโทษให้

เฮกหันครั้นเห็นลีนฮือจื๊อเจ่ กลับเปนพระกวนอิมไปดังนั้น ก็รู้ว่าตนต้องอุบายของเห้งเจียแล้ว ทั้งเจ็บทั้งกลัวเหลือกำลังสิ้นทิฐิมานะลง จึงร้องสั่งบริวารให้ไปเอาผ้ากาสาวะภัตรมาโดยเร็ว

ปิศาจน้อยได้ฟังนายสั่งดังนั้น ก็ไปเอาผ้ากาสาวะภัตรออกมาถวายพระกวนอิม ๆ ก็รับผ้านั้นไว้แล้วก็บอกเห้งเจียออกมา เห้งเจียก็บันดานเปนลมอากาศออกมาจากท้องเฮกหัน เดินมาหยิบผ้ากาสาวะภัตรถือไว้

ฝ่ายพระกวนอิมเห็นปิศาจยักษยังฟุบหน้าอยู่คิดวิตกไปว่า ถ้าปิศาจยักษยังจะมีโทสะอยู่ก็จะทำการจลาจลต่อไป อย่าเลยจะต้องเอามงคลครอบศีศะไว้เสียเถิด คิดดังนั้นแล้ว ก็เอามงคลที่พระให้ไว้สวมศีศะเฮกหันลงทันที

ฝ่ายเฮกหันเมื่อมงคลต้องศีศะก็ทลึ่งลุกขึ้น ฉวยทวนจะแทงพระกวนอิม ๆ กับเห้งเจียกระทำปาฏิหารขึ้นลอยอยู่บนอากาศแล้ว พระกวนอิมก็ร่ายพระมนต์ ออกชื่อเฮกหันยักษ์หมีผู้เดียว เฮกหันก็ปวดเศียรเวียนเกล้าราวกับศีศะจะแตกลงกลิ้งอยู่กับพื้นดิน ทวนก็หลุดจากมือร้องขอโทษอ้อนวอนไปต่าง ๆ

พระกวนอิมจึงกล่าวว่า อ้ายสัตว์เดรฉานเจ้าจะยอมกลัวเราหรือไม่

เฮกหันจึงว่าข้าพเจ้ายอมกลัวท่านแล้ว ขอรับประทานชีวิตรไว้สักครั้งหนึ่งเถิด เห้งเจียเห็นดังนั้นก็อยากจะใคร่ตีด้วยกระบองสักทีหนึ่ง แต่พระกวนอิมว่าอย่าทำให้ถึงตายเลย อาตมาจะเอาไปไว้ใช้

เห้งเจียถามว่า จะเอาไปไว้ใช้ที่ไหน พระกวนอิมบอกว่าที่หลังเขาน่ำไฮ้นั้นยังไม่มีคนเฝ้า จะพาไปไว้ให้เฝ้าที่ตำบลนั้น เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า นี่แลจริงแท้ว่ามีความกรุณาไม่บกพร่อง

ฝ่ายปิศาจเฮกหันครั้นฟื้นขึ้นแล้ว ก็พะนมมือร้องว่า ข้าพเจ้าจะรักษาธรรมสัมมาปฏิบัติตลอดชีวิตร พระกวนอิมได้ฟังดังนั้นจึงลอยลงมายังพื้นดิน แล้วจึงเดินมาลูบศีศะเฮกหันสอนให้ถือศีล แล้วบอกว่าท่านจงถือทวนตามเราไป

ฝ่ายปิศาจหมีตั้งแต่นั้นจิตรใจก็ปราศจากความชั่วร้ายเปนปรกติ ถือทวนคอยตามพระกวนอิมไปเขาน่ำไฮ้ พระกวนอิมจึงสั่งเห้งเจียว่าท่านจงเอาผ้ากาสาวะภัตรไปให้พระถังซัมจั๋ง แลตัวเจ้าจงอุสาหะคุมรักษาเธอไปให้ดี ถ้าทีหลังอย่าเอาผ้ากาสาวะภัตรนั้นออกอวดแก่ผู้ใดอีกต่อไป

เห้งเจียได้ฟังพระกวนอิมสั่งดังนั้น ก็คำนับลาลอยลงยังพื้นดินเอาไฟเผาถ้ำนั้นเสียสิ้นแล้วก็เหาะกลับไปยังวัดกวนอิมเซียนอี้ พระกวนอิมก็หาเฮกหันไปยังเขาน่ำไฮ้ ที่อยู่ของพระกวนอิม

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ